‘พี่เต้’ ประกาศขอดูทิศทาง ‘พี่ต่อ’ ก่อนตัดสินใจทางการเมือง

‘พี่เต้’ ประกาศขอดูทิศทาง ‘พี่ต่อ’ ก่อนตัดสินใจทางการเมือง

‘พี่เต้’ ประกาศขอดูทิศทาง ‘พี่ต่อ’ ก่อนตัดสินใจทางการเมือง

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.32 น.

‘พี่เต้’ ประกาศขอดูทิศทาง ‘พี่ต่อ’ ก่อนตัดสินใจทางการเมือง รับมีประชาชนให้กำลังใจให้เดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป ย้ำงานการเมืองเป็นงานที่ต้องทำระยะยาว เพราะปัญหาของประชาชนมีอยู่ทุกวัน 

นายมงคลกิตติ์  สุขสินธารานนท์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และ อดีตที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการตัดสินใจทำงานทางการเมืองของตนเองว่า ขณะนี้ถ้าทางรัฐบาลนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงยึดมั่นคำสัญญาและทำตาม MOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน ในการขอเสียงสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา รวมทั้ง การที่นายอนุทิน ขออนุญาตนับวันที่ 1 ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็คือวันที่ 1 ตุลาคม และประกาศว่า จะยุบสภาไม่เกินวันที่ 31 มกราคม 2569 นั้น ตอนนี้ก็เหลือเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น ก่อนที่จะตัดสินใจว่า ตัวเองจะตัดสินใจอย่างไรทางการเมือง   และเมื่อวันที่ 30 ต.ค.68 ที่ผ่านมาตนได้ไปพบกับ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  นอกจากไปเยี่ยมเยียนตามปกติและถามไถ่ความพร้อมด้านสุขภาพของ ดร.เฉลิมชัย แล้ว ยังได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์การเมืองเป็นระยะๆ โดยเฉพาะหลังที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เมื่อ 18 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ก็ทำให้พรรคฯ กลับมาอยู่ในความสนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก รวมทั้ง เริ่มมีคนที่มีความสนใจที่จะร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์ ทยอยเข้ามาเสนอตัวให้กับทางคณะกรรมการบริหารพรรคฯ คัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคฯ ในการลงเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ 

นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า สำหรับในส่วนของตัวเองนั้น ที่ผ่านมา ตนก็ได้ยินประชาชนมากับบอกกับตนว่า ยังรอที่จะสนับสนุนให้ตนเองมีตำแหน่งแห่งหนในทางการเมือง เพราะถือว่าเป็นนักการเมืองที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้ในทุกๆ สถานการณ์ ไม่ใช่นักการเมืองที่ต้องการสร้างกระแสเพื่อออกข่าวประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น รวมทั้ง

ดร.เฉลิมชัย ซึ่งตนยกให้เป็นบิดาของตนในทางการเมืองนั้น ก็แนะนำอยู่ตลอดว่า การทำงานการเมืองเป็นการทำงานระยะยาว ไม่ใช่ทำเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือทำการเมืองเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น เพราะว่าปัญหาประชาชนเป็นปัญหาที่มีทุกวัน พอจบปัญหาหนึ่งไปแล้วก็มีปัญหาที่สองที่สามตามมา ซึ่งในฐานะนักการเมืองที่ประชาชนคาดหวังว่า จะต้องแก้ปัญหาให้ได้ และจะต้องแก้ให้ดีขึ้นอีกด้วยนั้น ก็ต้องทำงานและติดตามการแก้ไขปัญหา จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ เพราะฉะนั้น ตนก็ขอนำแนวทางที่ได้รับการแนะนำจาก ดร.เฉลิมชัย มาเป็นหลักในการเดินหน้าอนาคตทางการเมืองต่อจากนี้ไป ทั้งนี้ ตนยังขอยืนยันเจตนารมณ์ทางการเมืองในอนาคตต่อจากนี้ว่า ถ้า ดร.เฉลิมชัย ยังทำงานต่อทางการเมือง  ตนก็ขอร่วมไปต่อ ดร.นายเฉลิมชัย แต่ถ้า ดร.เฉลิมชัย วางมือทางการเมือง ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม ตนก็ขออนุญาตเดินตามความฝันทางการเมืองของตนเองต่อไป 

“ผมเห็นว่า งานการเมืองเป็นงานที่ต้องทำในระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่พอพบปัญหาหรืออุปสรรคที่กระทบกับตัวเอง ก็ล้มเลิกไปเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ ดร.เฉลิมชัย ได้แนะนำผมเอาไว้ ในฐานะที่ผมเปรียบเสมือนบุตรชายของ ดร.เฉลิมชัย ในทางการเมือง ทั้งนี้ ปัญหาของประชาชนยังมีอีกมากมายและยังมีปัญหาใหม่ๆ ที่จ่อรออยู่ในอนาคตข้างหน้า รวมทั้ง ประชาชนจำนวนมากยังให้กำลังใจผมให้เดินหน้าต่อไป ดังนั้น ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในช่วงต้นปี 2569 นี้ ผมขอประกาศว่า ทิศทางการเมืองต่อจากนี้ จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าไปต่อ ผมก็ขอไปต่อกับ ดร.เฉลิมชัย แต่ถ้า ดร.เฉลิมชัยไม่ไปต่อ ผมก็จะขอเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนตามแนวทางของผมต่อไป ” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

สิ้น ‘น.ต.ฐิติ’อดีตเลขาพรรคสามัคคีธรรม พ่อของ’อนุดิษฐ์ นาครทรรพ’

สิ้น 'น.ต.ฐิติ'อดีตเลขาพรรคสามัคคีธรรม พ่อของ'อนุดิษฐ์ นาครทรรพ'

สิ้น ‘น.ต.ฐิติ’อดีตเลขาพรรคสามัคคีธรรม พ่อของ’อนุดิษฐ์ นาครทรรพ’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.17 น.

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรัฐมนตรี และอดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งข่าวเศร้า สูญเสียบิดา น.ต.ฐิติ นาครทรรพ อายุ 90 ปี เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ 

โดยระบุข้อความระบุว่า  “ฐิติในฤทัยพงศ์นาครทรรพ ฐิติในกีรติศัพท์ประจักษ์สมัย ฐิติในคุณท่านให้แด่เมืองไทย ฐิติในสวรรค์แล้วตลอดกาล”

”อินนาลิลลาฮ์ วะอินนาอิลัยฮิรอญีอูน
แท้จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และแท้จริงเราจะต้องกลับคืนสู่พระองค์“

นาวาอากาศตรี ฐิติ นาครทรรพ อายุ 90 ปี
(บิดาของนาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ)

ได้กลับคืนสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์แล้วเช้าวันนี้
(วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ,09:39 น.)

จะได้มีการทำละหมาดญะนาซะฮฺ(ขอพรแด่ผู้วายชน์) ในวันนี้
(1 พ.ย. 2568) เวลา 15:00 น.
ณ มัสยิดอัสสลาม (คลองกุ่ม) เขตบึงกุ่มกรุงเทพฯ (ซอยเสรีไทย24)

สำหรับประวัติ น.ต.ฐิติ นาครทรรพ มีดังนี้

ฐิติ เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2478 เป็นบุตรนายอ้วน นาครทรรพ มีพี่น้องคือปราโมทย์ นาครทรรพ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และนิตินัย นาครทรรพ อดีต สส.หนองคาย ด้านครอบครัวสมรสกับนางสุมาลี นาครทรรพ (สกุลเดิม: นานา เป็นน้องสาวเล็ก นานา) มีบุตร 6 คน อาทิ

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง
สุจริต นาครทรรพ
ฐากูร นาครทรรพ
ตะวัน นาครทรรพ
ภาคภูมิ นาครทรรพ
ชมพูนุท นาครทรรพ อดีตผู้สมัคร สส.หนองคาย พรรคประชาธิปัตย์[2][3]

การทำงาน

ฐิติ นาครทรรพ รับราชการเป็นทหารอากาศ และมีความสนิทสนมกับ พลอากาศเอก เกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ต่อมาได้ร่วมประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ ในช่วงแรกเรียกกันติดปากว่า “พรรคทหาร” กระทั่งได้ชื่อว่า “พรรคสามัคคีธรรม” ในที่สุดในทันทีที่นายณรงค์ วงศ์วรรณ พ้นจากการถูกอายัดทรัพย์ ก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม

ซึ่งพรรคสามัคคีธรรม ได้จัดตั้งขึ้นตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 เป็นลำดับที่ 30/2535 เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2535 และเขาได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรค[4]

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป มีนาคม พ.ศ. 2535 เขาในฐานะเขาธิการพรรคสามัคคีธรรม สามารถทำให้พรรคได้ ส.ส. ถึง 79 ที่นั่ง เป็นอันดับที่ 1 และสนับสนุนพลเอก สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรีได้

ข้อมูล : วิกิพีเดีย

‘สุชัชวีร์‘ เผย ‘ไทยก้าวใหม่’ พร้อมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทั้งประเทศ

‘สุชัชวีร์‘ เผย ‘ไทยก้าวใหม่’ พร้อมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทั้งประเทศ

‘สุชัชวีร์‘ เผย ‘ไทยก้าวใหม่’ พร้อมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทั้งประเทศ

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.18 น.

หนักใจมีแต่พรรคเก่งๆ! ‘ดร.เอ้’ ลุยปากเกร็ด รับฟังปัญหายาเสพติด ชี้เป็นหนึ่งในนโยบายต้องแก้เหตุฆ่าอนาคตลูกหลาน ลั่นสู้ศึกเลือกตั้งส่งผู้สมัครทั่วประเทศ ขอปชช.ให้โอกาสเชื่อปชช.เบื่อการเมืองแบบเก่า ลั่นไม้เด็ด แตกต่าง-มีมืออาชีพ มุ่งทำประโยชน์ ไม่แสวงหาขัดแย้ง 

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วยพล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองหัวหน้าพรรคฯ พร้อมคณะ ลงพื้นที่เกาะเกร็ด โดยกล่าวก่อนลงพื้นที่ว่า วันนี้ทีมงานพรรรคไทยก้าวใหม่มารับฟังเสียงร้องเรียนเรื่องยาเสพติดภายในชุมชน  รวมไปถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งวันนี้เดินทางเข้ามาน้ำก็ท่วมแล้ว หากจังหวัดอยุธยาไม่ได้รับน้ำไว้ วันนี้เกาะเกร็ดก็คงจะท่วมถึงหน้าอกไปแล้ว ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่มีใครพูดถึง และไม่มีใครจะแก้ แต่พรรคไทยก้าวใหม่มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมให้กับคนปากเกร็ด และชาวนนทบุรีให้ได้ 

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ส่วนปัญหายาเสพติดในขณะนี้มีความรุนแรงมาก เพราะเป็นสิ่งที่ฆ่าอนาคตลูกหลานของเรา วันนี้จึงมารับฟังปัญหา และเป็นนโยบายที่สำคัญของพรรค เราจะต่อต้านยาเสพติดทุกวิถีทางด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจชุมชนด้วย ซึ่งต้องทำให้พี่น้องชาวเกาะเกร็ดมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยในวันนี้ได้นัดพบปะกับหัวหน้าชุมชนถึง 7 ชุมชน และดีใจที่ทุกคนรู้จักพรรคไทยก้าวใหม่ และการลงพื้นที่วันนี้ก็มีคนรู้จักพรรคและพร้อมให้การสนับสนุน ซึ่งต้องขอกำลังใจและคะแนนให้เราด้วย

ส่วนความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้งพรรคไทยก้าวหน้าส่งผู้สมัครทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเรามีความมุ่งมั่น และเรามีความพร้อม ส่วนจะสำเร็จแค่ไหนขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน อยากให้พี่น้องประชาชนเลือกพรรคที่ไม่ไปเติมความขัดแย้ง ซึ่งหากเลือกพรรคไทยก้าวใหม่เราทำงานได้กับทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ขอให้เราได้มีโอกาสได้สร้างความเปลี่ยนแปลง 

ส่วนตั้งเป้าการลงรับสมัครไว้ที่เท่าไหร่นั้น นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนพูดตั้งแต่วันประกาศตัวแล้ว เราตั้งใจเป็นพรรคที่ถ่อมตัว แต่เราต้องการเสียงมากพอ มิเช่นนั้นจะทำงานอะไรไม่ได้ เราจึงต้องได้เสียงที่มากพอเพื่อไปดูทุนมนุษย์และสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นขอให้ช่วยพรรคไทยก้าวใหม่มีสส.มากพอเพื่อที่จะไปช่วยลูกหลานของเราได้

ส่วนมีความกังวลหรือไม่ที่แต่ละพรรคการเมืองมีการแข่งขันกันดุเดือด นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า แน่นอน เพราะว่าแต่ละพรรคการ เมืองเก่งๆทั้งนั้น ซึ่งเราต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น 

ทั้งนี้อะไรคือไม้เด็ดที่พรรคไทยก้าวใหม่จะชนะใจประชาชน นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพมีทีมเศรษฐกิจที่ดูเรื่องตลาดทุนใหม่  และเชื่อว่าประชาชนคงเบื่อการเมืองแบบเก่าๆ ซึ่งเชื่อว่าพรรคเรามีความแตกต่าง และเป็นเพราะที่มีความเป็นมืออาชีพที่ไม่แสวงหาความขัดแย้ง มาเพื่อทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ให้ประเทศไทยพุ่งไปข้างหน้าเหมือนกับสัญลักษณ์ของพรรคที่เป็นลูกศรพุ่งขึ้นไปข้างบน

ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งระหว่างการรับฟังปัญหายาเสพติดกับผู้นำชุมชน ดร.เอ้ กล่าวว่า  วันนี้เราขอประกาศว่ามีเราไม่มียาเสพติด เพราะฆ่าอนาคตของลูกหลาน รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ ที่เราจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ของขายในพื้นที่สามารถกระจายไปทั่วประเทศได้ ซึ่งเป็นจุดเด่นของพรรคเรา และเราก็อาสามาช่วยพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยจากยาเสพติดอยู่ดีกินดี ไม่พบเจอกับปัญหาความยากจน

‘อภิสิทธิ์’ลุยวางรากฐาน ปชป. เปิดรับคนการเมืองรุ่นใหม่ ฟื้นจุดยืนสุจริต-มืออาชีพอยู่คู่การเมืองไทย

'อภิสิทธิ์'ลุยวางรากฐาน ปชป.  เปิดรับคนการเมืองรุ่นใหม่ ฟื้นจุดยืนสุจริต-มืออาชีพอยู่คู่การเมืองไทย

‘อภิสิทธิ์’ลุยวางรากฐาน ปชป. เปิดรับคนการเมืองรุ่นใหม่ ฟื้นจุดยืนสุจริต-มืออาชีพอยู่คู่การเมืองไทย

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.38 น.

‘อภิสิทธิ์’เร่งเครื่องประชาธิปัตย์ เตรียมเปิดเวที ’E-commerce-Digital Platform‘หวังสร้างโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ เปิดรับคนรุ่นใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง วางรากฐานระยะยาว ฟื้นจุดยืนสุจริต-มืออาชีพอยู่คู่การเมืองไทย

1 พ.ย.2568 ที่จังหวัดลำพูน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปที่วัดชัยชนะ ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นายขยัน วิพรหมชัย รองเลขาธิการพรรค เพื่อร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินประทานจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ขณะเดินทางกลับ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงแนวทางการเตรียมการเพื่อให้พรรคพร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้งว่า หลังจากมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ได้มีการใช้เวลาสัปดาห์แรก เร่งทำนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะเปิดกว้างเชิญผู้รู้มาให้ข้อคิด กระบวนการนี้ยังเดินต่อไปอีกระยะ เพราะจะเจาะจงไปยังเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะ เช่น สัปดาห์หน้าจะมีการจัดเวทีเรื่องการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล แพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต และสร้างโอกาสให้คนจำนวนมาก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการเร่งหาตัวผู้สมัคร สส. เนื่องจากมี สส. หลายท่านได้บอกกับตนไว้ว่าอาจจะไม่ได้อยู่กับพรรคฯ เนื่องจากมีการเจรจากันไว้ล่วงหน้า เพราะฉะนั้นการเร่งหาผู้สมัครฯ ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่เป็นเรื่องน่ายินดีที่มีคนแสดงความจำนงเข้ามาพอสมควรแล้ว วันนี้มาภาคเหนือได้พบกับกรรมการบริหาร สาขาพรรค ทุกคนมีกำลังใจดี สัปดาห์หน้าจะมีการพูดถึงการเชิญชวนให้ผู้สนใจมาร่วมงานการเมืองตามอุดมการณ์ของเรา เข้ามาแบบเปิดกว้างด้วย 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการคัดเลือกผู้สมัครของพรรคฯ ได้วางเกณฑ์การคัดเลือกไว้อย่างไรบ้างนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคเปิดกว้าง เพราะการเดินไปข้างหน้านั้น ตนตั้งใจมาวางรากฐานในระยะยาวสำหรับพรรคฯ ไม่ได้คิดแค่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งต่อไป เพราะต้องฟื้นฟูพรรคฯ ให้กลับมาแข็งแรงในเรื่องจุดยืนที่ชัดเจนให้ประชาชนเข้าใจ และอีกอย่างคือมีคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้ามาสานต่ออีกจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่ได้ทำงานแบบเฉพาะหน้า แต่เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์อยู่คู่กับการเมืองไทยต่อไป 

“ไม่ได้มีปัญหาว่าภาคไหนเป็นฐานของใคร เราตั้งใจทำงานให้ประเทศอยู่แล้ว โดยปกติที่ผ่านมา ผมอยู่การเมืองมา อยู่ประชาธิปัตย์มา ไปทุกจังหวัดจะมีคนที่สนับสนุนเรา มีคนที่มีความคิดความอ่านเหมือนพวกเรา เพียงแต่ก็ต้องไปกระตุ้นในบางพื้นที่ และในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีประเด็นที่พรรคการเมืองต่างๆ เกิดขึ้นมามากมายในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็อาจจะทำให้มีการแตกเสียงออกไปในหลายๆ พรรค” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ทุกอย่างจะไปตามกระบวนการของกฎหมาย ที่ต้องมีการมารับฟังความคิดเห็น สาขาพรรค หรือตัวแทนประจำจังหวัด และกรรมการสรรหาชุดปัจจุบัน กรรมการบริหารก็พร้อมที่จะดูเรื่องหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดรับสมัครอยู่แล้ว ทุกอย่างน่าจะประกาศได้ภายในสัปดาห์หน้า เพียงแต่มีประเด็นนิดนึงว่า เนื่องจาก กกต. ยังไม่ได้รับรองกรรมการบริหารชุดใหม่ ตอนนี้จึงต้องทำงานแบบไม่เป็นทางการไปก่อน

“เราต้องการที่จะต่อสู้แข่งขันในหลายจังหวัด แต่เรายอมรับความเป็นจริงว่าด้วยสถานการณ์ในขณะนี้และเวลาที่จำกัด ก็ต้องทำงานอย่างหนัก แต่จะเป็นอย่างไรนั้น ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน คงต้องรอดูบรรยากาศ เมื่อเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้ง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว 

ส่วนที่ผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้งเป้าจำนวน สส. นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้คิดถึงจำนวน เรามองยาว อยากให้มีความชัดเจนเกิดขึ้นว่า คนของประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของความคิด อุดมการณ์อย่างไร และเชิญชวนคนที่มีความเชื่อเหมือนเราให้เข้ามา และเติบโตในวันข้างหน้าด้วยกัน โดยหลักก็อยากส่งให้ครบทุกเขต แต่ด้วยเวลาที่จำกัด สัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อตนมาเป็นหัวหน้าพรรคฯ ก็พบว่ายังมี 4 จังหวัดที่ยังไม่มีตัวแทนประจำจังหวัดของพรรค ซึ่งจำเป็นในการส่งตัวผู้สมัคร แต่ภายในสัปดาห์ก็จะเรียบร้อย โดยจะมีการประชุมสมาชิกเพื่อตั้งตัวแทนประจำจังหวัดให้เรียบร้อยก่อน

พร้อมกันนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงจุดยืนการทำงานว่า พรรคฯ ต้องการสื่อสารให้สังคมเห็นว่า ตอนนี้ถ้าบ้านเมืองไม่เดินบนเส้นทางของการมีหลักการ และความสุจริต ถ้าบ้านเมืองไม่มีนโยบายในการบริหารประเทศ ที่อิงอยู่กับความเป็นมืออาชีพ หรือหลักทางวิชาการ ถ้าบ้านเมืองไม่พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจไทย ประเทศไทยก็จะลำบากมาก พรรคประชาธิปัตย์ต้องการเข้ามาเป็นตัวแทนของคนที่อยากเห็นบ้านเมืองเดินทางไปในเส้นทางที่สุจริต เศรษฐกิจเติบโตได้ด้วยการทำงานอย่างมืออาชีพ และสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งหมายถึงการมีบทบาทในระหว่างประเทศด้วย

‘ดร.ณัฏฐ์’ชำแหละปมกฎหมายท้องถิ่น ไม่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ เปิดทางผูกขาดอำนาจ

'ดร.ณัฏฐ์'ชำแหละปมกฎหมายท้องถิ่น ไม่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ เปิดทางผูกขาดอำนาจ

‘ดร.ณัฏฐ์’ชำแหละปมกฎหมายท้องถิ่น ไม่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ เปิดทางผูกขาดอำนาจ

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.39 น.

‘ดร.ณัฏฐ์’ชำแหละปมแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นปมผู้บริหารท้องถิ่น‘ลดอายุ-ไม่จำกัดวาระ‘ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ผูกขาดอำนาจท้องถิ่น

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวถึงสืบเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และร่างกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเด็นปรับลดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นโดยลดอายุจากเดิม 35 ปี มาเป็น 25 ปีและไม่จำกัดวาระในการดำรงตำแหน่งนั้นจึงได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะแล้วว่า  ร่างแก้ไข พรบ.ท้องถิ่น 4 ฉบับ ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยแก้ไขหลายประเด็น โดยเฉพาะ เกณฑ์อายุ วุฒิการศึกษาและการจำกัดวาระดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น อบจ. เทศบาล และ อบต.แม้จะอ้างเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมว่า เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและเพิ่มความหลากหลายของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นก็ตาม แต่มีปัญหาว่า การผูกขาดอำนาจในการเมืองท้องถิ่นในเรื่องไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง จะเป็นปัญหาในการต่อการยกระดับการพัฒนาการเมืองท้องถิ่น เป็นการสืบทอดอำนาจในตระกูลเดียวกันหรือไม่ ทำให้แชมป์เก่าผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นสะสมทุนได้เปรียบเพื่อใช้ทุนเทาการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยการซื้อเสียงหนักยิ่งกว่าเดิมหรือไม่           

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า หากพิจารณาร่างกฎหมายท้องถิ่น 4 ฉบับ ประเด็นปลดล๊อกไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล อบจ. ต้องพิจารณาถึงการผูกขาดอำนาจในท้องถิ่นและข้อเสียอื่นๆด้วยมิใช่เพียงประเด็นเอาใจผู้บริหารท้องถิ่นให้พรรคพวกของตนเองเพื่อสร้างฐานอำนาจท้องถิ่นหนุนการเมืองระดับชาติให้แก่พรรคการเมืองใด หรือเพื่อมิให้คนการเมืองท้องถิ่นเข้ามาแย่งชิงที่ฐานนั่งแข่งขันการเมืองระดับชาติ เพราะมีพื้นที่ให้ทำการเมือง เท่ากับถอยหลังลงคลอง ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ​
        
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า แม้ในร่างแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นจะลดเกณฑ์ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่น จากเดิมอายุ  35 ปี มาเป็นขั้นต่ำ 25 ปี หากเป็นสมาชิกท้องถิ่น อาจใช้ฐานคิดของผู้สมัคร สส.ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 97(2) อาจสอดคล้องกันแต่ผู้บริหารท้องถิ่น มีฐานะเป็น “นายกเล็ก”หากเทียบเคียงคุณสมบัติรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี จะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 35 ปี ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 160 (2)เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด มี “วุฒิภาวะที่เพียงพอ” มิใช่  วัยรุ่นสร้างตัว ย่อมก่อให้มีสถิติทุจริตการเมืองท้องถิ่นเพิ่มขึ้นในการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง โดยปรากฎตามรัฐธรรมนูญ 2550 นำมาบัญญัติเป็นข้อห้ามเป็นครั้งแรกของประเทศไทย จะเห็นได้จากนายกรัฐมนตรี จะดำรงแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปี มิได้ ไม่ว่าดำรงแหน่งติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม
         
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า โดยรัฐธรรมนูญ .2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ได้บัญญัติไว้ในเจตนารมณ์เช่นเดียวกันเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพื่อป้องกันผูกขาดอำนาจ เป็นกลไกเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดมีอำนาจมากเกินไป จนนำไปสู่การใช้อำนาจมิชอบทั้งเพื่อส่งเสริมการหมุนเวียนอำนาจ โดยหลักการนี้ เชื่อว่า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง ทำให้มีการนำนโนบายใหม่ๆเข้ามา และเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถและมุมมองใหม่เข้ามาบริหารประเทศ เป็นการสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุล สะท้อนหลักการประชาธิปไตย การจำกัดวาระเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประชาธิปไตยที่เชื่อว่า อำนาจควรมาจากประชาชนและการหมุนเวียนอำนาจเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

 นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล หรือ อบต. รวมถึงท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา โดยมีแนวคิด การจำกัดวาระของผู้บริหารท้องถิ่น โดยเกิดขี้นครั้งแรก ในปี 2540 โดยผู้บริหารท้องถิ่น มีวาระ 4 ปี ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ได้บัญญัติถึงการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นไว้ในรัฐธรรมนูญในหมวด 14 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 249 – 254 แต่โดยหลักไปเขียนไว้ในกฎหมายท้องถิ่นเฉพาะ

“รัฐธรรมนูญ มาตรา 252 บัญญัติเพียงว่า ให้สมาชิกท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น มาจากการเลือกตั้ง ตามที่กฎหมายบัญญัติเจตนารมณ์กฎหมายท้องถิ่น เพื่อป้องกันการสืบทอดอำนาจ หรือการผูกขาดทรัพยากรท้องถิ่น ส่งเสริมการแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่และเปิดโอกาสผู้นำรุ่นใหม่เข้าสู่การบริหารท้องถิ่น ไม่ต่างจากเจตนารมณ์ของการจำกัดวาระการเมืองระดับชาติการแก้ไขกฎหมายท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นไม่จำกัดวาระ ลดเกณฑ์อายุผู้บริหารท้องถิ่น  จึงเป็นแก้ไขกฎหมายย้อนยุค ถอยหลังลงคลอง ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่เพื่อเอาใจนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อผลประโยชน์ในการเลือกตั้งระดับชาติเฉพาะกิจเท่านั้น”นายณัฐวุฒิ กล่าว 

ภูมิใจไทยตีปี๊บ! พูดแล้วทำ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ พ.ย.-ธ.ค.68 รับเพิ่มเดือนละ 850 บาท

ภูมิใจไทยตีปี๊บ! พูดแล้วทำ 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' พ.ย.-ธ.ค.68 รับเพิ่มเดือนละ 850 บาท

ภูมิใจไทยตีปี๊บ! พูดแล้วทำ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ พ.ย.-ธ.ค.68 รับเพิ่มเดือนละ 850 บาท

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.04 น.

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคภูมิใจไทย” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  รัฐบาลอนุทิน พูดแล้วทำ! ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

เริ่มแล้ว! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  เพิ่มวงเงินสวัสดิการให้ผู้ถือบัตรฯ ปี 2568 เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน

ผู้มีบัตรฯ ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ตามเดิมทุกประการ โดยได้รับ เงินเพิ่มอีก 850 บาทต่อเดือน รวม 1,700 บาทต่อคน

เงินช่วยเหลือจะโอนเข้าบัญชีในวันที่ 1 พฤศจิกายน และ 1 ธันวาคม 2568 มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย

’สรรเพชญ‘ ต้อนรับ ’พิพัฒน์‘ ลงพื้นที่ตรวจราชการสงขลา ผลักดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจ.สงขลา

’สรรเพชญ‘ ต้อนรับ ’พิพัฒน์‘ ลงพื้นที่ตรวจราชการสงขลา ผลักดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจ.สงขลา

’สรรเพชญ‘ ต้อนรับ ’พิพัฒน์‘ ลงพื้นที่ตรวจราชการสงขลา ผลักดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจ.สงขลา

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.43 น.

’สรรเพชญ‘ต้อนรับ ’พิพัฒน์‘ลงพื้นที่ตรวจราชการสงขลา ผลักดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจ.สงขลา

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ให้การต้อนรับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าและความพร้อมของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา

โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายรัชพงศ์ ขูนแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2 นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา เขต 3 และนายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าร่วมให้การต้อนรับและร่วมตรวจเยี่ยม

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ตนได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อผลักดันให้มีการเร่งรัดตรวจสอบและดำเนินโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่

1. โครงการก่อสร้างถนนสายทางหลวงชนบทหมายเลข สข.2075 (ตำบลนาหม่อม–ตำบลบ้านพรุ) ซึ่งมีความยาวประมาณ 8 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างทางหลวงหมายเลข 43 กับทางหลวงหมายเลข 4 ช่วยลดการจราจรติดขัดบริเวณแยกคลองหวะ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่และสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังและความแออัดของถนนสายหลัก เสริมความคล่องตัวในการสัญจรระหว่างชุมชนใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. โครงการศึกษาถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (บริเวณเขาเก้าเส้ง) กับถนนทางหลวงชนบทสาย สข.2004 แยกทางหลวงหมายเลข 43 ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งที่เคยมีปัญหาจากสภาพถนนแคบและข้อจำกัดของเส้นทางบางช่วง จนทำให้การจราจรสวนกันได้ยาก โครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายทางหลวงชนบทให้สมบูรณ์ รองรับการท่องเที่ยวตลอดแนวชายฝั่งทะเล และเป็นเส้นทางรองช่วยระบายการจราจรเข้า–ออกเขตเมืองสงขลา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงบประมาณปี พ.ศ. 2569 เพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2573

โดยนายพิพัฒน์ ได้มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยเน้นให้คำนึงถึงมาตรฐานวิศวกรรม ความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของประชาชน พร้อมย้ำว่ากระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และส่งเสริมเศรษฐกิจในทุกมิติต่อไป

นายสรรเพชญ บุญญามณี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ผมขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาอย่างจริงจัง ทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้การคมนาคมสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมจะติดตามผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ ‘สงขลา’ เดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
///
 

‘บ้านใหญ่ตรัง’ ทิ้ง ปชป. ซบ ‘ภูมิใจไทย’ เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. พรุ่งนี้

'บ้านใหญ่ตรัง' ทิ้ง ปชป. ซบ 'ภูมิใจไทย' เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. พรุ่งนี้

‘บ้านใหญ่ตรัง’ ทิ้ง ปชป. ซบ ‘ภูมิใจไทย’ เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. พรุ่งนี้

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.58 น.

บ้านใหญ่ชัดซบค่ายสีน้ำเงิน! ‘โกหน่อ’ เผย ’อนุทิน‘ มาเองเปิดตัว ‘4ผู้สมัครสส.ตรัง ภท.’ พรุ่งนี้

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.50 น.  นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือโกหน่อ อดีตสส.ตรัง บิดาของน.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง2 สมัย พรรคประชาธิปัตย์และประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 พ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ คองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทยดูและพื้นที่ภาคใต้จะเดินทางมาร่วมรับประทานอาหารเที่ยงที่บ้านโล่สถาพรพิพิธ  เลขที่ 226 หมู่ 5 ตำบลทุ่งกระบือ  อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ของตน 

จากนั้น จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ในนามพรรคภูมิใจไทย ที่จะลงเลือกตั้งทั่วไปในครั้งหน้า  โดยยอมรับว่า บ้านใหญ่ จ.ตรัง ได้ตัดสินใจแล้วว่า จะย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย  หลังจากมีชื่อของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ปรากฏเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านภารกิจ  ทุกอย่างเป็นไปตามที่ตนเคยลั่นวาจาไว้ว่า หากมีชื่อสาทิตย์ ก็จะไม่มีสมชาย ตนยืนยันคำพูดที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ เพราะตนเป็นคนรักษาคำพูด เมื่อผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เลือกนายสาทิตย์  ตนก็ต้องเดินออกจากพรรค ไปหาที่อยู่ใหม่ ยืนยันว่าตระกูลของตนมีความผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์มายาวนาน แต่มีความจำเป็น 

ผู้สื่อข่าวรายวานว่า สำหรับว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรังในนามพรรคภูมิใจไทย ที่ทางแกนนำพรรคประสานบุคคลภายในไว้ทั้ง 4 เขตคือ 

เขต1 นายเอกพล ณ พัทลุง,

เขต 2  นายทวี สุระบาล  (ปัจจุบันเป็นสส.พรรคพลังประชารัฐ),

เขต 3 น..ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ (ปัจจุบันเป็นสส.พรรคประชาธิปัตย์) 

เขต 4 นายพิชัย เจริญศิริสุนทร  หรือ สจ.ล้าน  ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ  

โดยทั้ง4 เขต ทางพรรคภูมิใจไทยมอบหมายให้บ้านใหญ่ตรัง เป็นผู้ดูแลการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นทั้ง4 เขต 

โฆษก ทบ.แจงดราม่าของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน

โฆษก ทบ.แจงดราม่าของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน

โฆษก ทบ.แจงดราม่าของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.46 น.

โฆษก ทบ.กล่าวถ้อยแถลง ปม ดราม่าของบริจาค เชื่อ ไม่มีใครรับได้ ผู้ไม่หวังดี หาผลประโยชน์จากสถานการณ์ ย้ำ กองทัพไม่ขาดแคลน สิ่งจำเป็นพื้นฐานกำลังพล แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน สิ่งมีคุณค่าทางจิตใจ ในยามประเทศหน้าสิ่วหน้าขวาน  นอกเหนือสิ่งของ คือความห่วงใย มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

วันที่ 1 ตุลาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถ้อยแถลงโฆษกกองทัพบก  ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการทหาร ว่ากองทัพบกมุ่งมั่นแน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศและดูแลประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรักษาอธิปไตยของชาติ การป้องกันไม่ให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสีย การทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุผลสำเร็จ รวมถึงการสร้างความมั่นใจว่ากำลังพลทุกนายจะสามารถปฏิบัติภารกิจในสนามรบได้อย่างปลอดภัย และทำให้ประชาชนที่เฝ้าดูกองทัพรู้สึกมั่นใจ 

ในส่วนของคำว่า “กองทัพไม่ขาดแคลน” ที่มีการกล่าวถึงนั้น หมายถึงสิ่งอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในการปฏิบัติทางทหารเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะปฏิเสธความมีน้ำใจจากประชาชนหรือภาคส่วนต่าง ๆ กองทัพยังคงยินดีและขอบคุณในทุกรูปแบบของการสนับสนุน ทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภคและสิ่งของเพื่อการดำเนินชีวิตที่อยู่นอกเหนือระบบราชการ ซึ่งล้วนมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นของใช้ที่จำเป็น แต่ยังสะท้อนถึงน้ำใจ ความห่วงใย และกำลังใจที่พี่น้องคนไทยมอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ที่ผ่านมา มีบางกรณีที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีการนำคำพูดบางส่วนไปเผยแพร่โดยไม่ครบถ้วน ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผมเคยกล่าวว่า “บางอย่างรับมาอาจไม่ได้ใช้” ซึ่งไม่ได้หมายถึงสิ่งของทั่วไปที่ได้รับจากผู้มีจิตศรัทธา แต่หมายถึงกรณีเฉพาะที่พบว่าผู้ให้ความอนุเคราะห์บางท่านนำแผ่นเหล็กที่มีทั่วไปในท้องตลาดมาดัดแปลงเป็นแผ่นเกราะกันกระสุนเพื่อมอบให้ทหารแนวหน้า ในกรณีเช่นนี้จึงได้ให้ข้อสังเกตว่า แผ่นเกราะลักษณะดังกล่าวอาจไม่สามารถนำไปใช้งานจริงได้ด้วยเหตุผลทางเทคนิค แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กองทัพไม่เคยปฏิเสธน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดคือความตั้งใจและกำลังใจที่คนไทยมอบให้กันในยามที่ชายแดนของประเทศกำลังเผชิญวิกฤต

กองทัพบกขอแสดงความซาบซึ้งและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแสดงออกถึงน้ำใจในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ แม้ว่ากองทัพจะมีการจัดเตรียมความพร้อมและสิ่งอุปกรณ์ไว้อย่างเพียงพอตามระบบราชการ แต่การที่ประชาชนยังคงเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งในรูปของสิ่งของอุปโภคบริโภคหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะหน้า ถือเป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยเสริมขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนาย

สำหรับข้อกังวลจากสังคมที่ต้องการให้มีการตรวจสอบและจัดทำรายการสิ่งของที่ได้รับมอบอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ส่วนตัว กองทัพเห็นด้วยและได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในส่วนกลางได้มีการบันทึกหลักฐานการรับมอบสิ่งของไว้อย่างละเอียด พร้อมจัดให้มีพิธีรับมอบและแสดงความขอบคุณต่อผู้มีจิตศรัทธาทุกรายอย่างเหมาะสม ส่วนในระดับภูมิภาคและระดับหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำส่งให้ส่วนกลางทราบต่อไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่ได้รับในนามหน่วยหรือนามส่วนตัว ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและได้รับการขอบคุณจากกองทัพทั้งสิ้น

สำหรับกรณีที่อาจมีผู้ไม่หวังดีพยายามฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ กองทัพเชื่อมั่นว่าคนไทยส่วนใหญ่มีเจตนาดี และสังคมเองก็กำลังจับตามองอยู่ จึงไม่มีใครกล้ากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีใครยอมรับได้หากเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้คือการรักษาความเข้าใจอันดีและความสามัคคีของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ควรตีความหมายหรือเข้าใจผิดไปจากเจตนาที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน สิ่งที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่สิ่งของหรือจำนวนการบริจาค แต่คือ “ความห่วงใยและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ที่พวกเราทุกคนยังคงมีให้กันเสมอ

‘สว.ไชยยงค์’ ถามรัฐบาล มีแผนรับมือผลกระทบ สร้างรั้วชายแดน ของ’มาเลเซีย’หรือยัง?

‘สว.ไชยยงค์’ ถามรัฐบาล มีแผนรับมือผลกระทบ สร้างรั้วชายแดน ของ'มาเลเซีย'หรือยัง?

‘สว.ไชยยงค์’ ถามรัฐบาล มีแผนรับมือผลกระทบ สร้างรั้วชายแดน ของ’มาเลเซีย’หรือยัง?

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

สว.สายสื่อ และความมั่นคง ถาม รัฐบาล มีแผนรับมือผลกระทบการ สร้างรั้วชายแดน กั้นแม่น้ำสุไหงโก-ลก ของ”มาเลเซีย  หรือยัง

นายไชยยงค์ มีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก สายสื่อมวลชน กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้กล่าวถึงการที่ รัฐบาลมาเลเซีย ได้ อนุมิติงบประมาณ 1,500 ล้านริงกิต หรือ 11,000 ล้านบาท เพื่อสร้างรั้วถาวร ในการกั้นชายแดนไทย-มาเลเซีย ด้าน อ.ตากใบ อ.สุไหงโก-ลก ในระยะแรกความยาว 45 กิโลเมตร โดยเริ่มมีการ ทำลาย จุดข้ามแดนธรรมชาติ หรือ ท่าข้ามเถื่อน จำนน 250 ท่าข้าม ใน  ต.เปิงกาลันกูโปร์ ตรงข้าม อ.ตากใบ จ.นราธิวาสของไทย ซึ่งจะใช้เวลา 2 เดือน ในการ ทำลายท่าเรือที่เป็นท่าข้ามเถื่อน ที่คนทั้ง 2 ประเทศใช้ ข้ามไป-มา โดยไม่การตรวจคนเข้าเมือง โดย รัฐกลันตันแถลงว่าจะใช้เวลา 2 ปี ในการ สร้างรั้วถาวร ใน อ.ตากใบ และ อ.สุไหงโก-ลก เพื่อป้องกัน อาชญากรรมข้ามพรมแดน การค้ายาเสพติด แรงงานเถื่อน สินค้าเถื่อน จากประเทศไทยและเป็นการ ป้องกัน อุทกภัย ที่น้ำจากแม่น้ำสุไหงโก-ลก ไหลาบ่าเข้าท่วม พื้นที่ของ รัฐกลันตัน ในฤดูฝนของทุกปี สร้างความเสียหายให้กับ รัฐกลันตัน เป็นอย่างมาก โดย พล.ต.ท.ดาโต๊ะ โมฮัมมัด  ยูโซฟ มามัต ผบช.ตำรวจรัฐกลันตัน เป็นผู้ควบคุมการรื้อถอนท่าเรือ และการก่อสร้าง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา

นายไชยยงค์ กล่าวว่า ผลดีของการที่ “รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย รื้อถอนจุดผ่านแดนธรรมชาติ หรือ ท่าข้ามเถื่อน ที่มีต่อประเทศไทย คือ ทำให้ธุรกิจสีเทา ที่ผิดกฎหมาย เช่นการค้ายางเสพติด การค้ามนุษย์ การค้าอาวุธ และ สินค้าลักลอบหนีภาษีที่ไปจาก ฝั่งไทย ทำได้ยากขึ้น และการนำเข้า สินค้าเถื่อนจากประเทศมาเลเซียมายังฝั่งไทย เช่น น้ำมันเถื่อน เหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และ สินค้าหลบหนีภาษีจากประเทศมาเลเซีย ทำได้ยากขึ้น หากมีการสร้างรั้วถาวร รวมทั้งสามารถ สกัดกั้น การข้ามพรมแดนของ กองกำลังติดอาวุธขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นได้ด้วย

แต่ผลเสียที่จะเกิดขึ้น หลังการสร้างรั้วถาวรของฝั่งมาเลเซีย คือในฤดูมรสุม หรือ ฤดูฝนของภาคใต้ น้ำในแม่น้ำสุไหงโก-ลก ที่ไหลจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ที่กั้นพรมแดนไทย-มาเลเซีย และไหลลงสู่แม่น้ำสุไหงโก-ลก จะไหลเข้าท่วมพื้นที่ของ จ.นราธิวาส ฝ่ายเดียว เพราะฝั่งของมาเลเซีย มีกำแพงถาวรที่สามารถกั้นการไหลของแม่น้ำสุไหงโก-ลก ไม่ให้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ของฝั่งมาเลเซีย   ซึ่งในทุกปี  หมู่บ้าน ตำบล ที่ติดกับแม่น้ำสุไหงโก-ลก จะถูกน้ำท่วมอย่างหนัก โดยเฉพาะในชุมชนริมแม่น้ำสุไหงโก-ลก เขตเทศบาลสุไหงโก-ลก น้ำท่วมมิดหลังคาบ้านชั้นเดียว  ต่อไปเมื่อ รัฐกลันตันสร้างกำแพงถาวรแล้วเสร็จ  จะเกิดผลกระทบในเรื่อง อุทกภัย ในหลายอำเภอของ จ.นราธิวาส อย่างหนักหน่วง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ขอเรียนถามไปยัง รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการป้องกันอุทกภัย ว่าได้มีแผนในการแก้ปัญหา สิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้วยัง เพราะปัญหาที่จะเกิดขึ้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่มีผลกระทบกับประชาชน ใน”จังหวัดนราธิวาส ที่ รัฐบาล ต้องมีแผนในการ แก้ปัญหาแต่เนิ่นๆ อย่ารอให้เกิดปัญหา เกิดความสูญเสีย แล้วจึงค่อยคิดอ่านหาทางแก้ปัญหา