แฟนคลับใจหาย! ‘จั่นเจา’ที่หล่อที่สุดเสียชีวิตกะทันหันในวัย 58 ปี

แฟนคลับใจหาย! 'จั่นเจา'ที่หล่อที่สุดเสียชีวิตกะทันหันในวัย 58 ปี

แฟนคลับใจหาย! ‘จั่นเจา’ที่หล่อที่สุดเสียชีวิตกะทันหันในวัย 58 ปี

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.40 น.

1 พฤศจิกายน 2568 วงการบันเทิงจีนต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อเจิ้น จื้อเฉียง นักแสดงชื่อดังแห่งยุค 1990 ได้เสียชีวิตอย่างกะทันหันจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ขณะออกกำลังกาย ที่นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะมีอายุ 59 ปี

โดย ฟาง ซินหยวน ภรรยาของเจิ้น จื้อเฉียง เปิดเผยว่า พิธีศพของสามีได้จัดขึ้นอย่างเงียบๆ และเป็นส่วนตัว ตามความประสงค์ของครอบครัวและบุคลิกลักษณะของผู้ล่วงลับที่มักใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า สุขภาพของเจิ้น จื้อเฉียงเริ่มทรุดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเคยถูกนำส่งโรงพยาบาลในภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตาม ครอบครัวเลือกที่จะไม่เปิดเผยอาการต่อสาธารณชน ทำให้ข่าวการจากไปของเขาสร้างความตกตะลึงแก่แฟนคลับและเพื่อนร่วมวงการอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนเสียชีวิตเพียงหนึ่งวัน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เจิ้น จื้อเฉียงยังได้โพสต์วิดีโอในโซเชียลมีเดีย ขณะรับประทานอาหารที่สนามบิน โดยมีสีหน้าสดใสและดูแข็งแรงดี

เส้นทางในวงการและผลงาน

เจิ้น จื้อเฉียง เกิดเมื่อปี 1966 เริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากการประกวด Hong Kong Model Contest ซึ่งเขาสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ก่อนเข้าสู่วงการโฆษณา และกลายเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยในวงการบันเทิง โดยเขาเคยปรากฏตัวในโฆษณาทางโทรทัศน์ถึง 8 ชิ้นภายในหนึ่งสัปดาห์

ความโด่งดังของเขายิ่งพุ่งสูงขึ้นเมื่อหันมาแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ จนได้รับการยกย่องจากสื่อจีนหลายสำนัก รวมถึงนิตยสาร On ที่เคยขนานนามให้เขาเป็น “จั่นเจาที่หล่อที่สุดในวงการบันเทิงจีนยุค 1990”

การจากไปของทั้ง สวี่ เซ่าหง และ เจิ้น จื้อเฉียง นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงจีน เหล่าแฟนคลับและเพื่อนร่วมวงการต่างออกมาแสดงความอาลัยต่อสองศิลปินผู้เป็นที่รัก ที่ฝากผลงานและความทรงจำไว้ในหัวใจของผู้ชมตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

‘อาร์ม–ทนงศักดิ์’ ตัวแทนประเทศไทย สู่เวทีโลก Mister Grand International 2025

‘อาร์ม–ทนงศักดิ์’ ตัวแทนประเทศไทย สู่เวทีโลก Mister Grand International 2025

‘อาร์ม–ทนงศักดิ์’ ตัวแทนประเทศไทย สู่เวทีโลก Mister Grand International 2025

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Official Announcementกองประกวด Mister Smart Beach Thailand ภายใต้การบริหารของ แอล – ภาณุทัช ธนวราภูวดล (Mr. Panutouch Thanawaraphuwadol)National Director – Thailandประกาศแต่งตั้งทนงศักดิ์ ช่วยเกิด (อาร์ม)หรือ ARM THANONGSAK CHUAYKERDผู้ครองตำแหน่ง 2nd Runner-Up Mister Smart Beach Thailand 2025ให้เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการประกวด Mister Grand International 2025ซึ่งจะจัดขึ้น ณ เมืองคลาร์ก จังหวัดปัมปังกา ประเทศฟิลิปปินส์ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2568

กิจกรรมหลักของการประกวดจะจัดขึ้นที่ Kingsborough Convention Centerซึ่งรวมถึงรอบ Preliminary Competition และ Fashion Showก่อนจะเข้าสู่รอบ Final Competition ในวันที่ 4–5 ธันวาคม 2568ณ Royce Hotel & Casino เมืองคลาร์ก จังหวัดปัมปังกาเวที Mister Grand International ถือเป็นหนึ่งในเวทีนานาชาติที่เปิดโอกาสให้สุภาพบุรุษจากทั่วโลกได้แสดงศักยภาพ ทั้งด้านบุคลิกภาพ ความสามารถ และการเป็นตัวแทนด้าน Soft Power ของประเทศซึ่งการส่ง “อาร์ม–ทนงศักดิ์” ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของกองประกวด Mister Smart Beach Thailand ภายใต้การนำของ “แอล – ภาณุทัช ธนวราภูวดล”ในการผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีโลก พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมและความงดงามของชายไทยในระดับนานาชาติทั้งนี้ “อาร์ม–ทนงศักดิ์” ได้ฝากขอบคุณทุกแรงสนับสนุนจากทีมงาน กองประกวด และแฟนคลับชาวไทย พร้อมตั้งใจจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีระดับโลก

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ อนงค์ 2 สามสี่ชาติ (My Boo2)

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'อนงค์ 2 สามสี่ชาติ (My Boo2)

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’อนงค์ 2 สามสี่ชาติ (My Boo2)

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากความสำเร็จของ อนงค์ เมื่อปีที่แล้ว อนงค์ กลับมาสร้างความสุขให้กับ คนดูอีกครั้ง ทั้ง ทีมนักแสดง ทีมงานสร้างจากภาคแรกมากันพร้อมหน้าพร้อมตาความรักของพวกเค้า จะไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหนอนงค์ 2 สามสี่ชาติ คือหนังภาคต่อ ที่แค่ชื่อเรื่อง ที่บอกคนดูให้รู้แล้วว่า จะเข้ามาเจออะไร.. นำเสนอเรื่องราวที่มักจะเจอเป็นประจำ ในหนังต่อ ที่ ภาคแรกนั้น จบแบบสมบูรณ์ การจะกลับอีกครั้ง มักจะพาย้อนกลับไปในอดีตเพียงแต่ ใน อนงค์ 2 สามสี่ชาติ พาย้อน ไปหลายชาติยุคอยุธยา รัชกาลที่ 4 และ ยุคสงครามโลก ตัวหนังเล่าเรื่อง ด้วยการตาม โจ ย้อนอดีตกลับมาดู เรื่องราวความรัก ที่มีกับ อนงค์ ในสามชาติ สามเวลา สามยุค ค่อยๆ เล่าเรื่องตัดสลับไปมา3 ยุค เริ่มต้นรู้จัก-ความสัมพันธ์ก่อตัว-มีความรัก-การลาจาก ในแต่ละชาติ ก่อนจะโยง กับ อนงค์ ภาคแรก ในช่วงแค่ไม่กี่นาที และ จบลง ในแบบที่หนังข้ามภพข้ามชาติ กลับมาเกิดใหม่นิยมทำกัน

น่าเสียดาย..ที่ใน  อนงค์ 2 สามสี่ชาติ ไม่เหลือ เสน่ห์ ความน่ารัก ความสนุกสนานในแบบผี ขำๆไปกับ ตัวละคร..ไม่มีหลงเหลือ อยู่เลย แทบจะเป็น หนังคนละเรื่องแม้ความน่ารักของ  โบว์-เมลดา กับ จี๋-สุทธิรักษ์ จะยังมาแบบครบจัดเต็ม แต่ก็ไม่ช่วย อะไรกับความ สนุกของภาคนี้ มุขตลก ขำกระจาย ดูไปยิ้มไป ดูแล้วมีความสุข ไม่มีเลยสักฉากเดียว มีแค่ ..ขำ ที่มุมปาก ฉากตลก เหมือนจงใจ ดูไม่เป็น ธรรมชาติ เหมือนในภาคที่แล้วหากไม่ใช่หนังภาคต่อ..เป็นเรื่องใหม่ ไปเลย อนงค์ 2 สามสี่ชาติ น่าจะ ดูแล้ว สนุกกว่านี้

แม้จะไม่สนุกสนาน ไปกับ ความเป็น หนังภาคต่อ แต่ อนงค์ 2 สามสี่ชาติ ไม่ใช่หนังไทยที่แย่ ไม่ใช่หนังไม่ดี ตัวหนังดีงาม โปรดักชั่นเยี่ยม โดยเฉพาะ เสื้อผ้าหน้าผม ฉากต่างๆ ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยงานด้านภาพที่สวยงาม ถ่ายออกมาสวยในทุกโลเกชั่น ดนตรีประกอบ ที่มาในแต่ละยุคสมัย เพลงไทยเดิมร่วมสมัย เพลงอีสานไพเราะ เพราะมากๆ
ใน อนงค์ 2 สามสี่ชาติ  เทน้ำหนัก เน้นๆไปที่ โบว์-จี๋ อนงค์กับโจ-จอม-จักร-จ้อย เลยทำให้ นักแสดงสมทบ คนอื่น ที่ใน ภาคแรก เข้ามาเสริมความสนุกสนานถูกลดความสำคัญ จนหมด

โบว์-เมลดา สุขศรี ยังคงเป็น อนงค์ ที่ น่ารัก สวย ทำให้หนังดูสดใส ดูดีน่ารักในทุกๆ ฉาก มาในบทที่หลากหลาย มีทั้งบู๊/ห้าวๆ/รัก/ดราม่า/น่ากลัวๆไม่ว่าจะชาติไหน อนงค์ ก็คือ โบว์-เมลดา เมลดาก็ คือ อนงค์
จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร มาพร้อมกับ เสน่ห์ความน่ารัก ดูดี ไม่ว่าจะเป็น จอมชาวบ้านจากบางระจัน  ผู้กองจักรนายตำรวจที่มาจับปอบ  เสือจ้อย หรือแม้ โจ ในชาตินี้เคมีของ จี๋ กับ โบว์ เข้ากันแบบสุดๆ เล่นกันได้แบบเข้าขา จนดูอินไปกับ ความรักของทั้งคู่ ในทุกๆ ชาติ
ธาม-ธามไท แพลงศิลป์  ดูจะมีบท เพิ่มขึ้น พร้อมที่จะขโมยซีน ในทุกฉาก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่รู้สึก อะไร บทดูลอยๆ แม้จะ มีการ ใส่ความเป็นวาย เข้ามาให้ ขำ แต่ก็ไม่ขำ ไม่เป็นธรรมชาติ เหมือน ในภาคที่แล้ว
แจ็ค-เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ ควงคู่จับคู่กันมากับ ฝน มอนสเตอร์ฝน – ทัตชญา ศุภธัญสถิต สองผีคู่รักคู่ฮา จากภาคแรก เหมือนจะมีอะไร ให้เล่น ในบท จิ๋ว/ผ่อง ชาวบ้านนักดาบ ทองก้อน/ทองหยิบสองปอบ(ชื่อเดิมจากภาคแรก) แต่กลับไม่มีอะไรเป็นได้แค่ ตัวประกอบ กับมุขตลกที่มีทั้งโดนและเป้ก

ต้องชมน้อง แก้มใส-ปวริศา สุรทิณฑ์ ที่เล่น เป็น คุณหนูอนงค์ ในวัยเด็ก เล่นได้น่ารักมากๆ  เล่นเข้าขากับ จ้อยน้อย (เสียดายที่ไม่รู้ชื่อนักแสดง) ที่ทำให้ คนดูอดรัก/สงสาร ในขณะที่ เพื่อนๆ เด็กๆ มาน้อย แต่น่ารัก โดยเฉพาะ เด็กอ้วน นี่ เห็นหน้าปุ๊บ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่า เป็นใครในเรื่อง  น้าพวง เชิญยิ้ม-พวง แห้วประเสริฐ  จากบทป้อม ลุงหากบ มารับบท หลวงพ่อพระในหมู่บ้าน กับ ตาบัว พ่อของอนงค์ในชาติปอบ ปิ้ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม เฮียปล่อยเงินกู้ มาเป็น นายกิงพม่า กีบ สัปเหร่อ ในหมู่บ้าน บทเยอะกว่าเดิม ฝน ธนสุนทร เข้ามาเสริมกับบท แม่บัว ใน ชาติผีปอบ มาเป็นทีมกับ น้าพวง-แจ็ค-ฝน เน้นๆ น่ารักๆ ในแบบครอบครัวผีๆ โดยเฉพาะ ตอนที่ มีเพลงภาษาอีสาน ในเรื่อง เป็น ฉากที่ดี ฉากหนึ่งในหนังทีเดียว ที่น่าเสียดาย มาทำไม!! ดูลอยมากๆ คือ จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี ตัวละครที่ เกี่ยวกับกับ การย้อนภพชาติ ถ้ามารับเชิญ แล้วดูดีมีอะไร เหมือน นักแสดงรับเชิญ ในภาคนี้ น่าจะทำให้หนังดูสนุกขึ้น
นักแสดงสมทบคนอื่นๆ จาก อนงค์ ก็มาร่วมแสดง ปนๆ อยู่ใน กลุ่มชาวบ้านโดยภาพรวมแล้ว เอส-คมกฤษ ตรีวิมล ยังคงรักษาคุณภาพ งานกำกับของตัวเอง เอาไว้ได้เป็นอย่างดี อนงค์ 2 สามสี่ชาติ 4/10 คะแนน กับความเป็นหนัง ภาคต่อ 8/10 คะแนน สำหรับ ภาพรวมงานด้านโปรดักชั่น 10/10 ให้กับ โบว์-เมลดา น้องอนงค์ คนเดียว

‘ญาญ่า’ทำถึงเกิน! แปลงโฉมชวนหลอนเป็น’ปลากล้องโทรทรรศน์’ ลุคนี้ทำเอาฮือฮาสนั่นโซเชียล

'ญาญ่า'ทำถึงเกิน! แปลงโฉมชวนหลอนเป็น'ปลากล้องโทรทรรศน์' ลุคนี้ทำเอาฮือฮาสนั่นโซเชียล

‘ญาญ่า’ทำถึงเกิน! แปลงโฉมชวนหลอนเป็น’ปลากล้องโทรทรรศน์’ ลุคนี้ทำเอาฮือฮาสนั่นโซเชียล

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.34 น.

31 ตุลาคม 2568 เป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่สร้างสีสันให้กับวงการบันเทิงไทยอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับเทศกาลระดับโลกอย่างฮาโลวีนที่เป็นเวทีให้เหล่าคนดังในไทยได้ออกมาปล่อยของจัดเต็มแปลงโฉมชวนหลอนกันให้สะเทือนวงการ 

ล่าสุดทำเอาฮือฮาทั้งโซเชียลเมื่อนางเอกสาว ‘ญาญ่า’ อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาทวงคืนตำแหน่ง เจ้าแม่ฮาโลวีนสายครีเอทีฟ ด้วยการแปลงโฉมด้วยคอสตูมสุดล้ำเป็น ‘ปลากล้องโทรทรรศน์’ (Telescopefish) สิ่งมีชีวิตลึกลับที่อาศัยอยู่ในทะเลลึก ซึ่งเป็นลุคที่ไม่เหมือนใครและสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกออนไลน์ คอสตูมของญาญ่านั้นมีการสร้างโครงและส่วนหัวที่ใหญ่เกินจริง เพื่อจำลองสัดส่วนของปลาทะเลลึก พร้อมดวงตาที่กลมโต และยื่นออกมาเหมือนกล้องโทรทรรศน์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของปลาชนิดนี้ ลุคนี้ถือเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยการแต่งหน้าและคอสตูมที่ละเอียดซับซ้อน ทำให้ภาพถ่ายที่ออกมานั้นดูเหมือนภาพวาด หรือผลงานที่สร้างจากเอไอ จนชาวเน็ตหลายคนต้องถามว่า “นี่คือคนจริงหรือเอไอกันแน่ 

ซึ่งหลังจากที่สาวญาญ่าปล่อยคลิปและภาพนี้ออกมานั้น เรียกได้ว่าถูกใจแฟนๆ จนแห่คอมเมนต์ชมความครีเอทของสาวญาญ่ากันสนั่นไอจี อาทิเช่น Omg babe , เริ่ดดดดมากกกกกกกกก , Omg sis สุดมากกกกก , เป็นการเล่นที่เอาจริงมาก , ตั้งใจกว่างานจ้าง 

‘เบลล่า’หญิงแกร่ง! โดนแมงป่องในโจงกระเบนต่อยกลางกองถ่าย ฉีดยาแก้ปวดกลับทำงานต่อ

'เบลล่า'หญิงแกร่ง! โดนแมงป่องในโจงกระเบนต่อยกลางกองถ่าย ฉีดยาแก้ปวดกลับทำงานต่อ

‘เบลล่า’หญิงแกร่ง! โดนแมงป่องในโจงกระเบนต่อยกลางกองถ่าย ฉีดยาแก้ปวดกลับทำงานต่อ

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.45 น.

31 ตุลาคม 2568 นักแสดงสาวชื่อดัง ‘เบลล่า’ ราณี แคมเปน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว “@bellacampen” เล่าเหตุการณ์ระทึกระหว่างถ่ายทำละครเจ้าคุณพี่กับอีนางคำดวง ระบุข้อความว่า เรื่องเล่าของดิชั้นและแมงป่อง

ซีนเมื่อคืนรวมถึงคืนนี้ถ่ายในช่วงต้นปี ซีซั่นฝุ่น ในป่าแห้ง และถ้าจำไม่ผิดนั่นน่าจะเป็นวันแรกๆ ที่กลับมาถ่ายละครหลังปีใหม่ จึงมีการนัดจับฉลากกัน

ดิชั้นเริ่มวันด้วยอาการแพ้ฝุ่นอย่างแรง เอาทิชชู่อุดจมูกให้ช่างหน้าผมแต่งองค์ไป (สภาพ..) ไปเข้าฉากก็ใส่มาส์ก แต่พอเห็นพระเอกหลับเท่านั้นแหละ จิตวิญญาณนักข่าวสาวต้องเก็บภาพมาฝากท่านผู้ชม อ่ะ ตอนเช้าถ่ายจบไป ก็พักกลางวัน

พอทานข้าวเสร็จ จะไปเปลี่ยนชุดเข้าฉากตอนบ่าย แต่ตอนที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้นี่แหละ “จึ้ก” ความรู้สึกเจ็บแปล๊ปที่ขาข้างหนึ่ง มันเจ็บแบบเจ็บร้าวเลย ตกใจมาก คนอื่นเริ่มมารุม ก็เดาว่าเป็นแมลงหรือมดมั้ย พอกำลังเปิดๆผ้าเพื่อหา “จึ้กที่สอง” เกิดขึ้นที่มือ คราวนี้รู้สึกว่า อ่ะ ไม่ปกติและ พี่เสื้อผ้าเลยรีบช่วยหาในขณะที่ดิชั้นขวัญเสียและเพราะมือเริ่มแดงบวม และความแดงเริ่มแผ่ซ่าน ปรากฏว่า

“มีแมงป่องเข้ามาอยู่ในโจงกระเบน!!!”

แมงป่องแม้จะตัวไม่ใหญ่ แต่ดิชั้นโดนต่อย 2 ที่ แม่เจ้า และสถานที่กึ่งตจวแบบนี้ ชั้นจะตุยมั้ย พุ่งตัวไปรพ อย่างเร็วและระหว่างนั้นก็เสิร์ชใหญ่ เจอว่า ถ้าตัวเล็กแต่ก้ามใหญ่ คือพิษเยอะ เป็น20 กว่านาทีที่นานมาก ทั้งขาทั้งมือก็บวมขึ้นเรื่อยๆ พอถึงรพ ก็กะเผลกๆ เดินเข้าห้องฉุกเฉินรพอย่างด่วน

แต่เคราะห์ดี ปรากฏว่า ดิชั้นชนะพิษนางจ้าา คือไม่น่าจะแพ้ เพราะยังหายใจได้เกือบจะปกติ ถ้าไม่นับการตื่นเต้น แต่หมอก็บอกว่าถ้าหนักขึ้นค่อยกลับมาใหม่ ได้รับการฉีดยาแก้ปวดไปหนึ่ง แล้วช่วงนั้นใกล้ปิดกล้องแล้วเลยตัดสินใจกลับมาถ่ายต่อ ก็ถ่ายไปประคบเย็นไป

พอตกเย็น ได้เวลาจับฉลากปีใหม่ ไอเราก็ชอบงานรื่นเริงซะด้วย ได้รับบทเป็นพิธีกรรันงาน ถ้าสังเกตจะยังเห็นพลาสเตอร์แปะที่ขาอยู่ แต่หารู้มั้ย ที่อยู่ได้มันเป็นเพราะยาล้วนๆ พอยาหมดฤทธิ์เท่านั้นแหละ โอโห แทบอยากจะคลานกลับบ้าน

สรุปเรื่องทั้งหมดนี้ว่า “โปรดเรียกชั้นว่าหญิงแกร่ง” (แต่ไม่เอาอีกแล้วนะคะะะ) จบเพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ ปล ดีขึ้นและ มีแม่ยี่สุ่นมาปลอบใจ555

เลือกลูก ได้พ่อเป็นของแถม! ‘ก่อแก้ว’ ยัน ‘สมพงษ์’ กลับช่วยเพื่อไทย หลัง’จุลพันธ์’นั่งหัวหน้าพรรค

เลือกลูก ได้พ่อเป็นของแถม! 'ก่อแก้ว' ยัน 'สมพงษ์' กลับช่วยเพื่อไทย หลัง'จุลพันธ์'นั่งหัวหน้าพรรค

เลือกลูก ได้พ่อเป็นของแถม! ‘ก่อแก้ว’ ยัน ‘สมพงษ์’ กลับช่วยเพื่อไทย หลัง’จุลพันธ์’นั่งหัวหน้าพรรค

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.05 น.

“เลือกลูก ได้พ่อเป็นของแถม!” “ก่อแก้ว” ยัน “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” กลับช่วยเพื่อไทย หลัง “จุลพันธ์” นั่งหัวหน้าพรรค

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ยืนยันว่า  คุณพ่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” อดีตหัวหน้ากลุ่ม 16 ซึ่งเพิ่งลาออกจากพรรคเพื่อไทย เนื่องจากถูกด้อยค่า จะกลับมาช่วยพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม “เลือกลูก ได้พ่อเป็นของแถม” พี่พงษ์สำหรับผม เป็นบุคลากรทรงคุณค่า แบบขิงแก่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจากทั้งนักการเมือง และ นักธุรกิจ สามารถเชื่อมต่อกับทุกฝ่ายได้อย่างดีครับ

‘สุรเดช’ห่วงปัญหาสแกมเมอร์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีชั้นสูงทำลายประเทศ

'สุรเดช’ห่วงปัญหาสแกมเมอร์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีชั้นสูงทำลายประเทศ

‘สุรเดช’ห่วงปัญหาสแกมเมอร์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีชั้นสูงทำลายประเทศ

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.31 น.

‘สุรเดช’ห่วงปัญหาสแกมเมอร์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีชั้นสูงทำลายประเทศ จี้รัฐบาลยกเป็น’วาระแห่งชาติ’เช่นเดียวกับ’ยาเสพติด’ เชื่อหากทุกฝ่าย ทหาร-ตำรวจ-ประชาชน ร่วมมือกัน แก้ได้แน่ในเวลาจำกัด 4 เดือน แนะประสานรัฐบาลจีน ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงร่วมปราบปราม พร้อมจัดหารางวัลให้ประชาชนที่แจ้งเบาะแส

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงมาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ของรัฐบาลว่า ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้รัฐบาลควรจะทำให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่ได้กระทบเฉพาะประชาชนในประเทศไทยเท่านั้น แต่ประเทศอื่นก็ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งเทคโนโลยีที่จะช่วยในการปราบปราม แม้ว่าบ้านเราจะทันสมัยแต่อาจจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าโดยเฉพาะเทคโนโลยีจากประเทศจีน ความจริงเราไม่ได้โทษว่าประเทศไหนมีสแกมเมอร์ เพราะไม่ว่าประเทศไหนที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงก็ต้องมีทั้งคนดีและไม่ดี ถ้ามีเทคโนโลยีชั้นสูงแล้วเอามาใช้ช่วยประชาชนก็เป็นเรื่องดี แต่ในทางกลับกันหากเอามาทำร้ายประชาชนโดยกลุ่มมิจฉาชีพก็จะกลายเป็นเรื่องร้าย ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งประกาศเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เหมือนกับเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด เพราะเรื่องนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีชั้นสูง และต่อไปอาจจะขยายไปจนร้ายแรงกว่ายาเสพติดก็ได้ 

นายสุรเดช กล่าวว่า อย่าลืมว่าประชาชนบางส่วนรู้ไม่เท่าทันเทคโนโลยีของกลุ่มมิจฉาชีพ จึงอาจตกเป็นเหยื่อ และทำให้เสียรู้ ถูกดูดเงินไปแบบไม่รู้ตัว สูญเสียเงินทองจำนวนมากให้กับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายแห่งชาติก่อน นอกจากนี้ต้องขอความร่วมมือกับประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าเรา เช่นทางรัฐบาลจีน เพราะคนจีนเองก็อยู่ในประเทศไทยเยอะ รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนก็มีอยู่ในประเทศไทยเยอะมากเช่นกัน และประเทศจีนเองก็มี สแกมเมอร์เหมือนกัน ดังนั้นทางการจีนก็ต้องคิดที่จะจัดการกับสแกมเมอร์ของเค้าเหมือนกัน

นายสุรเดช กล่าวว่า สแกมเมอร์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่แค่ปัญหาระดับชาติ ซึ่งเราสามารถให้กระทรวงการต่างประเทศของเรา ประสานผ่านทางสถานทูตจีนในประเทศไทย เพื่อขอความร่วมมือในการปราบปราม และถือเป็นโอกาสดีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการคุยพูดคุยกับทางประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนในเรื่องของการปราบปรามสแกมเมอร์นี้ด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลก็ต้องขอความร่วมมือกับประชาชนในการให้เบาะแสที่ทันต่อเหตุการณ์ ความจริงตำรวจและทหารบ้านเราก็มีเทคโนโลยีชั้นสูงระดับหนึ่ง จึงอยากให้สนธิกำลังกัน โดยเฉพาะตำรวจทุกหน่วยต้องตื่นตัวดำเนินการเรื่องนี้ทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะหน่วยปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น เพราะกำลังเจ้าหน้าที่คงไม่เพียงพอ ดังนั้นต้องสนธิกำลังกันทั้งหมด ที่สำคัญก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือให้กับตำรวจเหล่านี้ด้วย ตนคิดว่าเราต้องประกาศสงครามกับ
สแกมเมอร์ เพื่อให้มิจฉาชีพรู้ว่าเราเอาจริง และถ้าจับได้ จะต้องมีบทลงโทษหนักที่สุดถึงประหารชีวิตเลย หรือจำคุกตลอดชีวิต รวมทั้งยึดทรัพย์สินทั้งหมดด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนเป็นห่วงว่าเจ้าหน้าที่ของไทยจะลูบหน้าปะจมูกหรือไม่ เพราะอาจมีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นายสุรเดช กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าก็คงมีอยู่ เพราะไม่เช่นนั้นกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้จะทำงานได้สะดวกได้อย่างไร ดังนั้นหากเป็นคนไทยก็ต้องมีโทษหนักกว่าปกติ 2 เท่า เพราะถือเป็นการทำลายประเทศ ซึ่งการทำแบบนี้มันไม่ต่างอะไรกับการขายชาติ ที่มาทำร้ายคนไทยกันเอง จึงต้องลงโทษอย่างหนัก เอาจริงเอาจัง ต้องทำงานเป็นรูปธรรม เร่งด่วนรวดเร็ว ให้ทันกับช่วงเวลาจำกัด 4 เดือนของรัฐบาลนี้ ตนเชื่อว่าถ้าองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐ สนธิกำลังกันทุกหน่วย ทั้งทหาร ตำรวจ รวมถึงประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแส ก็จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ โดยรัฐบาลอาจจะมีการจัดหารางวัลให้ประชาชนที่แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมได้ด้วย ซึ่งวิธีการทำอาจเหมือนกับการแจ้งเบาะแสเรื่องยาเสพติด ก็จะทำให้ประชาชนกล้าที่จะแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ได้

‘ปราชญ์ สามสี’สะท้อนใจ! อยากให้คนไทยนึกถึงวีรชน ชี้หากสามัคคีกัน คงไม่เสียรู้เขมรมากขนาดนี้

'ปราชญ์ สามสี'สะท้อนใจ! อยากให้คนไทยนึกถึงวีรชน ชี้หากสามัคคีกัน คงไม่เสียรู้เขมรมากขนาดนี้

‘ปราชญ์ สามสี’สะท้อนใจ! อยากให้คนไทยนึกถึงวีรชน ชี้หากสามัคคีกัน คงไม่เสียรู้เขมรมากขนาดนี้

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.08 น.

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า อยากให้คนไทยนึกถึงคนที่เสียชีวิตไปในสงครามกันซักนิด….ถ้าเราสามัคคีกัน เราคงไม่เสียรู้เขมรมากขนาดนี้

‘จ๋า ธนนนท์’ขอโทษสื่อ ยันแค่พูดเล่น ไม่มีเจตนาคุกคาม-ลดทอนคุณค่าสื่อ

'จ๋า ธนนนท์'ขอโทษสื่อ ยันแค่พูดเล่น ไม่มีเจตนาคุกคาม-ลดทอนคุณค่าสื่อ

‘จ๋า ธนนนท์’ขอโทษสื่อ ยันแค่พูดเล่น ไม่มีเจตนาคุกคาม-ลดทอนคุณค่าสื่อ

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.01 น.

‘จ๋า ธนนนท์’ ภริยานายกฯ โพสต์ขอโทษสื่อ หลังหยอก’ใจร้ายกับนายกฯจัง’ ยันแค่พูดเล่น ไม่มีเจตนาคุกคาม-ลดทอนคุณค่าการทำงานสื่อ

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านสตอรี่อินสตราแกรมส่วนตัว กรณีพูดหยอกกับสื่อว่า “ทำไมใจร้ายกับท่านนายกฯ จังเลย เดี๋ยวต่อไปจะจำไว้แล้วนะ เกินไปแล้วนะ” จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์

ล่าสุด น.ส.ธนนนท์ โพสต์สตอรี่ระบุว่า “จ๋าต้องขออภัยพี่ๆ สื่อมวลชนทุกท่านนะคะ สำหรับสิ่งที่จ๋าพูดเมื่อวันก่อน เป็นเพียงการพูดเล่น ซึ่งอาจดูไม่เหมาะสม หรือทำให้หลายคนรู้สึกไม่สบายใจ จ๋าไม่มีเจตนาที่จะคุกคาม หรือลดคุณค่าการทำงานของสื่อมวลชนเลยแม้แต่น้อย

ขอขอบคุณทุกคำวิจารณ์ และคำแนะนำจากทุกๆท่าน จ๋าขอรับฟังด้วยความจริงใจ และยังคงให้ความเคารพต่อพี่ๆ สื่อมวลชนทุกท่านเสมอค่ะ”

พรรคดีแต่ปาก!!! ‘ดร.เสรี’สับแหลก ชอบด้อยค่าทหาร-สร้างกระแสชังชาติ

พรรคดีแต่ปาก!!! 'ดร.เสรี'สับแหลก ชอบด้อยค่าทหาร-สร้างกระแสชังชาติ

พรรคดีแต่ปาก!!! ‘ดร.เสรี’สับแหลก ชอบด้อยค่าทหาร-สร้างกระแสชังชาติ

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า นางหนึ่งช่างปากกล้าหน้าด้าน ถามว่าระหว่างพรรคของนางกับทหาร ประชาชนจะเลือกพรรคของนางหรือเลือกทหาร
 
ถามแบบนี้คือ โง่ หลงตัวเอง ไม่รู้ตัวว่าพรรคของนางไม่มีกระแสเหลืออีกแล้ว ประชาชนเขาได้คำตอบแล้วว่าทหารมีไว้ทำไม
 
ประชาชนเขาตั้งคำถามใหม่แล้วว่ามีพรรคของนางไว้ทำไม เป็นพรรคดีแต่ปาก ประดิษฐ์วาทกรรมด้อยค่าคนอื่นไปวัน ๆ
 
พูดเหมือนพวกตัวเองเก่งกว่าใครในประเทศ แต่ที่พูดออกมานั้น มันแสดงความโง่ และตรรกะที่พิกลพิการแบบคนที่ไม่มีข้อมูลที่ดีพอ
 
ด้อยค่าทหาร หาเรื่องอาสาสมัครที่สนับสนุนทหาร เพราะรู้ว่าทหารคือผู้ค้ำบัลลังก์ จึงต้องทำให้ประชาชนชิงชังทหาร
 
แต่ตอนนี้ปรากฏการณ์บุญสินและสหายดับกระแสชังชาติของพรรรนาง และสร้างกระแสรักชาติที่พรรคของนางไม่ต้องการ
 
คงเสียใจมากสินะที่ทหารรบชนะ เพราะอดีตหัวหน้าพรรคของนางเคยพูดไว้ว่าทหารไทยไปรบกับใครก็จะไม่ชนะ
 
พรรคแบบนี้ อย่าให้มีที่ยืนในประเทศไทยเลยค่ะ