‘คนละครึ่งพลัส’โดนใจ ปชช.ชื่นชมผลงานรบ. นิด้ากางโพลภาคอีสาน พรรคปชน.ขึ้นอันดับ1

‘คนละครึ่งพลัส’โดนใจ  ปชช.ชื่นชมผลงานรบ.  นิด้ากางโพลภาคอีสาน  พรรคปชน.ขึ้นอันดับ1

‘คนละครึ่งพลัส’โดนใจ ปชช.ชื่นชมผลงานรบ. นิด้ากางโพลภาคอีสาน พรรคปชน.ขึ้นอันดับ1

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘คนละครึ่งพลัส’โดนใจ ปชช.ชื่นชมผลงานรบ. นิด้ากางโพลภาคอีสาน พรรคปชน.ขึ้นอันดับ1

“สวนดุสิต” กางดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนตุลาคม ฝ่ายค้านมีคะแนนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสะท้อนภาพ ปชช.ยังไม่มั่นใจการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปช่ันขณะที่โครงการคนละครึ่งพลัสโดนใจได้รับคำชื่นชมช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของรัฐบาลส่วน“นายกฯหนู-ไอซ์ รักชนก”มีผลงานโดดเด่น  ด้านนิด้าโพล เผยอีสานหนุนพรรคส้มอันดับ 1แต่ยังหาคนเหมาะสมนั่งนายกฯไม่ได้

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 “สวนดุสิตโพล”มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนตุลาคม2568” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,126 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 28-31ตุลาคม 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนตุลาคม 2568 เฉลี่ย 4.02 คะแนน เท่ากับเดือนกันยายน 2568 ที่ได้ 4.02 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.60 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.58 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ48.01ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ37.85 ส่วนผลงานรัฐบาลที่ชื่นชอบ คือ เปิดใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส ร้อยละ64.42 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ53.34

ด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม 2568 ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนภาพรวมที่ประชาชน “เฝ้าดูแต่ยังไม่มั่นใจ” ต่อผลงานรัฐบาลชุดนี้ แม้จะพยายามเร่งขับเคลื่อนนโยบายทั้งคนละครึ่งพลัส และการแก้ปัญหาไทย–กัมพูชา แต่กระแสสังคมต่อประเด็น “สแกมเมอร์” และกรณี MOU แรร์เอิร์ธ ยังเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นรวมถึงความโปร่งใสของรัฐบาลในสายตาประชาชน

ขณะที่ ผศ.ดร.เบญจพร พึงไชย ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า เดือนตุลาคมกล่าวได้ว่ามีสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการเมือง ส่วนของรัฐบาลที่ดูเหมือนจะต้องพยายามรักษาความเป็นรัฐบาลในระยะเวลา 4 เดือนให้ได้ แต่ด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ยืดเยื้อแผ่ขยายไปถึงเรื่องสแกมเมอร์ การฟอกเงิน รวมไปถึงการค้ามนุษย์ และที่สำคัญคงหนีไม่พ้นประเด็น MOU แรร์เอิร์ธ ที่ประชาชนไม่ได้รับทราบมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนนี้

ผศ.ดร.เบญจพรกล่าวว่า ส่วนผลงานของฝ่ายค้านที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่มั่นใจต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ที่ได้คะแนนต่ำสุด น่าจะเป็นผลพวงจากรัฐมนตรีที่มีชื่อพัวพันกับปัญหาสแกมเมอร์ที่กล่าวได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติ

“ส่วนผลงานของรัฐบาลในเรื่องคนละครึ่งพลัสที่ได้คะแนนอันดับ 1 น่าจะเป็นเพียงผลงานเดียวที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของรัฐบาลได้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อคะแนนดัชนีที่คงที่ในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังไม่สามารถแสดงออกถึงความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้ความเชื่อมั่นลดลงและกระทบต่อเสถียรภาพและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า ”ผศ.ดร.เบญจพรกล่าวย้ำ

ขณะที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง“กระแสการเมือง ภาคอีสาน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 27-30 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปกระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น 2,000 ตัวอย่างด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนอีสานจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.40 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 19.70 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 18.55 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 8.80 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 6.10 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 6 ร้อยละ 4.80 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 7 ร้อยละ 2.80 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 8 ร้อยละ 2.70 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

นอกจากนี้ ร้อยละ 2.50 ระบุอื่นๆ ได้แก่ นายวราวุธศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ(พรรคพลังประชารัฐ) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม)นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย)นายเทวัญ ลิปตพัลลภ(พรรคชาติพัฒนา) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) เป็นต้น เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนอีสานจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 26.05 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 24.65 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 3 ร้อยละ 16.85 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 15.75 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 5.55 ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 3.45 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 7 ร้อยละ 2.75 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.05 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 9 ร้อยละ 1.50 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคประชาชาติ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยภักดี พรรคกล้าธรรม และพรรคเสรีรวมไทย และร้อยละ 0.10 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘กมธ.ต่างประเทศ’ยกคณะฯล่องใต้ หนุน‘ภูเก็ต’เมืองต้นแบบมรดกโลก

‘กมธ.ต่างประเทศ’ยกคณะฯล่องใต้ หนุน‘ภูเก็ต’เมืองต้นแบบมรดกโลก

‘กมธ.ต่างประเทศ’ยกคณะฯล่องใต้ หนุน‘ภูเก็ต’เมืองต้นแบบมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.04 น.

“กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา”ยกคณะฯล่องใต้ หนุน”ภูเก็ต”เมืองต้นแบบมรดกโลก แนะใช้ Big Data เสริมศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชู”อนุรักษ์”ควบคู่”พัฒนา” ดันขับเคลื่อนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ยั่งยืนบนเวทีโลก

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดย นายชวภณ วัธนเวคิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ คนที่หนึ่ง และ นายชิบ จิตนิยม สว. รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ห้า พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ เดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปศึกษาดูงาน จ.ภูเก็ต เรื่อง “จังหวัดภูเก็ตกับบทบาทความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของจังหวัดภูเก็ตสู่ผู้นำอาเซียน”

ทั้งนี้ ภายหลังคณะกรรมาธิการฯเดินทางถึงท่าอากาศยาน จ.ภูเก็ต ได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Big Data เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การบริหารข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างชาติและการรักษาความปลอดภัยเชิงรุก การบริหารจัดการแรงงานและการพัฒนากำลังคนในพื้นที่

จากนั้น คณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางลงพื้นที่ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อศึกษาแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของจังหวัดภูเก็ต รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ระดับอาเซียน

พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่ถนนถลาง ซึ่งเป็นหัวใจของย่านเมืองเก่าภูเก็ต เพื่อเยี่ยมชมศักยภาพของพื้นที่ในการยกระดับเป็นแลนด์มาร์กวัฒนธรรมเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวระดับโลก โดยให้ความสำคัญกับการนำอัตลักษณ์ชุมชน วิถีชีวิตดั้งเดิม และมรดกทางประวัติศาสตร์ มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยคณะกรรมาธิการฯได้ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลในการกำหนดแนวทางพัฒนาเชิงนโยบายที่เชื่อมโยง “การอนุรักษ์กับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตในฐานะ เมืองมรดกวัฒนธรรมระดับนานาชาติ และศูนย์กลางการท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เกี่ยวกับแนวทางการดูแลอาคารสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส การส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การจัดการพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนการรักษาสมดุลระหว่าง “การพัฒนาเมือง” กับ “การคงคุณค่าทางประวัติศาสตร์” เพื่อให้ภูเก็ตก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในเวทีโลก

– 006

‘สกลธี’ถามแทนใจคนกรุงฯ เมื่อไหร่ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะ 25-30 บาท!?

'สกลธี'ถามแทนใจคนกรุงฯ เมื่อไหร่ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะ 25-30 บาท!?

‘สกลธี’ถามแทนใจคนกรุงฯ เมื่อไหร่ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะ 25-30 บาท!?

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.02 น.

‘สกลธี’โพสต์ร่ายยาว ถามแทนใจคนกรุงฯ เมื่อไหร่ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะ 25-30 บาท!?

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “อ่าวเฮ้ยยยยย…ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า ขอทวงถามในฐานะคนกรุงเทพฯ ครับว่าเมื่อไหร่ ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะ 25-30 บาท????????

สัปดาห์ที่ผ่านมามี 2 ข่าวที่กระทบกับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ตรงๆ ปังๆ แต่อาจจะไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก เพราะข่าวเรื่องอื่นร้อนแรงกว่า แต่อยากจะสรุปคร่าวๆ ให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ ได้รับรู้รับทราบ ดังนี้ครับ

1. BTS ปรับราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ตามประกาศของกรุงเทพมหานคร (กำหนดโดยกรุงเทพมหานคร = ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเห็นชอบ)

เอาเป็นว่าถ้าเราไม่ใช่นักเรียน นักศึกษาหรือผู้สูงอายุ เราจะต้องจ่ายค่าโดยสารเอาแค่เฉพาะส่วนต่อขยาย หมอชิต – คูคต / อ่อนนุช – เคหะฯ / วงเวียนใหญ่ – บางหว้า จากเดิมที่ต้องจ่าย 15 บาทตลอดสาย (เฉพาะส่วนต่อขยาย) ต้องจ่าย 17-45 บาท…แม่เจ้า แต่ถ้าเรานั่งข้ามสายจะจ่ายรวมกันทั้งสายไม่เกิน 65 บาท

2. กรุงเทพมหานคร ได้ชำระหนี้ที่มีต่อ BTS หมดสิ้นแล้วโดยแบ่งจ่ายเป็นสามงวด งวดสุดท้ายเพิ่งจ่ายไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ยอดรวม 74,232 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 62,451 ล้านนบาท ดอกเบี้ย 11,781 ล้านบาท โดยเป็นทั้งค่าก่อสร้าง ค่าระบบอาณัติสัญญาณ ค่าจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุงรักษา ฯลฯ

รายละเอียดจำแนกเป็นส่วนๆ สามารถหาอ่านได้ใน Facebook ของพี่สามารถ ราชพลสิทธิ์ครับ ท่านนี้ก็เป็นกูรูเรื่องรถไฟฟ้าอันดับต้นๆ ของไทยครับ ( ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ)

ต่อจากนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะแชร์นะครับ เบื้องต้นต้องพูดถึงจุดยืนของผมในเรื่องนี้ก่อนว่าส่วนตัวผมเห็นด้วยที่จะทำราคาขนส่งสาธารณะให้ถูกลง เพราะจะช่วยส่งเสริมให้คนใช้มากขึ้นมีผลกับการจราจรบนท้องถนน และยังเป็นการช่วยลดค่าของชีพของพี่น้องประชาชน…แต่ต้องไม่ไม่เป็นภาระและเอาเงินงบประมาณของส่วนอื่นไปอุดหนุนมากจนเกินไป การลดราคาควรจะสะท้อนค่าใช้จ่ายจริง โดยอาจจะใช้การเจรจากับผู้ถือสัมปทาน หรือการซื้อคืนสัมปทานกลับมาเป็นของรัฐโดยจ่ายยอดครั้งเดียวและกำหนดราคาใหม่เลย

เรื่องราคาค่าโดยสารถ้าจำกันได้ ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติเคยหาเสียงเอาไว้ว่าจะลดราคาค่าโดยสารไฟฟ้าทันทีให้เหลือ 25-30 บาท (ถ้าผมจำไม่ผิดเป็นรายการดีเบตโค้งสุดท้ายของช่อง 3) แต่เมื่อได้รับตำแหน่งผู้ว่าฯ โดนสื่อมวลชนกดดันก็เปลี่ยนเป็นว่าราคานั้นแต่เป็นค่าเฉลี่ยประมาณ 8-11 สถานี ผมจำได้ว่าผมยังพูดเลยว่าค่าแรกเข้าเริ่มต้นก็ 16 บาทแล้ว ราคานั้นไม่น่าทำได้หรอกครับ ถ้าวิ่งยาวสุดสายระยะทางเกือบ 70 กิโลเมตร จะไปลดเหลือ 25-30 บาทได้อย่างไร เต็มที่เหลือ 50 บาท ยังขาดทุน

มาวันนี้ เริ่ม 1 พ.ย. 68 เอาแค่สีเขียวส่วนต่อขยายก็ 17-45 บาทแล้วครับ นี่ยังไม่นับสีเขียวส่วนกลางนะครับ อันนี้คงผลักภาระไปให้ทาง BTS ไม่ได้นะครับ เพราะการที่จะขึ้นราคาส่วนต่อขยายได้ทางกรุงเทพมหานคร = ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเห็นชอบและประกาศให้ขึ้นครับ

อีกเรื่องคือการชำระหนี้ BTS 70,000 กว่าล้านบาท ก็ต้องชื่นชมท่านผู้ว่าฯ ส่วนหนึ่งครับที่ชำระหนี้จนหมด แต่ถ้าไปดูไส้ในและกำหนดระยะเวลาการชำระ ถ้าทำเร็วกว่านี้ โดยไม่รอให้เข้าสู่ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม. จะประหยัดเงินงบประมาณสะสมจ่ายขาดที่นำมาจ่าย เอาแค่เลขกลมๆ นะครับ น่าจะไปถึงประมาณ 20,000 – 30,000 ล้านบาทได้เลยครับ (ตัวเลขอาจจะไม่แม่นเป๊ะนะครับ แต่น่าจะประมาณนี้ครับ)

โดยตัวเลขด้านบนตัดเฉพาะมาจากการเดินรถอย่างต่อเนื่องมาตลอดสามปีกว่า + ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในสมัยของท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ โดยจะเห็นได้ว่าในส่วนนี้สามารถนำไปสร้างรถไฟฟ้าได้อีกหนึ่งสายในกรุงเทพมหานครเลยนะครับ เห็นตัวเลขก็ได้แต่เสียดาย…เสียดายเงินที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีกเยอะมากๆ

และผมอยากตั้งคำถามแทนคนกรุงเทพฯ ว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะมีโอกาสเป็น 25-30 บาท เหมือนตอนท่านผู้ว่าฯ หาเสียงไหมครับ??? เพราะตอนนี้แค่ส่วนต่อขยายก็ 17-45 บาทแล้วครับ

ป.ล. ตัวเลขอาจจะไม่ตรงเป๊ะนะครับแต่ก็ไม่หนีที่เขียนเอาไว้ครับน่าจะต้องได้เห็นเอกสารละเอียดจึงจะคำนวณได้ตรงมากกว่านี้ #ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะต้องถูกและไม่เป็นภาระกับงบประมาณ”

‘โรม’แบไต๋ซักฟอกอาจไม่ต้องรอลุ้นถึงม.ค.69 บี้ถาม ‘พท.’ จี้จุดเยื่อใย ‘ธรรมนัส’

‘โรม’แบไต๋ซักฟอกอาจไม่ต้องรอลุ้นถึงม.ค.69 บี้ถาม ‘พท.’ จี้จุดเยื่อใย ‘ธรรมนัส’

‘โรม’แบไต๋ซักฟอกอาจไม่ต้องรอลุ้นถึงม.ค.69 บี้ถาม ‘พท.’ จี้จุดเยื่อใย ‘ธรรมนัส’

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.45 น.

‘โรม’แบไต๋ซักฟอกอาจไม่ต้องรอลุ้นถึงม.ค.69 บี้ถาม ‘พท.’ จี้จุดเยื่อใย ‘ธรรมนัส’ โอด ‘ปชน.’ ตรวจสอบลำพัง ปัดปล่อยผี ‘เสี่ยหนู’ ขึงพืดแค่ ‘ผู้กองฯ’ ย้ำคนที่เป็น ‘ฝ่ายค้ำ’ ไม่ใช่ ‘พรรคส้ม’ 

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้ข่าวเรื่องเตรียมเจรจากับพรรคปชน.เกี่ยวกับความร่วมมือยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลว่า เรายินดีพูดคุยอยู่แล้ว ไม่เคยปิดกั้นพรรค พท. ทุกอย่างต้องวางแผน ต้องคุยกรอบใหญ่กัน จะส่งใครมาเจรจาเราไม่ติด ทั้งนี้ ถ้ามันจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจเป็นช่วงที่เราจะเห็นความชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไปได้แค่ไหน ดังนั้น มันแทบไม่ต้องรอถึง ม.ค.2569 เลยด้วยซ้ำ ก็สามารถรู้ได้ ว่า ความจริงใจของรัฐบาลเป็นอย่างไรบ้าง อีกเรื่องคือ การทุจริตคอรัปชั่น ความเกี่ยวพันของบุคคลต่างๆที่เกี่ยวพันกับทุนสีเทาสแกมเมอร์  ก็อยู่ในวิสัยที่จะต้องพิจารณาซักฟอก ด้วย ภาพรวม ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบ ทั้งด้านเนื้อหาหรือยุทธศาสตร์ การพูดคุย อย่างเป็นทางการ ควรทำอย่างยิ่ง

เมื่อถามว่า พรรค พท.จะขยาด และกล้ายื่นซักฟอก จริงๆ หรือไม่ เพราะรัฐมนตรีบางคน เช่นตัวของ ร.อ.ธรรมนัสพรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ และบุคคลเเวดล้อม การทำงานที่ผ่านมาคาบเกี่ยวต่อเนื่องมาจากรัฐบาลพรรค พท. เนื้อหาอภิปรายอาจเชื่อมโยงถึงกัน นายรังสิมันต์ ตอบว่า ตนไม่อยากทำนาย เพราะรอบที่แล้วพรรคพท.ก็โดนหนัก โดยเฉพาะในรายนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ที่โดนแฉกลางสภาฯ ว่าขออยู่พรรคกล้าธรรม หรือไม่  ตนก็ไม่ทราบความสัมพันธ์ หรือความซับซ้อนอะไรต่างๆ ถามว่ายังเหลือเยื่อใย หรือไม่ตนตอบไม่ได้ ต้องถามพรรค พท. ซึ่งกลายเป็นว่า พรรคปชน.มีบทบาทหลักในการวิจารณ์ ร.อ.ธรรมนัส ดูเหมือนว่ากลายเป็นว่าตอนนี้พรรคเราทำหน้าที่ตรวจสอบค่อนข้างลำพัง โดยตรวจสอบ ในส่วนอื่นๆของรัฐบาลพรรคภท. ก็ตรวจสอบไม่ว่าจะการที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาเรื่องของสแกมเมอร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจน และที่มีคำกล่าวว่าฝ่ายค้ำ หรือฝ่ายอะไร มันก็แค่วาทกรรมดิสเครดิต พรรคปชน. แต่ว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องจริงเลย

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขณะนี้  ยังไม่ได้มีการตั้งธง จะเปิดอภิปรายหรือไม่ หรือถ้ามี จะซักฟอกแบบรายบุคคล หรือทั้งคณะ ยังไม่ได้ปิดกั้นแนวทาง ยินดีที่จะรับฟังพูดคุยรูปแบบ  เมื่อถามว่า เห็นบรรดานักวิเคราะห์แซว พรรคปชน.จะซักฟอกแต่ ร.อ.ธรมนัส เป็นหลัก และปล่อยผี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย นายรังสิมันต์ตอบว่าไม่เป็นความจริง แน่นอน ที่เราเริ่มต้นที่ร.อ.ธรรมนัส คือการตีเข้ากล่องหัวใจของปัญหา ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ถ้าสมมติ ว่าเราอยากจะปล่อยรัฐบาลนี้จริง ๆ เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำหน้าที่ขนาดนี้ ตอนนี้เราก็เห็นความเชื่อมโยงเยอะแยะมากมาย นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ถึงขนาดลาออก

“ก็เป็นแค่เพียงต้องการกดดันพรรค ปชน. ต้องการสร้างภาพให้ดูเหมือนว่าเราไม่ทำงานจริงจัง ทั้งๆที่ ถ้าเอางานมาว่ากัน พรรคไหนกันแน่ ที่ทำงานไม่จริงจัง บางพรรคมีที่นั่งพอๆกับพรรค ปชน. เลย ก็ยังงง อยู่ว่า ทำไมพรรคเราถูกกล่าวหาหลายๆอย่าง ถ้าดูกันในแง่การทำงานเราทำงานเต็มที่ ยกตัวอย่างในเรื่องหวยล่าสุด พรรคเราก็เปิดประเด็น ถ้าเป็นสึนามิ พรรคปชน.สร้างคลื่นมาหลายระลอกแล้ว ผมว่าต้องเลิกถามพรรคปชน. ว่าเรื่องเมื่อไหร่จะเลิกเป็นฝ่ายค้ำแต่ต้องถามพรรคอื่น ว่า เมื่อไหร่จะเลิกค้ำเสียทีมากกว่า คนที่ค้ำ ไม่ใช่พรรค ปชน.แน่ๆ” นายรังสิมันต์ กล่าว 

ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง! ‘อ.ไชยันต์’หนุนรัฐสางปม ใครคือคนสั่งทหารยิงคนในวัดปทุมฯ

ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง! ‘อ.ไชยันต์’หนุนรัฐสางปม ใครคือคนสั่งทหารยิงคนในวัดปทุมฯ

ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง! ‘อ.ไชยันต์’หนุนรัฐสางปม ใครคือคนสั่งทหารยิงคนในวัดปทุมฯ

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.44 น.

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า วันนี้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับเชิญมาบรรยายและตอบข้อซักถามในวิชา นโยบายสาธารณะ (1) หลักสูตรปริญญาเอก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ มีนิสิตมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ ปี 2553

———
จากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อทั่วไป มีดังนี้
คดีที่เกี่ยวข้องกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดงปี 2553
ศาลได้พิพากษายกฟ้องคดีที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกฟ้องในฐานะผู้สั่งการให้สลายการชุมนุม
โดยศาลให้เหตุผลว่าอำนาจการพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่
ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติไม่ฟ้องคดีดังกล่าว และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนให้ยกฟ้องในที่สุด
ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง

…..
แม้ศาลจะยกฟ้องคดีนี้ แต่ผลการไต่สวนการตายในบางกรณี เช่น เหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม ได้วินิจฉัยว่ากระสุนปืนมาจากทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณสกายวอลค์
กรณีการเสียชีวิตที่วัดปทุมวนารามเกิดขึ้น “หลังจาก” ทางการควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว
ยังไม่มีการสืบสวนดำเนินคดีกับผู้มีอำนาจสั่งการทหารบริเวณสกายวอลค์ตามลำดับบังคับบัญชา
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต่อมา คือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีแกนนำคนเสื้อแดงเป็น สส เป็น รมต ก็กลับไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้
แต่กลับเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฯ
รัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร ก็ไม่

——
ผมอยากชวนให้นิสิตและสาธารณชนสนับสนุนให้ รัฐบาลชุดปัจจุบัน ภูมิใจไทย สร้างผลงาน ในเรื่องนี้ ให้ความจริงประจักษ์ และความยุติธรรมปรากฏ

——-
ใครคือ คนสั่งทหารบนสกายวอลค์ให้ยิงคนในวัดปทุมฯ ทั้งๆที่ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ?

——
และชวนกันสนับสนุนให้รัฐบาลชุดต่อไปทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง และลงโทษผู้กระทำผิด

ป ล
มีผู้ให้ข้อมูลมาว่า ให้หารูปทหารลนสกายวอลค์ แล้วจะรู้เบาะแส ทหารนั้นมาจากกรมกอง ภาค จังหวัดไหนของกองทัพบก แล้วจะสามารถสาวต่อไปได้
ผู้ให้ข้อมูลบอกว่า ได้ข้อมูลมาจากกล้องวงจรปิด ป่านนี้จะอยู่ไหม ?

รมว.กห.ประชุม ADMM ครั้งที่ 19 หนุนอาเซียนเป็นศูนย์กลางสู่สันติภาพยั่งยืน

รมว.กห.ประชุม ADMM ครั้งที่ 19  หนุนอาเซียนเป็นศูนย์กลางสู่สันติภาพยั่งยืน

รมว.กห.ประชุม ADMM ครั้งที่ 19 หนุนอาเซียนเป็นศูนย์กลางสู่สันติภาพยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.17 น.

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568 พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน หรือ ADMM ครั้งที่ 19 ณ ประเทศมาเลเซีย ยืนหยัด ‘ASEAN Unity & Centrality’ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความเป็นแกนกลาง เพื่อความมั่นคงรุ่งเรือง โดยที่ประชุมได้ให้การรับรองเอกสารความร่วมมือริเริ่มใหม่ 8 ฉบับ รวมถึงแนวคิดว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลที่ไทยร่วมเสนอ 

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน หรือ ADMM ครั้งที่ 19 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้แนวคิดหลัก คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียน เพื่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค (ASEAN Unity for Security and Prosperity) โดยมี ดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ ให้การต้อนรับรัฐมนตรีกลาโหม จากกลุ่มประเทศอาเซียน เลขาธิการอาเซียน  รวมถึงติมอร์เลสเตที่เพิ่งเข้าเป็นสมาชิกใหม่อาเซียน เป็นประเทศที่ 11 

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการ เสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ซึ่งถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย โดยรัฐมนตรีกลาโหมประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ ต่างก็กล่าวแสดงความเสียใจกับประเทศไทยด้วยเช่นกัน นับเป็นการถวายความเคารพอย่างสูงต่อพระองค์ท่าน รวมทั้งได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อสถานการณ์การสูญเสียจากพายุไต้ฝุ่นในฟิลิปปินส์อีกด้วย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ยังได้กล่าวแสดงความยินดีกับ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และยืนยันถึงความเป็นเอกภาพของอาเซียน ที่แม้มีความหลากหลายบนพื้นฐานพหุวัฒนธรรม และอาจมีปัญหาความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอยู่บ้าง เช่น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ สถานการณ์ในเมียนมาร์ แต่อาเซียนต้องพร้อมเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ และร่วมกันแก้ไขปัญหาภัยคุกคามต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งภัยคุกคามทางไซเบอร์

ในการประชุม พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวแนะนำตัวในโอกาสที่ได้เข้าร่วมการประชุม ADMM ครั้งแรก และกล่าวขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียน สำหรับความเสียใจและความห่วงใยที่มีต่อประเทศไทย พร้อมกันนี้ ได้แสดงความยินดีกับมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ที่จัดการประชุมสุดยอดอาเซียน  การประชุมภายใต้กรอบ ADMM และ ADMM-Plus ได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยเน้นว่าความสำเร็จเหล่านี้ ได้เสริมสร้างความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ ภายใต้บทบาทนำและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนความร่วมมือ โดยมีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนอาเซียน สุดท้ายได้ยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนและสานต่อความร่วมมือกับประเทศสมาชิก ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้า เพื่อเสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียน และสร้างความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนอาเซียนต่อไป

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ กล่าวทิ้งท้ายถึงการประชุม ADMM ว่า  ได้มีการรับรองเอกสารความร่วมมือริเริ่มใหม่ของ ADMM รวมทั้งสิ้น 8 ฉบับ โดยเฉพาะเอกสารแนวความคิดว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลในอาเซียน ซึ่งเสนอโดย บรูไน สิงคโปร์ และไทย อีกทั้งได้ให้การอนุมัติการฝึกผสมทางทะเลระหว่างอาเซียน กับประเทศคู่เจรจา โดยเฉพาะกับสาธารณรัฐเกาหลี ในปี 2570 รวมถึงอนุมัติให้มีการประชุมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐเกาหลี  ซึ่งไทยได้รับมอบหมายเป็นประเทศผู้ประสานงานอาเซียนกับสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างปี 2569-2570 อีกด้วย

‘กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา’ ยกคณะฯล่องใต้หนุน ‘ภูเก็ต’ เมืองต้นแบบมรดกโลก

‘กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา’ ยกคณะฯล่องใต้หนุน ‘ภูเก็ต’ เมืองต้นแบบมรดกโลก

‘กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา’ ยกคณะฯล่องใต้หนุน ‘ภูเก็ต’ เมืองต้นแบบมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.00 น.

‘กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา’ ยกคณะฯล่องใต้หนุน ‘ภูเก็ต’ เมืองต้นแบบมรดกโลก แนะใช้ Big Data เสริมศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชู ‘อนุรักษ์’ ควบคู่ ‘พัฒนา’ ดันขับเคลื่อนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ยั่งยืนบนเวทีโลก

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2568 คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดย นายชวภณ วัธนเวคิน สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ คนที่หนึ่ง และ นายชิบ จิตนิยม สว. รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ห้า พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปศึกษาดูงานจังหวัดภูเก็ตเรื่อง “จังหวัดภูเก็ตกับบทบาทความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของจังหวัดภูเก็ตสู่ผู้นำอาเซียน” 

ทั้งนี้ภายหลังคณะกรรมาธิการฯเดินทางถึงท่าอากาศยาน จ.ภูเก็ต ได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Big Data เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การบริหารข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างชาติและการรักษาความปลอดภัยเชิงรุก การบริหารจัดการแรงงานและการพัฒนากำลังคนในพื้นที่

จากนั้นคณะกรรมาธิการฯได้เดินทางลงพื้นที่ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เพื่อศึกษาแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของจังหวัดภูเก็ต รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ระดับอาเซียน

พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการฯได้ลงพื้นที่ ถนนถลาง ซึ่งเป็นหัวใจของย่านเมืองเก่าภูเก็ต เพื่อเยี่ยมชมศักยภาพของพื้นที่ในการยกระดับเป็นแลนด์มาร์กวัฒนธรรมเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวระดับโลก โดยให้ความสำคัญกับการนำอัตลักษณ์ชุมชน วิถีชีวิตดั้งเดิม และมรดกทางประวัติศาสตร์ มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยคณะกรรมาธิการฯได้ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลในการกำหนดแนวทางพัฒนาเชิงนโยบายที่เชื่อมโยง “การอนุรักษ์กับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตในฐานะ เมืองมรดกวัฒนธรรมระดับนานาชาติ และศูนย์กลางการท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เกี่ยวกับแนวทางการดูแลอาคารสถาปัตยกรรมชิโน–โปรตุกีส การส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การจัดการพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนการรักษาสมดุลระหว่าง “การพัฒนาเมือง” กับ “การคงคุณค่าทางประวัติศาสตร์” เพื่อให้ภูเก็ตก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในเวทีโลก

อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิฯ เตือนใช้คนละครึ่งแบบนี้ เสี่ยงโทษทั้งแพ่ง-อาญา

อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิฯ เตือนใช้คนละครึ่งแบบนี้ เสี่ยงโทษทั้งแพ่ง-อาญา

อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิฯ เตือนใช้คนละครึ่งแบบนี้ เสี่ยงโทษทั้งแพ่ง-อาญา

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.51 น.

อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิฯ เตือนใช้คนละครึ่งแบบนี้ เสี่ยงโทษทั้งแพ่ง-อาญา

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2568 นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) ได้ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เตือนใช้คนละครึ่ง..! โครงการของรัฐ ช่วยประชาชน ให้สิทธิใช้คนละครึ่ง ประชาชนอาจไม่รู้ คนที่ใช้สิทธิไม่สุจริต สุดท้ายจะถูกแบล็คลิสต์ ยกเลิกสิทธิ ชดใช้เงินคืนรัฐ และอาจถึงต้องโทษคดีอาญา

แค่2-3วันแรก ก็มีการจับกุมดำเนินคดีกันแล้ว เพราะรัฐให้สิทธิซื้อ ใช้จ่าย รัฐช่วยจ่ายครึ่งหนึ่ง แต่กลับเอาสิทธินั้นไปแลกเงินสด หรือประกาศให้คน มาแลกเงินสด อาจเข้าข่าย ร่วมกันฉ้อโกง และ พรบ คอมพิวเตอร์ เพราะมีการประกาศผ่าน ทางโซเชียล ทาง Facebook ซึ่งต้องรับผิดตามพฤติกรรมของการกระทำ

คนละครึ่งพลัส ให้สิทธิเด็กอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ อาจถูกหลอกลวง หรือหลงผิด ด้วยความเป็นเป็นผู้เยาว์ ขาดประสบการณ์ชีวิต ผู้ปกครองต้องระมัดระวัง สอดส่อง อย่าให้ บุตรหลาน ที่ได้สิทธิ ไปใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือไปถูกหลอก ให้ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จะถูกระงับสิทธิ และถูกเรียกให้ชดใช้เงินคืน ซึ่งตอนนี้หลายโครงการ ที่รัฐจัดให้ประโยชน์แก่ประชาชน มีการใช้สิทธิไม่สุจริต รับเงินเกิน อยู่ในกระบวนการเรียกเงินคืน จำนวนมาก

ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุด โดยหน่วยงานอัยการคุ้มครองสิทธิ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ได้รับคำขอปรึกษา ทั้งจากฝ่ายรัฐ และประชาชน เมื่อเกิดปัญหา การใช้สิทธิไม่สุจริต หรือใช้สิทธิเกิน อย่าลืมนะครับ ข้าราชการเขา ก็ต้องทำหน้าที่ ตรวจสอบ และรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เมื่อเกิดปัญหา จะพากันเดือดร้อน เพราะความไม่สุจริต อย่าเห็นแก่ได้เกินกว่าวงเงินที่เราได้รับ หรือเอาสิทธิไปแลกเป็นเงินสด อันนี้คือข้อห้ามเด็ดขาด เพราะถือเป็นการทุจริต ความเดือดร้อนจะตามมา โครงการต่อไปอาจจะถูกระงับสิทธิตลอดไป ที่หนักกว่านั้นคือถูกดำเนินคดี ในช่วงที่ผมรับราชการ เป็นรองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลแขวง ก็มีการฟ้องเรียกให้คืนเงิน โครงการรถคันแรก เพราะทำผิดกติกา เช่นนำรถไปขายก่อนระยะเวลากำหนด และในโครงการอื่นก็มีกำลังติดตามเงินคืนกันอยู่ เป็นต้น

จึงฝากเตือนด้วยความห่วงใยและหวังดี รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนแล้ว ขอให้ ประชาชน ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส ด้วยความสุจริต เป็นการรักษาสิทธิ ที่เราจะได้ในโครงการต่อๆ ไป และชีวิตจะได้ไม่ต้อง ชดใช้เงินคืน หรือลำบากถึงต้องคดีอาญา อย่าติดกับดักของความไม่รู้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พวกนี้โดนดำเนินคดีทั้งแพ่งทั้งอาญาทั้งนั้น

ถ้าไม่รู้ ไม่อยากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โทรปรึกษา สายด่วน อัยการ ฟรี โทร 1157 เพื่อเราจะได้รู้ และไม่ รู้เท่าไม่ถึงการณ์” 

เปิดทางนับหนึ่ง‘แก้ รธน.’ ‘วันนอร์’ขอทุกฝ่ายทำความเข้าใจ-ลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรค

เปิดทางนับหนึ่ง‘แก้ รธน.’ ‘วันนอร์’ขอทุกฝ่ายทำความเข้าใจ-ลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรค

เปิดทางนับหนึ่ง‘แก้ รธน.’ ‘วันนอร์’ขอทุกฝ่ายทำความเข้าใจ-ลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรค

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.20 น.

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา กล่าวถึงความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจจะไม่ทันผ่านการพิจารณาของรัฐสภา เพราะรัฐบาลอาจตัดสินใจยุบสภาก่อน จากปัญหาการเมืองที่เริ่มรุมเร้า ว่า ตนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอายุของรัฐบาลได้ แต่ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนอยากฝากถึงเพื่อนสมาชิกทั้ง สส.และ สว.ให้พยายามทำความเข้าใจกัน และลดเงื่อนไขต่างๆ ที่จะกลายเป็นอุปสรรคปัญหา เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ในวาระที่ 2 ยังไม่ได้ลงในรายละเอียดเนื้อหาของกติกาประเทศ เป็นแต่เพียงการแก้วิธีแก้ เพื่อเปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่เป็นคนกลาง และมีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นมาเท่านั้น

โซเชียลลุกเป็นไฟ ! ‘ไผ่ ลิกค์’ Vs ‘ไอซ์ รักชนก’ แลกกันหมัดต่อหมัด

โซเชียลลุกเป็นไฟ ! 'ไผ่ ลิกค์' Vs 'ไอซ์ รักชนก' แลกกันหมัดต่อหมัด

โซเชียลลุกเป็นไฟ ! ‘ไผ่ ลิกค์’ Vs ‘ไอซ์ รักชนก’ แลกกันหมัดต่อหมัด

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.23 น.

โซเชียลลุกเป็นไฟ ! ‘ไผ่ ลิกค์’โพสต์บางคนเน้นกล่าวหา หลักฐานอยู่ไหน ไม่เคยมี เพ้อเจ้อ ด้าน’ไอซ์ รักชนก’โผล่คอมเมนต์ แต่ถูกสวน’ผมอยากเห็นหลักฐานของท่าน’

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2568 เวลา 15.00 น. นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม (กธ.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “คนบางคนเน้นพูด เน้นกล่าวหาหลักฐานอยู่ไหนไม่เคยมีเพ้อเจ้อ พอไม่มีอะไรจะพูดได้แค่เป็นฝ่ายตรวจสอบไม่ได้แบกนะ” และได้คอมเมนต์ใต้โพสต์ ว่า “ผลงานไม่มีเน้นโต้วาที”

ทั้งนี้ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.)ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยว่า ไผ่ ลิกค์ ❌ไผ่ ร้อน ✅???? ซึ่งนายไผ่ ได้ตอบโต้ไปว่า “ไม่นะครับท่าน สส.ผมแค่อยากเห็นหลักฐานของท่านแค่นั้นครับ และการตรวจสอบของท่าน สส.ดีครับ แต่ก็เสียกำลังใจคนช่วยเหลือที่ไม่ใช่หน่วยงานราชการนะครับ คุณท่าน“