พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” พัดถล่มแคริบเบียน ยอดดับพุ่ง 49 ศพ จาเมกาอ่วมหนัก ไร้น้ำไฟนานหลายวัน

พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” พัดถล่มแคริบเบียน ยอดดับพุ่ง 49 ศพ จาเมกาอ่วมหนัก ไร้น้ำไฟนานหลายวัน

31 ต.ค. 2568 23:13 น.

พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” พัดถล่มแคริบเบียน ยอดดับพุ่ง 49 ศพ จาเมกาอ่วมหนัก ไร้น้ำไฟนานหลายวัน

เฮอริเคนเมลิสซา พัดถล่มจาเมกา และเฮติ คร่าแล้ว 49 ศพ บ้านเรือนของประชาชนพังราบ หน่วยกู้ภัยเข้าถึงยาก ถนนขาด น้ำ-ไฟดับทั่วเกาะ ประชาชนหลายหมื่นคนรอความช่วยเหลือ ขณะที่คิวบาอพยพกว่า 7 แสนคน

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจาก พายุเฮอร์ริเคน “เมลิสซา” ( Melissa) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 49 ศพ ในภูมิภาคแคริบเบียน โดยเฉพาะที่จาเมกาเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ และใน เฮติมีผู้เสียชีวิตอีก 30 ศพ ขณะที่หลายพื้นที่ยังถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

ดานา มอร์ริส ดิกสัน รัฐมนตรีสารสนเทศของจาเมกาเผยว่า  มีชุมชนทั้งหมู่บ้านที่ถูกตัดขาด และบางพื้นที่แทบราบเรียบ  โดยเฉพาะทางตะวันตกของประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ไม่ได้ทั่วเกาะ ประชาชนหลายพันคนต้องช่วยกันกู้ซากบ้านเรือนและทรัพย์สินจากโคลนและน้ำท่วม

แม้สนามบินหลักในกรุงคิงส์ตันกลับมาเปิดใช้งานได้บางส่วน แต่สนามบินภูมิภาคหลายแห่งยังไม่สามารถให้บริการเต็มที่ ถนนหลายสายพังเสียหายจนขนส่งความช่วยเหลือไม่ได้ อาทิ เส้นทางจากเมืองแมนเดวิลถึงแบล็คริเวอร์ ซึ่งปกติใช้เวลา 1 ชั่วโมง ต้องใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมง เพราะถนนพังและเต็มไปด้วยต้นไม้หักโค่น

ภาพดาวเทียมเผยให้เห็นว่าหมู่บ้านบางแห่งในจาเมกาแทบถูกพายุถล่มจนไม่เหลือสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากบอกว่าไม่มีคำใดอธิบายความเสียหายได้

โดยที่ เฮติ พายุก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันจากแม่น้ำล้นตลิ่งที่เมือง เปอตีต์-โกฟ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ และประชาชนราว 15,000 คน ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงกว่า 120 แห่ง ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติ

ส่วนใน คิวบา ทางการระบุว่ามีประชาชนกว่า 3 ล้านคน เผชิญสภาวะเสี่ยงชีวิต จากพายุ แต่สามารถอพยพได้แล้วราว 735,000 คน ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีชุมชนกว่า 240 แห่ง ถูกตัดขาดจากน้ำท่วมและดินถล่ม

พายุเมลิสซาขึ้นฝั่งที่จาเมกาเมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมา ด้วยความเร็วลมสูงสุดถึง 295 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จัดเป็นพายุระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ก่อนจะเคลื่อนต่อไปถล่มเฮติ คิวบา และมุ่งหน้าสู่เบอร์มิวดา.

​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการค้าขาย หลายมณฑลและเมืองสำคัญของจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับประเทศไทย ทั้งในด้านการลงทุน การท่องเที่ยว การค้าขาย และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

1.กรุงปักกิ่ง (Beijing) เป็นเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการทูต สถานทูตไทยประจำจีนตั้งอยู่ที่นี่ และเป็นสถานที่จัดการประชุมสำคัญระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ปักกิ่งเป็นแหล่งศึกษาสำคัญสำหรับนักเรียนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในจีน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยซิงหัว และสถาบันการศึกษาชั้นนำอื่นๆ ต้อนรับนักศึกษาไทยจำนวนมาก

2.เมืองเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เป็นเมืองศูนย์กลางทางการเงินและการค้าระหว่างประเทศของจีน บริษัทไทยหลายแห่งได้ตั้งสำนักงานใหญ่สำหรับตลาดจีนที่เซี่ยงไฮ้ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เซี่ยงไฮ้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ย่านบันด์และย่านการค้าหลูเจียซุ่ยเป็นจุดท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ

3.เมืองฉงชิ่ง (Chongqing) เป็นหนึ่งในสี่เทศบาลนครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน (ร่วมกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียง มีรถไฟโมโนเรลวิ่งทะลุตึก (ที่สถานีหลี่จื่อปา) และมีกระเช้าข้ามแม่น้ำ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การผลิต และการขนส่งที่สำคัญในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญ (เช่น ยานยนต์ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก) เคยเป็นเมืองหลวงในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1945)

4.เมืองเทียนจิน (Tianjin) เป็นหนึ่งในสี่มหานครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของ สาธารณรัฐประชาชนจีน (ร่วมกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง) เป็นเมืองท่าที่สำคัญ และเป็นประตูสู่ปักกิ่ง รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการค้า การเงิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมที่สำคัญของภาคเหนือของประเทศจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเฉพาะหลังจากที่เปิดให้มีการค้ากับต่างประเทศในปี พ.ศ. 2403 ทำให้เมืองนี้มี สถาปัตยกรรมแบบยุโรป จำนวนมากที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีเสน่ห์ของการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและจีนเข้าด้วยกัน

5.มณฑลไห่หนาน (Hainan Province) เกาะไห่หนาน หรือไหหลำ  เป็นแหล่งที่มาของชาวจีนไหหลำในไทย กลุ่มนี้เข้ามาภายหลังกลุ่มแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน แต่ก็มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม ชาวไหหลำขึ้นชื่อเรื่องฝีมือการทำอาหาร และได้นำวัฒนธรรมอาหารไหหลำ เช่น ข้าวมันไก่ และกาแฟโบราณ มาเผยแพร่ในไทยจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไห่หนานเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ส่งเสริมการลงทุนและการค้าเสรี

6.มณฑลฝูเจี้ยน (Fujian Province) ฝูเจี้ยน หรือฮกเกี้ยน  เป็นเมืองชายฝั่งที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองเซี่ยะเหมิน (Xiamen) และเฉวียนโจว (Quanzhou)  เป็นท่าเรือหลักในการส่งออกสินค้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สมัยอยุธยา   

7.มณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang Province) เจ้อเจียงเป็นมณฑลที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะเมืองหางโจว (Hangzhou) ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทอาลีบาบา บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน    นักธุรกิจไทยหลายรายได้ใช้แพลตฟอร์มของอาลีบาบาในการขายสินค้าออนไลน์สู่ตลาดจีน นอกจากนี้ หางโจวยังเป็นเมืองที่มีความงดงามทางธรรมชาติ โดยทะเลสาบซีหู (West Lake) เป็นมรดกโลกที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวไทย

8.มณฑลเสฉวน (Sichuan Province) เป็นมณฑลที่มีประชากรมากที่สุดในจีน โดยเมืองเฉิงตู (Chengdu) เป็นเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนดลยีและการศึกษา มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารเสฉวนรสจัดจ้าน และเป็นบ้านของหมีแพนด้ายักษ์ อาหารเสฉวนได้รับความนิยมอย่างมากในไทย โดยเฉพาะหม่าล่าและความเผ็ดร้อนที่เป็นเอกลักษณ์ ร้านอาหารจีนเสฉวนในไทยมีจำนวนมากและได้รับการตอบรับที่ดี

9.มณฑลเหอเป่ย์ (Hebei Province) เหอเป่ย์ล้อมรอบกรุงปักกิ่งและเทียนจิน เป็นมณฑลที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรมและการขนส่ง เมืองซือเจียจวง (Shijiazhuang) เป็นเมืองหลวงของมณฑลและเป็นศูนย์กลางการผลิตยาและเภสัชกรรม ธุรกิจยาและอุปกรณ์การแพทย์ไทยมีการติดต่อค้าขายกับบริษัทในมณฑลเหอเป่ย์ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด – 19

10.มณฑลเหอหนาน (Henan Province) เหอหนานเป็นมณฑลที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของจีน เมืองเจิ้งโจว (Zhengzhou) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางการขนส่งสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมโยงทุกทิศทาง เหอหนานเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมจีนโบราณ วัดเส้าหลิน (Shaolin Temple) ตั้งอยู่ในมณฑลนี้ และเป็นจุดกำเนิดของศิลปะการต่อสู้จีนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

11.มณฑลเจียงซู (Jiangsu) ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศจีน มีเมืองหลวงคือนครหนานจิง (Nanjing) เป็นหนึ่งในมณฑลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในจีน มีมูลค่า GDP เป็นอันดับต้นๆของประเทศ และมี GDP ต่อหัวประชากรสูงเป็นอันดับ 1 ของจีน (ระดับมณฑล) ติดต่อกันหลายปีมีเมืองสำคัญคือ ซูโจว (Suzhou), อู๋ซี (Wuxi), หนานทง (Nantong), ฉางโจว (Changzhou), สวีโจว (Xuzhou), หยางโจว (Yangzhou) มีแม่น้ำลำคลองและทะเลสาบมากมายไหลผ่าน รวมถึงแม่น้ำแยงซี (Yangtze River) และคลองใหญ่โบราณ (Grand Canal) ทำให้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีชื่อเสียงด้านเมืองริมน้ำ (Water Town) และมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

12. มณฑลหูเป่ย (Hubei)  มีเมืองหลวงอู่ฮั่น (Wuhan) ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักด้านการขนส่ง การเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของภาคกลางของประเทศจีน ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนกลาง มีทะเลสาบและแม่น้ำจำนวนมาก มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจีนตอนกลาง เป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญ (ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งข้าวและปลา”) และมีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง เช่น เหล็กกล้า (Wuhan Iron and Steel Corporation) และการผลิตยานยนต์ อู่ฮั่นเป็นจุดเริ่มระบาดของโรคโควิด – 19

13.มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong Province) เป็นมณฑลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงสุดของจีน โดยเมืองกวางโจว (Guangzhou) และเซินเจิ้น (Shenzhen) เป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่สำคัญ นักธุรกิจไทยจำนวนมากเดินทางไปติดต่อธุรกิจและจัดหาสินค้าจากพื้นที่นี้ เมืองกว่างโจวเป็นศูนย์กลางการค้าส่งสินค้าจีนไปยังไทย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก เซินเจิ้นเป็นเมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจากหมู่บ้านชาวประมงให้กลายเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก บริษัทไทยหลายแห่งได้เข้าไปลงทุนและร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีในเซินเจิ้น ชาวจีนโพ้นทะเลเชื้อสายแต้จิ๋วจำนวนมากในไทยมีรากเหง้ามาจากเมืองซัวเถา(Shantou)ในมณฑลกวางตุ้ง

14.มณฑลส่านซี (Shaanxi) เป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีเมืองหลวง คือ นครซีอาน (Xi’an) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เมืองหลวงโบราณที่ยิ่งใหญ่ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นทางตะวันออกของเส้นทางสายไหม (Silk Road)  มีอาณาเขตติดต่อกับมณฑลอื่นๆ เช่น ซานซี (Shanxi), เหอหนาน (Henan), หูเป่ย์ (Hubei), ฉงชิ่ง (Chongqing), เสฉวน (Sichuan), กานซู่ (Gansu) และเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย (Ningxia) รวมถึงมองโกเลียใน (Inner Mongolia) ทางเหนือ ประชากรประมาณ 39.5 ล้านคน (ข้อมูลปี 2020)   มีถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้านการบินและอวกาศ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสาร มีโบราณสถาน กองทัพทหารดินเผา (Terracotta Army): ตั้งอยู่ในนครซีอาน สร้างขึ้นเพื่อพิทักษ์สุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก

15.มณฑลหูหนาน (Hunan) เป็นมณฑลหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่บริเวณภาคกลาง – ใต้ของประเทศ เป็นบ้านเกิดของเหมาเจ๋อตุง ที่เมืองเส้าซานเมืองหลวงชื่อฉางซา (Changsha) มีแหล่งมรดกโลก เช่น  อุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน จางเจียเจี้ย (Wulingyuan, Zhangjiajie)   เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตข้าวและปลาน้ำจืดรายใหญ่ของจีน อาหารหูหนาน (Hunan Cuisine หรือ Xiang Cuisine) เป็น 1 ใน 8 ตระกูลอาหารเลิศรสของจีน และมีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติที่เผ็ดร้อนและจัดจ้าน

16.มณฑลกุ้ยโจว (Guizhou) เป็นมณฑลที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เมืองหลวงชื่อนครกุ้ยหยาง (Guiyang) เป็นหนึ่งในมณฑลที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุดในจีน มีประชากรชนกลุ่มน้อยมากกว่าร้อยละ 37 ของประชากรทั้งหมด เช่น ม้ง (Miao), ปู้อี (Buyi), ต้ง (Dong) กุ้ยโจวมีชื่อเสียงด้านทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามและวัฒนธรรมชนเผ่าที่โดดเด่น ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการท่องเที่ยว

17.มณฑลยูนนาน (Yunnan Province) เป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน โดยมีพรมแดนจีนติดกับพม่า ลาว และเวียดนาม เมืองคุนหมิง (Kunming) เป็นเมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง One Belt One Road” ที่เชื่อมโยงกับไทยผ่านทางรถไฟความเร็วสูงสายจีน-ลาว ซึ่งจะขยายต่อเข้าสู่ไทยในอนาคต ยูนนานมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยมีชาวไทใหญ่ ไทลื้อ และไทดำอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดกับไทย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประเพณีที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ยูนนานยังเป็นแหล่งผลิตชาและสินค้าเกษตรที่ส่งออกจากจีนมาสู่ตลาดไทย

18.เขตปกครองตนเองกวางซีจ้วง (Guangxi Zhuang Autonomous Region) กว่างสีจ้วงมีชายแดนติดกับเวียดนาม และเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองหลวงคือหนานหนิง (Nanning) เมืองกุ้ยหลิน (Guilin) ในมณฑลกวางซีเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวไทย ชาวไทจ้วงกว่า 14 ล้านคน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในกวางสีจ้วง ชาวจ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยเฉพาะทางตอนกลางและทางตะวันตก ชาวจ้วงมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง  นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยทั้ง ม้ง และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ เหยา , หุย , อี๋ (โลโล) , สุย, และจิง (เวียดนาม)

19.เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uygur Autonomous Region) เป็นเขตการปกครองตนเองของชนชาติอุยกูร์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีพรมแดนติดกับหลายประเทศ เช่น มองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย มีเมืองหลวงชื่อ อุรุมชี (Ürümqi) ชนชาติหลัก เป็นชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เตอร์กิชที่นับถือศาสนาอิสลาม ซินเจียงเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเป็นแหล่งผลิตฝ้ายและผลไม้ที่สำคัญของจีน นอกจากนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซินเจียงเป็นที่จับตามองของประชาคมโลกเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมและกักกันตัวชาวอุยกูร์จำนวนมากในค่ายที่เรียกว่า “ศูนย์ฝึกอาชีพ” หรือ “ค่ายกักกัน” ซึ่งรัฐบาลจีนอ้างว่าเป็นการต่อต้านการก่อการร้าย

บทสรุป

มณฑลและเมืองต่างๆ ของจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับไทยในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การค้าขาย การลงทุน การท่องเที่ยว ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม     ความเข้าใจในลักษณะเฉพาะและจุดเด่นของแต่ละมณฑลจะช่วยให้การสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและจีนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

โดย อาทร จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย , www.xinhuathai.com , wikipedia

ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม ‘INT มหิดล’ เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม  ‘INT มหิดล’ เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม ‘INT มหิดล’ เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม หรือ INT ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” ชู 3 กลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เผยนวัตกรรม คือกลไกหลักในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทย พร้อมเดินหน้าผลักดันพันธกิจด้านนวัตกรรมของ INT เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ย้ำหากธุรกิจไทยยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ โดยไม่พึ่งพานวัตกรรม จะไม่สามารถแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อีกต่อไป 

รศ. ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP)

รศ. ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แทบไม่มีประเทศใดก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จโดยไม่พึ่งพานวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ INT จึงมีภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1) Venture Gateway to Growth สนับสนุนผู้ประกอบการและ Startups จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ผ่านโครงการบ่มเพาะ เช่น SPACE-F Accelerator ด้าน Food Tech และจัดตั้ง MU Holding เพื่อร่วมลงทุนกับ Venture Capital ระดับโลก 2) Technology Gateway to Impact  บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 3) Service Gateway to Well-being ให้บริการทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับองค์ความรู้สู่เศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนี้ INT ยังมุ่งบ่มเพาะบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างคนที่มีความสามารถ แต่รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าลองสิ่งใหม่ ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง จากความพยายามดังกล่าว ส่งผลให้ล่าสุด INT ได้รับรางวัล Prime Minister’s Award 2025 สาขาการพัฒนาทุนมนุษย์ (Best Contributor in Human Capital Development) จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

ทั้งนี้ ปัญหาที่ระบบนวัตกรรมไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือการเชื่อมต่อองค์ความรู้ แม้เราจะมีงานวิจัยคุณภาพสูงและภาคธุรกิจที่ต้องการนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกที่ทำให้ทั้งสองภาคส่วนมาบรรจบกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์ความรู้หรือนวัตกรรมจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยช่องว่าง 3 ประการที่ต้องเร่งปิดได้แก่ 1) Speed Gap  ระบบการทำงานของภาครัฐเคลื่อนไหวช้ากว่า ขณะที่ภาคเอกชนต้องการความรวดเร็ว 2) Purpose Gap นักวิจัยมุ่งสร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการ ส่วนภาคธุรกิจมุ่งผลลัพธ์เชิงพาณิชย์  3) Capability Gap สองภาคส่วนอาจยังไม่เข้าใจศักยภาพและภาษาการทำงานของกันและกัน จึงต้องส่งเสริมความเข้าใจทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานวิจัยของไทยสร้างผลลัพธ์เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด

“งบประมาณด้านวิจัยและนวัตกรรมของไทยในแต่ละปีไม่ได้น้อย เพียงแต่เรายังไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคเห็นผลลัพธ์เชิงบวกหรือเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากงานวิจัยและนวัตกรรม หน้าที่ของสถาบัน INT และสมาคม AITP คือการ Synchronize เชื่อมโยง และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ไปจนถึงการปิดช่องว่างระหว่างภาควิจัยและภาคเอกชน ทำให้งานวิจัยของไทยสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง” รศ. ดร. วิริยะ กล่าว

จากภารกิจและยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ INT ได้เร่งผลักดันผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย อาทิ “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” (E-Nose) ภายใต้ MUI Robotics บริษัท Startup นวัตกรรมที่สามารถแปลงกลิ่นให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล บริการตรวจวัดกลิ่นด้วยเทคโนโลยี โดยปัจจุบันได้รับทุนระดับนานาชาติและกำลังขยายการใช้งานในหลายภาคธุรกิจ, “แขนเทียมจากซิลิโคนและยางพาราดัดแปลง” โดย Artimed บริษัท Startup สำหรับฝึกเจาะเลือดในทางการแพทย์ มีผิวสัมผัสใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด ช่วยเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และ  “ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร” ภายใต้แบรนด์ Nutriflow ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนที่ต้องการดูแลสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหากลืนลำบากไปจนถึงผู้สูงอายุ มีสารอาหารครบถ้วนในหนึ่งมื้อ ดื่มง่าย รสชาติอร่อย เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำนวัตกรรมและงานวิจัยสู่การใช้งานจริง จับต้องได้ พร้อมเติบโตเป็นธุรกิจนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลต่อไป

“การผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก ต้องสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับผลงานวิจัยไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก โดย 3 เทรนด์นวัตกรรมสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และต้องทำในบริบทของประเทศไทย ได้แก่ 1) AI (Artificial Intelligence) เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันในด้านการสร้างหรือพัฒนา AI ขึ้นมาเองได้ทั้งหมด แต่เราต้องมีความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างมีกลยุทธ์และชาญฉลาด 2) Sustainability ความยั่งยืนที่สอดคล้องกับสังคมไทย เช่นตอนนี้สิ่งที่เราควรเร่งแก้คือ PM2.5 มากกว่าการพูดเรื่องคาร์บอนเท่านั้น และ 3) Longevity & Wellness เป็นจุดแข็งที่ไทยควรต่อยอด เช่น สมุนไพรไทยและนวัตกรรมด้านความงาม ซึ่งสามารถทำให้ประเทศเรามีจุดยืนชัดในระดับโลกได้

ปัญหาหรืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดงบประมาณหรือขาดบุคลากรแต่คือความเชื่อว่า‘ของไทยไม่ดี’ ดังนั้นทางแก้คือต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม สร้างความเชื่อมั่นในศักยภายของตัวเอง แล้วจึงจะสามารถสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงและยั่งยืนได้”  รศ. ดร. วิริยะ กล่าวทิ้งท้าย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยกระดับโมเดล ‘ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste’ จัดการอาหารส่วนเกินครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยกระดับโมเดล ‘ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste’ จัดการอาหารส่วนเกินครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยกระดับโมเดล ‘ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste’ จัดการอาหารส่วนเกินครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก แม็คโคร-โลตัส ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน เดินหน้าโครงการ “ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste” ภายใต้แนวคิด “ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน From Waste to Wealth” ด้วยการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบเพื่อมุ่งสู่การลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ ภายในปี 2573 ครอบคลุมต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพิ่มมูลค่า สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยได้สนับสนุนเกษตรกรกว่า 300 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชนและเกษตรกรไทยกว่า 76 ล้านบาท

ต้นน้ำ หน่วยงานจัดหาสินค้าวางแผนร่วมกับผู้ผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตในปริมาณที่พอดี ช่วยลดของเสียจากกระบวนการผลิต พร้อมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้า และปกป้องคุณภาพสินค้าให้อยู่ในสภาพดีได้นานขึ้น

กลางน้ำ บริหารจัดการสินค้าในสาขาอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบอัตโนมัติ ในการคาดการณ์และสั่งสินค้า เพื่อให้มีสินค้าปริมาณที่เหมาะสม ลดการสั่งเกินความจำเป็น รวมถึงกระบวนการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อคงคุณภาพและความสดของอาหาร พร้อมยังจัดให้มีการจำหน่ายสินค้าลดราคา หรือสินค้าป้ายเหลือง สำหรับสินค้าที่ใกล้หมดอายุ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดปริมาณของเสีย

ปลายน้ำ สำหรับอาหารที่ยังมีคุณภาพและบริโภคได้ จะถูกนำไปใช้ในโครงการ “กินได้ไม่ทิ้งกัน” เพื่อส่งมอบอาหารต่อให้ผู้ที่ต้องการ และกลุ่มเปราะบาง ในส่วนอาหารที่ไม่สามารถบริโภคได้แล้ว จะถูกส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงแมลงโปรตีน Black Soldier Fly (BSF) เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ และมูลของแมลงโปรตีน BSF จะถูกนำไปเป็นปุ๋ย ขยะอาหารส่วนที่เหลือจะถูกนำไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้ในการเกษตรต่อไป ทั้งหมดนี้ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

พี่น้อย ฟาร์มไก่สวยงาม หรือ “NOY CHICKEN FARM” หนึ่งในเกษตรกรนำร่องในโครงการนี้  ที่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 50% จากค่าหนอนนก วิตามิน และอาหารเสริมต่าง ๆ รวมถึง ฟาร์มจิ้งหรีด ศิวะพณ ฟาร์ม ที่นำนวัตกรรมการเลี้ยงหนอนแมลงโปรตีน BSF มาประยุกต์ใช้ภายในฟาร์มตั้งแต่ใช้กำจัดขยะอาหารส่วนเกิน ใช้เป็นอาหารเลี้ยงจิ้งหรีด และมูลของ BSF ยังเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสามารถนำมาใช้สำหรับการเพาะปลูกผักเคล

ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร

นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “โครงการ ‘ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste’ ไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เป็นการลงมือทำจริงในทุกสาขาของแม็คโครและโลตัส เรามุ่งสร้าง Zero Waste Store ทั่วประเทศ พร้อมขยายแนวทางนี้สู่ชุมชนรอบข้าง ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมไร้ขยะที่เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO กล่าวว่า “แมลงโปรตีน BSF คือซูเปอร์ฮีโร่ด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยย่อยขยะอาหารได้ถึง 90% และอุดมไปด้วยโปรตีน โดยทาง BEDO ได้จับมือกับ CP AXTRA ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรเป็นเหมือนการบูรณาการ ที่ฝั่งหนึ่งมี Food Waste ในขณะที่อีกฝั่งมีความต้องการนำไปใช้งาน จึงสร้างประโยชน์และคุณค่าร่วมกันต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและชุมชน”

นายจตุรงค์ เหลาแหลม นักวิชาการสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริม “การใช้หนอนแมลงโปรตีน BSF ในการย่อยขยะอินทรีย์ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีชีวภาพที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกำจัดขยะสู่หลุมฝังกลบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสร้างประโยชน์ต่อภาคเกษตร สามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้กว่า 40–75% นอกจากนี้ มูลหนอนยังอุดมด้วยธาตุอาหารหลัก สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือสารบำรุงดินสำหรับการเพาะปลูกได้อีกด้วย”

ปัจจุบัน ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้สนับสนุนอาหารส่วนเกินเพื่อให้เกษตรกรใช้สำหรับเลี้ยงแมลงโปรตีน BSF โดยร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO), มหาวิทยาลัยขอนแก่น และหน่วยงานภาครัฐ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแมลงโปรตีน BSF ให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ เป็นกลยุทธ์ส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยได้รับผลตอบรับที่ดีจากเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งในด้านการลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์และคุณภาพผลผลิตที่ดีขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างครบวงจร ยกระดับความยั่งยืนให้แก่เกษตรกร ชุมชน และสังคมอย่างต่อเนื่อง 

ถอดรหัสวิกฤตประเทศไทย ‘สังคมสูงวัย’ และ ‘สังคมสูงหนี้’ อายุยืน…แต่ไม่อิสระ

ถอดรหัสวิกฤตประเทศไทย ‘สังคมสูงวัย’ และ ‘สังคมสูงหนี้’ อายุยืน…แต่ไม่อิสระ

ถอดรหัสวิกฤตประเทศไทย ‘สังคมสูงวัย’ และ ‘สังคมสูงหนี้’ อายุยืน…แต่ไม่อิสระ

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากงาน “Life fest 40+ รู้ก่อน ดีกว่า”   ถอดบทเรียนเมื่อประเทศไทย กำลังยืนอยู่ระหว่าง “สังคมสูงวัย” และ “สังคมสูงหนี้” เมื่อคนอายุยืนแต่ยังไม่มีความพร้อม ทั้งรายได้ และ ปัญหาอื่นๆ ที่เกิดจากการไม่ได้เตรียมตัว ส่งผลให้วัยทำงานกลายเป็น “เดอะแบก” ต้องเลี้ยงคนทั้งสองรุ่น และ จ่ายหนี้ไปพร้อมกัน ปัญหา “สังคมสูงวัย” จึงไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คือภารกิจของคนไทยทุกคน ที่ถึงเวลาที่พวกเราต้องมาส่งต่อความรู้ วางแผน และ ลงมือทำ เพื่อพาคนไทยไปสู่ชีวิตที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง

สุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ Super Aged Society อย่างเต็มตัว ไทยกำลังเผชิญวิกฤติโครงสร้างประชากร คนวัยทำงานกลายเป็น “เดอะแบก” ต้องดูแล 2 รุ่นพร้อมกัน หรือกล่าวได้ว่า คนวัย 40+ คือด่านหน้าแห่งวิกฤตครั้งนี้

สุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

THAILAND ALERT: ยุคของ “เดอะแบก”

ปี 2583 ทุกๆ 1 ใน 3 ของคนไทยจะเป็นผู้สูงวัย = โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงทำให้ รัฐ และ เอกชนต้องปรับระบบรองรับใหม่ทั้งหมด “เดอะแบก” หรือ คนวัยทำงานต้องดูแล พ่อแม่สูงวัย + ลูก พร้อมกัน  สถิติครัวเรือน ครัวเรือนที่วางแผนเก็บออมได้สำเร็จมีเพียง 13.2%  ในขณะที่ คนวัย 41-60 คือช่วงอายุที่มีการจำนำเยอะที่สุด ชี้ว่า เดอะแบก อาจกำลังแบกไม่ไหว

WORK SHIFT : ขยายเกษียณ “คือคำตอบ”

ฝั่งราชการ “ขยายอายุเกษียณ” ติดข้อจำกัดงบประมาณและโครงสร้างเงินเดือนของราชการ แม้พยายามผลักดัน 4–5 ปี แล้วยังยาก ฝั่งเอกชนกลับมีโอกาสมากกว่าในการสร้างงานยืดหยุ่น ต่อยอดทักษะและให้ผู้สูงวัยกลับมาทำงานในบทบาทที่เหมาะสม

HOME WITHOUT CARE = CRISIS : บ้านและครอบครัวที่ไม่พร้อมสำหรับผู้สูงวัย

ผู้สูงวัย ติดเตียง ประมาณ 0.63% (42,355 คน) และ ติดบ้านประมาณ 2.4% (162,496) การถูกตัดขาดทางสังคม อาจส่งผลต่อปัญหาทางใจที่ทำให้สุขภาพกาย และ ใจแย่ลง

ผู้สูงอายุที่ติดสังคม จะมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี ดังนั้นโจทย์คือจะทำยังไงให้ผู้สูงอายุติดสังคม และ ติดสังคมให้นานที่สุด นำมาสู่การนำผู้สูงวัยที่ติดสังคม ไปช่วยดูแลผู้ป่วยสูงวัยติดเตียง

บ้าน หรือ ที่อยู่อาศัยของประเทศไทยไทย ไม่ได้ออกแบบเพื่อผู้สูงอายุและคนพิการ เช่น “ชักโครกต้องมีราวเกาะ” และ “การอาบน้ำควรมีเก้าอี้นั่ง” ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำมาสู่สถิติการลื่นล้มบริเวณบ้าน

ถอดบทเรียน : โอกาส + ทางออก

Silver Talent  : ทางออกกำลังคนผ่าน “งานยืดหยุ่น” ดึงประสบการณ์กลับสู่ระบบงาน ผ่านงานยืดหยุ่นที่วัดผลได้ สร้างตำแหน่ง part-time/ที่ปรึกษา ในหน่วยงานท้องถิ่น หรือ เอกชน

ออกก่อนดีกว่า : รณรงค์เรื่องการออม โดยเฉพาะสำหรับ GEN X-Y หรือคนในช่วงวัยที่กำลังจะเริ่มต้นเป็นวัยเดอะแบก และ เดอะแบก เพื่อให้รู้ก่อน ออมก่อน เพื่อชีวิตบั้นปลายที่ดีกว่า

Design for Independence : รณรงค์ให้ความรู้ มาตรฐานบ้านปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย โดยเริ่มจาก 3 อย่างที่เป็นพื้นฐาน คือ ราวเกาะห้องน้ำ–พื้นกันลื่น–เก้าอี้อาบน้ำ ต่อยอดเป็นโอกาสที่สินค้าและบริการไม่ว่าจะเป็นร้านวัสดุก่อสร้างที่นำมาขายเป็นแพ็กเริ่มต้นสำหรับต่อเติมบ้านเพื่อผู้สูงอายุ รวมทั้งเอกชนสามารถสร้างโอกาสโดยต่อยอดเป็นโครงการ “บ้านพร้อมใช้สำหรับสูงวัย” เพื่อเปลี่ยนวิกฤตสูงวัยให้กลายเป็นโอกาสได้ทักษะใหม่

วัยอิสระ: เพิ่มช่องทางการ Upskill/Reskill ให้ผู้สูงวัยทั้งจากทางรัฐและเอกชนเพื่อให้ผู้สูงวัยที่มีใจรักและมีศักยภาพ กลับเข้าตลาดแรงงานได้

SOCIAL CARE IN ACTION  : ให้ผู้สูงวัยช่วยดูแลกันเอง โดยดึงผู้สูงวัยที่มีลักษณะติดสังคม  มาเป็นอาสาเยี่ยมบ้าน/พาทำกิจกรรม ช่วยกันแก้ปัญหาหรือ ให้ความรู้ดีๆ กับผู้สูงวัยติดบ้าน เพื่อเปลี่ยนสูงวัยติดบ้าน ให้กลายเป็นสูงวัยติดสังคม และ มีสุขภาพจิตและสุขภาพใจที่ดีขึ้น

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) 

วิกฤตกระเป๋าเงินและภูเขาหนี้ของคนไทย

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) กล่าวว่า วิกฤติกระเป๋าคนไทยกำลังกดทับชีวิตประจำวัน รายได้โตไม่ทันรายจ่าย จนก่อเป็น “ภูเขาหนี้” ก้อนใหญ่ของวัยทำงาน จึงต้องหันกลับมามองปัญหาตามข้อมูลจริง เพื่อหาทางรอด และพาสังคมไทยไปต่อได้อย่างเป็นระบบเครื่องยนต์อ่อนแรง (เศรษฐกิจ)

ไตรมาส 4 ถ้า “ไม่มีมาตรการพยุง” คาดเศรษฐกิจไทยจะโตได้เพียงราว 0.3% หรือเรียกว่าแทบจะไม่โตเลย ทั้งที่เป็นช่วงที่ควรเศรษฐกิจคึกคักที่สุด เป็นที่มาของโครงการคนละครึ่ง   ในขณะที่แบงค์ชาติคาดการณ์ ปีนี้ทั้งปีเติบโตประมาณ 2.2% ในขณะที่ปีหน้าทั้งปีเหลือแค่ 1.6%. ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจเติบโตแค่ 1-2% คำถามนี้จะนำไปสู่คำตอบของ รายได้ โบนัส โอกาสเลื่อนขั้น หรือ อนาคตของวัยทำงานทุกคน

ปัญหาสุขภาพการเงินของ “เดอะแบก” กว่า 30 ล้านคน

เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจอ่อนแรง กระทบคนกลุ่มใหญ่ในสังคมคือ GEN X และ GEN Y ซึ่งเป็น “เดอะแบก” หรือคนทำงานที่ต้องเลี้ยงดู พ่อแม่สูงวัย ลูก และ ตัวเอง ซึ่งรวมกันมากกว่า 30 ล้านคน  ข้อมูลผู้ประกอบอาชีพอิสระกว่า 10 ล้านคน พบรายได้ 3 ปีย้อนหลังที่ตกไปตั้งแต่โควิด เพิ่งขึ้นมาถึงยอดก่อนหน้าสถานการณ์โควิด อีกทั้งผลสำรวจพบว่า รายได้เฉลี่ยโตคนไทยโตขึ้นประมาณ 3% ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยโต 5% ชี้ให้เห็นปัญหาหนี้สินซ้ำเติมที่คนไทยกำลังเผชิญ 34% ของครัวเรือนไทยมีหนี้นอกระบบ หรือเกือบ 1 ใน 3 ของของครัวเรือนไทยจำเป็นต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงกว่าในระบบประมาณ 8 เท่า คนไทยมีหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 708,736 บาท ซึ่งเป็นหนี้ในระบบ 86.1% ซึ่งสะท้อนภาระหนี้ที่คนไทยแบบรับในชีวิตจริง

คนวัย 40–45 ปี คือ “หัวใจของภูเขาหนี้ไทย”

คนไทยเริ่มก่อหนี้ตั้งแต่อายุ 21-27 ปี ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย(Housing Loan) และ สินเชื่อรถยนต์ (Auto Loan)

ยอดหนี้ พุ่งสูงสุดช่วงอายุ 40–45 ปี ซึ่งคือช่วงที่คนส่วนใหญ่เริ่มมีบ้าน มีรถ และมีภาระดูแลครอบครัว โดยส่วนใหญ่เป็น สินเชื่อที่อยู่อาศัย (Housing Loan) ก้อนใหญ่ที่สุดในระบบ สินเชื่อรถยนต์ (Auto Loan) สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan)

“ภูเขาหนี้เสีย” (NPL) หรือค้างชำระเกิน 90 วัน จะมียอด สูงสุดในช่วงอายุ 40–45 ปี ส่วนมากเป็น สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) บัตรเครดิต (Credit Card) สินเชื่อรถยนต์ (Auto Loan) ในขณะที่หนี้บ้านแม้จะยอดสูงแต่สัดส่วน NPL ต่ำกว่า

 ดังนั้น คนวัย 40–45 ปี คือ “หัวใจของภูเขาหนี้ไทย” เพราะเป็นช่วงที่ชีวิตอยู่ตรงกลาง มีทั้งบ้าน รถ ลูก และพ่อแม่สูงวัยให้ดูแล รายได้ที่โตช้าในช่วงเศรษฐกิจชะลอ ทำให้เกิดความเสี่ยง NPL ของกลุ่มนี้สูงที่สุด ทั้งนี้ ข้อมูลหนี้สิน เทียบปี 61 และ ปี 67 หนี้เสียสูงสุดในช่วงอายุ 40-45 ปี และ หนี้เสียเพิ่มขึ้นจาก 17% ในปี 61 เป็น 22% ในปี 67 ในขณะที่ผู้กู้ที่ยังมีสุขภาพการเงินที่ดี และ ไม่มีหนี้เกินศักยภาพ หรือ คนที่ยังพอขอกู้ได้วันนี้ ในประเทศไทยเหลือประมาณ 25% หรือประมาณ 4.7 ล้านคน (จากฐานข้อมูลลูกหนี้ 27 ล้านราย)

ถอดบทเรียน : ทางลงจากภูเขาหนี้สินของคนไทย

เปิดสัญญาณเตือน – ช่วยเหลือเชิงรุก : ใช้ข้อมูลเครดิตระดับประเทศคัดกรองผู้ที่ จ่ายได้แค่ดอก ราว 38% หรือ 7.2 ล้านคน และผู้กู้ที่สามารถใช้หนี้ได้แต่เริ่มมีหนี้เกินศักยภาพ 20% หรือ 3.8 ล้านคน ให้เข้าถึงความรู้ และ บริการทางการเงิน เช่น รีไฟแนนซ์ หรือ รวมหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ เชิงรุกก่อนจะกลายเป็นผู้ที่มีหนี้สินเกินศักยภาพ หรือ เกิดหนี้เสียในท้ายที่สุด

Laser Focus : หัวใจของภูเขาหนี้สินคือคนวัย 40-45 หรือ เดอะแบกช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยออกแพ็กเกจสำหรับวัยกลางคนที่รับภาระหลายชั้น เช่น บ้าน รถ ลูก และ พ่อแม่สูงวัย ซึ่งเป็นช่วงที่ NPL พุ่งสูงสุดในระบบ โดยเริ่มที่ การรวมหนี้ หรือ ลดดอกเบี้ยตามวินัยการจ่าย และ แผนชำระหนี้ที่ผูกกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือ มีบริการทางการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำเป็นต้น

คลินิกการเงิน ณ ที่ทำงาน : ไม่ว่าจะภาครัฐ หรือ เอกชน ร่วมกัน ตั้งจุดให้คำปรึกษา และ เครื่องมือจัดการโครงสร้างหนี้ที่ผูกติดกับเงินเดือนสำหรับ เดอะแบก หรือ คน GEN X-Y ซึ่งอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง “สังคมสูงวัย” และ “สังคมสูงหนี้”

เพิ่มรายได้และวินัยพร้อมกัน:ขับเคลื่อน Silver Talent ด้วยงานที่ยืดหยุ่นเพื่อเสริมรายได้ ควบคู่แคมเปญความรู้การเงินแบบ “ออมก่อนดีกว่า” (รู้ก่อน–ออมก่อน–จ่ายหนี้ถูกจุด) ให้เป็น one-stop ตั้งแต่ความรู้จนถึงลงมือแก้ปัญหา หรือ จัดการหนี้สิน

งาน “Life Fest 40+ รู้ก่อนดีกว่า” คือเทศกาลที่ The Cloud  ร่วมมือกับ ซูเปอร์จิ๋ว, AIS Academy และศูนย์การค้า centralwOrld  จัดขึ้น  โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุภาพ (สสส.)  เทศกาลที่มอบเครื่องมือและกระตุ้นให้คนไทยทุกวัยเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคม และก้าวสู่ “วัยอิสระ” ได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพ และเป็นพลังให้กับสังคม ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ CentralWorld Pulse ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2568

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • “เสด็จมาเปนสิริแก่รัฐราษฎร์ เสด็จมาเปนกิติประสาทสาร เสด็จไปทรงสิรินิรันดร์กาล เสด็จไปกิติพิมานสวรรค์เทอญ”…เป็นบทกลอนประพันธ์โดย ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ซึ่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่คำประพันธ์ดังกล่าวถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ เมื่อวันก่อน…บทกลอน 4 บาทนี้ได้สร้างกระแสอย่างรวดเร็ว ในโลกออนไลน์ มีผู้กดแสดงความรู้สึกหลายหมื่นคน และถูกแชร์ต่อไปมากมาย ด้วยความงดงามของการใช้ภาษา ที่ประทับใจปวงชนชาวไทย ขอน้อมถวายความอาลัย พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ธ สถิตในดวงใจไทยตราบนิรันดร์…
  • ข่าวเศร้า…เพื่อนๆใจหายเมื่อทราบข่าวมะเร็งร้ายพรากชีวิต อ้อย – ดวงใจ กล่อมจิตต์ ศิษย์เก่า แมสคอม มช. รหัส 191 ด้วยวัย 68 ปี ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวดวงใจ มา ณ โอกาสนี้…กำหนดพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 1 พ.ย.17.00 น. ณ เมรุวัดโสมนัสราชวิหาร…
  • สมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) และคณะการสื่อสารมวลชน มช. จัดเสวนาหัวข้อ “ข้ามรุ่น ข้ามยุค ข้ามพายุ” จริยธรรมสื่อในยุคที่ AI ครองโลก Media Ethics In The Ai Perfect Storm วันที่ 6 พ.ย.13.30-16.30 น. งานดังกล่าวจัดเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ คณะการสื่อสารมวลชน มช. และร่วมมองไปข้างหน้ากับ “60 ปี แมสคอม มช. และ 20 ปี ที่มีบ้าน”…โดยมีวิทยากรในวงการสื่อแถวหน้าทั้ง 3 Gen คือ X – Y – Z มาร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อฉายภาพสถานการณ์ โอกาส ผลกระทบ ประสบการณ์ฝ่ามรสุม และการใช้ประโยชน์ AI ในงานสื่อสาร และร่วมถอดรหัส “จริยธรรมสื่อ” ในวันที่ AI กำลังเขียนอนาคตของโลก…ผู้สนใจร่วมงานลงทะเบียนได้ทั้ง แบบ Onsite : ที่ห้อง Auditorium ชั้น 3 อาคารศูนย์นวัตกรรมการสื่อสาร คณะการสื่อสารมวลชน มช. หรือรับชมสด ๆ พร้อมกันทั่วโลก ผ่านทาง Facebook Live : คณะการสื่อสารมวลชน มช. ลงทะเบียนได้ที่ : https://forms.gle/WC293RfA6QeGioYH8 …สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: คณะการสื่อสารมวลชน มช.โทรศัพท์ : 053-942-706 ต่อ 501 …
  • ลานทิพย์ ทวาทศิน นายกสมาคมYWCA ขอเชิญทุกท่านไปเที่ยวงานแสดงสินค้าจากหลายสถานทูต ที่ชั้น 7 Central World ราชประสงค์ ตั้งแต่วันที่ 5-7 พ.ย…มีสินค้านานาชาติให้เลือกซื้อกันได้ในราคามิตรภาพ…
  • ธนษร กีรติบุตร แจ้งมาว่า ขอเลื่อนงานสังสรรค์ชาวราชินีรุ่น 77 ในวันที่ 1 พ.ย.ออกไปก่อน…จะเป็นวันใด ขอหารือกันต่อไปอีกครั้ง…
  • ราชบัณฑิตยสภา ขอเชิญร่วมฟังปาฐกถารำลึก ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการควบคุมยาสูบในประเทศไทย) โดย ศ.เกียรติคุณนพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ วันที่ 3 พ.ย.9.00 น.ณ เรือนเจ้าจอมมารดาเลื่อน เขตดุสิต…ผู้ร่วมงานแต่งกายด้วยชุดสุภาพไว้ทุกข์…
  • งานคอนเสิร์ตของ อ.ดนู ฮันตระกูล ไหมไทยออร์เคสตา จัดวันที่ 21 ธ.ค.14.00 น. ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมฯ ศิลปินมี อรณัส ยืนยงกัตถกรณ์, กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา และวงเสียงไทยคอรัส…คอนเสิร์ตเล่นเพลงในเทศกาลคริสต์มาส !!…

บารอนเนส

เผยภาพล่าสุด! ‘เด๋อ ดอกสะเดา’อาการดีขึ้นหลังรักษาตัวจากสโตรก

เผยภาพล่าสุด! 'เด๋อ ดอกสะเดา'อาการดีขึ้นหลังรักษาตัวจากสโตรก

เผยภาพล่าสุด! ‘เด๋อ ดอกสะเดา’อาการดีขึ้นหลังรักษาตัวจากสโตรก

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.03 น.

1 พฤศจิกายน 2568 หลังจากที่นักแสดงตลกรุ่นใหญ่ “เด๋อ ดอกสะเดา” เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจากอาการ สโตรก (Stroke) เส้นเลือดก้านสมองแตก จนต้องเจาะคอเพื่อดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีข่าวดีจากครอบครัวและเพื่อนในวงการบันเทิงว่า อาการของเจ้าตัวดีขึ้นมากแล้ว

ล่าสุด วิลลี่ ผีก้าบก้าบ นักแสดงตลกรุ่นน้อง ได้โพสต์ภาพล่าสุดของเด๋อ ดอกสะเดา ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากที่ อี๊ด เชิญยิ้ม เดินทางไปเยี่ยม โดยในภาพเจ้าตัวดูสดใสขึ้น มีรอยยิ้มบนใบหน้า พร้อมเปิดเพลง “ใจคนคอย” ของ ฝน ธนสุนทร ประกอบโพสต์ พร้อมข้อความว่า

“เห็นพี่เด๋อ ดอกสะเดา อาการดีขึ้นแล้ว พวกเราในนามกลุ่มศิลปินก็ดีใจ เห็นพี่เด๋อยิ้มได้ หัวเราะได้ #ขอให้หายไวๆนะครับ #ขอบคุณพี่อี๊ดเชิญยิ้ม #สร้างรายได้ภาพนิ่ง”

โดยมีชาวเน็ตและแฟนคลับจำนวนมาก ต่างเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจเด๋อ ดอกสะเดา ให้หายป่วยไวๆ และกลับมาสร้างรอยยิ้มบนหน้าจออีกครั้งในเร็ววัน

ชาวเน็ตแห่ใส่ใจ! แฉนางงามคบชู้สามีชาวบ้าน แถมมีแชทหลุดสุดอึ้ง

ชาวเน็ตแห่ใส่ใจ! แฉนางงามคบชู้สามีชาวบ้าน แถมมีแชทหลุดสุดอึ้ง

ชาวเน็ตแห่ใส่ใจ! แฉนางงามคบชู้สามีชาวบ้าน แถมมีแชทหลุดสุดอึ้ง

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.42 น.

1 พฤศจิกายน 2568 โลกออนไลน์กำลังร้อนแรง หลังเพจเฟซบุ๊กดัง “อรรถรส” แชร์โพสต์จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก Tik Petcharat ซึ่งออกมาโพสต์ระบุว่า เธอแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกับสามีมากว่า 3 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน โดยลูกคนโตอายุเพียง 1 ขวบ ส่วนลูกคนเล็กยังอยู่ในครรภ์ แต่กลับต้องพบว่ามีผู้หญิงซึ่งมีตำแหน่ง “นางงาม” และมีครอบครัวอยู่แล้ว แอบมามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับสามีของเธอ ทั้งยังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและกล่าวจาบจ้วงถึงลูกของตน

Tik Petcharat เล่าต่อว่า สาเหตุที่จับได้เพราะหญิงคนดังกล่าวเริ่มแสดงตัวออกหน้าออกตา กระทั่งตนพบข้อความแชตที่ทั้งสองคุยกันในเชิงลึกซึ้ง เธอพยายามอดทนกับเหตุการณ์นี้มานานถึง 1 ปี ก่อนตัดสินใจหย่าขาดจากสามีในที่สุด พร้อมระบุข้อความว่า

“คนแบบนี้ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็มีสามีอยู่แล้ว แต่กลับทำลายครอบครัวคนอื่น เพราะความอยากได้ ไม่รู้จักพอ ไม่มีศีลธรรม หลอกเงินจนสามีต้องเป็นหนี้สิน”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งข้อสงสัยว่านางงามที่ถูกกล่าวถึงคือใคร บางส่วนพยายามคาดเดาจากคำใบ้ที่เจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็น “คนสวยเมือง X” และเป็น “นางงามปีนี้”

ทำดีด้วยหัวใจ! ‘​อ้อย จิระวดี’ชวนเพื่อนทำโบว์ดำถวายความอาลัย

ทำดีด้วยหัวใจ! '​อ้อย จิระวดี'ชวนเพื่อนทำโบว์ดำถวายความอาลัย

ทำดีด้วยหัวใจ! ‘​อ้อย จิระวดี’ชวนเพื่อนทำโบว์ดำถวายความอาลัย

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.50 น.

นักแสดงอาวุโสชื่อดัง “อ้อย จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา” วัย 68 ปี สร้างความประทับใจด้วยการทำความดีด้วยหัวใจ เมื่อเธอชวนเพื่อน ๆ มาทำ โบว์สีดำ เพื่อถวายความอาลัย และแจกให้กับนักวิ่งในงาน Rajavithi Run For Life, Emergency For All

งานวิ่งการกุศลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อระดมทุนสมทบสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน รวมถึงจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งรายได้ทั้งหมดจากงานจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อสาธารณชน

โมเมนต์ดีต่อใจ! ‘ชมพู่ อารยา’ถวายกำลังใจ’เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’

โมเมนต์ดีต่อใจ! 'ชมพู่ อารยา'ถวายกำลังใจ'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี'

โมเมนต์ดีต่อใจ! ‘ชมพู่ อารยา’ถวายกำลังใจ’เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.14 น.

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชมพู่ อารยา เอฮาร์เกต ได้เข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์แบรนด์ SIRIVANNAVARI คอลเลกชัน Autumn-Winter 2025/2026 ซึ่งออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์

คอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก กีฬาขี่ม้า ถ่ายทอดเป็นชุดแฟชั่นที่ผสมผสานความสง่างามและตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ โดยมีทั้งความคลาสสิกและความทันสมัยที่ลงตัว

ในช่วงหนึ่งของงาน ชมพู่มีโอกาส พบปะและถวายกำลังใจแก่พระองค์หญิง เนื่องในโอกาสอันสำคัญหลังการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การกอดและการแสดงความห่วงใยครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันอบอุ่นและความเคารพต่อพระองค์หญิง