สกู๊ปพิเศษ : ชู ‘Amazing Thailand Innovation Gadget’ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่แบบรู้ใจ

สกู๊ปพิเศษ : ชู ‘Amazing Thailand Innovation Gadget’ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่แบบรู้ใจ

สกู๊ปพิเศษ : ชู ‘Amazing Thailand Innovation Gadget’ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่แบบรู้ใจ

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.16 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พัฒนาแพลตฟอร์ม “Amazing Thailand Innovation Gadget” ซึ่งจะรวมนวัตกรรมด้านท่องเที่ยวไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับคุณภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบประสบการณ์ใหม่ที่เหนือกว่าให้นักท่องเที่ยว และสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับให้เข้าถึงและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเป็นรูปธรรม

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า “Amazing Thailand Innovation Gadget” จะเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างสรรค์และรวบรวมนวัตกรรมด้านท่องเที่ยว ทั้งนวัตกรรมจาก Travel Tech Startup ของผู้ประกอบการภายใต้โครงการของ ททท. และข้อมูลนวัตกรรมจาก สนช. ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจสามารถนำนวัตกรรมที่พร้อมใช้เข้าไปช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างมาตรฐานบริการใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และทำหน้าที่เชื่อมผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้ากับนักพัฒนานวัตกรรม รวมถึงอำนวยความสะดวกเพื่อส่งต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวนับจากนี้ไป จะไม่เป็นเพียงแค่การเดินทาง แต่เป็นการส่งมอบประสบการณ์รู้ใจผ่านเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การท่องเที่ยวคุณภาพและยั่งยืน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า การร่วมมือระหว่าง NIA และ ททท. ในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของนวัตกรรม ในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีศักยภาพสูงในการต่อยอดเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริง แพลตฟอร์ม Amazing Thailand Innovation Gadget จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักพัฒนา และนักสร้างสรรค์นวัตกรรมจากทั่วประเทศให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การทดลองใช้เทคโนโลยี และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันขับเคลื่อน “Amazing Thailand Innovation Gadget” เพื่อรวบรวม เชื่อมโยง และต่อยอดโซลูชันด้านนวัตกรรมจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ ผลักดันให้เกิดการใช้งานจริงในพื้นที่และห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการท่องเที่ยวที่เข้มแข็งผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน และให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่มาประยุกต์ใช้ การยกระดับคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

พิธีลงนาม MOU ในครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการเชื่อมโยงนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในพื้นที่นำร่อง การเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการด้วยองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนากลไกเพื่อเร่งการเติบโต ทั้งด้านการเงินและการบ่มเพาะธุรกิจ  รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ในแต่ละพื้นที่

ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือ ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมได้สะดวกยิ่งขึ้น และเกิดการใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรม นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างการเดินทาง จนถึงหลังการเดินทาง ขณะที่ประเทศไทยจะมีคลังนวัตกรรมท่องเที่ยวที่สามารถต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยพิธีลงนามดังกล่าวมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการผลักดันนวัตกรรมให้เป็นพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ​หนุนหลักสูตร ‘Fortinet Network Security Expert’ เร่งผลิตบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

รายงานพิเศษ : ​หนุนหลักสูตร ‘Fortinet Network Security Expert’ เร่งผลิตบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

รายงานพิเศษ : ​หนุนหลักสูตร ‘Fortinet Network Security Expert’ เร่งผลิตบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฟอร์ติเน็ต ประกาศความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางวิชาการ ภายใต้หลักสูตร Fortinet Network Security Expert (NSE) เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่นักศึกษาและบุคลากร

ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทย และลาว ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมขีดความสามารถด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในไทย ฟอร์ติเน็ตมุ่งมั่นในการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงหลักสูตรการอบรม การสอบใบประกาศนียบัตรและทรัพยากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลกของหลักสูตร Fortinet Network Security Expert เพื่อร่วมผลิตบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้มีทักษะทั้งด้านการป้องกันและการโจมตีทางไซเบอร์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ในฐานะพันธมิตรทางวิชาการระหว่างฟอร์ติเน็ตและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่บุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อให้มีทักษะตอบโจทย์กับความต้องการของอุตสาหกรรมในระดับสากล ซึ่งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงออกสู่ตลาดแรงงานทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. กล่าวว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายหลักคือการนำมาตรฐานการฝึกอบรมระดับโลกของหลักสูตร Fortinet Network Security Expert บูรณาการเข้ากับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเน้นเนื้อหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งในหลักสูตรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยเปิดกลุ่มวิชาเลือก Cybersecurity Engineering Track สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป รวมทั้งยังได้ปรับปรุงหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ยังได้บูรณาการเนื้อหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ภายในกระบวนวิชาที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อให้นักศึกษาได้รับทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและทักษะเชิงปฏิบัติในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้จัดหลักสูตรอบรมออนไลน์ระยะสั้นด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Literacy) ผ่านวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านนี้ให้แก่บุคคลทั่วไป

“ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการเสริมความสามารถให้กับนักศึกษา ไม่เพียงแต่หลักสูตรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แต่รวมถึงหลักสูตรอื่นที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล โดยจะเร่งพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์และบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีของฟอร์ติเน็ต พร้อมทั้งมีแผนจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ใช้เทคโนโลยีจริงของภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงและส่งเสริมให้มีโครงงานร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานอุตสาหกรรม” ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ กล่าวและว่า ปัจจุบัน มช.ถือเป็นแหล่งผลิตบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ ไอทีและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สำคัญของประเทศ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาใน 6 หลักสูตรหลัก ได้แก่ 1.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 2.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบสารสนเทศและเครือข่าย (หลักสูตรนานาชาติ) 3.หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ 4.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 5.หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ 6.หลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสิ้น 733 คน

ทั้งนี้ มช. ได้เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เพื่อรองรับตลาดแรงงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่มีความสามารถ มีทักษะ ที่โดดเด่นในระดับสากล

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมหน่วยงานในเครือ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมหน่วยงานในเครือ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมหน่วยงานในเครือ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.27 น.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วยหน่วยงานในเครือ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินให้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โรงพยาบาลหัวเฉียว มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว น้อมนำผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี 2568 ไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ในวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ณ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมี นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ คณะผู้บริหารจากโรงพยาบาลหัวเฉียว มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว เป็นประธานร่วมในพิธี โดยมี ดร.นรเทพ ชูพูล ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน พร้อมด้วย ดร.เมธาวี ธารดำรงค์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (เขตปทุมวัน) นายปสิทธิ์พงษ์ ชินประเสริฐ ผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนวัดบรมนิวาส นายเจริญ วณิชเจริญพงษ์ ไวยาวัจกรวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร ร่วมในพิธี ทั้งนี้ ได้มีผู้มีจิตกุศลร่วมถวายจตุปัจจัย บำรุงและบูรณะพระอาราม ทำบุญกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น  2,182,514.44 บาท (สองล้านหนึ่งแสนแปดหมื่นสองพันห้าร้อยสิบสี่บาทสี่สิบสี่สตางค์) 

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุดยอด’ศรวิชญ์ นาคสุข’ผงาดคว้าแชมป์เรือใบเอเชีย Optimist ที่โอมานนำทัพไทยกวาดความสำเร็จระดับทวีป

สุดยอด'ศรวิชญ์ นาคสุข'ผงาดคว้าแชมป์เรือใบเอเชีย Optimist ที่โอมานนำทัพไทยกวาดความสำเร็จระดับทวีป

สุดยอด’ศรวิชญ์ นาคสุข’ผงาดคว้าแชมป์เรือใบเอเชีย Optimist ที่โอมานนำทัพไทยกวาดความสำเร็จระดับทวีป

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.29 น.

นักแล่นใบไทยคว้าแชมป์ในการแข่งขันเรือใบชิงแชมป์เอเชีย รายการ Optimist Asian & Oceanian Championship 2025 ที่ประเทศโอมาน  โดยประเภทบุคคล ด.ช.เด็กชาย ศรวิชญ์ นาคสุข คว้ารางวัล ชนะเลิศ ในขณะที่ รองชนะเลิศ ได้แก่นักกีฬาจาก สิงคโปร์ และ อันดับสามได้แก่ นักกีฬาจาก สหรัฐอเมริกา

ประเภท Team Racing ทีมไทยคว้ารางวัล รองชนะเลิศ  นักกีฬาประกอบด้วย 
1. เด็กชาย เอดิสัน  ยิน 
2. นางสาว ไพลิน  เจริญผล 
3. เด็กชาย ศรวิชญ์  นาคสุข
4. เด็กชาย รชต  สาดตระกูลวัฒนา
5. เด็กชาย สุธินันท์  นาคผสม
6. เด็กชาย ภัทรกร พูนพัฒน์

สำหรับเจ้าหน้าที่และผู้ฝึกสอนทีมไทย ในครั้งนี้ ประกอบด้วย นาวาโท ดำรงศักดิ์  วงศ์ทิม (ผู้ควบคุมทีม)  และ จ่าเอก จิรวัฒน์  จาดคล้าย (ผู้ฝึกสอน)

การแข่งขันเรือใบชิงแชมป์เอเชีย รายการ Optimist Asian & Oceanian Championship 2025 ทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองมุสซานาห์ ประเทศโอมาน ซึ่งการแข่งขันรายการนี้จัดขึ้นเป็น รายการชิงชนะเลิศแห่งทวีปเอเชีย โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และประสบความสำเร็จในการแข่งขันมาโดยตลอด ซึ่งสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยฯ ขอขอบคุณ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ  ปตท.สผ. ที่ช่วยสนับสนุนเรือใบไทย มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญระดับทวีป และเป็น “ ก้าวแรกของความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานักกีฬา สู่เป้าหมายใหญ่ในการคว้า “ เหรียญทองซีเกมส์ครั้งที่ 33 ” ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนธันวาคมนี้ 

สื่ออังกฤษเผย เจ้าชายแอนดรูว์ซึ่งถูกถอดยศ อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่

สื่ออังกฤษเผย เจ้าชายแอนดรูว์ซึ่งถูกถอดยศ อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่

1 พ.ย. 2568 10:48 น.

สื่ออังกฤษเผย เจ้าชายแอนดรูว์ซึ่งถูกถอดยศ อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่

สื่ออังกฤษเผย อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ อาจยังไม่ย้ายออกจากคฤหาสน์หรู Royal Lodge จนกว่าจะถึงต้นปีหน้า ขณะที่รัฐบาลอังกฤษยืนยันยังไม่มีแผนตัดชื่อเขาออกจากรายชื่อผู้สืบราชสันตติวงศ์

หลังจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีพระราชดำริให้พระอนุชาทรงย้ายออกจากคฤหาสน์หรู Royal Lodge และยุติฐานันดรศักดิ์เจ้าชาย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดสำนักข่าว BBC รายงานอ้างแหล่งข่าวในพระราชสำนักว่า การย้ายอาจถูกเลื่อนไปหลังปีใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนในช่วง เทศกาลคริสต์มาส ที่พระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จรวมตัวกันที่แซนดริงแฮมตามธรรมเนียมทุกปี 

โดยหลังจากนี้ แอนดรูว์ เมาท์แบทเท่น วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ จะย้ายไปพำนักที่ที่พักส่วนตัวภายในพระตำหนักแซนดริงแฮม ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของกษัตริย์ โดยค่าใช้จ่ายและการดูแลทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระเจ้าชาร์ลส์

อย่างไรก็ตามบีบีซีเปิดเผยว่า แม้จะถูกถอดพระอิสริยยศและสิทธิพิเศษส่วนใหญ่แล้ว แต่แอนดรูว์จะยังคง อยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบราชสันตติวงศ์อังกฤษ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญเพียงอย่างเดียวที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน

โดยรัฐบาลอังกฤษ ยืนยันว่ายังไม่มีแผน ออกกฎหมายเพื่อตัดชื่ออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ออกจากรายชื่อผู้สืบราชสันตติวงศ์ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจาก รัฐสภาอังกฤษ และ เครือจักรภพอังกฤษ รวมถึงประเทศต่าง ๆ อย่างออสเตรเลียและแคนาดา ซึ่งถือว่าซับซ้อนและต้องใช้เวลา

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจาก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีพระราชดำริปลดพระอนุชาออกจากตำแหน่งและเครื่องอิสริยาภรณ์ทั้งหมด ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่ยังไม่คลาย หลังจากอดีตเจ้าชายแอนดรูว์มีความเกี่ยวพันกับ เจฟฟรีย์ เอพสตีน นักการเงินผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเยาวชน

แม้พระองค์จะยืนยันว่าไม่เคยกระทำผิด และได้จ่ายเงินชดเชยให้ เวอร์จิเนีย จูฟเฟร ผู้กล่าวหาในปี 2022 เพื่อยุติคดีแพ่ง แต่เสียงวิจารณ์ยังคงกดดันราชสำนักอย่างต่อเนื่อง

โพลล่าสุดจาก YouGov เผยว่า ประชาชนกว่า 79% สนับสนุนการถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ และมากกว่าครึ่งมองว่าพระเจ้าชาร์ลส์ทรงตัดสินพระทัยถูกต้อง แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่าควรดำเนินการเร็วกว่านี้

ขณะที่ราชสำนักยืนยันว่าการย้ายออกจาก Royal Lodge จะเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทว่าแหล่งข่าววงในเผยว่าอาจต้องรอถึงต้นปีหน้า ก่อนที่อดีตเจ้าชายแอนดรูว์จะย้ายออกจากคฤหาสน์ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระราชินีเอลิซาเบธ พระมารดา.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าชายแอนดรูว์

ดอกซากศพบานสะพรั่งรับฮาโลวีน คนแห่ชมในสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก

ดอกซากศพบานสะพรั่งรับฮาโลวีน คนแห่ชมในสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก

1 พ.ย. 2568 10:06 น.

ดอกซากศพบานสะพรั่งรับฮาโลวีน คนแห่ชมในสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก

ผู้คนจำนวนมากแห่ต่อคิวเพื่อชมและสูดกลิ่นของดอกซากศพ ที่เพิ่งบานสะพรั่งในสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก ต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน อย่างพอดิบพอดีในปีนี้

ดอกไม้หายากชนิดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus titanum มีถิ่นกำเนิดจากเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย และถือเป็นหนึ่งในดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จุดเด่นคือมีกลิ่นเหม็นรุนแรง คล้ายเนื้อสัตว์เน่า หรือซากศพ ส่งกลิ่นออกไปได้ไกลหลายสิบเมตร เพื่อดึงดูดแมลงวันและด้วงซากศพให้มาช่วยผสมเกสร จึงถูกเรียกกันติดปากว่าดอกซากศพ 

แม้จะมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ แต่ความพิเศษของมันอยู่ที่ช่วงเวลาการบาน ที่หายากและสั้นมาก โดยแต่ละดอกจะบานเพียง 24 ถึง 48 ชั่วโมงเท่านั้น และไม่สามารถคาดเดาการบานได้ล่วงหน้า ทำให้เมื่อดอกเริ่มบานขึ้นจริง ผู้คนต่างรีบมาชมอย่างตื่นเต้น เพราะถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

ทางสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์กได้จัด ถ่ายทอดสดให้ผู้คนทั่วโลกได้ชมภาพของดอกซากศพขนาดยักษ์นี้แบบเรียลไทม์ พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวรีบเข้าชมก่อนที่ดอกจะหุบลงในไม่กี่วันข้างหน้า

ผู้ดูแลสวนพฤกษศาสตร์เปิดเผยว่า ดอกไม้ชนิดนี้ต้องใช้เวลาสะสมพลังงานจากเหง้าขนาดใหญ่ใต้ดินหลายปี ก่อนจะบานเพียงครั้งเดียว แล้วกลับเข้าสู่ช่วงพักตัวอีกยาวนาน ซึ่งทำให้การบานครั้งนี้ยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ดอกซากศพยังได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลก โดยมักถูกนำมาเป็นไฮไลต์ทางพฤกษศาสตร์ และเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแห่เข้าชมทุกครั้งที่มันบาน เพราะนอกจากรูปลักษณ์ที่แปลกตาแล้ว กลิ่นและช่วงเวลาบานอันสั้น ยังทำให้มันถูกขนานนามว่าเป็นดอกไม้ที่ทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหลที่สุดในโลก

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดอกซากศพ

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก

1 พ.ย. 2568 09:46 น.

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน การจราจรถูกกระทบหนัก มีรายงานว่าบางพื้นที่ทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำกว่า 20 เมตร

หมอกหนาทึบปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออกของจีน ส่งผลให้การจราจรบนถนนและทางหลวงหลายสายต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะในมณฑลเหอเป่ย เหอหนาน อันฮุย และเจียงซู

ในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หมอกหนาในเมืองหานตานเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ทำให้ทัศนวิสัยบางจุดลดลงเหลือต่ำกว่า 20 เมตร รถยนต์ต้องเปิดไฟตัดหมอกและสัญญาณฉุกเฉินเพื่อขับอย่างระมัดระวัง ขณะที่หลายพื้นที่ของมณฑลยังคงมีหมอกหนาปกคลุมตลอดช่วงเที่ยงวัน

ส่วนมณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน ได้รับผลกระทบงวงกว้างเช่นกัน โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาเหอหนานออกประกาศเตือนภัยหมอกในระดับสีเหลือง ตั้งแต่ช่วงเย็นวันพฤหัสบดี ครอบคลุมกว่า 30 เมือง รวมถึงนครหลวงเจิ้งโจว ซึ่งทัศนวิสัยลดลงต่ำกว่า 200 เมตร ทำให้การเดินทางในช่วงเช้าเป็นไปอย่างยากลำบาก

ที่มณฑลเจียงซู เมืองเหลียนหยุนกังต้องปิดทางเข้าทางด่วน 3 แห่งตั้งแต่ช่วงตี 2 ของวันศุกร์ เนื่องจากหมอกหนาจัด ก่อนจะเปิดใช้งานอีกครั้งในช่วงสายหลังหมอกเริ่มจางลง ขณะที่มณฑลอันฮุยทางตะวันออกของประเทศ ก็ออกประกาศเตือนภัยหมอก ในระดับสีเหลืองเช่นกัน โดยหมอกหนาปกคลุมพื้นที่ทางเหนือของแม่น้ำแยงซี รวมถึงเมืองเหอเฟย เมืองเอกของมณฑล

ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอันฮุยระบุว่า ทัศนวิสัยในหลายพื้นที่ลดลงเหลือต่ำกว่า 500 เมตร และบางจุดต่ำกว่า 200 เมตร ทำให้ต้องปิดด่านเก็บเงินบนทางหลวงกว่า 85 แห่งชั่วคราว ก่อนกลับมาเปิดอีกครั้งในช่วงสายวันศุกร์

เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกของจีนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดและช่วงค่ำของสุดสัปดาห์นี้ เนื่องจากมีแนวโน้มที่หมอกหนาอาจกลับมาปกคลุมอีกระลอก หากสภาพอากาศยังคงมีความชื้นสูงและลมสงบ.

ที่มา : Newsflare

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมอกหนาจัด

ปิดตำนานขบวนการ 5 สี “ซูเปอร์ เซ็นไต” ซีรีส์ต้นฉบับ “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” หลังออกอากาศมาครึ่งศตวรรษ

ปิดตำนานขบวนการ 5 สี "ซูเปอร์ เซ็นไต" ซีรีส์ต้นฉบับ "พาวเวอร์ เรนเจอร์ส" หลังออกอากาศมาครึ่งศตวรรษ

1 พ.ย. 2568 07:34 น.

ปิดตำนานขบวนการ 5 สี “ซูเปอร์ เซ็นไต” ซีรีส์ต้นฉบับ “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” หลังออกอากาศมาครึ่งศตวรรษ

ภาพ : Power Rangers

“ซูเปอร์ เซ็นไต” ขบวนการยอดมนุษย์ 5 สี ซีรีส์ต้นฉบับของ “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” เตรียมปิดฉากหลังออกอากาศยาวนานครึ่งศตวรรษ เหตุรายได้สินค้าลิขสิทธิ์และอีเวนต์ไม่พอชดเชยต้นทุน ด้านแฟนคลับทั่วโลกสุดอาลัย

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ซีรีส์ฮีโร่ระดับตำนานของญี่ปุ่นอย่าง “ซูเปอร์ เซ็นไต” (Super Sentai) ซึ่งเป็นต้นแบบของขบวนการฮีโร 5 สี ซีรีส์ดัง “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” (Power Rangers) ของสหรัฐฯ เตรียมจะอวสานหลังจากออกอากาศต่อเนื่องยาวนานถึง 50 ปี โดยแหล่งข่าวระบุว่า ยอดขายสินค้าของเล่นและกิจกรรมต่าง ๆ ลดลงจนไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการผลิตได้ ขณะที่สถานีโทรทัศน์ ทีวี อาซาฮี ผู้ผลิตรายการ ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับ แผนผังรายการในอนาคต

ซีรีส์ซูเปอร์ เซ็นไต  ออกอากาศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 มีเอกลักษณ์คือกลุ่มวัยรุ่น 5 คนที่สามารถแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์สวมชุดหลากสี ต่อสู้กับเหล่ามนุษย์ต่างดาว ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของพาวเวอร์ เรนเจอร์ส และซีรีส์ฮีโร่อื่น ๆ ทั่วเอเชีย

รายการนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่แจ้งเกิดของนักแสดงญี่ปุ่นมากมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือส่งเสริมการตลาดของเล่น เสื้อผ้า และของสะสมอีกด้วย แฟนการ์ตูนและของเล่นทั่วโลกต่างมองว่าซูเปอร์ เซ็นไต คือประตูสู่โลกวัฒนธรรมฮีโร่และมังงะของญี่ปุ่น

โดยข่าวการปิดฉากซูเปอร์ เซ็นไต ทำให้แฟน ๆ และคนดังต่างร่วมแสดงความเสียใจ ดาราสาวชื่อดัง เคโกะ คิตางาวะ โพสต์ข่าวพร้อมข้อความว่า “สิ้นหวัง” ซึ่งมียอดเข้าชมบน X กว่า 15 ล้านครั้ง ขณะที่นักแสดง ยะสุฮิสะ ฟุรุฮาระ ผู้เคยรับบทเป็นหนึ่งในฮีโร่ของทีม กล่าวอย่างภาคภูมิว่า “ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์”

ขณะเดียวกัน แฟนคลับจำนวนมากโพสต์รำลึกความทรงจำ หลายคนเล่าว่าพ่อแม่เคยดูซูเปอร์ เซ็นไต ตอนเด็ก ๆ และตอนนี้ลูก ๆ ของพวกเขาก็กำลังดูภาคปัจจุบันอยู่ พร้อมระบุว่าน่าเสียดายอย่างมาก และตั้งคำถามว่า ต่อไปเด็กผู้ชายยุคนี้จะดูอะไรกัน.

ที่มา KyodoNews

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความร่วมมือด้านกลาโหมระยะ 10 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความร่วมมือด้านกลาโหมระยะ 10 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์

1 พ.ย. 2568 06:25 น.

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความร่วมมือด้านกลาโหมระยะ 10 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความมั่นคงระยะยาว 10 ปี หวังยกระดับการแบ่งปันข้อมูล เทคโนโลยีความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์ที่เล่นงานอินเดียหนักถึง 50%

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และ นายราจนาถ สิงห์ รัฐมนตรีกลาโหมอินเดียร่วมลงนามในกรอบข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระยะเวลา 10 ปี หลังการประชุมร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย 

โดยนายเฮกเซธ ระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะช่วยเสริมสร้างการประสานงาน การแบ่งปันข้อมูล และความร่วมมือทางเทคโนโลยี รวมทั้งส่งเสริมเสถียรภาพและการป้องปรามในภูมิภาค  โดยจะเป็นแนวทางเชิงนโยบายให้กับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศในระยะยาว

ด้านนายราจนาถ สิงห์ ระบุว่า นี่คือสัญญาณแห่งความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และจะเปิดศักราชใหม่แห่งพันธมิตรระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ความร่วมมือด้านกลาโหมยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคงไว้ซึ่งภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรี เปิดกว้าง และยึดหลักกติกา 

ทั้งนี้ ข้อตกลงฉบับนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และอินเดีย พยายามเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย 50% รวมถึงบทลงโทษเพิ่มเติม 25% สำหรับการซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงทางการค้าฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะบรรลุผลภายในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ที่มา BBC

ภาพ Pete Hegseth/Twitter

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

1 พ.ย. 2568 04:21 น.

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

ตร.กัมพูชาบุกค้นโกดังในกรุงพนมเปญ ยึดของกลางมือถือกว่า 2,000 เครื่อง คอมพิวเตอร์หลายร้อยชุด พร้อมซิมการ์ดนับหมื่นใบ จับผู้ต้องหา 7 ราย ทั้งชาวจีนและกัมพูชา พัวพันขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเฟรชนิวส์ ของกัมพูชารายงานว่า ตำรวจกัมพูชานำชุดปฏิบัติการพิเศษ บุกตรวจค้นบ้านพักกลางกรุงพนมเปญที่ถูกใช้เป็นสถานที่นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีและสื่อสาร เพื่อสนับสนุนขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 คน เป็นชาวจีน 3 คน รวมหัวหน้าเครือข่าย และชาวกัมพูชา 4 คน

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก อาทิ โทรศัพท์มือถือ 2,323 เครื่อง  อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink 12 ชุด  หน้าจอ LCD 48 เครื่อง  คอมพิวเตอร์แบบ All-in-One 447 เครื่อง  เคสคอมพิวเตอร์ 147 ชุด จอมอนิเตอร์ 239 เครื่อง  เครื่องชาร์จโทรศัพท์หลายเครื่องพร้อมกัน 343 ชุด  เราเตอร์ Wi-Fi 89 เครื่อง และซิมการ์ดจากต่างประเทศกว่า 18,950 ใบ รวมถึงซิมท้องถิ่นอีกจำนวนมาก

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า อุปกรณ์ทั้งหมดถูกใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะซิมการ์ดจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ตุรกี ไทย เวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก สเปน และอิตาลี ซึ่งถูกนำไปสร้างบัญชีปลอมบนแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงเปิดบัญชีธนาคารปลอม เพื่อใช้หลอกลวงเหยื่อในหลายประเทศ

ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่า ได้รับคำสั่งให้นำอุปกรณ์ไปส่งตามจังหวัดต่าง ๆ ของกัมพูชา เพื่อสนับสนุนฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ในพื้นที่อื่น ๆ

หลังปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานอัยการศาลเทศบาลพนมเปญดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและแหล่งนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ผิดกฎหมาย เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป.

ที่มา Fresh News