‘อนุทิน’นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง 4 เขต พร้อมสวมเสื้อพรรคต้อนรับ ‘โกหนอ’

'อนุทิน'นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง 4 เขต พร้อมสวมเสื้อพรรคต้อนรับ 'โกหนอ'

‘อนุทิน’นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง 4 เขต พร้อมสวมเสื้อพรรคต้อนรับ ‘โกหนอ’

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.32 น.

‘อนุทิน’นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง ‘พรรคภูมิใจไทย’ ทั้ง 4 เขต พร้อมสวมเสื้อพรรคต้อนรับอดีต สส.ตรัง ‘โกหนอ’ หวังเพิ่มโควต้า สส.ภาคใต้ครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านโล่สถาพรพิพิธ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้ของพรรค เดินทางมาเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง ในนามพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการต้อนรับจากนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือ “โกหน่อ” อดีต ส.ส.ตรัง และบิดาของ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ประชาธิปัตย์ เขต 3 จ.ตรัง และประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาพผู้แทนราษฎร รวมถึงนายบุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ นายก อบจ.ตรัง สมาชิกสภา อบจ.ตรัง ผู้นำท้องถิ่น และผู้สนับสนุนกว่า 500 คน

งานนี้ยังเป็นการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครครบทั้ง 4 เขตของจังหวัดตรัง ได้แก่ เขต 1 นายเอกพล ณ พัทลุง หรือนายกเอก นายก อบต.ควน เขต 2 นายทวี สุระบาล ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 3 น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ หรือ ท่ามเฮง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 4 นายพิชัย เจริญศิริสุนทร หรือ สจ.น้องล้าน สมาชิก อบจ.ตรัง อ.กันตัง เขต 1 หลานชาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

นายอนุทิน กล่าวว่า ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่ตนให้ความสำคัญมาก และไม่เคยคาดคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีฐานเข้มแข็งในพื้นที่นี้ จนกระทั่งการเลือกตั้งปี 2566 พรรคสามารถส่ง ส.ส.เข้ามาได้ และตั้งเป้าหมายในการเลือกตั้งปีหน้าจะเพิ่มโควต้า ส.ส.ภาคใต้ โดยเริ่มตั้งแต่ลงเครื่องที่สนามบินตรังก็มีประชาชนมาขอพบและกอด ซึ่งตนก็ยินดี

“การเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า เราได้บ้านโล่สถาพรพิพิธ บ้านสุระบาล และพี่น้องผู้สมัครในจังหวัดตรังมาร่วมงาน ขอสัญญาจะทำงานเพื่อพี่น้องชาวตรัง ชาวใต้ และชาวไทยอย่างสุดความสามารถ” นายอนุทินกล่าว

หลังกล่าวต้อนรับเสร็จ นายอนุทินได้สวมเสื้อแจ๊กเกตมีตราโลโก้พรรคให้กับนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือ “โกหนอ” ประกาศว่าเป็นสมาชิกใหม่ของพรรคภูมิใจไทย โดยนายสมชายเคยเปิดใจว่าหากมีชื่อนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เขาจะไม่สังกัดพรรคอีก

นายสมชายได้ยกนิ้วโป้งทั้งสองข้างและหันโชว์ข้อความหลังเสื้อ “พูดแล้วทำ” ทำให้เกิดเสียงปรบมือและโห่ร้องจากผู้ร่วมงานอย่างกึกก้อง พร้อมสวมเสื้อให้กับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อีก 2 คน ได้แก่ นายเอกพล ณ พัทลุง และนายพิชัย เจริญศิริสุนทร ส่วนอีก 2 คน คือ นายทวี สุระบาล และ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ยังไม่ได้สวมเสื้อ เนื่องจากยังสังกัดพรรคเดิมอยู่
 

‘รทสช.’ไปต่อ! เลือก‘พีระพันธุ์’นั่งหัวหน้าพรรคต่อ ‘ชัชวาลล์’เลขาธิการพรรค พร้อมลุยเลือกตั้ง

‘รทสช.’ไปต่อ! เลือก‘พีระพันธุ์’นั่งหัวหน้าพรรคต่อ ‘ชัชวาลล์’เลขาธิการพรรค พร้อมลุยเลือกตั้ง

‘รทสช.’ไปต่อ! เลือก‘พีระพันธุ์’นั่งหัวหน้าพรรคต่อ ‘ชัชวาลล์’เลขาธิการพรรค พร้อมลุยเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’จัดประชุมใหญ่วิสามัญ เลือก‘พีระพันธุ์’นั่งหัวหน้าพรรคต่อ ‘ชัชวาลล์’รับตำแหน่งเลขาธิการพรรค พร้อม‘กก.บห.’ชุดใหม่ เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้ง สร้างผลงานให้ประเทศชาติและประชาชน

2 พฤศจิกายน 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ  ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้

1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

6.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

9.พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

 นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน จนทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้อยู่ที่ 423 บาท/ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม  และการลดค่าไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ในปัจจุบัน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากได้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงพลังงานต่อก็จะสามารถลดค่าไฟให้ลงมาเหลือหน่วยละ 3.70 บาท ได้แน่นอน ทั้งนี้จากการตรึงค่าไฟในปี 2567 สามารถทำให้ประชาชนประหยัดเงินค่าไฟรวมกันได้ถึง 270,000 กว่าล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีเงินคืนสู่กระเป๋าเพื่อนำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ผมอาจจะช่วยให้ทุกคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประเทศไทยในวันนี้ต้องการคนทำงาน คนที่ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประเทศ ผมจึงขอให้คำมั่นกับสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ และหากได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมจะแก้ทุกปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางชายแดน ความมั่นคงทางพลังงาน และปัญหาความมั่นคงด้านอื่น ๆ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ได้นายชัชวาลล์ คงอุดม เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาของนายชัชวาลล์ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานและการช่วยเหลือผู้อื่นมาเสมอ จะช่วยขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ด้านนายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป

นอกจากนี้  ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

เชิญ​‘อนุทิน-วรภัค’แจง ​‘กมธ.มั่นคง’ลุยสอบ!สาว‘ทุนเทา’ 5 พ.ย.นี้

เชิญ​‘อนุทิน-วรภัค’แจง ​‘กมธ.มั่นคง’ลุยสอบ!สาว‘ทุนเทา’ 5 พ.ย.นี้

เชิญ​‘อนุทิน-วรภัค’แจง ​‘กมธ.มั่นคง’ลุยสอบ!สาว‘ทุนเทา’ 5 พ.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.38 น.

“กมธ.มั่นคง”ลุยสอบ! สาว”ทุนเทา” 5 พ.ย.นี้ ปม”บีไอซี กรุ๊ป” เชิญ”อนุทิน-วรภัค”ชี้แจง พร้อม”ผู้บริหารไพร์มสตรีท”

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทยยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.ฯ ยังคงติดตามปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติต่อเนื่อง โดยในวันที่ 5 พ.ย.ได้นัดพิจารณารณีกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย กรณีของ บีไอซี กรุ๊ป บีไอซี แบงค์ และนายยิม เลียก ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเชิญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าชี้แจง

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาต่อเนื่องถึงความเกี่ยวข้องระหว่างบุคคล หรือบริษัทที่อยู่ในประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กรณีบองบีไอซี แบงค์ และบีไอซี กรุ๊ป และ นายยิม เลียก โดยเชิญ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม นายรีวิน เพทายบรรลือ รวมถึงประธานกรรมการบริษัท ไพร์มสตรีท แคปปิตอล

แฉ‘ทุนดำสแกมเมอร์’ 2 หมื่นล้าน แทรกแซงการเมือง-ซื้อเสียง จ้องเขมือบประเทศ

แฉ‘ทุนดำสแกมเมอร์’ 2 หมื่นล้าน แทรกแซงการเมือง-ซื้อเสียง จ้องเขมือบประเทศ

แฉ‘ทุนดำสแกมเมอร์’ 2 หมื่นล้าน แทรกแซงการเมือง-ซื้อเสียง จ้องเขมือบประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.32 น.

แฉ‘ทุนดำสแกมเมอร์’ 2 หมื่นล้าน แทรกแซงการเมือง-ซื้อเสียง จ้องเขมือบประเทศ

2 พฤศจิกายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan” หัวข้อ “อย่าปล่อย ทุนดำ ยึดประเทศไทย!” ระบุว่า…

อย่าปล่อย #ทุนดำ ยึดประเทศไทย!

ด้วยเงินเพียง 20,000 ล้านของพวกแก๊งสแกมเมอร์  ทุนดำที่ #ปล้นคนไทย ไปหลายแสนล้านบาท ร่วมกับนักการเมืองชั่วบางคน

ตั้งแต่โควิด ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลาง #สแกมเมอร์ ที่ใช้หลอก “ปล้น” เงินของคนไทยและคนทั้งโลก เสียหายปีละหลายแสนล้าน รวมทั้งมีการหลอกคนไทยและคนจากหลายประเทศเข้าไปทำงาน มีการซ้อมทรมานและทำให้เสียชีวิต เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จนได้ฉายาว่า “สแกมโบเดีย”

เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการ “ปล้น” คนไทยและคนทั้งโลก ต้องการการ #ฟอกเงิน (Money Laundering) และไทยคือสวรรค์ของ “อาชญากรข้ามชาติ” ที่นำเงินสีดำเข้ามาฟอกขาว ไทยจึงกลายเป็น “ศูนย์กลางการฟอกเงิน” ของพวกสแกมเมอร์

เมื่ออาชญากรเหล่านี้ต้องเข้ามาฟอกเงินในไทย ทำผิดกฎหมายไทย ก็ต้องวิ่งเต้นจ่ายเงินให้ผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะนักการเมืองของไทย เพื่อให้การ “คุ้มครอง” จนทำให้ขบวนการ #ทุนดำ เติบโตอย่างรวดเร็ว

กลุ่มเหล่านี้จึงเข้ามามีบทบาททางการเมือง ผ่านการติดสินบน ซื้อนักการเมือง ซื้อพรรคการเมือง ซื้อข้าราชการ เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในละตินอเมริกา

ซึ่งรูปแบบเดิมของการ #ฟอกเงิน มีตั้งแต่การซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย เช่น หมู่บ้านจัดสรร, ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย, ซื้อคลิปโต, รวมทั้งซื้อทองคำ จนทำให้เงินบาทแข็งค่า กระทบต่อการส่งออกเราอย่างรุนแรง

แต่รูปแบบใหม่ของการ #ฟอกเงิน กำลังจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ผ่านพรรคการเมือง โดยนักการเมืองชั่วและอาชญากรข้ามชาติจะร่วมมือกันยึดประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จ โดยใช้เงินไม่เกิน 20,000 ล้าน จ่ายให้ สส. หัวละ 50–70 ล้าน เพื่อนำไปซื้อเสียง

หายนะของประเทศมาถึงแน่ ถ้าเราคนไทยไม่พร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ ดิฉันขอเรียกร้องให้พวกเราคนไทย ไม่เลือกคนที่ซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด! ซึ่งเงินที่เขานำมาซื้อเสียงก็คือเงินที่ “ปล้น” พวกเรามา ซึ่งทุกคนสามารถรับเงินที่นักการเมืองชั่วเหล่านี้นำมาแจกได้ เพราะเป็นเงินที่ปล้นคนไทยมา แต่ต้องไม่ให้ “กากบาท” ให้คนชั่วเหล่านี้กลับมา “ปล้น” มา “โกง” คนไทยต่อไปอย่างเด็ดขาด

รวมทั้งดิฉันขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี ให้ลงมือปราบแก๊งสแกมเมอร์ที่ซุกตัวอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งนักการเมืองชั่วที่ให้การคุ้มครองคนเหล่านี้ ด้วยการสั่งอายัดทรัพย์ พร้อมตรวจสอบเส้นเงิน และดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่อยู่ในข่ายนี้ทันที  ไม่ว่าจะตรวจสอบเส้นเงินไปพบ นักการเมืองหรือข้าราชการใหญ่คนใด ก็ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด โดยประสานข้อมูลกับสหรัฐอเมริกาและนานาชาติ

.

รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัด‘ลอยกระทง’ ขอความร่วมมือปรับรูปแบบ ลดกิจกรรมที่มีความรื่นเริง

รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัด‘ลอยกระทง’ ขอความร่วมมือปรับรูปแบบ ลดกิจกรรมที่มีความรื่นเริง

รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัด‘ลอยกระทง’ ขอความร่วมมือปรับรูปแบบ ลดกิจกรรมที่มีความรื่นเริง

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.25 น.

รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัด‘ลอยกระทง’ ขอความร่วมมือปรับรูปแบบ ลดกิจกรรมที่มีความรื่นเริง เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

2 พฤศจิกายน 2568 น.ส.อัยรินทร์ พ้นธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ตรงกับเทศกาลลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทย ซึ่งได้จัดสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ และสืบทอดต่อไป ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยลดรูปแบบการจัดกิจกรรมที่มีความรื่นเริงลง อาทิ การแสดงดนตรี งานแสดงแสงสีเสียง เน้นจัดงานที่สืบสานประเพณีไทยให้อยู่ในขอบเขต เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นอกจากนี้ รัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้ปรับรูปแบบการแสดง “วิจิตรเจ้าพระยา 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ เปลี่ยนการแสดงพลุเป็นการแสดงโดรนที่สื่อความอาลัยและเทิดพระเกียรติ ลดโทนแสงสีให้สำรวมยิ่งขึ้น และในช่วงค่ำคืนปีใหม่ จะเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “แสงเทียนแห่งแผ่นดิน” จุดเทียนถวายพระราชกุศลเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยทุกกิจกรรมจะจัดขึ้นด้วยความสำรวมและงดงามสมพระเกียรติ

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมเทศกาลลอยกระทงตามสถานที่ต่าง ๆ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.tourismthailand.org และ http://www.thailandfestival.org ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแสดงความเคารพในช่วงเวลานี้ เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างมีคุณค่า

‘นายกฯอนุทิน’กลับจากเอเปค ดิ่งไปร้านข้าวต้ม บอกคิดถึง‘จับฉ่าย-ยำปลาเค็ม’

‘นายกฯอนุทิน’กลับจากเอเปค ดิ่งไปร้านข้าวต้ม บอกคิดถึง‘จับฉ่าย-ยำปลาเค็ม’

‘นายกฯอนุทิน’กลับจากเอเปค ดิ่งไปร้านข้าวต้ม บอกคิดถึง‘จับฉ่าย-ยำปลาเค็ม’

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.55 น.

‘นายกฯอนุทิน’กลับจากเอเปค ดิ่งไปร้านข้าวต้ม บอกคิดถึง‘จับฉ่าย-ยำปลาเค็ม’

2 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “กลับจากประชุมเอเปคก็ขอดิ่งไปฝากท้องที่ร้านข้าวต้ม #เหลาเหลา ก่อนเข้าบ้านครับ #คิดถึงจับฉ่ายและยำปลาเค็ม”

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นหลังนายอนุทิน เดินทางถึงประเทศไทย หลังกลับจากการเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Week: AELW) ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี

‘วิสุทธิ์’โยน‘จุลพันธ์’คุย‘ปชน.’ยื่นซักฟอกร่วมด้วยหรือไม่ ไล่เก็บข้อบกพร่อง‘รมต.’

‘วิสุทธิ์’โยน‘จุลพันธ์’คุย‘ปชน.’ยื่นซักฟอกร่วมด้วยหรือไม่ ไล่เก็บข้อบกพร่อง‘รมต.’

‘วิสุทธิ์’โยน‘จุลพันธ์’คุย‘ปชน.’ยื่นซักฟอกร่วมด้วยหรือไม่ ไล่เก็บข้อบกพร่อง‘รมต.’

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.12 น.

‘วิสุทธิ์’โยน‘จุลพันธ์’คุย‘พรรคประชาชน’ ยื่นซักฟอกร่วมด้วยหรือไม่ แย้มกำลังเก็บข้อมูล‘รมต.’รายไหนมีข้อบกพร่องบ้าง ลั่นหาก‘ยุบสภา’ก่อน ก็พร้อมเลือกตั้ง

2 พฤศจิกายน 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีการเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรค พท.มีการพูดคุยกันเพิ่มบ้างหรือไม่ ว่า มีการพูดคุยกันว่าหากจะยื่นจะมีการยื่นในช่วงเปิดสมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยหน้า หรือปิดสมัยประชุม ต้องรอฟังคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพูดคุยกันอีกครั้ง

ส่วนจะต้องมีการพูดคุยกับพรรคประชาชนว่าจะร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ต้องให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคพท. ไปเจรจาว่าพรรคประชาชนจะร่วมกับเราหรือไม่ ขอให้นายจุลพันธ์ได้ทำหน้าที่ลองไปเจรจาพูดคุยกันดูก่อนว่ามีทิศทางเดียวกันหรือไม่

เมื่อถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจควรอภิปรายทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรืออภิปรายเป็นรายบุคคล นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า กำลังดูอยู่ เพราะขณะนี้กำลังติดตามการทำงานของแต่ละรัฐมนตรีว่า ท่านใดมีข้อบกพร่องเสียหายหรือส่อในทางทุจริตบ้าง เราจะมีสส.หลายคนที่ประกบดูและติดตาม อดีตรัฐมนตรีที่เคยทำงานในกระทรวงนั้นๆ จะช่วยกันดูและมีการหาข้อมูลกันอยู่

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่อาจมีการยุบสภาก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ถ้ายุบสภาเมื่อไหร่ เราก็พร้อมเลือกตั้ง ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย

เมื่อถามถึง กระแสข่าวพรรค พท.จะเปิดตัวผู้สมัคร สส.บ้านใหญ่อัศวเหม นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า บางจังหวัดมีการเจรจากันจริง บางที่เขามีคนพร้อมมากกว่าเรา บางพื้นที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้มี สส. ในจังหวัดนั้นๆ หากมีการร่วมมือกันก็จะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้ เราต้องทำ เพราะเป้าหมายคือ 200 เขตในอนาคต

เปิดใจวีรบุรุษศึกเขมร ตอกย้ำ‘มีทหารไว้ทำไม’ ตีแสกหน้าบางพรรคทำลายความเสียสละทหารหนุ่ม

เปิดใจวีรบุรุษศึกเขมร ตอกย้ำ‘มีทหารไว้ทำไม’ ตีแสกหน้าบางพรรคทำลายความเสียสละทหารหนุ่ม

เปิดใจวีรบุรุษศึกเขมร ตอกย้ำ‘มีทหารไว้ทำไม’ ตีแสกหน้าบางพรรคทำลายความเสียสละทหารหนุ่ม

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.46 น.

เปิดใจวีรบุรุษศึกเขมร ตอกย้ำ‘มีทหารไว้ทำไม’ ตีแสกหน้าบางพรรคทำลายความเสียสละทหารหนุ่ม

2 พฤศจิกายน 2568 “โจ มณฑานี ตันติสุข” นักเขียนและวิทยากรการเงิน โพสต์เฟซบุ๊ก “อ่านแล้วน้ำตาซึม และยิ่งปล่อยให้บางพรรคการเมืองทำลายความเสียสละของทหารหนุ่มรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่ได้เด็ดขาดค่ะ!! ขอบพระคุณอจ. Wanwichit Boonprong ทึ่แบ่งปันเรื่องจริงซึ้งใจนี้นะคะ”

ทั้งนี้ โจ มณฑานี ตันติสุข ได้แชร์โพสต์ของ “ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง” ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม ที่ระบุว่า…

ผมได้มีโอกาสติดตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะไปเยี่ยม ให้กำลังใจ ทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อ เกือบ2 สัปดาห์ที่แล้ว ตั้งใจว่าจะโพสต์ลง แต่ด้วยความไว้อาลัยของคนไทยทั้งแผ่นดินต่อพระพันปีหลวง จึงต้องเว้นไว้สักระยะหนึ่งก่อน

การมาเยี่ยมรอบนี้ ได้พบทหารกล้าทั้ง 15 นาย ที่มีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม มีทัศนคติรักชาติ รักแผ่นดิน จนผมต้องขอคารวะสุดหัวใจ

“หมวดบุ๊ค” ร้อยตรี เกียรติวงศ์ สถาวร นายทหารหนุ่มจาก ร.31 รอ. ที่กำลังใจเข้มแข็งมาก แม้จะเสียขา แต่เขาไม่โทษใครเลย เขาเกิดมาเป็นทหารที่แท้จริง จบหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจม (SEAL) ด้วยปณิธานที่ต้องการเจริญรอยตามคุณพ่อ ที่เป็นทหารเรือ ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่อารักขาในเหตุการณ์สึนามิปี 2547 ขณะที่น้องอายุได้เพียง 3 ขวบแต่เติบโตมาได้เพราะมีคุณแม่เป็นเสาหลักเลี้ยงน้องให้เป็นผลผลิตอันทรงเกียรติของกองทัพบกไทย บุ๊คทำให้ผมว่าการเสียสละเพื่อชาติ มันยิ่งใหญ่เพียงใด

“หมวดป้อ ร.ต.ธนาวุธ เวชสงเคราะห์ ร.16 พัน 3 คนนี้ ผมก็นับถือหัวใจเขามาก ในสมรภูมิช่องอานม้า น้องป้อแบกร่างกายลูกน้องที่ไร้วิญญาณออกจาก สนามรบ ทั้งๆที่ตัวเองบาดเจ็บพอสมควร เงินที่ได้จากการสู้รบ เสี่ยงภัย ทั้งหมดเขามอบให้ครอบครัวลูกน้องที่เสียชีวิต และใช้ชีวิตในการมาเยี่ยมลูกน้องที่เหลือ และบาดเจ็บ เข้ารับการรักษาที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าฯ ทุกวัน น้องรู้สึกผิดและโทษตัวเองตลอดเวลาที่ปกป้องลูกน้องตัวเองไม่ได้ ป้อ ทำให้ผมเห็นว่า ผู้หมวดอายุยังน้อยขนาดนี้ มีจิตวิญญาณความเป็นผู้นำ และเป็นนายในใจลูกน้อง  น้องป้อ เป็นคน

“ราดรี” อ. ดำเนินสะดวก แต่ค้นหาความท้าทายมาเลือกบรรจุลง ร.16 พัน 3 จ. ยโสธร  น้องจะกลายเป็นผลผลิตที่น่าภาคภูมิใจของกองทัพภาคที่ 2 ต่อไป

ครับ ในการศึกครั้งนี้ มีทหารหลายนายที่สูญเสียขา ทุกนายต่างมีกำลังใจ เนื่องจากล่าสุด  น้องๆทหารได้ทดลองการวัดจัดใส่ “ขาเทียมพระราชทานที่ดีที่สุดในโลก”  บ้างแล้ว รอพักฟื้นสักระยะ และทำกายภาพ ร่างกายก็จะกลับมาใช้ปกติเหมือนเดิม นี่คือของพระราชทานจากพระเจ้าอยู่หัว ที่ทำให้ทหารทุกนายมีพลังใจจะยืนหยัดใช้ชีวิตต่อไป

ทหารบางนาย ผมได้ฟังแล้วเกือบน้ำตาไหล ที่เล่าให้ฟังว่า “ผมเสียขาเท่านี้ไม่เป็นไร หรอกครับ ผมอายุมากแล้ว ผมโดนแทน น้องๆ ทหาร ร.31 เขาตามหลังมาจะโดนแทน ฝ่ายเราจะลำบากมากขึ้น ผมถือว่าการเหยียบระเบิดของผม ได้ช่วยให้เราเข้าตีพื้นที่ได้เร็วขึ้น“

ครับ ที่ผมซาบซึ้งใจ มากที่สุดทุกเตียงมีรูป มีพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 10 สมเด็จพระกนิษฐาธิราช และ “สมเด็จย่า” พอผมเห็นได้ฉุกคิดได้ เห็นน้องๆ ทหารทุกนายปฏิบัติ นี่ใช่มั้ยที่เรียกว่า“เทิดไว้เหนือเกล้า”  พวกเขาเทิดทูนสถาบันอย่างไม่อาลัยเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันทำให้ผมผุดนึกคำขวัญของทหารที่ปฏิญาณไว้ว่า

“การป้องกันประเทศและราชบัลลังก์ จะต้องชนะหรือตายเท่านั้น จะแพ้ไม่ได้เป็นอันขาด”

ครับ ทุกคนภูมิใจในสิ่งที่ทำเพื่อประเทศอันเป็นที่รัก ขนาดตัวเองบาดเจ็บ ยังอยากกลับไปชายแดนต่อ  ห่วงใยเพื่อนทหาร เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

ในขากลับ ผมได้เจอความมีน้ำใจของพี่น้องชาวไทยร่วมชาติ 3-4 ท่านได้เดินทางหอบของกินพะรุงพะรัง ทั้งผลไม้ มาเยี่ยมทหารทั้ง 15 คน ทั้งๆ ไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่ได้เป็นญาติ แต่เกิดความประทับใจในวีรกรรมที่เสียสละ มาเยี่ยมทุกวันจนกลายเป็นญาติผู้ป่วยไปซะแล้ว นี่แหละครับ น้ำใจในยามยาก ผมอยากให้นักการเมืองที่บอกว่าเข้าใจทหารชั้นผู้น้อยได้ดีที่สุด น่าจะหาโอกาสมาเยี่ยมทหารชั้นผู้น้อยที่นอนพักรักษาตัวที่ รพ.บ้าง จะได้รับรู้ว่ากองทัพทำอะไร ทหารทำอะไร เขาให้พวกเราได้อยู่ได้หลับตานอนได้อย่างปลอดภัย

นี่แหละครับ “มีทหารไว้ทำไม” และทำอะไรเพื่อประเทศมากกว่าที่คุณคิด

รัฐบาลโอนเงินให้ผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว 10 ครั้ง เกือบ 300,000 แสนครัวเรือน

รัฐบาลโอนเงินให้ผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว 10 ครั้ง เกือบ 300,000 แสนครัวเรือน

รัฐบาลโอนเงินให้ผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว 10 ครั้ง เกือบ 300,000 แสนครัวเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.24 น.

รัฐบาลโอนเงินให้ผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว 10 ครั้ง เกือบ 300,000 แสนครัวเรือน เป็นเงินกว่า 1,300 ล้านบาท

2 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา ตามที่ ครม. เห็นชอบและอนุมัติกรอบวงเงิน 315,476 ครัวเรือน จำนวนเงินทั้งสิ้น 1,515.967 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โดยเป็นการรับลงทะเบียนค่าเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน กรณีอพยพตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป ครัวเรือนละ 5,000 บาท กรณีอพยพไม่เกิน 7 วัน ครัวเรือนละ 2,000 บาท มีจำนวนครัวเรือนที่ลงทะเบียนทั้งสิ้น 325,347 ครัวเรือน จำนวนครัวเรือนที่ผ่านคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) 297,368 ครัวเรือน และจำนวนครัวเรือนที่ส่งออมสิน 296,569 ครัวเรือน

ทั้งนี้ ได้โอนเงินช่วยเหลือแล้วทั้งหมด 10 ครั้ง (วันที่ 6, 7, 8, 9, 10, 17, 20, 22, 27, 30 ตุลาคม 2568) โอนสำเร็จ 294,658 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,316.075 ล้านบาท ลงทะเบียนไม่สำเร็จเนื่องจากไม่ลงทะเบียน PromptPay หรือบัญชีไม่ปกติ 1,167 ครัวเรือน และจะโอนเงินครั้งต่อไป ครั้งที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี สระแก้ว วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 744 ครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568)

“เน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบการผูกบัญชี PromptPay ให้เรียบร้อย หากยัง ขอให้ติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็ว ทั้งนี้ยังได้กำชับให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ โดยสามารถตรวจสอบสถานะรับเงินช่วยเหลือผ่านช่องทาง http://relief68.disaster.go.th/Dashboard/BoardHelpRegister” นายสิริพงศ์ กล่าว

เปิด 7 ประเด็นวงถก‘กมธ.แก้รธน.’ มอบอำนาจ‘รัฐสภา’เลือกองค์กรทำรธน.ใหม่ เสียงแตกปม‘สสร.’

เปิด 7 ประเด็นวงถก‘กมธ.แก้รธน.’ มอบอำนาจ‘รัฐสภา’เลือกองค์กรทำรธน.ใหม่ เสียงแตกปม‘สสร.’

เปิด 7 ประเด็นวงถก‘กมธ.แก้รธน.’ มอบอำนาจ‘รัฐสภา’เลือกองค์กรทำรธน.ใหม่ เสียงแตกปม‘สสร.’

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.19 น.

‘กมธ.แก้รธน.’มอบอำนาจรัฐสภา เลือกองค์กรทำรธน.ใหม่ แต่ยังเสียงแตก ระหว่างควรมี สสร. หรือไม่ ด้าน‘โฆษกมธ.’เผยสัปดาห์หน้า นัดโหวตเพื่อหาข้อยุติ ก่อนลงรายละเอียดมาตรา

2 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ถึงผลการประชุมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ที่มีนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานกมธ. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้พิจารณาถึงรูปแบบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะทำงานสรุปประเด็นนำเสนอ

โดยตามรายละเอียดของรายงานสรุปผลประชุม ระบุว่า แนวทางที่คณะทำงานสรุปประเด็น ประกอบด้วย

1.การให้ประชาชนเลือกตั้งบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.  และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

2.การกำหนดให้องค์กรใดทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  ระหว่าง กำหนดให้มี เฉพาะกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือ ให้มีทั้ง สสร. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่

3.ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่ทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่กับรัฐสภา

4.การพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา

5.ที่มาของสสร. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 6.หน้าที่และอำนาจของสสร. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

6.หน้าที่และอำนาจของสสร. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

7.การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ทั้งนี้กมธ.ส่วนใหญ่เห็นว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของปวงชนชาวไทยต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อกรระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกองค์กรทำหน้าที่ แต่ส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 วินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง การกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกองค์กรที่ทำหน้าที่อาจทำให้เกิดปัญหาตีความและทำให้กระบวนการจัดทำไม่ลุล่วง  กมธ.ส่วนใหญ่จึงเห็นว่าควรให้รัฐสภาทำหน้าที่คัดเลือกองค์กรที่ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยอาจกำหนดแบ่งกลุ่มให้สมาชิกรัฐสภาตามสัดส่วนเพื่อดำเนินการคัดเลือกองค์กรที่ทำหน้าที่จัดดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ส่วนประเด็นการกำหนดให้องค์กรใดจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ประชุมเห็นเป็น 2 ฝ่าย  คือ ฝ่ายหนนึ่งเห็นควรให้มี กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญเพียงองค์กรเดียวในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐสภาทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่า ควรให้มี ทั้ง สสร. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยแบ่งหน้าที่คือกมธ.ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ส่วนสสร.มีหน้าที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน และให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก่อนเสนอให้รัฐสภาพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุม กมธ.ยังพิจารณากำหนดกรอบเวลาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 พ.ย.  หากไม่แล้วเสร็จ จะขยายเวลาตามความเหมาะสม

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สว. ในฐานะโฆษก กมธ.พิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญ รัฐสภา  ให้สัมภาษณ์ว่า กมธ.จะนัดประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 5 พ.ย. ซึ่งมีประเด็นที่จะพิจารณาตามที่นายณัฐวุฒิแจ้งคือ จะลงมติในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญ ว่าจะให้มี สสร. หรือ ไม่มี รวมถึง กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นจะเป็นการพิจารณาเนื้อหาที่ลงรายละเอียดมาตราต่างๆ ต่อไป