‘ดร.สติธร’ชี้เวทีอาเซียน–เอเปค จุดเปลี่ยนไทยบนเวทีโลก ‘อนุทิน’คืนความเชื่อมั่นประเทศ

‘ดร.สติธร’ชี้เวทีอาเซียน–เอเปค จุดเปลี่ยนไทยบนเวทีโลก ‘อนุทิน’คืนความเชื่อมั่นประเทศ

‘ดร.สติธร’ชี้เวทีอาเซียน–เอเปค จุดเปลี่ยนไทยบนเวทีโลก ‘อนุทิน’คืนความเชื่อมั่นประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.05 น.

‘ดร.สติธร’ชี้เวทีอาเซียน–เอเปค คือจุดเปลี่ยนบทบาทไทยบนเวทีโลก ‘อนุทิน’คืนความเชื่อมั่นประเทศ เดินเกมทูตเชิงรุก ดึงการลงทุน-เสริมความมั่นคงภูมิรัฐศาสตร์

2 พฤศจิกายน 2568 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นประเมินผลการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) และเอเปค (APEC Summit) ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมไทยเข้าร่วมว่า ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีโลกอย่างชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภาพลักษณ์ประเทศ

ดร.สติธร ระบุว่า การเข้าร่วมครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่คือการวางยุทธศาสตร์นำไทยกลับสู่บทบาทแกนกลางของภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ พร้อมเสริมความเชื่อมั่นแก่ประชาคมโลกว่า ไทยพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือบนพื้นฐานสันติภาพ การเติบโตยั่งยืน และเศรษฐกิจอนาคต

“นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสบนเวทีอาเซียนและเอเปคยืนยันว่าไทยยังเป็นประเทศศูนย์กลางของภูมิภาค พร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย นี่คือสัญญาณเชิงบวกที่ประเทศคู่ค้าระดับโลกจับตามอง” ดร.สติธร กล่าว

ดร.สติธร กล่าวว่า อย่าลืมว่า เอเปคมีความสำคัญมาก ต่อตลาดการค้าโลก การที่ผู้นำไทยพบผู้นำประเทศมหาอำนาจและนักลงทุนรายใหญ่ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญ เปิดทางให้เกิดข้อตกลงด้านการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยีขั้นสูง สอดรับนโยบายรัฐบาลดึงดูดทุนต่างชาติและยกระดับเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ ไทยร่วมผลักดันประเด็นยุทธศาสตร์ เช่น การเชื่อมโยงดิจิทัล พลังงานสะอาด เศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาทักษะแรงงานในเศรษฐกิจใหม่ ถือเป็นการต่อยอดจากที่ไทยเคยเป็นเจ้าภาพผลักดันโมเดล BCG และช่วยเตรียมไทยสู่อนาคตเศรษฐกิจยั่งยืน

ดร.สติธร ระบุว่า นายกรัฐมนตรีใช้การทูตอย่างมีชั้นเชิง ทั้งเวทีรวมและการหารือรายประเทศ สร้างดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ และเสริมความมั่นคงภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้น การแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในเวทีโลก สะท้อนว่าไทยคือประเทศที่เปิดกว้าง พร้อมเดินหน้าตามกติกานานาชาติ ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นระยะยาว ทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน และประชาคมโลก

“แม้ผลบางอย่างอาจไม่เกิดทันที แต่ทุนทางความเชื่อมั่นที่สะสมจากเวทีนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” ดร.สติธร กล่าว

ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้ายว่า โอกาสมหาศาลครั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายต่อเนื่อง เช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อให้ไทยเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้เต็มที่

“รัฐบาลเปิดประตูไว้แล้ว ที่เหลือคือการเดินต่ออย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหากทำได้ ไทยจะก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำภูมิภาคอย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว

‘อนุสรณ์’โอ่‘เพื่อไทย’พร้อมเลือกตั้งเต็มร้อย มั่นใจกลับมานำพาประเทศก้าวสู่อนาคตที่สดใส

‘อนุสรณ์’โอ่‘เพื่อไทย’พร้อมเลือกตั้งเต็มร้อย มั่นใจกลับมานำพาประเทศก้าวสู่อนาคตที่สดใส

‘อนุสรณ์’โอ่‘เพื่อไทย’พร้อมเลือกตั้งเต็มร้อย มั่นใจกลับมานำพาประเทศก้าวสู่อนาคตที่สดใส

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.24 น.

‘อนุสรณ์’ชี้‘พรรคเพื่อไทย’พร้อมเต็มร้อย เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง มั่นใจกลับมานำพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตที่สดใสอีกครั้ง

2 พฤศจิกายน 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่า พรรคเพื่อไทยในวันนี้ ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะ “สถาบันทางการเมืองของประเทศ” ที่มีความเข้มแข็ง เป็นระบบ และเติบโตเคียงข้างประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย พรรคเพื่อไทยไม่เพียงแต่เป็นพรรคการเมือง แต่คือพลังแห่งความหวังของคนไทยทั้งประเทศ ที่มุ่งมั่นจะสร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ

ทั้งนี้ การได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในทุกด้านของพรรคเพื่อไทย ทั้งในเชิงนโยบาย การจัดการ และทิศทางทางการเมือง พรรคเพื่อไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการคิดและกำหนดนโยบายที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักสูงสุด เพราะ “พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน

นายอนุสรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคเพื่อไทยมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า การเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูประเทศให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะนำเสนอแนวนโยบายที่จับต้องได้ เป็นไปได้จริง และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง การผลักดันนวัตกรรมเพื่ออนาคต การสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ก้าวนำโลก

สำหรับประเด็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเสียงข้างน้อยนั้น รัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหาสแกมเมอร์ ทุนเทา-ดำข้ามชาติ ความมั่นคงชายแดน จะเป็นจุดเปราะบางรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ประชาชนจับตามอง และอาจเป็นจุดตายรัฐบาล ขณะนี้ภายในพรรคมีการหารือกันอย่างรอบคอบ โดยมี 2 แนวทางหลัก คือ กลุ่มที่เห็นว่าควรยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมหน้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการบริหารงานที่ไร้เสถียรภาพ ขณะที่อีกกลุ่มเห็นว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกไทม์ไลน์ในบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่างฝ่ายค้ำและรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพื่อให้เป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วดีลดังกล่าวมิได้นำพาประโยชน์ใด ๆ มาสู่ประเทศชาติและประชาชน

“พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วในทุกมิติ ไม่ว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นเมื่อใด พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแรกที่มีความพร้อมส่งผู้สมัครคุณภาพทั่วประเทศ และพร้อมนำประเทศไทยกลับคืนสู่เส้นทางแห่งโอกาส ด้วยความเชื่อมั่นเต็มหัวใจว่า พรรคเพื่อไทยจะกลับมาบริหารประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปได้ไกลกว่าที่เคยเป็นมาอีกครั้งหนึ่ง” นายอนุสรณ์ กล่าว

กาง‘ดัชนีการเมือง’สะท้อนปชช.‘เฝ้าดู แต่ยังไม่มั่นใจ’ผลงานรัฐบาล ‘นายกฯ-ไอซ์ รักชนก’โดดเด่น

กาง‘ดัชนีการเมือง’สะท้อนปชช.‘เฝ้าดู แต่ยังไม่มั่นใจ’ผลงานรัฐบาล ‘นายกฯ-ไอซ์ รักชนก’โดดเด่น

กาง‘ดัชนีการเมือง’สะท้อนปชช.‘เฝ้าดู แต่ยังไม่มั่นใจ’ผลงานรัฐบาล ‘นายกฯ-ไอซ์ รักชนก’โดดเด่น

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.20 น.

กาง‘ดัชนีการเมือง’สะท้อนปชช.‘เฝ้าดู แต่ยังไม่มั่นใจ’ผลงานรัฐบาล ‘นายกฯ-ไอซ์ รักชนก’โดดเด่น

2 พฤศจิกายน 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนตุลาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,126 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 28-31 ตุลาคม 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนตุลาคม 2568 เฉลี่ย 4.02 คะแนน เท่ากับเดือนกันยายน 2568 ที่ได้ 4.02 คะแนน

ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.60 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.58 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 48.01 ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 37.85 ผลงานฝ่ายรัฐบาล  ที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ เปิดใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส ร้อยละ 64.42 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 53.34     

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม 2568 ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนภาพรวมที่ประชาชน “เฝ้าดูแต่ยังไม่มั่นใจ” ต่อผลงานรัฐบาลชุดนี้ แม้จะพยายามเร่งขับเคลื่อนนโยบายทั้งคนละครึ่งพลัส และการแก้ปัญหาไทย–กัมพูชา แต่กระแสสังคมต่อประเด็น “สแกมเมอร์” และกรณี MOU แรร์เอิร์ธ ยังเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นรวมถึงความโปร่งใสของรัฐบาลในสายตาประชาชน

ด้าน ผศ.ดร.เบญจพร พึงไชย ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า เดือนตุลาคมกล่าวได้ว่ามีสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการเมือง ส่วนของรัฐบาลที่ดูเหมือนจะต้องพยายามรักษาความเป็นรัฐบาลในระยะเวลา 4 เดือนให้ได้ แต่ด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ยืดเยื้อแผ่ขยายไปถึงเรื่องสแกมเมอร์ การฟอกเงิน รวมไปถึงการค้ามนุษย์ และที่สำคัญคงหนีไม่พ้นประเด็น MOU แรร์เอิร์ธ ที่ประชาชนไม่ได้รับทราบมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนนี้

ส่วนผลงานของฝ่ายค้านที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่มั่นใจต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ที่ได้คะแนนต่ำสุด น่าจะเป็นผลพวงจากรัฐมนตรีที่มีชื่อพัวพันกับปัญหาสแกมเมอร์ที่กล่าวได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติ

ส่วนผลงานของรัฐบาลในเรื่องคนละครึ่งพลัสที่ได้คะแนนอันดับ 1 น่าจะเป็นเพียงผลงานเดียวที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของรัฐบาลได้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อคะแนนดัชนีที่คงที่ในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังไม่สามารถแสดงออกถึงความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้ความเชื่อมั่นลดลงและกระทบต่อเสถียรภาพและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า

เช็กเรตติ้งการเมือง!วันนี้‘คนอีสาน’เชียร์‘พรรคการเมือง’ไหน หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

เช็กเรตติ้งการเมือง!วันนี้‘คนอีสาน’เชียร์‘พรรคการเมือง’ไหน หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

เช็กเรตติ้งการเมือง!วันนี้‘คนอีสาน’เชียร์‘พรรคการเมือง’ไหน หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.32 น.

เช็กเรตติ้งการเมือง!วันนี้‘คนอีสาน’เชียร์‘พรรคการเมือง’ไหน หนุนใครนั่ง‘นายกฯ’

2 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคอีสาน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 27-30 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง ภาคอีสาน เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนอีสานจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

+ อันดับ 1 ร้อยละ 32.40 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

+ อันดับ 2 ร้อยละ 19.70 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

+ อันดับ 3 ร้อยละ 18.55 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

+ อันดับ 4 ร้อยละ 8.80 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย)

+ อันดับ 5 ร้อยละ 6.10 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

+ อันดับ 6 ร้อยละ 4.80 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

+ อันดับ 7 ร้อยละ 2.80 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

+ อันดับ 8 ร้อยละ 2.70 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

+ อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

+ ร้อยละ 2.50 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) , ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) , พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) , พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) , นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) , ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) , นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย) , นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนา) , นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) , นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) และพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย)

+ ร้อยละ 0.10 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนอีสานจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

+ อันดับ 1 ร้อยละ 26.05 ระบุว่า พรรคประชาชน

+ อันดับ 2 ร้อยละ 24.65 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

+ อันดับ 3 ร้อยละ 16.85 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

+ อันดับ 4 ร้อยละ 15.75 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

+ อันดับ 5 ร้อยละ 5.55 ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์

+ อันดับ 6 ร้อยละ 3.45 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

+ อันดับ 7 ร้อยละ 2.75 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

+ อันดับ 8 ร้อยละ 2.05 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

+ อันดับ 9 ร้อยละ 1.50 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ

+ ร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคประชาชาติ , พรรคชาติไทยพัฒนา ,พรรคไทยก้าวใหม่ , พรรคไทรวมพลัง , พรรคชาติพัฒนา , พรรคไทยภักดี , พรรคกล้าธรรม และพรรคเสรีรวมไทย

+ ร้อยละ 0.10 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘นายกฯ’ขออภัยบกพร่องการสื่อสาร หลังพูดไทยก็มีรุกล้ำกัมพูชา ยันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

‘นายกฯ’ขออภัยบกพร่องการสื่อสาร หลังพูดไทยก็มีรุกล้ำกัมพูชา ยันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

‘นายกฯ’ขออภัยบกพร่องการสื่อสาร หลังพูดไทยก็มีรุกล้ำกัมพูชา ยันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.19 น.

‘นายกฯ’ขออภัยประชาชนบกพร่องการสื่อสาร หลังพูดไทยก็มีรุกล้ำกัมพูชา ยันระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก ชี้‘เปิดด่าน’ต้องขอประชาชน-ภัยความมั่นคงลด ส่วน‘เชลยศึก’ขอลี้ภัย มีกติกาสากลกำหนดอยู่ ลั่นไทยต้องเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ ก่อนตัดสินใจ

เมื่อเวลา 21.05 น.ของวันที่ 1 พ.ย.68 ที่ท่าอากาศยานทหาร2  กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์บ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเมื่อวานนี้ว่า ต้องขอบคุณทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ที่ลงพื้นที่ไปติดตามดูแลสถานการณ์ ซึ่งถ้าเป็นเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างรัฐต่อรัฐ ยังพอหาทางเจรจากันได้ แต่ถ้าเป็นประชาชนกับประชาชนจะเป็นเรื่องยาก จะทำให้เกิดความสงบ ซึ่งต้องขอบคุณทุกคนที่เจริญสถานการณ์ และบริหารสถานการณ์ผ่านไปด้วยดี รวมถึงนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ที่ไปแสดงจุดยืนบริเวณพื้นที่ ขอยืนยันว่า เราจะใช้วิธีการทุกอย่าง ทั้งด้านความมั่นคง การเจรจาตามกรอบ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC, คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ที่จะทำให้ประเทศไทยผ่านพ้น และเกิดสันติสุข สันติภาพในประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนที่มีการพูดถึงเรื่องรุกล้ำเขตแดน ตนต้องขออภัยพี่น้องประชาชนจริง ๆ ตนโทษตัวเองว่า มีความผิดพลาด และบกพร่องในเรื่องของการสื่อสารต่อประชาชน และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดความบกพร่องในการสื่อสารเกิดขึ้นอีก ในอนาคต

“ผมต้องขออภัยที่ทำให้หลายท่าน เกิดความระแวงสงสัย แต่ขอยืนยันว่า ไม่มีทางที่ประเทศไทยเราจะเสียดินแดน เสียอธิปไตย เสียเกียรติภูมิ เสียศักดิ์ศรี และพี่น้องประชาชนทุกคนต้องมีความปลอดภัย จากข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ ผมจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสีย เพิ่มขึ้นอีกเป็นอันขาด“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กัมพูชาถอนจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ออกจากพื้นที่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เราลงนามกับเขา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และทั้ง 2 ประเทศแสดงเจตนารมย์ต่อกัน โดยถอดรถถังฝ่ายละ 2 คัน ที่ต่างคนต่างปฏิบัติ และฝ่ายกองทัพของทั้ง 2 ประเทศได้มีการเจรจากันอยู่ตลอดเวลา ในการกำหนดมาตรการ และวิธีการ ที่จะถอนอาวุธ รวมถึงการเก็บกู้ทุนระเบิด ซึ่งมีความอันตราย จึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยคำนึงถึงปฏิญญาที่เราลงนามกันไว้ ซึ่งมีทั้งโลกเป็นสักขีพยาน ดังนั้นทุกคนต้องพยายามทำตามข้อกำหนด

เมื่อถามถึงกรณีตอนนี้กองทัพก็ถูกโจมตีโดยเฉพาะจากคณะกรรมาธิการทหาร กรณีจัดซื้อยุทธภัณฑ์เสื้อเกราะ ที่ต้องไปพึ่งมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ นายอนุทิน กล่าวว่า งบของกระทรวงกลาโหมในแต่ละปีอยู่ในระดับต้น ๆ  แต่นี่คือ รูปแบบของประเทศไทย แต่พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ นี่คือ พลังของคนไทย ที่เรารักษาอธิปไตยมาได้นาน รบกับใครก็ไม่มีทางแพ้ก็มาจากประชาชนของเรา ที่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดข้อพิพาทกับใคร คนไทยจะรวมหัวใจเป็นหนึ่งเดียว ใครมีอะไรพร้อมที่จะนำมาช่วย และไม่เคยได้ยินว่า กองทัพออกไปขอการบริจาคยุทธภัณฑ์ หรืออะไรต่าง ๆ เพราะไม่มีงบประมาณ

เมื่อถามว่า มีความกังวลจากประชาชนว่า ไทยจะเสียปราสาทตาควาย นายอนุทิน กล่าวว่า เรามีกรอบในการเจรจา ซึ่งเป็นวิธีที่มีมาแต่เดิม และการลงนามในปฏิญญาก็ถือเป็นการกำหนด ที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า เราจะกลับมายึดกรอบการเจรจา

เมื่อถามถึง ความชัดเจนเรื่องการเปิดด่านชายแดน หลังมีกระแสข่าวว่า มีความพยายามที่จะเปิดด่าน ซึ่งได้คุยกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้คุย และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็ไม่ได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมา ขอยืนยันอีกครั้งเรื่องการเปิดด่านว่า ถ้ารัฐบาลจะเปิดด่าน ต้องขอประชาชนก่อน จะได้ไม่ต้องพูดกันอีก และคิดว่า มาถึงจุดที่รัฐบาลต้องฟังประชาชนในเรื่องการเปิดด่าน และเราจะไม่เปิดด่านจนกว่า จะมั่นใจว่า ภัยต่อความมั่นคงลดลงไป จนเราวางใจ และควบคุมได้

ส่วนประเด็นเรื่องของเชลยศึก ที่จะขอลี้ภัยในประเทศไทย นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในปฏิญญา ซึ่งเราเป็นผู้กำหนด โดยจะประเมินว่า ถ้าฝ่ายกัมพูชาให้ความร่วมมือ และมีเจตนารมณ์ที่ดี ก็จะพิจารณาโดยไม่มีการกำหนดเรื่องกรอบระยะเวลา และไม่อยากให้ใช้คำว่า เชลยศึก แต่เอาเป็นว่า เป็นผู้ถูกควบคุมตัวไว้ ส่วนเรื่องของการลี้ภัย ก็มีกฎกติกาสากลกำหนดไว้อยู่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่อยากให้เอาชีวิตคนมาเป็นตัวประกัน โดยเราต้องดู และประเมินสถานการณ์ ก่อนที่จะพิจารณา โดยเราเป็นผู้ตัดสินใจ

ขณะที่พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเสริมว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้อธิบาย เป็นขั้นตอนของการพูดคุยตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในเอกสารถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ส่วนในเรื่องของการถอนอาวุธนั้น พลโท อดุลย์ กล่าวว่า การถอนอาวุธมีด้วยกัน 3 เฟส เฟสแรกคือ ภายใน 21 วัน จะต้องถอนอาวุธที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างสูง เช่น BM-21  และปืนใหญ่ที่มีขนาด 125 มิลลิเมตร เพราะหากยิงเข้ามาสามารถทำให้ประชาชนเดือดร้อน และมีอันตรายสูง ขณะนี้ไทย-กัมพูชาจึงทยอยถอนอาวุธออกจากแนวชายแดน กลับไปยังที่ตั้งปกติ โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ของทั้งสองประเทศเป็นผู้สังเกตการณ์ ดังนั้นขอให้เชื่อมั่น เปิดใจให้กว้าง และไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเขามีความเป็นกลางอยู่แล้ว 

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ภายนอกสื่อสารมาว่าพรรคเพื่อไทยต้องมีการเปลี่ยน ผมเห็นด้วย เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน การเมืองไทยปรับเปลี่ยนตลอดเวลา พี่น้องประชาชนมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป วันนี้การยกเครื่องพรรคเพื่อไทยจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางที่จำเป็นที่ต้องเดิน”

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

‘อนุทิน’ชูไทยเข้มแข็งมั่นคง ส่งท้ายถก‘เอเปก’ พท.โวลุ้นกวาด200สส. ปชป.ไม่รับผู้สมัครสีเทา

‘อนุทิน’ชูไทยเข้มแข็งมั่นคง ส่งท้ายถก‘เอเปก’ พท.โวลุ้นกวาด200สส. ปชป.ไม่รับผู้สมัครสีเทา

‘อนุทิน’ชูไทยเข้มแข็งมั่นคง ส่งท้ายถก‘เอเปก’ พท.โวลุ้นกวาด200สส. ปชป.ไม่รับผู้สมัครสีเทา

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’ชูไทยเข้มแข็งมั่นคง ส่งท้ายถก‘เอเปก’ พท.โวลุ้นกวาด200สส. ปชป.ไม่รับผู้สมัครสีเทา

วันสุดท้ายการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก เกาหลีใต้ นายกฯอนุทิน เสนอ 3 แนวทางให้เอเปก ร่วมมือขับเคลื่อนศักยภาพภูมิภาค “เอเชีย-แปซิฟิก”ให้เศรษฐกิจโลกเติบโต สร้างสังคมทุกกลุ่มรับอนาคตอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรียกร้องให้ร่วมมือแก้ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ที่ห้อง 300C ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting-Session II)ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future-Ready Asia-Pacific”วันสุดท้าย

ภายหลังประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี กล่าวเปิดการประชุมได้เชิญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกล่าวถ้อยแถลงซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงเป็นลำดับที่ 3 ต่อจากสหรัฐฯ

นายกฯ‘อนุทิน’กล่าวถ้อยแถลง

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลง โดยกล่าวชื่นชมสาธารณรัฐเกาหลีสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่น่าประทับใจ พร้อมระบุว่าในช่วงกว่า 36ปีที่ผ่านมา เอเปคเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาคให้เป็น“เครื่องยนต์แห่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก” แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และภูมิอากาศ ซึ่งล้วนท้าทายความสามารถในการรับมือของภูมิภาค ดังนั้น เอเปคจึงต้องคงไว้ซึ่งบทบาทในฐานะภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

เสนอ3แนวทางให้เอเปคยึดมั่นร่วมมือ

โดยไทยได้เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ยึดมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเติบโตอย่างครอบคลุม เพราะความมั่งคั่งจะไม่มีความหมาย หากยังมีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไทยเชื่อว่าการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม

2) ต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย ความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี AI และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ไทยได้จัดทำแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์(AI Ethics Guidelines)เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกออกแบบมาให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม พร้อมกันนี้ เอเปคต้องทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหาและแพลตฟอร์มออนไลน์ จะได้รับการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่และเท่าเทียม เพื่อให้นวัตกรรมสามารถเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

เรียกร้องร่วมมือแก้อาชญากรรมไซเบอร์

ขณะเดียวกัน ไทยยังได้เน้นย้ำถึงการเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกัน และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม พร้อมขอบคุณสาธารณรัฐเกาหลีและสหรัฐอเมริกาสำหรับบทบาทนำในเรื่องนี้ โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และเวที APEC Online Scams Exchange Forum

3) เอเปคต้องเสริมพลังให้กับทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ประชากรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงต้องส่งเสริมการจ้างงานที่ครอบคลุม มีระบบดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย สำหรับไทยได้ผลักดันนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ การขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการวางแผนครอบครัวอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในทุกช่วงวัย

ชูสร้างภูมิภาคที่ยั่งยืนพร้อมรับอนาคต

“ในยุคที่โลกไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีเขตเศรษฐกิจใดสามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง หากเอเปคสามารถปรับทิศทางร่วมกันได้ เอเปคจะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก แม้เส้นทางข้างหน้าจะไม่ง่าย แต่เอเปคจะเดินไปด้วยกัน ด้วยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและเป้าหมายร่วมกัน เพื่อสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง ยั่งยืนและพร้อมรับอนาคตอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้าย

โดยภายหลังการประชุมฯ ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ นครปูซานในเวลา 16.15 น. และจะเดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลาประมาณ 21.00 น.

‘ประเสริฐ’มั่นใจ‘พท.’เลือดหยุดไหล

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยมีคณะกรรมการบริหารชุดใหม่จะสามารถหยุดเลือดไหลได้หรือไม่ว่า มั่นใจ ตนอยู่พรรคนี้มาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย รู้จักสมาชิกทุกคนไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ วันนี้ทุกคนเห็นได้จากกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่มาจากทุกภาคส่วน สะท้อนว่า พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมือง สมาชิกทุกคนมีสิทธิมีเสียง เรากำลังก้าวสู่การเลือกตั้ง ส่วนกรณีมีสมาชิกย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่คนที่ยืนอยู่วันนี้มั่นใจว่าจะไม่มีใครออกไปไหนอีกทุกคนจะร่วมต่อสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งหน้ากับพรรคเพื่อเข้ามาทำงานรับใช้ประชาชนต่อไป

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่าและวันนี้เราเปิดกว้างพร้อมรับสมาชิกหน้าใหม่ที่เข้ามาสู่การสรรหาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย เราจะเฟ้นหาคนที่มีคุณภาพที่สุดเพื่อให้ประชาชนได้ใช้งาน รวมไปถึงอดีตสมาชิกพรรคที่เว้นว่างทางการเมืองไป หากอยากกลับมาทำงานการเมืองต่อ เราเปิดกว้าง การแก้ปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ เราต้องใช้ทุกสรรพกำลัง

“มั่นใจว่าด้วยพลังความสามัคคีของสมาชิกพรรคเพื่อไทยวันนี้ เป้าหมายที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยวางไว้ที่ 200 เสียง ไม่ยากเกินจริง เราจะทำงานอย่างหนักนำความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นตัวตั้ง แล้วตีโจทย์ออกมาเป็นนโยบายเพื่อเสนอทางออกให้ประชาชน เชื่อว่าจะได้รับความไว้วางใจเหมือนที่เป็นมา”เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ย้ำ

พร้อมหนุนประสานทุกรุ่นนำสู้เลือกตั้ง

เมื่อถามถึง การทำงานร่วมกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนเคยทำงานร่วมกับนายจุลพันธ์มานาน เข้าขากันดี และนายจุลพันธ์ เป็นคนมีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในวันนี้ อีกทั้งยังเป็นคนรุ่นกลางของพรรคเพื่อไทย ที่สามารถเชื่อมประสานความร่วมมือกับคนทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นอาวุโส หรือรุ่นใหม่ จึงเชื่อว่า จะสามารถนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งได้ และในฐานะเลขาธิการพรรค ตนจะสนับสนุนการทำงานของกรรมการบริหารชุดนี้อย่างเต็มที่ สนับสนุนการทำงานทุกภาคส่วนของพรรค เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการเข้าไปทำหน้าที่แก้ปัญหาที่ประชาชนเจออยู่ให้ผ่านพ้นไปให้ได้

‘เทพไท’ล็อคสเปค‘จุลพันธ์’หน.เพื่อไทย

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง”ระบุว่า”ล็อคสเปค จุลพันธ์ เป็นหัวหน้าเพื่อไทย” ผมขอแสดงความยินดีกับคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองร่วมสมัย และเป็นนักการเมืองรุ่นเดียวกัน เมื่อได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตรงตามความคาดหมาย และผลการวิเคราะห์ ซึ่งผมได้วิเคราะห์ก่อนหน้านี้แล้วว่าคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลเป็นคนรุ่นกลาง เป็นคนรุ่นไม่ใหม่ไม่เก่าเกินไป ประสานงานได้กับทุกฝ่าย มีความอาวุโสทางการเมืองพอสมควร เป็นส.ส.5สมัย มีความรู้ด้านเศรษฐกิจตามความต้องการของคนพรรคเพื่อไทย เป็นการปลอบใจนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ บิดาของคุณจุลพันธ์ ที่น้อยใจพรรคลาออกจากสมาชิกพรรคไป เมื่อลูกชายได้รับการเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ผู้ที่เป็นพ่อ ก็คงจะคลายความน้อยอกน้อยใจลงไปบ้าง และที่สำคัญที่สุดคุณจุลพันธ์ได้รับไฟเขียวจากบ้านจันทร์ส่องหล้า เจ้าของพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คู่แข่งที่เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้วและนายสุทิน คลังแสง ต้องหลีกทางไป

ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา หากไม่มีการล็อกสเปคหรือบล็อคโหวตกัน หรือกดดันส่งสัญญาณว่า คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ต้องเป็นใครนั้น ถ้าเปิดฟรีโหวต เชื่อว่านายจาตุรนต์ ฉายแสง คงจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีเจ้าของ เปรียบเสมือนบริษัทในครอบครัวสกุลชินวัตร เมื่อเจ้าของพรรค ชี้ชัดว่าควรเป็นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ มติก็โหวตให้คุณจุลพันธ์อย่างท่วมท้น แบบไม่ต้องสงสัย

นั่งหน.พรรคแต่ไม่ใช่แคนดิเดตนายกฯ

แต่การที่คุณจุลพันธ์เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เพราะในอดีตที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเลย นับตั้งแต่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ พลตำรวจเอกวิโรจน์ เปาอินทร์ นายสมพงษ์อมรวิวัฒน์ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว จนมาถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็เพิ่งได้มาเป็นหัวหน้าพรรค หลังจากที่มีการเลือกตั้งผ่านพ้นแล้ว

กรณีของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ก็เช่นเดียวกัน เชื่อว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารพรรค นำพาพรรคไปสู่การเลือกตั้งพร้อมกับเลขาธิการพรรคคือ นายประเสริฐ จันทรรวงทองซึ่งเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของบ้านจันทร์ส่องหล้า เคยเป็นเลขาธิการพรรคสมัย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นหัวหน้าพรรคมาแล้ว จึงจำเป็นต้องให้มารับหน้าที่เป็นแม่บ้านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากชุดผู้บริหารพรรคชุดคุณหนูคือหัวหน้าพรรคเป็นนางสาวแพทองธารลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร กับเลขาธิการพรรค นายสรวงศ์ เทียนทองลูกชายนายเสนาะ เทียนทอง ผู้บริหารพรรคชุดคุณหนูทั้งสองคน เมื่อผ่านยุคนี้ไป ก็ใช้บริการผู้อาวุโสอย่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง

แนะจับตา’ลูกเขยแม้ว’โผล่แคนดิเดต

“ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไปในพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ผมเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง และนักวิเคราะห์ทางการเมือง ผมเชื่อว่า1ใน3ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จะต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเบื้องต้นถ้าดูจากกระแสความเคลื่อนไหว และการโยนถามทาง มีความเป็นไปได้สูงมากว่า นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยของนายทักษิณ ชินวัตร จะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1ใน3 ของพรรคเพื่อไทย ส่วนอีก2คน คงจะรอเวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ตกผลึกกันภายในพรรคเพื่อไทยก่อน ซึ่งจะขออนุญาตนำมาวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป”นายเทพไทย้ำ

‘สาธิต’ดักคอสีเทาอย่ามาประชาธิปัตย์

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ผมพูดเสมอ มีหน้าที่ตรงไหน ทำให้สุด”ตอนนี้มีหน้าที่ พนักงานต้อนรับคนเข้ามาทำหน้าที่ ผู้แทนของประชาชน ที่ ต้องเข้าใจแต่แรกว่า เข้ามาต้องเสียสละ อุทิศให้สังคม ในการทำงาน และเวลาส่วนตัว ความสามารถประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อสังคม และคนส่วนใหญ่ อย่าคิดมาเอาอะไรจากการเมือง นอกจากความนับถือ เกียรติ ในการทำหน้าที่ที่ ซื่อสัตย์ โปร่งใสเพื่อประชาชน ถ้าเข้าใจตามนี้ก็เชิญชวนครับ ถ้ามาเพราะ แบบอื่น หรือ ถ้าเป็น สีเทา ก็อย่ามาเพราะเดี๋ยวนี้ สังคมรู้หมดว่าใครเป็นอย่างไร

เริ่มแล้วถอนอาวุธชายแดน กห.วัดใจเขมร ถ้ายังเบี้ยวถือว่าไม่จริงใจ ‘บิ๊กดุลย์’ยันยังไม่เปิดด่าน

เริ่มแล้วถอนอาวุธชายแดน กห.วัดใจเขมร ถ้ายังเบี้ยวถือว่าไม่จริงใจ ‘บิ๊กดุลย์’ยันยังไม่เปิดด่าน

เริ่มแล้วถอนอาวุธชายแดน กห.วัดใจเขมร ถ้ายังเบี้ยวถือว่าไม่จริงใจ ‘บิ๊กดุลย์’ยันยังไม่เปิดด่าน

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เริ่มแล้วถอนอาวุธชายแดน กห.วัดใจเขมร ถ้ายังเบี้ยวถือว่าไม่จริงใจ ‘บิ๊กดุลย์’ยันยังไม่เปิดด่าน นายกฯเผยมีแนวโน้มที่ดี

“แม่ทัพภาคที่ 2 ไทย – ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา” ลงนาม แผนปฏิบัติการปรับกำลังและถอนอาวุธหนัก 3 ระยะ หลังคุย RBC วาระพิเศษที่ด่านช่องจอม สุรินทร์ เริ่มเฟสแรก 1-21 พฤศจิกายนถอนจรวดหลายลำกล้อง ก่อนตามด้วยปืนใหญ่ และรถหุ้มเกราะ จนครบสิ้นปี 68 ตอกย้ำความโปร่งใสภายใต้การสังเกตการณ์ของ AOT ลั่น!หากฝ่ายใดปกปิดหรือบิดเบือนจำนวน ประเภทอาวุธ ถือว่า “ไม่จริงใจ”

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ที่ด่านช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) พิเศษว่าด้วยการถอนอาวุธหนักและอาวุธทำลายล้างสูง ระหว่างภูมิภาคทหารที่ 4 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และกองทัพภาคที่ 2 แห่งราชอาณาจักรไทยว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) สมัยพิเศษ ว่าด้วยการถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ระหว่างภูมิภาคทหารที่ 4 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และกองทัพภาคที่ 2 แห่งราชอาณาจักรไทย จัดขึ้น โดยมี พล.ท.โปว เฮง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และ พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 แห่งราชอาณาจักรไทย เป็นประธานร่วม และมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) จากทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา เข้าร่วมสังเกตการณ์ในที่ประชุม

เดินหน้าแผนสันติภาพ

สำหรับการประชุมจัดขึ้นตามผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 และอยู่ภายใต้แนวทางและหลักการของ ถ้อยแถลงที่ได้ลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 โดยนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ไทย และมาเลเชีย ร่วมกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมันร่วมกันของทั้งสี่ประเทศในการส่งเสริม ความโปร่งใส

การสร้างความไว้วางใจ และการบริหารจัดการกำลังทางทหารอย่างมี ความรับผิดชอบในภูมิภาค ทั้ง 2 ฝ่าย จึงได้ตกลงร่วมกันในการดำเนินการถอนอาวุธหนักเป็นระยะ (Phased Removal) และมาตรการสร้างความไว้วางใจร่วมกัน เพื่อเสริมสร้าง ความเชื่อใจระหว่างกันและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย – ก้มพูชา โดยได้นิยามและการจำแนกอาวุธ 3 ประเภท ดังนี้ 1 ประเภท A หมายถึง ระบบจรวดหลายลำกล้องที่มีตั้งแต่ 2 ลำกล้องขึ้นไป, 2 ประเภท B หมายถึง ระบบปืนใหญ่ทุกประเภท ประกอบด้วยระบบปืนใหญ่ลากจูงและปืนใหญ่อัตราจร รวมถึงปืนใหญ่ขนาด 105 มม. 122 มม. 130 มม. 152 มม. และ 155 155 141, และ 3 ประเภท C หมายถึง รถหุ้มเกราะ โดยเฉพาะรถถัง ที่ออกแบบมาเพื่อให้มีการเคลื่อนที่ที่ได้รับการปกป้อง อำนาจการยิงที่เหนือกว่า และกำลังสนับสนุนโดยตรง

ถ้าบิดเบือนถือว่า”ไม่จริงใจ”

ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเคารพซึ่งกันและกัน และปฏิบัติตามผลการประชุม GBC ไทย – กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 และหลักการในถ้อยแถลงที่ได้ร่วมลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 อย่างเคร่งครัด เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำเนินการถอนอาวุธทั้งสามประเภท (ประเภท A ประเภท B และประเภท C) โดยแบ่งเป็นระยะ ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT ตามแผนปฏิบัติการ

ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะอำนวยความสะดวกการตรวจสอบ จัดทำเอกสาร และสังเกตการณ์ของ AOT ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะออกแถลงข่าวเพื่อรายงานความคืบหน้าและการตรวจสอบ กระบวนการถอนอาวุธ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ ทั้งสองฝ่ายตกลงว่า หากฝ่ายใดปกปิดหรือบิดเบือนจำนวนหรือประเภทของอาวุธ ถือว่า การกระทำดังกล่าวสื่อถึงความไม่จริงใจในการคืนสูสภาวะปกติ เสถียรภาพ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

การถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (ประเภท A) ภายใต้ระยะที่ 1 จะดำเนินการเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 – 21 พ.ย.68 ภายใต้การสังเกตการณ์ และตรวจสอบของ AOT การประชุมฝ่ายเลขานุการ RBC เพื่อวางแผนและดำเนินการสำหรับระยะที่ 2 จะจัดขึ้นวันที่ 15 พ.ย.68 ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT

โดยการถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในระยะที่ 2 (ประเภท B) จะดำเนินการเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. – 12 ธ.ค. 68 ภายใต้การสังเกตการณ์และ ตรวจสอบของ AOT การประชุมฝ่ายเลขานุการ RBC เพื่อวางแผนและดำเนินการระยะที่ 3 จะจัดขึ้นในวันทีทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันต่อไป ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT

ผู้สังเกตุการดูแลใกล้ชิด

โดยการถอนอาวุธหนักและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในระยะที่ 3 (ประเภท C) กำหนดให้ ดำเนินการเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที 13 – 31 ธันวาคม 2568 ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOTการประชุมฝ้ายเลขานุการ RBC อาจจัดผ่านระบบออนไลน์หรือในสถานที่ร่วมกัน ตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลง ภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบของ AOT เพื่อให้เกิด การประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ การปรึกษาหารืออย่างทันท่วงที และการดำเนินการถอนอาวุธและตรวจสอบที่มีประสิทธิผล

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนตั้งอยู่บนพื้นฐานของอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความเชื่อใจระหว่างกันและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน

“บิ๊กดุลย์”ยันถอนอาวุธแน่

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการหารือกับกัมพูชาว่า กองทัพภาคที่ 2 ของไทยได้เดินทางไปพูดคุยกับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ลงนามร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ ในกรอบของรัฐบาล ซึ่งกองทัพบก มอบให้กองทัพภาคที่ 2 หารือ 4 ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการขนย้ายอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง ซึ่งจะดำเนินการเป็น 3 เฟส เริ่มจากการถอนอาวุธประเภทจรวดและปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรขึ้นไป ภายในระยะเวลา 21 วัน โดยจะมีคณะผู้แทน AOT ไปตรวจสอบว่าทําตามข้อตกลงหรือไม่ และหากดําเนินการแล้วจะมีรายละเอียดออกมาทั้งหมดว่าได้ถอนอะไรไปแล้วบ้าง และอยากให้เชื่อมั่นว่าทหารก็ทําตามนี้ หากไม่เชื่อ ก็ไม่รู้จะทําอย่างไร

เมื่อถามว่า ประชาชนไม่ได้ไม่เชื่อมั่นทหารไทย แต่ไม่เชื่อมั่นฝ่ายกัมพูชา พลท.อดุลย์ กล่าวว่า ต้องเชื่อ เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะคุยกัน ตนยืนยันได้เลยว่าถ้าคุยกันในระดับนี้แล้ว หากไม่ทําก็ไม่มีทางอื่น

ส่วนหากฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามจะดําเนินการอย่างไรนั้น พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ให้คอยดู ตนก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในเมื่อคุยกันในระดับรัฐบาล ลงไปถึงระดับแม่ทัพภาค ในการกําหนดขั้นตอนการถอนอาวุธ ที่มีอานุภาพร้ายแรงสูง ส่วนเฟสที่ 2 จะเป็นการถอนอาวุธที่มีอานุภาพลดหลั่นลงมา และเฟสที่ 3 จะครอบคลุมถึงการถอนรถถัง ซึ่งจำนวนและขั้นตอนกำลังอยู่ระหว่างการหารือกับแม่ทัพภาคที่ 2

พล.ท.อดุลย์ ยืนยันด้วยว่า ไม่มีการเปิดด่านแน่นอน ไม่ต้องกลัว หลังจากการถอนอาวุธแล้วทั้งสองฝ่ายจะต้องประเมินร่วมกันอีกครั้งว่า ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกันได้สิ้นสุดลงจริงหรือไม่ เพื่อก้าวสู่ความร่วมมือและสันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดน

ส่วนของกําลังทหาร จะปรับลดลงไปด้วยหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า อาวุธจะมีพลประจําปืน หากถอนอาวุธก็ต้องปรับลดคนไปด้วย ก็ไปพร้อมกัน แต่ไม่เกี่ยวกับกําลังรบหลักทหารม้าหรือทหารราบ ส่วนการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ มีขั้นตอน การจัดเก็บ ซึ่งการขนย้ายก็ต้องอิงกับระเบียบราชการ ไม่เช่นนั้นก็จะหาว่าไปแอบ ต้องมีการจ้างเหมา ถ้ามีรถอยู่แล้วก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าเกินไปจากนี้ ก็ต้องจ้างของเอกชนเข้ามา

เมื่อถามว่ากองทัพรับศึกหลายด้านนอกจาก ต่างประเทศแล้วยังมีภายในประเทศด้วย พล.ทงอดุลย์ กล่าวว่า อาชีพ ทหารมีกรรม

ฉก.นย.ตราดเตรียมยึดพื้นที่บ้าน 3 หลัง

ด้าน น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านบ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งเป็นบริเวณบ้าน 3 หลัง ที่กัมพูชาเข้ามาบุกรุกพื้นที่จังหวัดตราดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 โดยยืนยันว่า การตรึงกำลังในพื้นที่บ้าน 3 หลัง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อตกลงถอนกำลังและอาวุธหลักตามที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามล่าสุด เนื่องจากพื้นที่บ้าน 3 หลัง เป็นกรณีที่ฝ่ายกัมพูชายอมรับว่ามีการบุกรุกเข้ามาจริง แต่เมื่อหน่วยฯ เข้าไปเจรจาขอให้ถอนกำลังออกไป ฝ่ายกัมพูชาไม่ยินยอมและยืนยันต้องทำตามคำสั่งรัฐบาลที่จะต้องมีการชี้แนวเขตแดนก่อน

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้สถานการไทย-กัมพูชา มีแนวโน้มดีขึ้น

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

(2) เรื่อง การขอขยายวงเงินกู้และระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้ซื้อบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านได้หรือไม่

เรื่องนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีรับราชการตำแหน่งนิติกรชำนาญการ ปฏิบัติงานในท้องที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่อยู่สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี จึงเป็นการเดินทางไปประจำสำนักงานใหม่ในต่างท้องที่โดยไม่ใช่คำร้องขอของตนเอง โดยทางราชการไม่ได้จัดที่พักอาศัยให้ตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด กระทรวงการคลังกำหนดและยังไม่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามมาตรา 7 วรรคหนึ่งแห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2547 และมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้

ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี คือหลักฐานตามสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารศ.ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2540 จำนวน 850,000 บาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้นำโฉนดที่ดินพร้อมบ้าน ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวที่ผู้ฟ้องคดีใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อยู่อาศัยจริงมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามมาตรา 17 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สิทธิของผู้ฟ้องคดีที่จะนำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในท้องที่ไปประจำสำนักงานใหม่ตามสัญญากู้เงินกับธนาคารศ.นั้น ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขว่าให้เบิกได้เฉพาะบ้านหลังแรกเท่านั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการฯ และข้อ 23 วรรคหนึ่งของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2549 ประกอบกับข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการควบคุมสัญญาเช่าซื้อและสัญญากู้ยืมเงินเพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่เพื่อสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2545

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

‘อนุทิน’โพสต์เนื้อเพลงบ้านเรา ‘ทรุดกายลงจูบดิน ไม่ถวิลอายใคร’

'อนุทิน'โพสต์เนื้อเพลงบ้านเรา 'ทรุดกายลงจูบดิน ไม่ถวิลอายใคร'

‘อนุทิน’โพสต์เนื้อเพลงบ้านเรา ‘ทรุดกายลงจูบดิน ไม่ถวิลอายใคร’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.54 น.

‘อนุทิน’ถึงไทย อารมณ์ดี โพสต์เพลง‘บ้านเรา’ท่อน‘บุญนำพา กลับมาถึงถิ่น ทรุดกายลงจูบดิน ไม่ถวิลอายใคร’ ร่ายยาวผล ผลสำเร็จเวทีอาเซียน-เอเปค ปลื้มไทยคืนจอเรดาร์โลก เผย‘สี จิ้นผิง’พอใจไทยไม่เปิดกาสิโน พร้อมสนับสนุนจีนเที่ยวไทย ลั่นทุกเจรจายึดความถูกต้องบนหลักกฎหมายไทย ซิ่งเบนท์ลีย์ ทะเบียน 888 กลับบ้าน ขณะภรรยา ยิ้มแย้ม นั่งแยกอีกคัน 

เมื่อเวลา 21.00 น.ที่อากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางกลับจากการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Week: AELW) ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี โดยทันทีที่เครื่องลงจอด นายกรัฐมนตรีได้โพสต์เนื้อเพลง ผ่าน Facebook ส่วนตัวท่อนหนึ่งว่า “บุญนำพา กลับมาถึงถิ่น ทรุดกายลงจูบดิน ไม่ถวิลอายใคร” พร้อมกับใส่ทำนองเพลง “บ้านเรา” ซึ่งขับร้องโดย ตู่นันทิดา แก้วบัวสาย

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ตนและคณะได้เดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ จากภารกิจต่อเนื่องคือการไปร่วมประชุมอาเซียนซัมมิท ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซียและการประชุมผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเปค ที่เกาหลีใต้ ซึ่งใช้เวลาเกือบ 2 สัปดาห์ เป็นการประชุมที่สำคัญของโลก ทั้งนี้การที่ได้ไปประชุมต้องถือว่ามีความสำคัญและก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยเป็นอันมาก จึงถือโอกาสนี้รายงาน ผลการประชุมทั้ง 2 การประชุม ให้ประชาชนได้รับทราบ ในฐานะที่พวกเราสำนึกอยู่เสมอว่าพี่น้องประชาชนคือผู้บังคับบัญชา ซึ่งผู้ที่ได้ร่วมเดินทางไปกับตนมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เดินทางกลับมาก่อน

นายกฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ตนได้มีโอกาสพบกับผู้นำ แทบทุกประเทศ มีลักษณะการหารือแบบทวิภาคี หารือเต็มรูปแบบ และหารือแบบกึ่งทางการ ถือเป็นประโยชน์และเป็นโอกาสที่ดี สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือก่อนเริ่มการประชุมหรือแม้ในที่ประชุมใหญ่ ผู้นำทุกประเทศได้กล่าวถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วทุกท่านได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ซึ่งถือเป็นการยอมรับ และชื่นชมเคารพต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

นายอนุทิน กล่าวว่า การเดินทางไปครั้งนี้จากการที่ได้ร่วมประชุม 2 วาระติดต่อกัน โชคดี ที่ผู้นำอาเซียน และ ผู้นำเอเปค โดยเวทีเอเปคได้พบกับผู้นำที่ไกลโพ้นมากขึ้น และการที่ได้ไป ถือว่าเราได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จุดประสงค์คือไปเปิดตลาดให้กับประเทศไทย เราเอาของไปขาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร การส่งเสริมการท่องเที่ยว การเพิ่มโควตาแรงงาน โดยขอให้เขารับแรงงานไทย ที่มีฝีมือไปทำงานเพิ่มมากขึ้น การชักชวนให้มาลงทุนด้านเทคโนโลยี ในธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งทุกประเทศให้การตอบรับเป็นอย่างดี นอกจากนี้เรายังหาศักยภาพให้เยาวชนไทย ในเรื่องการหาโอกาสในการศึกษา ให้กับเยาวชนไทย ผู้ปกครองจะสามารถส่งลูกหลานไปรับการศึกษาหรือแม้กระทั่งการไปฝึกอบรมทำงานกับองค์กรระดับประเทศหรือบริษัทใหญ่ๆในต่างประเทศ ที่จะเสริมทักษะให้กับเยาวชนและผู้ที่มีความรู้ประสบการณ์ในต่างประเทศ ซึ่งในทุกวงประชุมเราได้เลือกสิ่งที่เขาสนใจ และให้ความสนใจกับประเทศไทย นั่นหมายความว่าเมื่อกลับมาแล้วเราจะมีทีมที่ไปเจรจาต่อ เพื่อให้ได้ผล ซึ่งเราจะต้องทำความมั่นใจอย่างเช่นการไปขายสินค้าการเกษตร จะสามารถขายได้ในราคาที่ดีขึ้นแรงงานไทย นักท่องเที่ยวจะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

นายกฯ กล่าวว่า ภารกิจครั้งนี้ถือว่าเป็นการนำประเทศไทยกลับมาสู่เวทีโลกอย่างชัดเจนอีกครั้ง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ใช้คำพูดกับตน ซึ่งทำให้ตนรู้สึกดีใจโดยบอกว่า นายกฯ ตอนนี้ประเทศไทยของเรากลับเข้ามาสู่จอเรดาร์อีกแล้ว การกลับเข้ามาสู่จอเรดาร์ของโลกถือว่า เป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะอะไรก็ตามที่ปรากฏอยู่ในจอเรดาร์ เราจะได้รับความสนใจ และให้ความสำคัญ ซึ่งเราจะต้องระมัดระวังตัวเองและทำตัวเราเองให้มีความเข้มแข็งตลอดเวลา

ทั้งนี้ตนไม่ใช่แค่พบเฉพาะผู้นำประเทศ แต่ยังได้พบผู้นำองค์กรระหว่างประเทศด้วย มีทั้งระดับ President ของ World Bank และภาคเอกชน ซึ่งได้ใช้โอกาสนี้ยังเต็มที่ในการสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขา โดยเฉพาะการที่เขาจะเข้ามาลงทุนขยายฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งตนได้เน้นย้ำถึงศักยภาพต่างๆของไทย และการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ตรงนี้เราได้ให้ความมั่นใจว่าพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอต่างๆหากเขาตัดสินใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งในปีหน้านี้ประเทศไทยเราจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม World Bank IMF ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะทำให้เราได้รับโอกาสอีกมากมายจากต่างชาติเช่นกัน ซึ่งทางการค้าตอนนี้ประเทศไทยเน้น 4 เรื่องหลักที่จะวางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางหรือฮับในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งต้องเตรียมในเรื่องของการขนส่งโลจิสติกส์ เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร Data Center เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อความยั่งยืน ซึ่งจะสอดคล้องกับปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยเราได้เริ่มดำเนินการตามกฎและหลักเกณฑ์นี้มาระยะหนึ่งแล้ว

นายกฯ กล่าวว่า จากการพบกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้เจรจาให้เพิ่มแรงงานถูกกฎหมาย เปิดโอกาสให้คนไทยได้ไปทำงาน ในจำนวนที่มากขึ้น และขอให้สร้างความมั่นใจว่าแรงงานไทยจะได้รับการคุ้มครองและรับสิทธิ์ตามกฎหมาย มีศักดิ์ศรี มีความมั่นคงในอาชีพ ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ หากมีเหตุการณ์วิกฤตเกิดขึ้น เขาอาจไม่ได้รับการดูแลจะทำให้เสียโอกาส หรือบางครั้งเสียชีวิต ซึ่งไม่ควรจะให้เกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบันนี้ โดยท่านได้บอกว่าจริงๆแล้วประเทศเกาหลีใต้ มีความยินดีที่จะรับแรงงานไทยไปทำงานเพราะยังมีการสร้างงานอีกเยอะซึ่งที่ผ่านมาเกิดความผิดพลาด เรื่องการสื่อสาร เช่น มีการวิพากษ์วิจารณ์ นักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีเยอะมากบางครั้งถูกปฏิเสธเข้าเมือง โดยประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ตอบเอง เวลากรอกวีซ่า บางทีให้คนกรอกให้ว่าไปเที่ยว ขณะที่ภาษา ไม่แข็งแรงทั้งสองฝ่ายตอบคนละอย่าง จึงใช้มาตรการส่งคืน แต่ถ้าตอบตรงไปตรงมาจะไม่มีปัญหา ถ้าไปเที่ยวก็บอกไปเที่ยว ฉะนั้นการกรอกข้อมูล ต้องกรอกให้ถูก โดยปัญหาดูแล้วเล็กน้อย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำประเทศ

ส่วนการพบปะกับนายกรัฐมนตรีแคนาดาได้พูดถึง ส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน ซึ่งตอนนี้สายการบินแคนาดาได้เปิดเพิ่มในกรุงเทพฯทำให้บินตรงถึงกัน และยังพูดถึงฮับความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่เขาผลิตเองไม่ได้เขาก็สนใจที่จะซื้ออาหาร พืชผลทางการเกษตร อาหารแปรรูปจากประเทศไทย ส่วนเรื่องการลงทุนด้านสาธารณูปโภคต่างๆ ตนได้คุยกับนายกรัฐมนตรีแคนาดาว่าประเทศของเรา ยังมีการลงทุน ในระบบขนส่ง ซึ่งประเทศแคนาดามีความเป็นเลิศ ในการผลิตหัวรถจักร รถไฟฟ้า ซึ่งประเทศไทยได้ใช้ผลิตภัณฑ์แคนาดา มาพอสมควร หากเราสามารถที่ต่างตอบแทนได้มากขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ประเทศและเป็นการกระชับความสัมพันธ์ ทำให้เราสามารถดำรงตนในโลกใบนี้ได้ ด้วยการมีดุลความสัมพันธ์ของหลายประเทศ นอกจากนี้ยังมีการเจรจาอยู่หลายประเทศสิงคโปร์ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ด้วย

เรื่องอาหาร หากมีกรณีวิกฤตใดๆขึ้นมา อย่าคิดว่ามันไม่เกิด ซึ่งประเทศไทยเราเคยเจอมาแล้วสมัยโควิด อยู่ดีๆเราไม่มีชุดพีพีอี ไม่มีหน้ากากอนามัย แม้กระทั่งยาแก้หวัดก็ขาดแคลน หากเราไม่มี Security พวกนี้เอาไว้ จะทำให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนได้ เราต้องมองจุดนี้เป็นโอกาส ที่สำคัญถ้าขาดอาหารจะทำให้เป็นปัญหาในทุกๆด้าน

สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย บรูไนได้มีการตกลงเรื่องการทบทวนเอฟทีเอ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า พร้อมหารือเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารฮาลาล การเกษตรและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ทราบว่าทางบรูไน ลงทุนในเรื่องแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยสามารถเป็นฐานการผลิตแท่นขุดเจาะเหล่านี้ได้ ใส่เรือใส่แพขนานย่นไปถึงจุดขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ให้เขาลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเขาให้ความสนใจ ที่จะเข้ามาดู พร้อมกันนี้ได้ชักชวนภาคเอกชนของเขาให้เข้ามาลงทุนด้านต่างๆในไทยด้วย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่าในการเจรจาของเราทุกเรื่องยืนบนหลักการความถูกต้องและผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือความมั่นคง ในที่ประชุมอาเซียน ตนไม่ได้แถลงเป็นทางการ แต่ได้มีการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่ระบุเงื่อนไขที่ประเทศไทย ต้องการอย่างชัดเจนมีการแถลงการณ์ร่วมประกอบการตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐอเมริกา การเจรจาภาษีสนับสนุนการค้า การลงทุนของประเทศ รวมถึงการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของระบบห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญระดับโลก ที่เป็นประเด็นอยู่คือแรร์เอิร์ธและการส่งเสริมการลงทุนสหรัฐ ซึ่งจะประกอบไปด้วยการศึกษาการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสในการเปิดประตูบ้านใหม่ๆทางเศรษฐกิจซึ่งทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่เคร่งครัดของประเทศไทยไม่ใช่เป็นการให้สัมปทานหรือเป็นการเอาแร่ไปขาย อย่างนี้สามารถทำกี่ประเทศก็ได้ เราไม่ต้องการเอาหินมาขายเป็นหิน เราต้องการเอาหินมาขายเป็นทอง ฉะนั้นเราต้องมีองค์ความรู้ มีเทคโนโลยี ในการที่จะแปลงสภาพแปรรูป แร่ธาตุเหล่านี้ให้มีมูลค่าสูง จึงขอทำความเข้าใจชัดเจนกับประชาชนที่มีความกังวลในเรื่องนี้ไม่ใช่เอ็กซ์คูซีฟไม่ได้ทำคนใดคนหนึ่งเท่านั้นเราเปิดโอกาสทำกับทุกประเทศได้ถ้าประเทศไหนมีความสนใจ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องของภูมิศาสตร์ การรักษาบาลานซ์กับชาติมหาอำนาจ ในการเป็นประเทศไทย ตนได้หารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งได้มีความร่วมมือตามที่รายงานไป และมีโอกาสพบในรูปแบบทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี ประเทศไทยเรา สามารถที่จะใช้ความเป็นประเทศไทยในการสร้างภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความแข็งแรงให้กับประเทศไทยของเรา เพราะเราเจอทั้งสหรัฐอเมริกา และจีน เรามีความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีกับ แคนาดา เม็กซิโก ชิลี ในเอเปค ซึ่งเราได้พูดคุยกับทั้งในรูปแบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ เพราะมีเวลามากพอที่จะพูดคุยกับผู้นำทุกประเทศได้ และมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นอย่างยิ่งซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอยากให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังไม่ถึงจุดทางตันหรือจุดอับใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่วันนี้เราอยู่เฉยๆ และหวังว่าคนจะวิ่งเข้ามานั้นไม่มี มีแต่เราต้องวิ่งออกไป เพื่อไปบอกว่าเรามีดีอะไรบ้าง และรักษาความสัมพันธ์ให้ดีกับทุกประเทศ ให้มีทางออก มีทางเลือก และไม่ทำให้ประเทศเสียศักดิ์ศรี ทำให้เขาเห็นว่า เราอยู่ในประชาคมเดียวกับเขา และให้เกิดผลประโยชน์กับตัวเขาเอง และตัวเราด้วย

นายอนุทิน กล่าวว่า เราเข้าใจดีว่า ไม่มีใครอยากคบกับประเทศใดที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์อะไรให้กับเขาได้ ดังนั้นเราจึงต้องนำเสนอให้เขาเห็นว่าคบกับเราแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไร และประชาชนของเขาได้ประโยชน์อะไร

ส่วนประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เราบาลานซ์ความสําคัญกับประเทศมหาอำนาจนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ยืนยันว่าการประชุมเอเปคและการประชุมอาเซียน เราจะสร้างภูมิรัฐศาสตร์ที่แข็งแรงให้กับประเทศ เราเจอทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนเรามีความร่วมมือที่ดีกับ แคนาดา เม็กซิโก ชิลี เปรู ซึ่งตนใช้เวลาในการพูดคุย กับผู้นําทุกประเทศและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งมิตรใกล้และมิตรไกล แม้กระทั่งประเทศปาปัวนิวกินี ซึ่งในเดือนหน้าจะเดินทางเข้ามาเปิดสถานทูตในประเทศไทย

นายอนุทินยังย้ำว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ให้ความสําคัญ และให้เวลาในการหารือทวิภาคีกับประเทศไทย ท่านยืนยันหลายครั้งว่าตอนนี้ประเทศจีนมีความพร้อมในการรับเสด็จการเยือนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี ทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปีที่แน่นแฟ้นมากขึ้น

นอกจากนี้ยังได้มีการลงนาม อาเซียน-จีน 3.0 ที่เราจะยืนยัน ให้จีนได้มั่นใจว่า ไทยจะไม่มีการเปิดคาสิโนหรือทําให้การพนันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ซึ่งทุกคนในที่นี้ได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของประธานาธิบดีที่มีความพึงพอใจ ยืนยันว่าประเทศจีนไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงนโยบายของไทยได้ แต่ขณะเดียวกันหากจีนพบว่านโยบายของไทยไม่ตอบสนองก็สามารถสั่งการให้คนของเขาไม่มาประเทศเรา ดังนั้นเมื่อประเทศของเราไม่มีข้อกังวลเรื่องคาสิโนจึงมีการสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย จึงเป็นการเคลียร์ความกังวลในเรื่อง และถือเป็นเหตุการณ์มงคลยิ่งสําหรับทั้งสอง เชื่อว่า ความสัมพันธ์และการท่องเที่ยวจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง เสร็จสิ้นการแถลงข่าวนายอนุทิน ได้ขับรถส่วนตัวยี่ห้อ เบนท์ลี่ย์ สีขาว ทะเบียน วธ 888 โดยมีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย นั่งข้างไปด้วย

ขณะที่นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา ได้แยกไปขึ้นรถ Alphard โดยก่อนกลับได้เปิดกระจก ทักทาย สื่อมวลชนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม