‘บก.ลายจุด’แซะไม่เลิก! อ้างความรับผิดชอบเหนือกฎหมาย

'บก.ลายจุด'แซะไม่เลิก! อ้างความรับผิดชอบเหนือกฎหมาย

‘บก.ลายจุด’แซะไม่เลิก! อ้างความรับผิดชอบเหนือกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.34 น.

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักกิจกรรมทางการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่ออภิสิทธิ์ตอบคำถาม นศ จุฬา เรื่อง กปปส เขาตอบกลับมาว่า “ผมและ กปปส ไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

ข้อเท็จจริงคือ กปปส นั้นเป็นร่างที่ 2 ของประชาธิปัตย์ที่ลงมาสู้บนถนน และอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคในเวลานั้น องคาพยพของ กปปส ตั้งแต่แกนนำ ยันมวลชน ล้วนใช้กลไกของพรรคประชาธิปัตย์เกือบทั้งหมด

การปฏิเสธเสียงแข็งแล้วหันหน้าเดินจากไปของอภิสิทธิ์คือสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเขาได้เป็นอย่างชัดเจนคือ การโกหกและไม่ยอมรับความเป็นจริงในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาด

และต่อให้อภิสิทธิ์จะใช้กลไกปกป้องตนเองอย่างไรก็ตาม เรื่องทั้งเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 และการเคลื่อนไหวของ กปปส ได้อยู่ในบันทึกความทรงจำของประชาชนอย่างกว้างขวาง

น่าเสียดายที่คุณอภิสิทธิ์ประเมินตนเองสูงไปในการกลับมาสู่สนามการเมืองอีกครั้ง และคิดว่าความอัปยศที่ตนเองได้ร่วมกระทำไว้จะไม่สามารถเอาผิดแกได้

ก็อย่างที่คุณอภิสิทธิ์พูดไว้ในหลายเวทีตอนที่กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า “ความรับผิดชอบการทางการเมืองต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย”

เชื่อว่าตลอดการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า แผลเก่าของแกคงถูกขุดขึ้นมาตลอดการหาเสียง ให้เตรียมรับแรงกระแทกอีกครั้ง

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ จี้ ‘อธิการ มธ.’ สอบเรื่องใหญ่! เหตุกระทบใจคนไทย ก่อนโดน ม.157

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' จี้ 'อธิการ มธ.' สอบเรื่องใหญ่! เหตุกระทบใจคนไทย ก่อนโดน ม.157

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ จี้ ‘อธิการ มธ.’ สอบเรื่องใหญ่! เหตุกระทบใจคนไทย ก่อนโดน ม.157

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.58 น.

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  มธ. เกิดอะไรขึ้น

ได้ดูคลิปของครูแหม่ม​ อุไรวรรณ​ เลิศคณิต​ ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในธรรมศาสตร์ ไม่สามารถฉายภาพซ้ำ​ จะกลายเป็นผิดไปด้วย ความสูญเสียของคนไทยทั้งชาติ การเสด็จสู่สวรรค์ของพระพันปีหลวงมหาราชินีที่เป็นที่รักยิ่งของคนไทย คนไทยอาลัยรัก 

แต่คนกลุ่มหนึ่งนอกจากไม่แสดงความอาลัย ยังแสดงออกสุ่มเสี่ยงหมิ่นม.112 ครูแหม่มเรียกร้องให้อธิการ​มธ. ลาออก แสดงความรับผิดชอบ แฟร์ๆ​ อธิการ​ มธ. เพิ่งมารับตำแหน่ง อาจจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก สิ่งแรกที่ต้องทำ สั่งสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร คนทำเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์หรือไม่ คนที่เกี่ยวข้องการทำคลิปนี้ทั้งหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ กระทบใจคนไทย​ ที่รักพระพันปีหลวง หากไม่ทำอะไรเลย​ ปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ ระวังจะมีคนฟ้อง​ 157

‘อัษฎางค์’เผยสื่อเกาหลีมองอนุทิน เป็นผู้นำสายปฏิบัติ ผู้วางหมากเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

‘อัษฎางค์’เผยสื่อเกาหลีมองอนุทิน เป็นผู้นำสายปฏิบัติ ผู้วางหมากเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

‘อัษฎางค์’เผยสื่อเกาหลีมองอนุทิน เป็นผู้นำสายปฏิบัติ ผู้วางหมากเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.21 น.

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า นายกๆ อนุทินลงข่าวหน้าหนึ่ง Korea Herald เช้านี้

”ไทย–เกาหลีใต้ : เมื่อ “อนุทิน” พาไทยก้าวสู่เวทีโลก“

“อนุทิน” กำลังพิสูจน์ว่า ไทยสามารถยืนในสนามโลก โดยไม่ต้องหมอบให้ใคร

#อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ

หลังการประชุม APEC 2025 ที่เกาหลีใต้ “สื่อเกาหลี” พาดหัวว่า“Thai PM aims for $30 billion trade with Seoul” 
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้ไปเกาหลีเพื่อถ่ายรูป แต่ไปเพื่อ “วางหมากเศรษฐกิจระดับภูมิภาค”
ในฐานะผู้นำรัฐบาลใหม่ อนุทินประกาศเป้าหมายชัด

• ยกระดับการค้าระหว่างไทย–เกาหลีใต้สู่ 30,000 ล้านดอลลาร์

• เร่งปิดดีล CEPA (Comprehensive Economic Partnership Agreement) ที่ค้างมานานกว่า 20 ปี

• ขยายความร่วมมือจาก “อุตสาหกรรมการผลิต” สู่ “เศรษฐกิจนวัตกรรม–เทคโนโลยี–พลังงานสะอาด”

สื่อเกาหลีมองอนุทิน ว่าเป็นผู้นำ “สายปฏิบัติ”

ที่สามารถเปลี่ยนจากนักการเมืองในประเทศมาเป็น “นักยุทธศาสตร์ภูมิภาค” ได้อย่างรวดเร็ว
เขาเพิ่งรับตำแหน่งไม่ถึงสองเดือน แต่กลับสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลกได้ทันที ทั้งการเซ็น “ข้อตกลงหยุดยิง” ไทย–กัมพูชา (โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วม)
และการยืนจับมือกับผู้นำเกาหลีใต้ พร้อมแถลงความร่วมมือในระดับ “Strategic Partnership” ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ กลาโหม และพลังงานสีเขียว

เกาหลีใต้เห็นไทยในฐานะ “Strategic Gateway to ASEAN”

ในบทสัมภาษณ์กับ The Korea Herald

นายกฯ อนุทินย้ำว่า “ไทยพร้อมเป็นสะพานเชื่อมอินโด–แปซิฟิกกับอาเซียน”ขณะที่เกาหลีมองไทยว่าเป็น “พันธมิตรยุทธศาสตร์” ที่มีทั้งฐานอุตสาหกรรมแข็งแรงและทำเลทองในห่วงโซ่อุปทานโลก
ทั้งสองประเทศตกลงเร่งเจรจา CEPA เพื่อเชื่อมอุตสาหกรรม EV, เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด โดยไทยเสนอให้ใช้โครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) เป็นศูนย์กลางการลงทุนร่วม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเกาหลีใต้ในการขยายฐานเทคโนโลยีสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“กัมพูชา” และ “อาชญากรรมไซเบอร์”: เกมการทูตที่ลึกกว่าสงคราม

ประโยคที่คนไทยอาจมองข้ามคือ

“Thailand seeks closer cooperation with South Korea to curb transnational crime.”
“ประเทศไทยมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือกับเกาหลีใต้เพื่อร่วมกันสกัดกั้นและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ”
เพราะเบื้องหลังคือ การเชื่อมโยงปัญหากัมพูชา–ทุนเทา–คอลเซ็นเตอร์–ค้ามนุษย์ ซึ่งกำลังกลายเป็นภัยมั่นคงข้ามชาติ ไทยประกาศร่วมมือกับเกาหลีใต้ เมียนมา จีน และ UN เพื่อสกัดเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ 
นี่คือการยกระดับ “สงครามชายแดน” ให้กลายเป็น “สงครามข้อมูลและทุนเทา” ที่ไทยต้องเล่นในสนามโลก
กล่าวอีกอย่างคือ ไทยเลือก “รบด้วยกฎหมายและพันธมิตร”
แทนที่จะรบด้วยปืน เพราะเข้าใจแล้วว่าศตวรรษที่ 21
การป้องกันชาติไม่ได้อยู่ที่รถถัง แต่อยู่ที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์

สรุป

สื่อเกาหลีมองอนุทิน ว่าเป็นผู้นำ “สายปฏิบัติ” ผู้วางหมากเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ที่กำลังวางหมาก “ระเบิดทางเศรษฐกิจ” เพื่อให้ไทยยืนระหว่างจีน–อเมริกา–เกาหลี เขากำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์ไทยจาก “ประเทศที่มีข้อพิพาทชายแดน” โดยการรบด้วยกฎหมายและพันธมิตร” ให้ไทยเป็น “ประเทศศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมยุคใหม่และความร่วมมือข้ามชาติ 

‘เทพไท’ติงฝ่ายค้าน เกี่ยงซักฟอกรัฐบาลอนุทิน ชี้ 2 พรรคไม่กล้าแตะ 3 ปมร้อน กลัวถูกชิง’ยุบสภา’ตัดหน้า

'เทพไท'ติงฝ่ายค้าน เกี่ยงซักฟอกรัฐบาลอนุทิน ชี้ 2 พรรคไม่กล้าแตะ 3 ปมร้อน กลัวถูกชิง'ยุบสภา'ตัดหน้า

‘เทพไท’ติงฝ่ายค้าน เกี่ยงซักฟอกรัฐบาลอนุทิน ชี้ 2 พรรคไม่กล้าแตะ 3 ปมร้อน กลัวถูกชิง’ยุบสภา’ตัดหน้า

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.55 น.

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า อย่าเกี่ยงกัน 3 เรื่องพอซักฟอกแล้ว

นับตั้งแต่มีการเซ็นMOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน เพื่อสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพรรคประชาชนไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล และไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลแต่อย่างใด ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงท่าทีทางการเมืองของพรรคประชาชน ว่าเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคฝ่ายค้ำกันแน่ ในขณะที่พรรคเพื่อไทยที่ผิดหวังจากการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็มีการกระแหนะกระแหน แซะพรรคประชาชนอยู่ตลอดเวลา จึงเห็นบทบาทการทำท่าทีของพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคฝ่ายแค้นให้เห็นอยู่เป็นประจำ

ล่าสุดมีการวิเคราะห์กันว่า รัฐบาลของนายอนุทินจะอยู่ไม่ครบ4เดือน คืออาจจะมีการยุบสภาก่อนวันที่ 31 มกราคม 2569 ตามที่ประกาศไว้ ซึ่งปัจจัยชี้ขาดน่าจะมาจากการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นการยื่นของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชนก็ตาม แต่ถ้าดูความเคลื่อนไหวของทั้ง2พรรคแล้ว จะเห็นบทบาทความเคลื่อนไหวที่เกี่ยงกัน พยายามโบ้ยกันไปมา มีการสบประมาทพรรคเพื่อไทยว่า จะกล้าอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทินหรือไม่ เพราะถ้าหากยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เปรียบเสมือนหยิกเล็บเจ็บเนื้อกัน 

ส่วนพรรคประชาชน ก็ถูกท้าทายว่ากล้าที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทินหรือไม่ เพราะยังแอบฝันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะประสบความสำเร็จตามที่ตกลงไว้ในMOA และสามารถจะนำไปอธิบายกับประชาชนได้ว่า ไม่ได้โหวตให้นายอนุทินฟรี แต่เป็นการโหวตเพื่อแลกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลคุ้มค่าทางการเมือง

แต่ถ้าดูท่าทีของพรรคฝ่ายค้านทั้ง2พรรค คือพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยแล้ว จะเห็นบทบาทอยู่ในลักษณะคุมเชิงทไม่กล้าผลีผลามที่จะประกาศเรื่องยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ทั้งที่มีประเด็นสามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ในหลายประเด็นที่สำคัญเช่น 1.การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 2.ความรับผิดชอบในการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ 3.การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ไม่มีความคืบหน้า

ซึ่งทั้ง3ประเด็นนี้ ถ้าหากทั้ง2พรรค หรือไม่ว่าพรรคใดพรรคหนึ่ง ขยับที่จะยื่นญัตติอภิปรายไว้วางใจรัฐบาลอนุทินแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็จะชิงยุบสภาตัดหน้าทันที จึงไม่ควรจะเกี่ยงกันระหว่างพรรคฝ่ายค้าน2พรรค ถ้าเห็นว่ามีประเด็นสำคัญและถ้าทั้ง2พรรคพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างจริงจัง ก็สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจร่วมกันได้ และชะตากรรมของรัฐบาลอนุทินก็จะขาดทันที

‘เนเน่’ เล่าเหตุระทึก ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ชูป้ายประท้วงสลายชุมนุม 53

'เนเน่' เล่าเหตุระทึก 'อภิสิทธิ์' นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ชูป้ายประท้วงสลายชุมนุม 53

‘เนเน่’ เล่าเหตุระทึก ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ชูป้ายประท้วงสลายชุมนุม 53

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.54 น.

‘เนเน่’ เล่าเหตุระทึก ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ประท้วงเหตุสลายชุมนุม 53 ก่อนเข้าบรรยายในหัวข้อ ‘นโยบายสาธารณะ : ทฤษฎีและการปฏิบัติ’

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า “เพราะอยู่ในเหตุการณ์จริง #อภิสิทธิ์นิสิตจุฬา …เลยอยากเล่าให้ฟังค่ะ 

วันนี้เนเน่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ที่ด้านล่างคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนที่การบรรยายในห้องจะเริ่มขึ้นไม่นานค่ะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่กลุ่มน้องๆนิสิตจุฬาฯ ประมาณ 5–6 คน เข้ามาถือป้ายแสดงออกและขอคำชี้แจงกับ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับกรณี #สลายการชุมนุมปี53 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนยังคงมีคำถาม และอยากฟังจากเจ้าตัวโดยตรง

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ สื่อประชาไท ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างครบถ้วน และเผยแพร่คลิปให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเองค่ะ

เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Policy Talk หัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ” จัดโดย ศาสตราจารย์ ไชยันต์ ไชยพรในหลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ (CU-DriPP) ซึ่งเนเน่เองก็กำลังศึกษาอยู่พอดีค่ะ

อาจารย์ไชยันต์ ได้เชิญ คุณอภิสิทธิ์ มาเป็นผู้บรรยายคนแรกของซีรีส์ Policy Talk (จากทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งการคัดเลือกผู้มาบรรยายเป็นการหารือร่วมกันระหว่างคณะนักศึกษา ปริญญาเอกในหลักสูตรและอาจารย์ไชยันต์) เนื่องจากท่านเป็นหนึ่งในอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความอิสระในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในผู้นำทางการเมืองของไทยยุคหลัง ในความเห็นของอาจารย์ ไชยันต์

เหตุการณ์ในวันนี้… ทั้งคณะอาจารย์ และคณะนักศึกษาปริญญาเอก ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย ว่าน้อง ๆ นิสิตประมาณ 5–6 คน จะเข้ามาถือป้ายใส่แขกรับเชิญของพวกเราเช่นนี้ ทั้งนี้ (ดูได้จากในคลิป) พี่ๆ ทีม รปภ. พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ พยายามเข้าดูแลสถานการณ์ แต่คุณอภิสิทธิ์กลับพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างสุภาพ (พร้อมแตะที่แขน รปภ. เบาๆ) ว่า…

“ไม่เป็นไรครับ ให้เขาแสดงออกเถอะ อย่าไปกีดกัน”

จากนั้นท่านได้ชวนน้อง ๆ มานั่งพูดคุยกันที่ม้านั่งบริเวณใกล้ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบกันตรงไปตรงมา การสนทนานั้นกินเวลาประมาณ 20 กว่านาที โดยหนึ่งในน้องนิสิตได้ขออนุญาตบันทึกเสียงและวิดีโอไว้ คุณอภิสิทธิ์ไม่ติดขัดใดๆ ซึ่งเราก็พึ่งมารู้กันภายหลังว่า มีสื่อประชาไทมารวมอยู่ในกล้องของน้องๆ นิสิตด้วย

สำหรับเนเน่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มจนจบ อยากให้ทุกคนได้ดูคลิปเต็มจากประชาไทด้วยตาของตัวเอง เพื่อรับรู้บรรยากาศและข้อเท็จจริงทั้งหมดในแบบที่มันเป็นจริง ๆ เพราะบางครั้ง… “สิ่งที่เราเห็นผ่านบางมุม อาจไม่ใช่เรื่องทั้งหมด” การได้ฟังจากต้นเหตุการณ์ ย่อมดีที่สุดเสมอค่ะ เนเน่ขอแชร์คลิปฉบับเต็มไว้ตรงนี้ค่ะ

คลิปเต็มจากประชาไท – เหตุการณ์นิสิตจุฬาฯ ขอคำชี้แจงคุณอภิสิทธิ์
https://youtu.be/EjHzPh95PyM?si=gG1UqEZJSHpVw2YO

ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไร… สิ่งสำคัญคือการฟังกันด้วยเหตุผล และใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

‘คนละครึ่ง’กระตุ้น’ชีวิต’รากหญ้า! ‘นักเขียนดัง’เผยแม่ค้ายิ้มระรื่น ดีกว่าเงิน 10,000 บาท

'คนละครึ่ง'กระตุ้น'ชีวิต'รากหญ้า! 'นักเขียนดัง'เผยแม่ค้ายิ้มระรื่น ดีกว่าเงิน 10,000 บาท

‘คนละครึ่ง’กระตุ้น’ชีวิต’รากหญ้า! ‘นักเขียนดัง’เผยแม่ค้ายิ้มระรื่น ดีกว่าเงิน 10,000 บาท

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.27 น.

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า คนละครึ่ง กระตุ้นชีวิต ..

ผมจ่ายตลาดเป็นประจำ เดิมนั้นตลาดจะเงียบเหงา แต่พอมีโครงการคนละครึ่งพลัส ความคึกคักพลันเริ่มต้นขึ้นทุกวัน

แม่ค้าหลายคนยิ้มระรื่น บอกเหมือน ๆ กันว่า คนละครึ่งดีกว่าเงิน10,000

ผมถาม .. ดีกว่ายังไง ?

แม่ค้าตอบ . เงิน 10,000 ไม่ถึงแม่ค้า คนได้เงินหมื่นมากดATMที่ตู้ จะมีเจ้าหนี้รออยู่แล้ว .. เพราะคนส่วนใหญ่จะเป็นหนี้นอกระบบ 

พอรัฐบาลให้เงิน10,000  พวกเจ้าหนี้ก็มารอเก็บหนี้ถึงตัว ถึงหน้าตู้เอทีเอ็ม .. เพราะถ้าไม่เก็บตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะได้หนี้คืนตอนไหน

แม่ค้าอีกคน บอกว่า . คนได้เงิน 10,000 ไม่มาจ่ายตลาดหรอก โน่นไปเข้าห้าง เปลี่ยนมือถือ ซื้อเหล้าเบียร์ . แถมยังซื้อผักซื้อหมูในห้าง แม่ค้าในตลาดไม่ได้รับผลจากเงินนั้นเลย

แม่ค้าอีกคน สอนเทคนิคเศรษฐศาสตร์ให้ผมฟัง ว่า

ที่จริงเงินคนละ 10,000 ต้องแบ่งเป็น 2 ขยัก . ขยักแรกคือให้เป็นเงินสด 5,000 บาท ไปกดได้ . 

อีกขยักที่เหลือ 5,000 บาท ต้องให้มาลงโครงคนละครึ่ง

เพราะคนละครึ่ง ใช้สแกนจ่ายในตลาดหรือริมทางทั่วไป จ่ายในห้างใหญ่ไม่ได้ . 

ดังนั้นห้างใหญ่จึงกวาดเฉพาะเงินสด 5,000 เท่านั้น . อีก 5,000 ควรกระจายให้แม่ค้ารายย่อยบ้าง ถึงจะถูก

ผมฟังแล้วปรบมือแนวคิดนี้ให้เลย เสียดายที่รัฐบาลเด็กหญิงผู้ดื้อด้าน ไม่ยอมฟังใคร . กลัวว่าจะเป็นการเลียนแบบคนอื่น

ความคิดที่กลัวจะลอกเลียนแบบคนอื่น เป็นความคิดของคนโง่ที่อวดฉลาด .. 

ในทางธุรกิจ การลอกเลียนแบบจะเกิดในระยะตั้งต้น . หลังจากนั้นค่อยพัฒนาเปลี่ยนแปลงเป็นแบบฉบับของตนเอง

ญี่ปุ่น  : ก็เริ่มต้นจากสินค้าลอกเลียนแบบสินค้าอเมริกา .. อาทิ โซนี่ พานาโซนิค ชาร์ป ฯลฯ ก่อนที่ต่อมาจะบุกตีตลาดยุโรป และเป็นแบรนด์ดัง

เกาหลี  : ก็เริ่มต้นเลียนจากการเรียนแบบสินค้าญี่ปุ่น . อาทิ ซัมซุง แอลจี ฯ  จนบัดนี้กลายเป็นแบรนด์ที่ยืนขึ้นได้

จีน : ก็เริ่มต้นจากสินค้าเลียนแบบตามหลังคนอื่น . แล้วทุกวันนี้ละ จีนมีแบรนด์มากมาย ที่ยืนด้วยขาตัวเองได้เช่นกัน

ถ้าฐานยังไม่แข็งแกร่ง ก็ต้องเริ่มต้นจากการเลียนแบบ

พอฐานธุรกิจยืนได้ จึงพัฒนาต่อยอดหรือฉีกแนวออกไป

แนวคิดการเลียนแบบ ไม่ใช่ไม่ดี แต่ต้องมีใจยอมรับให้ได้ก่อน แล้วค่อยพัฒนาของ ๆ ตนให้แข็งแกร่งขึ้นมา

เสียดาย อคติของรัฐบาลเด็กหญิงดื้อ จึงทำให้พรรคตัวเองถึงทางตันแบบงี่เง่า .

…

ตัดภาพกลับมาที่ตลาดยามเช้าของวันนี้

ผมเป็นคนเดินตลาด ไม่ใช่แค่ซื้อของ แต่มามองชีวิตข้างทางของคนเหล่านั้น

คุณจะเห็นคนเข็นผัก คนแก่หลังค่อม ชายแบกของ และแม่ลูกอ่อน ที่เอาสิ่งละเล็กละน้อยมาขาย

แววตาของพวกเขา หวังรายได้จากคุณเพื่อมอบให้คนข้างหลังที่รออยู่

เมื่อเดือนก่อน . ก่อนจะมีโครงการคนละครึ่งพลัส . แม่ค้าคนหนึ่งรับเอาข้าวต้มมัดมาขาย และยังมีขนมชั้น ขนมเปียกปูน

ตอนนั้นเธอขายไม่ดีเลย แต่ถ้าไม่ขายก็ไม่รู้จะไปทำอะไร .. ผมเคยถามเธอว่า ทำไมไม่ทำขนมเอง ไม่ต้องรับของคนอื่นมาขาย

แม่ค้าตอบว่า หนูทำอาหาร ทำขนม ไม่อร่อยคะ ถ้ามัวแต่ฝึกทดลองเอง ลูกค้าคงหายไปหมด

ผมจะซื้อขนมของเธอทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ชอบกิน แต่แม่ค้าก็มักจะชมว่า คุณพี่ชอบกินขนมหวานเน๊อะ

เดือนก่อนนั้น . ต้องจ่ายเงินสดซื้อ เศรษฐกิจหยุดนิ่ง แม่ค้าขายขนมชั้นมักจะขายไม่หมด  

    ถ้าเหลือขายในวันนี้ .. วันต่อไปขนมก็นิ่มแฉะเกินไปนิด ไม่อร่อยแล้ว ต้องเอาไปทิ้ง

ผมจำได้ .. ในคราวนั้น ลูกสาวน้อย ๆ วัยประถมของแม่ค้า นั่งรอแม่ที่กำลังขายข้าวต้มมัด 

   เพราะเช้าวันนั้น เด็กน้อยบอกแม่ว่ามีนัดกับเพื่อน . ได้ยินแม่ของเธอหันมาบอกลูกว่า

“วันนี้ไม่ต้องไปหาเพื่อนนะลูก แม่ไม่มีตังค์พอจะให้ จะเก็บตังค์ไว้ให้ลูกไปโรงเรียนพรุ่งนี้”

เด็กหญิงสีหน้าเศร้าลงทันที แต่ก็พยักหน้ายอมรับ

ผมจำหน้าเศร้า ๆ ของเด็กน้อยในวันนั้นได้

….

แต่วันนี้ไม่เหมือนกัน .. ในเหตุการณ์เดียวกัน

วันนี้เด็กน้อยยิ้มให้ผม .. 

แม่ของเธอ ถามผมว่า วันนี้จะเอาอะไรพี่ .. ผมหยิบข้าวต้มมัด ขนมเปียกปูน และจ่ายเงินสด

แม่ค้าถาม “ไม่มีคนละครึ่งหรือ ?”

ผมส่ายหน้า (ผมอยากให้เงินสด เพราะเงินสดใช้ส่งต่อได้เร็ว)

ผมถาม “ขายดีไหมครับ”

แม่ค้า ตอบ “ตั้งแต่มีคนละครึ่ง คนมาซื้อเยอะกว่าเดิมเลยคะ ไม่เหลือทิ้ง มีเงินให้ลูกได้ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง”

จากนั้นแม่ค้าก็เอาเงินสดที่ผมจ่ายไป ส่งต่อให้ลูกสาว แล้วพูดว่า 

“เอ้า เก็บเอาไว้ วันนี้ไปเล่นกับเพื่อนนะ เวลาเจอเพื่อนจะได้มีเงินกินขนมบ้าง”

เด็กหญิงหน้าตาลิงโลด ดีใจ กำเงิน 50 บาทไว้ในมือ หัวใจดวงน้อย ๆ ของเธอ คงบินไปอยู่กับเพื่อน ๆ แล้ว

ภาพวันนี้ของหนูน้อย  ทำให้ผมลืมสายตาที่เศร้าในวันนั้นไปทันที

…

คนละครึ่ง กระตุ้นชีวิตบางชีวิตได้ .. แม้จะชั่วคราวก็ยังดี

‘นิพิฏฐ์’ ซัด ‘อนุทิน’ ไร้มารยาทการเมือง เปิดตัวหน้าที่ทำการพรรค ปชป.-แต่งสีกากีหาเสียง

'นิพิฏฐ์' ซัด  'อนุทิน' ไร้มารยาทการเมือง เปิดตัวหน้าที่ทำการพรรค ปชป.-แต่งสีกากีหาเสียง

‘นิพิฏฐ์’ ซัด ‘อนุทิน’ ไร้มารยาทการเมือง เปิดตัวหน้าที่ทำการพรรค ปชป.-แต่งสีกากีหาเสียง

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.09 น.

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า อย่าริทำ

ผมฟังข่าวนายกรัฐมนตรีไปตรวจราชการที่ จ.กระบี่ แต่งเครื่องแบบสีกากีเรียบร้อย เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการเสร็จก็ขึ้นเวทีหาเสียงให้ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย

ต่อมา วันที่ 2 พ.ย.2568 นายกรัฐมนตรีไปเปิดตัวผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย ที่ จ.ตรัง แม้คราวนี้ไปเป็นการส่วนตัว แต่การที่นายกรัฐมนตรีใส่เสื้อพรรคภูมิใจไทย ให้ว่าที่ผู้สมัคร สส.จังหวัดตรัง แต่ฉากหลัง มีป้ายที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นหราอยู่

ทั้ง 2 กรณี มิควรทำ

กรณีแรก ที่ จ.กระบี่ ตรวจราชการแต่งเครื่องแบบกากี เสร็จแล้วขึ้นเวทีหาเสียง อาจผิดกฎหมายและผิดจริยธรรมเอาเสียด้วยซ้ำ

ส่วนกรณีที่ 2 ใส่เสื้อพรรคภูมิใจไทย ในที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการไร้มารยาททางการเมืองอย่างชัดเจน

เรื่องแบบนี้ คนเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องรู้ หรือควรรู้

จังหวัดตรัง เป็นที่อยู่ของอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย, อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย และอดีตรัฐมนตรีเกือบทุกกระทรวงของประเทศนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี 4 เดือน ควรใช้ความระมัดระวังมากกว่านี้

ผมเขียนแค่นี้แหละครับ เพียงแต่อยากจะบอกนายกรัฐมนตรีว่า ต่อไปให้หัดมีมารยาททางการเมือง “อย่าริทำ” อีก

ฝากถึง ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แนะนำในคณะรัฐมนตรี (ครม.) หน่อย ว่าสิ่งไหน ครม. ทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ หรือสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ

ยุคที่การเมือง “ไร้มารยาท” ผมก็บังอาจไร้มารยาทกับนายกรัฐมนตรีอย่างนี้แหละครับ

ปชน.ชูสโลแกน‘มีเรา ไม่มีเทา’ โวกวาด250สส. ขอเวลาดัน‘เท้ง’ขึ้นอันดับ1 พท.จองกฐินซักฟอกรัฐบาล

ปชน.ชูสโลแกน‘มีเรา ไม่มีเทา’  โวกวาด250สส.   ขอเวลาดัน‘เท้ง’ขึ้นอันดับ1  พท.จองกฐินซักฟอกรัฐบาล

ปชน.ชูสโลแกน‘มีเรา ไม่มีเทา’ โวกวาด250สส. ขอเวลาดัน‘เท้ง’ขึ้นอันดับ1 พท.จองกฐินซักฟอกรัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปชน.ชูสโลแกน‘มีเรา ไม่มีเทา’ โวกวาด250สส.  ขอเวลาดัน‘เท้ง’ขึ้นอันดับ1 พท.จองกฐินซักฟอกรัฐบาล เตรียมส่ง‘จุลพันธ์’คุย‘ปชน.’ รทสช.ลุยต่อ‘พีระพันธ์ุ’หน.

“เพื่อไทย” ฝันกลางวันจะกลับมาเป็นรัฐบาล พร้อมตามจีบปชน.จับมือยื่นซักฟอก “อนุทิน” โดยไม่กังวลว่าจะมีการชิงยุบสภาก่อน แต่พร้อมทำศึกเลือกตั้ง ด้านปชน.ชูสโลแกน “มีเราไม่มีเทา”หาเสียง ตั้งเป้ากวาด250เก้าอี้ เตรียมเข็น‘เท้ง’ขึ้นแซงเป็นอันดับหนึ่งให้ได้ ขณะที่’ศิริกัญญา’ชม’อนุทิน’สอบผ่านเวทีประชุมเอเปก ด้าน’อนุทิน’นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง’พรรคภูมิใจไทย’ทั้ง4เขต พร้อมสวมเสื้อพรรคต้อนรับอดีต สส.ตรัง’โกหนอ’หวังเพิ่มโควต้า สส.ภาคใต้ครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 2พฤศจิกายน2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรค พท.มีการพูดคุยกันเพิ่มบ้างหรือไม่ ว่า มีการพูดคุยกันว่าหากจะยื่นจะมีการยื่นในช่วงเปิดสมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยหน้า หรือปิดสมัยประชุม ต้องรอฟังคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพูดคุยกันอีกครั้ง

เมื่อถามว่า จะต้องมีการพูดคุยกับพรรคประชาชน (ปชน.) ว่าจะร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายวิสุทธิ์กล่าวว่า ต้องให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรค พท.ไปเจรจาว่าพรรค ปชน.จะร่วมกับเราหรือไม่ ขอให้นายจุลพันธ์ได้ทำหน้าที่ลองไปเจรจาพูดคุยกันดูก่อนว่ามีทิศทางเดียวกันหรือไม่

ต่อข้อถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจควรอภิปรายทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรืออภิปรายเป็นรายบุคคล นายวิสุทธิ์กล่าวว่า กำลังดูอยู่ เพราะขณะนี้กำลังติดตามการทำงานของแต่ละรัฐมนตรีว่า ท่านใดมีข้อบกพร่องเสียหายหรือส่อในทางทุจริตบ้าง เราจะมี ส.ส.หลายคนที่ประกบดูและติดตาม อดีตรัฐมนตรีที่เคยทำงานในกระทรวงนั้นๆ จะช่วยกันดูและมีการหาข้อมูลกันอยู่

ไม่กังวล”หนู”ยุบสภา

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่อาจมีการยุบสภาก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายวิสุทธิ์กล่าวว่า ถ้ายุบสภาเมื่อไหร่ เราก็พร้อมเลือกตั้ง ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย

เมื่อถามถึง กระแสข่าวพรรค พท.จะเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.บ้านใหญ่อัศวเหม นายวิสุทธิ์กล่าวว่า บางจังหวัดมีการเจรจากันจริง บางที่เขามีคนพร้อมมากกว่าเรา บางพื้นที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้มี ส.ส.ในจังหวัดนั้นๆ หากมีการร่วมมือกันก็จะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้ เราต้องทำ เพราะเป้าหมายคือ 200 เขตในอนาคต

พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2568 ของพรรค พท. เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ว่า พรรค พท.ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะสถาบันทางการเมืองของประเทศที่มีความเข้มแข็ง เป็นระบบ และเติบโตเคียงข้างประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย พรรค พท.ไม่เพียงแค่เป็นพรรคการเมือง แต่คือพลังแห่งความหวังของคนไทยทั้งประเทศ ที่มุ่งมั่นจะสร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ

นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า การได้ กก.บห.พรรคชุดใหม่ และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในทุกด้านของพรรค พท. ทั้งในเชิงนโยบาย การจัดการ และทิศทางทางการเมือง พรรค พท. กำลังเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการคิดและกำหนดนโยบายที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักสูงสุด เพราะพรรค พท. หัวใจคือประชาชน ทั้งนี้ เรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า การเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูประเทศ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พรรค พท. พร้อมที่จะนำเสนอแนวนโยบายที่จับต้องได้ เป็นไปได้จริง และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง การผลักดันนวัตกรรมเพื่ออนาคต การสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ก้าวนำโลก

เผยรัฐบาลกำลังมีปัญหา

นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเสียงข้างน้อยนั้น ขณะนี้รัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหาสแกมเมอร์ ทุนเทาและดำข้ามชาติ ความมั่นคงชายแดน จะเป็นจุดเปราะบางรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ประชาชนจับตามอง และอาจเป็นจุดตายรัฐบาล ขณะนี้ภายในพรรคมีการหารือกันอย่างรอบคอบ โดยมีสองแนวทางหลัก คือ กลุ่มที่เห็นว่าควรยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมหน้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการบริหารงานที่ไร้เสถียรภาพ ขณะที่อีกกลุ่มเห็นว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกไทม์ไลน์ใน MOA ระหว่างฝ่ายค้ำและรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพื่อให้เป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วดีลดังกล่าวไม่ได้นำพาประโยชน์ใดๆ มาสู่ประเทศชาติและประชาชนเลย พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วในทุกมิติ ไม่ว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นเมื่อใด พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแรกที่มีความพร้อมส่งผู้สมัครคุณภาพทั่วประเทศ และพร้อมนำประเทศไทยกลับคืนสู่เส้นทางแห่งโอกาส ด้วยความเชื่อมั่นเต็มหัวใจว่า พรรคเพื่อไทยจะกลับมาบริหารประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปได้ไกลกว่าที่เคยเป็นมาอีกครั้งหนึ่ง

ปชน.ชูสโลแกนไม่เอา’สีเทา’

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) มีการปรับโครงสร้างและเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีหลังจากพรรค พท. ได้เผชิญอุปสรรคทางการเมือง ตั้งแต่พ้นจากการเป็นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี 2 คนของพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งการปรับทัพพรรคถือเป็นเหมือนการปี่กลองทางการเมืองสนามเลือกตั้ง หากมีการยุบสภาตาม MOA การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และขอแสดงความยินดีกับพรรค พท.ที่ได้หัวหน้าใหม่

ตั้งเป้ากวาดสส.250ที่นั่ง

เมื่อถามถึง การตั้งเป้า 200 ส.ส. ของพรรค พท. น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ตนมองว่าอาจจะตั้งเป้าหมายต่ำกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และเชื่อว่าอาจเป็นไปได้จริง ซึ่งการตั้งเป้า ส.ส.ถือเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค เพื่อไปกำหนดยุทธศาสตร์และเดินไปสู่เป้าหมาย ส่วนผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน สำหรับพรรค ปชน.เรายังตั้งเป้าตามเดิม คือ 250 คนขึ้นไป โดยการตั้งเป้าทำให้เกิดการวางแผนทางยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้ถึงเป้าหมาย ย้ำว่าแต่ละพรรคการเมืองมีการตั้งเป้าหมายที่แตกต่างกัน

เมื่อถามว่า ช่วงนี้พรรค ปชน.ใช้สโลแกนมีเราไม่มีเทา จะเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เป็นแคมเปญเลือกตั้งระยะเริ่มต้นที่อาจมีหลายข้อความ ย้ำว่าเราเอาจริง ไม่เพียงแต่มีเรา ไม่มีเทา ยังมีอีกหลายเรื่องที่เอาจริง เรื่องอื่นอาจจะไม่เซ็กซี่เท่ามีเราไม่มีเทา แต่ถ้ามีเราก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเศรษฐกิจที่สดใส มีอนาคตที่รองรับทุกคนและทุกช่วงวัย ซึ่งผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี โดยเฉพาะมีเราไม่มีเทา นั่นหมายความว่าประชาชนสนใจให้ความสำคัญ กับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นการฟอกเงิน และทุนเทาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรค ปชน.เอาจริงมาตลอดอยู่แล้ว และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่จะทำได้ดีทำได้จริงก็ต่อเมื่อเราเป็นรัฐบาลพรรคเดียว และสอดคล้องกับเป้าหมาย 250 เสียงที่ได้ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้

เร่งคัดเลือกผู้ลงสมัครสส.

เมื่อถามถึง ความคืบหน้าขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ปชน.นั้น น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า การคัดเลือก ส.ส.เขตเกือบครบทุกเขตแล้ว แต่บัญชีรายชื่อยังดำเนินการอยู่ ยังมีอีกหลายขั้นตอน ยืนยันว่าเดินหน้าตามไทม์ไลน์ ที่พรรคได้วางกรอบเอาไว้

ฮั้วสว./เขากระโดงยังไม่เงียบ

เมื่อถามว่า ทำไมพรรค ปชน.จึงเงียบเรื่องคดีฮั้ว สว.และที่ดินเขากระโดง น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เราไม่ได้เงียบ ทุกวาระที่มีการสอบสวนเรื่องนี้ เราตรวจสอบอย่างเข้มข้นตลอดเวลา เช่น เรื่องที่ดินเขากระโดงก็เห็นว่าเดินหน้าไปตามที่เห็นสมควรว่าควรจะเป็น คือการที่การรถไฟสั่งฟ้องเพื่อขอคืนที่ดิน ซึ่งพรรค ปชน. ก็มีข้อคิดเห็นไปเรียบร้อยแล้วว่ามีที่ดินอยู่ 2 แปลง ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ชี้มูลไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องคดีฮั้ว ส.ว. พรรค ปชน.ก็เป็นคนออกมาเปิดเผย แต่ในส่วนของกระบวนการ ส.ส.ไม่สามารถเข้าไปสอบสวนได้ เราทำหน้าที่ตามอำนาจที่มีอย่างเต็มที่แล้ว

ให้ผ่าน‘อนุทิน’ประชุมเอเปคน้า

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการไปประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ถือว่าผ่านหรือไม่ ว่า ในรอบนี้มีความคืบหน้าหลายเรื่อง ถือว่าผ่าน ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ว่ามีอยู่เรื่องเดียวที่คิดว่าน่าจะแสดงบทบาทได้มากกว่านี้คือการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาเรื่องคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ประเทศที่อยู่ในกลุ่มเอเปคให้ความสนใจ อย่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ที่ได้รับผลกระทบและกำลังเดินหน้าจริงจังในการปราบปรามและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ เป็นจุดที่เราคิดว่าควรจะแสดงบทบาทได้มากกว่านี้

เมื่อถามว่า ปชน.มีข้อมูลเพียงพอจะยื่นอภิปรายในสมัยประชุมหน้าหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตอนนี้เราเก็บรวบรวมข้อมูลกันอยู่ จะมีข้อมูลเป็นรายคนและคงจะเก็บข้อมูลในสมัยปิดประชุม เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะมีการยื่นอภิปรายในสมัยประชุมหน้าหรือไม่

‘อนุทิน’เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสส.ตรัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านโล่สถาพรพิพิธ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้เดินทางมาเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง ในนามพรรคภูมิใจไทย โดยได้รับการต้อนรับจาก นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือ “โกหน่อ” อดีต ส.ส.ตรังและบิดาของ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ประชาธิปัตย์ เขต3 จ.ตรัง และประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาฯรวมถึง นายบุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ นายก อบจ.ตรัง สมาชิกสภา อบจ.ตรัง ผู้นำท้องถิ่น และผู้สนับสนุนกว่า 500คน เป็นการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครครบทั้ง 4เขตของ จ.ตรัง ได้แก่ เขต 1 นายเอกพล ณ พัทลุง หรือนายกเอก นายก อบต.ควน เขต 2 นายทวี สุระบาล ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 3 น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ หรือ ท่ามเฮง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 4 นายพิชัย เจริญศิริสุนทร หรือ สจ.น้องล้าน สมาชิก อบจ.ตรัง อ.กันตัง เขต 1 หลานชาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

สวมเสื้อแจ็กเก็ตให้’โกหนอ’

นายอนุทิน กล่าวว่า ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่ตนให้ความสำคัญมากและไม่เคยคาดคิดว่า พรรคภูมิใจไทยจะมีฐานเข้มแข็งในพื้นที่นี้ จนกระทั่งเลือกตั้งปี2566 พรรคส่งส.ส.เข้ามาได้และตั้งเป้าหมายเลือกตั้งปีหน้าจะเพิ่มโควต้าส.ส.ภาคใต้ โดยเริ่มตั้งแต่ลงเครื่องที่สนามบินตรังก็มีประชาชนมาขอพบและกอด ซึ่งตนก็ยินดี การเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า เราได้บ้านโล่สถาพรพิพิธ บ้านสุระบาล และพี่น้องผู้สมัครในจังหวัดตรังมาร่วมงาน ขอสัญญาจะทำงานเพื่อพี่น้องชาวตรัง ชาวใต้และชาวไทยอย่างสุดความสามารถ

หลังกล่าวต้อนรับเสร็จ นายอนุทิน ได้สวมเสื้อแจ๊กเกตมีตราโลโก้พรรคให้ นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือโกหนอ ประกาศว่า เป็นสมาชิกใหม่ของพรรคภูมิใจไทย โดย นายสมชาย เคยเปิดใจว่าหากมีชื่อนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เขาจะไม่สังกัดพรรคอีก นายสมชายได้ยกนิ้วโป้งทั้งสองข้างและหันโชว์ข้อความหลังเสื้อ “พูดแล้วทำ” ทำให้เกิดเสียงปรบมือและโห่ร้องจากผู้ร่วมงานอย่างกึกก้อง พร้อมสวมเสื้อให้กับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อีก 2 คน ได้แก่ นายเอกพล ณ พัทลุง และนายพิชัย เจริญศิริสุนทร ส่วนอีก 2 คน คือ นายทวี สุระบาล และ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ยังไม่ได้สวมเสื้อ เนื่องจากยังสังกัดพรรคเดิมอยู่

รทสช.เลือก‘พีระพันธุ์’หัวหน้าต่อ

วันเดียวกัน พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย ส.ส.และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังนี้ 1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค 2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค 3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค

4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค 5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค 5.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค 7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรค 8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรค9.พันเอกเฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค 10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค 11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรค 12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรค 13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรค 14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรค 15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค

นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน

‘ชัชวาล’ยังนั่งเลขาธิการพรรรค

ด้าน นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมีชื่อนายนราพัฒน์ แก้วทอง อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เพิ่งลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป. มารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคด้วย ซึ่งนายนราพัฒน์ ได้มีการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค รทสช.ก่อนหน้านี้แล้ว

เชิญ‘หนู-วรภัค’แจง กมธ.มั่นคงลุยสอบ5พ.ย.นี้ เคลียร์ปมสแกมเมอร์/ทุนเทา

เชิญ‘หนู-วรภัค’แจง  กมธ.มั่นคงลุยสอบ5พ.ย.นี้  เคลียร์ปมสแกมเมอร์/ทุนเทา

เชิญ‘หนู-วรภัค’แจง กมธ.มั่นคงลุยสอบ5พ.ย.นี้ เคลียร์ปมสแกมเมอร์/ทุนเทา

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กมธ.มั่นคงแห่งรัฐลุยสอบ! สาวทุนเทา 5 พฤศจิกายนนี้ ปม“บีไอซี กรุ๊ป” เชิญ “อนุทิน-วรภัค” เข้าชี้แจง พร้อมผู้บริหาร “ไพร์มสตรีท”

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทยยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.ฯยังคงติดตามปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติต่อเนื่อง โดยในวันที่ 5พ.ย.ได้นัดพิจารณารณีกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย กรณีของบีไอซี กรุ๊ป บีไอซี แบงค์และนายยิม เลียก ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเชิญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าชี้แจง

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาต่อเนื่องถึงความเกี่ยวข้องระหว่างบุคคล หรือบริษัทที่อยู่ในประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กรณีบองบีไอซี แบงค์ และบีไอซี กรุ๊ป และ นายยิม เลียก โดยเชิญ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม นายรีวิน เพทายบรรลือ รวมถึงประธานกรรมการบริษัท ไพร์มสตรีท แคปปิตอล

ด้าน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan” หัวข้อ “อย่าปล่อย ทุนดำ ยึดประเทศไทย!”ระบุว่า อย่าปล่อย #ทุนดำ ยึดประเทศไทย! ด้วยเงินเพียง 20,000ล้านของพวกแก๊งสแกมเมอร์ ทุนดำที่ปล้นคนไทย ไปหลายแสนล้านบาท ร่วมกับนักการเมืองชั่วบางคน ตั้งแต่โควิดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลาง #สแกมเมอร์ ที่ใช้หลอก “ปล้น” เงินของคนไทยและคนทั้งโลก เสียหายปีละหลายแสนล้าน รวมทั้งมีการหลอกคนไทยและคนจากหลายประเทศเข้าไปทำงาน มีการซ้อมทรมานและทำให้เสียชีวิต เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จนได้ฉายาว่าสแกมโบเดีย เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการ “ปล้น” คนไทยและคนทั้งโลก ต้องการการ #ฟอกเงิน (Money Laundering) และไทยคือสวรรค์ของ “อาชญากรข้ามชาติ” ที่นำเงินสีดำเข้ามาฟอกขาว ไทยจึงกลายเป็น“ศูนย์กลางการฟอกเงิน”ของพวกสแกมเมอร์

เมื่ออาชญากรเหล่านี้ต้องเข้ามาฟอกเงินในไทย ทำผิดกฎหมายไทย ก็ต้องวิ่งเต้นจ่ายเงินให้ผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะนักการเมืองของไทย เพื่อให้การ“คุ้มครอง” จนทำให้ขบวนการ #ทุนดำ เติบโตอย่างรวดเร็ว กลุ่มเหล่านี้จึงเข้ามามีบทบาททางการเมือง ผ่านการติดสินบน ซื้อนักการเมือง ซื้อพรรคการเมือง ซื้อข้าราชการ เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในละตินอเมริกา ซึ่งรูปแบบเดิมของการ #ฟอกเงิน มีตั้งแต่การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย เช่น หมู่บ้านจัดสรร, ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย, ซื้อคลิปโต, รวมทั้งซื้อทองคำ จนทำให้เงินบาทแข็งค่า กระทบต่อการส่งออกเราอย่างรุนแรง แต่รูปแบบใหม่ของการ #ฟอกเงิน กำลังจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ผ่านพรรคการเมือง

โดยนักการเมืองชั่วและอาชญากรข้ามชาติจะร่วมมือกันยึดประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จ โดยใช้เงินไม่เกิน 20,000 ล้าน จ่ายให้ สส.หัวละ 50–70ล้าน เพื่อนำไปซื้อเสียง หายนะของประเทศมาถึงแน่ ถ้าเราคนไทยไม่พร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ ดิฉันขอเรียกร้องให้พวกเราคนไทย ไม่เลือกคนที่ซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด! ซึ่งเงินที่เขานำมาซื้อเสียงก็คือเงินที่ “ปล้น” พวกเรามา ซึ่งทุกคนสามารถรับเงินที่นักการเมืองชั่วเหล่านี้นำมาแจกได้ เพราะเป็นเงินที่ปล้นคนไทยมา แต่ต้องไม่ให้ “กากบาท” ให้คนชั่วเหล่านี้กลับมา “ปล้น” มา “โกง” คนไทยต่อไปอย่างเด็ดขาด รวมทั้งดิฉันขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี ให้ลงมือปราบแก๊งสแกมเมอร์ที่ซุกตัวอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งนักการเมืองชั่วที่ให้การคุ้มครองคนเหล่านี้ ด้วยการสั่งอายัดทรัพย์ พร้อมตรวจสอบเส้นเงิน และดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่อยู่ในข่ายนี้ทันที ไม่ว่าจะตรวจสอบเส้นเงินไปพบ นักการเมืองหรือข้าราชการใหญ่คนใด ก็ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด โดยประสานข้อมูลกับสหรัฐอเมริกาและนานาชาติ

ทหารเขมรเหิม ห้ามผช.ทูตทหารดูกู้ระเบิด บริเวณช่องสายตะกูบุรีรัมย์

ทหารเขมรเหิม  ห้ามผช.ทูตทหารดูกู้ระเบิด  บริเวณช่องสายตะกูบุรีรัมย์

ทหารเขมรเหิม ห้ามผช.ทูตทหารดูกู้ระเบิด บริเวณช่องสายตะกูบุรีรัมย์

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทหารเขมรสกัด AOT ห้ามเข้าพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด ช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ทั้งที่ตกลงในวง RBC แล้ว ด้าน คปท.ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ให้กำลังใจทหาร จี้รัฐบาลทวงคืนดินแดนไทย ขณะที่โฆษกรัฐบาล เผยโอนเงินช่วยผู้ประสบภัยสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร 10 ครั้ง เฉียด 3 แสนครัวเรือน

เมื่อวันที่ 2พฤศจิกายนมีรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการระเบิดแห่งชาติกองบัญชาการกองทัพไทย ว่า ทีม AOT ผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย ผู้ช่วยทูตทหารหลายชาติ ได้ลงพื้นที่ดูการเก็บกู้ระเบิดของTMAC แต่ถูกขัดขวางจากฝ่ายทหารกัมพูชา แม้จุดนี้จะเป็น1 ใน 13 พื้นที่ ซึ่งฝ่ายไทยเสนอในที่ประชุมร่วมRBC ไทย-กัมพูชาและตกลงกันไว้แล้ว

ทั้งนี้ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (AOT) โดยมี Col.Faisal R. Hutagalungผู้ช่วยทูตทหารอินโดนีเซีย ประจำกรุงเทพฯCol.Derrick Lee ผู้ช่วยทูตทหารสิงคโปร์ ประจำกรุงเทพฯCAPT AldrinMontalvoผู้ช่วยทูตทหารฟิลิปปินส์ประจำกรุงเทพฯ และ Brigadier General Samsul Rizal Bin Muzaผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำกรุงเทพฯซึ่งทาง พล.อ.ต.ชิตพล ก่อกิจสัมมากุล นำคณะ ในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ไปสังเกตุการณ์การปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ของ นปท.3 ที่บ้านสายโท 10 ใต้ ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ พร้อมทั้งรับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน และปัญหาข้อขัดข้องในการเข้าปฏิบัติงานของหน่วย โดยมีอุปสรรคข้อขัดข้องที่สำคัญคือหน่วยฯ ไม่ได้รับความร่วมมือในการเก็บกู้ระเบิดในพื้นที่จากฝ่ายทหารกัมพูชา แม้จุดนี้จะเป็น1ใน13พื้นที่ ซึ่งฝ่ายไทยเสนอในที่ประชุมร่วมRBC ไทย-กัมพูชา โดยมีการลงนามนข้อตกลงกันแล้วเมื่อวันที่ 31ตุลาคมที่ผ่านมา

ด้านเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล นำพามวลชนประมาณ 3 คันรถบัส เดินทางถึงบ้านหนองจานในเวลา 10.00 น.ก่อนรวมกลุ่มหน้าด่านเพื่อจัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และนำข้าวสารอาหารแห้ง ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ พร้อมกล่าวปราศรัยย่อยถึงจุดยืนของกลุ่ม คปท.ใช้เวลาประมาณ 30นาที

นายพิชิต เปิดเผยว่า การเดินทางมาครั้งนี้เป็นการยืนยันสิทธิ์และแสดงพลังว่าพื้นที่บ้านหนองจานเป็นของประเทศไทย พร้อมทั้งมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวชายแดน เพื่อเร่งทวงคืนพื้นที่ซึ่งถูกกัมพูชารุกล้ำ ที่ผ่านมามีคำถามว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำเต็มที่หรือยัง เราอยากให้เร่งรัดมากกว่านี้ เพราะการเจรจาสันติภาพของรัฐบาลอาจกลายเป็นดาบสองคมที่ถูกตั้งคำถามได้

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ นายพิชิต ยืนยันว่าจะไม่พามวลชนเข้าไปในพื้นที่ด้านในเหมือนกรณีนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ที่นำกลุ่มเคลื่อนไหวเข้ามาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวของทั้งสองกลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันคือการทวงคืนแผ่นดินไทยหากสถานการณ์ยังไม่คืบหน้า อาจพิจารณารวมพลังเคลื่อนไหวโดยร่วมกันอีกครั้งในอนาคต

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ที่กัมพูชาอาจละเมิดข้อตกลง แม้มีประเทศที่ 3 เข้ามาสังเกตการณ์ นายพิชิตกล่าวว่า ที่ผ่านมา แม้จะมีตัวกลางและการเจรจาหยุดยิงหลายครั้ง แต่กัมพูชาก็ยังละเมิดข้อตกลง รวมถึงมีการฝังทุ่นระเบิดในพื้นที่ด้วยส่วนท่าทีของรัฐบาลไทยในขณะนี้ นายพิชิตมองว่ารัฐบาลมีความเคร่งเกินไปและยังมีคำถามจากสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองจานและปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ซึ่งมวลชนเตรียมรวมตัวกันอีกครั้งในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ เพื่อทวงคืนพื้นที่ โดยตั้งข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลไม่เร่งเจรจาขอคืนพื้นที่ก่อนการหยุดยิง

ทั้งนี้ กลุ่ม คปท.คณะรวมพลังแผ่นดินและนายวีระ สมความคิด อยู่ระหว่างหารือแนวทางร่วมกันต่อท่าทีของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โดยระบุว่า หลังจากวันที่ 17พฤศจิกายน หากยังไม่เห็นความชัดเจน อาจมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในพื้นที่ชายแดน

วันเดียวกัน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ315,476 ครัวเรือน วงเงินทั้งสิ้น 1,515.967 ล้านบาท ว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ให้การช่วยเหลือ โดยเป็นการรับลงทะเบียนค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน กรณีอพยพตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป ครัวเรือนละ 5,000 บาท กรณีอพยพไม่เกิน 7 วัน ครัวเรือนละ 2,000 บาท มีครัวเรือนที่ลงทะเบียนทั้งสิ้น 325,347 ครัวเรือน

สำหรับครัวเรือนที่ผ่านคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) 297,368 ครัวเรือน และครัวเรือนที่ส่งออมสิน 296,569 ครัวเรือน โดยโอนเงินช่วยเหลือแล้วทั้งหมด 10 ครั้ง (วันที่ 6-10, 17, 20, 22, 27 และ30 ตุลาคม 2568) โอนสำเร็จ 294,658 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,316.075 ล้านบาท ลงทะเบียนไม่สำเร็จเนื่องจากไม่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ หรือบัญชีไม่ปกติ 1,167 ครัวเรือน และจะโอนเงินครั้งต่อไป ครั้งที่ 11 จ.อุบลราชธานี จ.สระแก้ว วันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ 744ครัวเรือนเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบการผูกบัญชีพร้อมเพย์ หากยังไม่เรียบร้อยขอให้ติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลือ ทั้งนี้ได้กำชับให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ โดยตรวจสอบสถานะรับเงินช่วยเหลือที่http://relief68.disaster.go.th/Dashboard/BoardHelpRegister