‘ธนกร’อวย’อนุทิน’พาไทยกลับสู่สายตาผู้นำโลกอีกครั้ง

'ธนกร'อวย'อนุทิน'พาไทยกลับสู่สายตาผู้นำโลกอีกครั้ง

‘ธนกร’อวย’อนุทิน’พาไทยกลับสู่สายตาผู้นำโลกอีกครั้ง

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.43 น.

‘ธนกร’อวย’อนุทิน’พาประเทศไทยกลับสู่สายตาผู้นำโลกอีกครั้ง มั่นใจแม้ยังไม่เห็นผลทันที แต่นานาประเทศจะพร้อมเปิดรับไทยเจรจาลงทุนการค้าในอนาคต

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แม้วันนี้จะบริหารประเทศมาได้เพียง 1 เดือน แต่เชื่อว่าทุกคนจะสัมผัสได้ว่า วันนี้ประเทศไทยกลับเข้าสู่สายตาของชาวโลกอีกครั้งแล้ว ทั้งกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นเวทีสมัชชาสหประชาชาติ กล่าวถ้อยแถลงปมไทย- กัมพูชา โดยปรับแก้สุนทรพจน์เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาแบบฉับพลัน จนได้รับการยกย่องถึงความหนักแน่นและเฉียบคม เรียกเสียงปรบมือจากผู้แทนนานาชาติในห้องประชุม UN ได้เป็นอย่างดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC Dialogue with APEC Economic Leaders) โดยชูให้นานาชาติได้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย ทั้งการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค การลงทุนเพื่ออนาคต ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ที่มุ่งเน้นการดำเนินการระยะสั้นเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว และการขับเคลื่อนการเติบโตสีเขียวและยั่งยืน โดยไทยเป็นผู้นำในการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว การลงทุนตามหลัก ESG และการเงินที่มีความรับผิดชอบ ที่สำคัญ ท่านนายกฯ ยังมีโอกาสได้หารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ซึ่งท่านนายกฯ ได้ใช้โอกาสนี้ติดตามการเจรจาการซื้อข้าวไทยจำนวน 500,000 ตันอีกด้วย 

นายธนกร กล่าวด้วยว่า ท่านนายกฯ ยังยืนยันกับนายสี จิ้นผิงด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้คาสิโน เพราะสินค้าไทย รวมทั้งเทคโนโลยีที่ไทยมีอยู่ เป็นทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้นได้ รัฐบาลจึงหยุดการนำเสนอกฎหมายการพนันทุกชนิด และขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีกครั้งด้วย ดังนั้น เชื่อว่าจากนี้ไปนักท่องเที่ยวชาวจีนจะทยอยเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน ดังนั้น สิ่งเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า นานาประเทศกำลังหันกลับมาให้ความสำคัญกับประเทศไทยอีกครั้ง ภายใต้การบริหารงานอย่างเข้มข้นและจริงจังของท่านนายกฯ 

“วันนี้ผู้นำระดับโลกหลายๆ ประเทศกำลังให้ความสนใจประเทศไทยภายใต้การนำของท่านนายกฯ เรียกได้ว่าประเทศไทยกำลังกลับมาอยู่ในสายตาของโลกอีกครั้ง ถึงแม้ว่าสิ่งที่ท่านนายกฯ กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้อาจจะยังไม่เห็นผลทันที แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นแล้วว่า นานาประเทศพร้อมเปิดรับประเทศไทยสำหรับการเจรจาลงทุนการค้าต่างๆ ในอนาคต” นายธนกร กล่าว

‘ทบ.’เผยยังเฝ้าระวังชายแดนไทย-เมียนมา หลังต่างชาติแตกฮือจาก KK-Park หนีเข้าไทย

'ทบ.'เผยยังเฝ้าระวังชายแดนไทย-เมียนมา หลังต่างชาติแตกฮือจาก KK-Park หนีเข้าไทย

‘ทบ.’เผยยังเฝ้าระวังชายแดนไทย-เมียนมา หลังต่างชาติแตกฮือจาก KK-Park หนีเข้าไทย

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.35 น.

‘ทบ.’เผยยังเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา หลังต่างชาติแตกฮือจาก KK-Park หนีเข้าไทยกว่า 1,500 คน

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “ทีมโฆษกกองทัพบก Army Spoke Team” ได้โพสต์ขข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–เมียนมา ระบุว่า “กองทัพบกเผยสถานการณ์ชายแดนไทย–เมียนมา ยังคงเฝ้าระวังใกล้ชิด หลังแรงงานต่างชาติหลบหนีจากพื้นที่โครงการ KK-Park ข้ามมายังฝั่งไทยกว่า 1,500 คน

กองทัพบกโดยกองกำลังนเรศวร ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–เมียนมา พื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก อย่างใกล้ชิด หลังปรากฏสถานการณ์ที่ทหารเมียนมาเข้าควบคุมพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ KK-Park บ้านเองจีเมี่ยง อำเภอเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ส่งผลให้กลุ่มทุน พนักงานที่มีความเชื่อมโยงกับการพนัน และชาวต่างชาติภายในโครงการเกิดความหวาดกลัว และทยอยหลบหนีเข้ามายังฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2568

โดยขณะนี้ หน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ยังคงลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งประสานและได้ทำหนังสือประท้วงผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา (TBC) เพื่อขอให้ฝ่ายเมียนมาดำเนินการอย่างระมัดระวังในการทำลายอาคารสิ่งปลูกสร้างภายในโครงการฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศแล้ว

ล่าสุด ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จังหวัดตาก รายงานเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.00 น. ว่า มีบุคคลต่างชาติ/ต่างด้าว และชาวไทย ข้ามมายังฝั่งไทยจากพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน KK-Park รวม 1,595 คน แบ่งเป็นชาย 1,330 คน และหญิง 265 คน

ได้แก่ ชาวอินเดีย 465 คน (ชาย 440 หญิง 25) รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ 220 คน (ชาย 122 หญิง 98), จีน 185 คน (ชาย 180 หญิง 5), เวียดนาม 151 คน (ชาย 129 หญิง 22) และเอธิโอเปีย 130 คน (ชาย 118 หญิง 12) นอกจากนี้ ยังมีบุคคลจากประเทศอื่น ๆ อีกกว่า 20 สัญชาติ เช่น เคนยา ปากีสถาน เนปาล ยูเครน อินโดนีเซีย ลาว แอฟริกาใต้ กานา ไนจีเรีย ศรีลังกา รวันดา เมียนมา และไทย

มีรายละเอียดบุคคลต่างชาติ/ต่างด้าว และคนไทยผ่านการคัดกรอง/ดำเนินคดี ดังนี้
– พื้นที่สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 2 จำนวน 860 คน
– พื้นที่สถานีตำรวจภูธรแม่สอด 712 คน

โดยมีบุคคลต่างชาติ/ต่างด้าวถูกดำเนินคดี 680 คน ชำระค่าปรับ/ผลักดัน 439 คน, ไม่เสียค่าปรับ/เข้าเรือนจำ 241 คน และคนไทยเปรียบเทียบปรับ 32 คน
– เข้าสู่กระบวนการตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) 23 คน โดยเข้าสู่กระบวนการ NRM 18 คน, เข้าสถานคุ้มครองจังหวัดพิษณุโลก 1 คน และสถานคุ้มครองจังหวัดเชียงราย 4 คน

ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จังหวัดตาก ยืนยันว่าทุกคนได้รับการคัดกรองตามขั้นตอนทั้งด้านความมั่นคงและสาธารณสุข เพื่อความปลอดภัยของประเทศและประชาชนในพื้นที่ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หน่วยเฉพาะกิจราชมนู และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตากอย่างใกล้ชิด”

‘หมอวรงค์’ถามดังๆ ไทยจะยอมถอนธงชาติลงจากภูมะเขือไหมถ้าเขมรเรียกร้อง!?

'หมอวรงค์'ถามดังๆ ไทยจะยอมถอนธงชาติลงจากภูมะเขือไหมถ้าเขมรเรียกร้อง!?

‘หมอวรงค์’ถามดังๆ ไทยจะยอมถอนธงชาติลงจากภูมะเขือไหมถ้าเขมรเรียกร้อง!?

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.02 น.

‘หมอวรงค์’ถามดังๆ ไทยจะยอมถอนธงชาติลงจากภูมะเขือไหมถ้าเขมรเรียกร้อง!? ลั่นทางออกที่ดีที่สุด ต้องยกเลิกMOU43

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไทยจะยอมถอนธงชาติลงจากภูมะเขือไหมถ้าเขมรเรียกร้อง พี่น้องคงได้เห็นสิ่งที่สื่อรายงาน นั่นคือการถอนอาวุธหนัก ออกจากชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นผลพวงการลงนามที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อ้างว่าเพื่อนำไปสู่สันติภาพ

การลงนามครั้งนี้ มีการคาดเดากันไปต่างๆนาๆ เพราะคนไทยเชื่อว่า เขมรยังไม่น่าไว้วางใจ แต่เพราะมีสหรัฐอเมริกา เข้ามาเกี่ยวข้อง บางฝ่ายอ้างว่าโดนบีบจากมหาอำนาจ หรือเพราะนักการเมืองไทย ไปมีผลประโยชน์ที่เขมร

แต่สิ่งที่คนไทยต้องตระหนัก แม้จะมีการถอนอาวุธหนัก ออกจากพื้นที่ชายแดนทั้งสองฝ่าย ตราบใดที่ MOU43 ซึ่งเป็น MOUเถื่อนยังอยู่ ถ้าวันหนึ่ง เขมรเรียกร้องให้ไทย ต้องถอนทหารออกจาก 11จุด โดยอ้างว่า ไทยเราละเมิด MOU43 คนไทยจะยอมไหม

เราจะยอมให้เขมรเรียกร้อง ให้ทหารไทยถอนธงชาติ ออกจากภูมะเขือ โดยอ้างว่าเป็นพื้นต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และกล่าวหาว่าไทยละเมิด MOU43 เราจะยอมไหม รัฐบาลจะว่าอย่างไร เพราะในอนาคต คาดเดาไม่ได้ว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาล ทางออกที่ดีสุดคือ ต้องยกเลิกMOU43ด้วย

ร่ายเป็นข้อ ๆ ‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’วิเคราะห์ผลดี-ผลเสียเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ร่ายเป็นข้อ ๆ 'เอ็ดดี้ อัษฎางค์'วิเคราะห์ผลดี-ผลเสียเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ร่ายเป็นข้อ ๆ ‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’วิเคราะห์ผลดี-ผลเสียเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.50 น.

ร่ายเป็นข้อ ๆ ‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’วิเคราะห์ผลดี-ผลเสียเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า ผลดีและผลเสียของการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ผลดีของการเปิดด่าน (เน้นด้านเศรษฐกิจและการทูต)
การเปิดด่านหลัก ๆ เป็นการตัดสินใจเพื่อฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปิดด่าน และเป็นสัญญาณเชิงบวกในการรักษาสันติภาพ:

1. ฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าชายแดน: เป็นการปลดล็อกมูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่เคยสูงถึงหลักแสนล้านบาทต่อปี การปิดด่านทำให้การค้าเสียหายอย่างหนัก การเปิดด่านช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยกลับมาดำเนินได้

2. รักษาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain): ช่วยให้ไทยสามารถนำเข้าวัตถุดิบสำคัญจากกัมพูชาได้ตามปกติ เช่น มันสำปะหลัง ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทย (เช่น อาหารสัตว์ อาหารแปรรูป)

3. สนับสนุนแรงงานและสังคม: บรรเทาผลกระทบต่อแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในฝั่งไทย และแก้ไขปัญหาด้านสวัสดิการของประชาชนตามแนวชายแดน

4. แสดงความจริงใจทางการทูต: เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่วางไว้ หลังกัมพูชาแสดงความจริงใจด้วยการถอนอาวุธและเริ่มเก็บกู้ทุ่นระเบิด ถือเป็นการตอบสนองในทางบวกและส่งเสริมบรรยากาศการเจรจาสันติภาพในระยะยาว

ผลเสียและความเสี่ยงจากการเปิดด่าน (เน้นด้านความมั่นคงและอธิปไตย)
ข้อเสียและความกังวลหลักมักเกี่ยวข้องกับการสูญเสียอำนาจต่อรองและความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่อาจกลับมา:

1. ความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่อาจกลับมา: แม้จะมีการถอนอาวุธไปแล้ว แต่ก็ยังมีความกังวลว่าสถานการณ์อาจกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หากกลไกการตรวจสอบไม่เข้มแข็งพอ และอาจมีภัยคุกคามใหม่ ๆ เกิดขึ้น

2. การกลับมาของธุรกิจสีเทา: การเปิดด่านทำให้การเดินทางเข้า-ออกง่ายขึ้น ซึ่งอาจเปิดช่องให้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (สแกมเมอร์) และธุรกิจพนันผิดกฎหมายกลับมาใช้พื้นที่ชายแดนในการดำเนินกิจการได้

3. สูญเสียอำนาจการต่อรอง: ฝ่ายคัดค้านมองว่าการปิดด่านเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพในการกดดันกัมพูชาให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องด้านอธิปไตย การเปิดด่านเร็วเกินไปอาจทำให้ไทยขาดเครื่องมือในการต่อรองที่ทรงพลังที่สุด

4. ความไม่ชัดเจนในพื้นที่พิพาท: การเปิดด่านโดยที่ปัญหาเขตแดนทางบกตาม MOU 43 ยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจถูกมองว่าเป็นการยอมรับสภาพการณ์ในพื้นที่พิพาทโดยปริยาย

โดยสรุป การเปิดด่านเป็นการ แลกเศรษฐกิจกับการผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งรัฐบาลต้องวางมาตรการที่รัดกุมเพื่อลดผลเสียด้านความมั่นคงและธุรกิจสีเทาให้ได้มากที่สุด

ผมไม่ต้องการเป็นอีกเสียงที่สร้างดราม่าให้สังคมแตกแยก

ผมอยากเป็น “ผู้สังเกตการณ์การเมือง” ที่มองอย่างเป็นธรรม วิจารณ์ด้วยเหตุผล และเข้าใจว่าเบื้องหลังทุกการตัดสินใจมีทั้งมิติของอำนาจ ผลประโยชน์ และเจตนา ในวันที่สื่อจำนวนมากแข่งกันขายอารมณ์ เราจำเป็นต้องมีใครบางคนที่ยังเลือกขาย “สติ”

สั่งจำคุก3ปี! ‘วิฑูรย์ นามบุตร’อดีตรมต. คดีเรียกรับ30ล้านแลกโครงการรับเหมา

สั่งจำคุก3ปี! 'วิฑูรย์ นามบุตร'อดีตรมต. คดีเรียกรับ30ล้านแลกโครงการรับเหมา

สั่งจำคุก3ปี! ‘วิฑูรย์ นามบุตร’อดีตรมต. คดีเรียกรับ30ล้านแลกโครงการรับเหมา

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.43 น.

1 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา เมื่อ วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต รองหัวหน้าพรรค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส. ) จ.อุบลราชธานี สส.บัญชีแบบรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2557 เรียกเงินจากผู้เสียหาย 30 ล้านบาท

โดยอ้างว่า ในฐานะ สส.อุบลราชธานีและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2557 สามารถวิ่งเต้นผลักดันจัดสรรงบประมาณโครงการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคของหน่วยงานรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนเองได้ แล้วจะแบ่งงานโครงการก่อสร้างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ให้แก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายจ่ายเงินเพื่อร่วมลงทุนและเป็นค่าใช้จ่ายหลายครั้งตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2556 ถึงเดือนพ.ค. 2557 รวมเป็นเงิน 29.6 ล้านบาท ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเป็นการกระทำโดยทุจริตแล้วเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1

ส่วนจำเลย 2-5 ซึ่งเป็นเครือญาตินายวิฑูรย์ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต ให้ยกฟ้อง เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานแน่ชัด

สำนักข่าวอิศรารายงานว่า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลนายวิฑูรย์กับพวกเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2565 กรณีถูกกล่าวหากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่นและมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด กรณีเรียกรับเงิน จำนวน 30 ล้านบาท ในการร่วมลงทุนและช่วยเหลือการก่อสร้างโครงการสิ่งสาธารณูปโภคของทางราชการ เมื่อปี 2556 – 2557

@ยังมีรวยผิดปกติ 58.9 ล.อีกคดี

ต่อมาวันที่ 17 มิ.ย. 2568 คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลนายวิฑูรย์ นามบุตร ในคดีร่ำรวยผิดปกติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) ปี 2554 เป็นจำนวนเงินรวม 58,900,000 บาท

แยกเป็น 3 รายการ ดังนี้

1. เงินที่นำไปใช้ในการสร้างโรงเรือน จำนวน 1 หลัง จำนวน 15,000,000 บาท

2. เงินที่นำไปมอบให้นางสาวสุคนธ์ธา หอมจันทร์ อดีตภรรยานอกสมรส เพื่อชำระค่าซื้อบ้าน จำนวน 14,300,000 บาท

3. เงินที่ได้รับมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ จำนวน 29,600,000 บาท

เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นควรให้ส่งสำนวนไต่สวน เอกสารหลักฐาน ให้อัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไป อย่างไรก็ตามล่าสุดศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่ากระทำผิดตามฟ้อง

ขอบคุณที่มา isranews

‘โตโต้’ขู่เก่ง! ซื้อเกราะบริจาคโทษติดคุก

'โตโต้'ขู่เก่ง! ซื้อเกราะบริจาคโทษติดคุก

‘โตโต้’ขู่เก่ง! ซื้อเกราะบริจาคโทษติดคุก

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.34 น.

‘โตโต้’ขู่เก่ง! โพสต์ปมซื้อ-บริจาคเสื้อเกราะ เข้าข่ายยุทธภัณฑ์ เสี่ยงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี 

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กรุงเทพฯ และรองเลขาธิการพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอยู่ว่าซื้อ #เสื้อเกราะ ล็อคสเปคหรือไม่ เห็นถกกันอยู่แค่ตรงนั้น แต่จะทราบหรือไม่ว่าเสื้อเกราะถ้ามันกันกระสุนได้ (ไม่ว่ากระสุนชนิดใด) ศาลเคยพิพากษามาแล้วว่ามันก็คือ “ยุทธภัณฑ์” ไม่ว่าคุณจะซื้อแถวคลองหลอด หรือ แอปส้ม แล้วมีแผ่นพลาสติกหรือแผ่นเหล็กบางๆไว้เล่น บีบีกัน หากกันกระสุนชนิดใดชนิดหนึ่งได้ก็ถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์

ดังนั้นคนที่ซื้อหรือจัดหาที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ได้ทำผิดกฎหมายไปแล้ว ทั้งคนและหน่วยงานที่ขอสนับสนุนเองก็ด้วย

เรื่องนี้การที่มีบุคคลหรือกลุ่มเอกชนจัดหาเสื้อเกราะให้กองทัพหรือตำรวจ แม้มีเจตนาดี แต่เป็นการกระทำที่อยู่ในข่ายความผิดตามตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะเดียวกัน หน่วยงานของรัฐที่รับยุทธภัณฑ์จากเอกชน โดยไม่มีการตรวจสอบหรืออนุญาตตามระเบียบ ย่อมสะท้อนความบกพร่องในระบบบริหาร และอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

ความมั่นคงของชาติ ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นกิจกรรมการบริจาคยุทธภัณฑ์โดยบุคคลภายนอก รัฐเองต้องมีระบบจัดหาให้เพียงพอ มีการตรวจรับ และอนุมัติที่โปร่งใส เพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมาย”

‘สาธิต’ดักคอพวก’สีเทา’คิดเนียนเข้า ปชป. บอกสังคมรู้หมดใครเป็นอย่างไร

'สาธิต'ดักคอพวก'สีเทา'คิดเนียนเข้า ปชป. บอกสังคมรู้หมดใครเป็นอย่างไร

‘สาธิต’ดักคอพวก’สีเทา’คิดเนียนเข้า ปชป. บอกสังคมรู้หมดใครเป็นอย่างไร

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.20 น.

‘สาธิต’ดักคอพวก’สีเทา’คิดเนียนเข้า ปชป. บอกสังคมรู้หมดใครเป็นอย่างไร 

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และประธานคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมพูดเสมอ มีหน้าที่ตรงไหน ทำให้สุด ตอนนี้มีหน้าที่ พนักงานต้อนรับคนเข้ามาทำหน้าที่ ผู้แทนของประชาชน ที่ ต้องเข้าใจแต่แรกว่า เข้ามาต้องเสียสละ อุทิศให้สังคม ในการทำงาน และเวลาส่วนตัว ความสามารถประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อสังคม และคนส่วนใหญ่ อย่าคิดมาเอาอะไรจากการเมือง นอกจากความนับถือ เกียรติ ในการทำหน้าที่ที่ ซื่อสัตย์ โปร่งใสเพื่อประชาชน ถ้าเข้าใจตามนี้ก็เชิญชวนครับ ถ้ามาเพราะ แบบอื่น หรือ ถ้าเป็น สีเทา ก็อย่ามาเพราะเดี๋ยวนี้ สังคมรู้หมดว่าใครเป็นอย่างไร”

คนไทยภูมิใจ! ยูเนสโกเลือก’น่าน-สงขลา’เป็นเมืองสร้างสรรค์โลกปี 68

คนไทยภูมิใจ! ยูเนสโกเลือก'น่าน-สงขลา'เป็นเมืองสร้างสรรค์โลกปี 68

คนไทยภูมิใจ! ยูเนสโกเลือก’น่าน-สงขลา’เป็นเมืองสร้างสรรค์โลกปี 68

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.12 น.

รัฐบาลปลื้ม “น่าน” และ “สงขลา” ได้รับคัดเลือกจาก UNESCO เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย สร้างความภาคภูมิใจบนเวทีโลก

1 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความชื่นชมการบริหารจัดการอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน และจังหวัดสงขลา สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 ต่อยอดด้านการท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น
สอดคล้องกับนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่งสร้างรายได้จากวัฒนธรรมท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มโอกาสให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน

โดย “จังหวัดน่าน” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายใน สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts & Folk Art) จากการนำเสนอเรื่องราวภายใต้แนวคิดหลัก “ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ” (Artisans–Community–Nature) ตอกย้ำจุดยืนของน่านในฐานะ “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City) ที่ซึ่งงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านไม่ได้เป็นเพียงมรดกที่จัดแสดง แต่ยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ผืนผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์ งานเครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยนอันประณีต งานจักสานที่ปรับเข้ากับยุคสมัย ไปจนถึงมรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” งานแกะสลักไม้หัวเรือแข่งพญานาคอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมรดกที่จับต้องไม่ได้ในชุมชนจากชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ย่ามเถาวัลย์ป่าของชาวมละบริ (GI)

ขณะที่ “จังหวัดสงขลา” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายในสาขาอาหาร (Gastronomy) จากการนำเสนอความโดดเด่น คือ เป็นเมือง 2 ทะเล มีทั้งทะเลสาบสงขลา 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และทะเลฝั่งอ่าวไทย มีภูมินิเวศแบบโหนด-นา-เล คือ ต้นตาล ท้องนา และทะเล เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก่อให้เกิดวัตถุดิบในการทำอาหารที่หลากหลาย ทำให้กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลาจนถึงปัจจุบัน และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนเมือง

การได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดน่านและจังหวัดสงขลา รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย รัฐบาลพร้อมเดินหน้ายกระดับศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติอย่างภาคภูมิใจ

ทุนอาชญากรรม ‘ซื้ออำนาจรัฐ’ อดีตปลัดยธ.จี้แก้ก่อนสายเกินไป

ทุนอาชญากรรม 'ซื้ออำนาจรัฐ' อดีตปลัดยธ.จี้แก้ก่อนสายเกินไป

ทุนอาชญากรรม ‘ซื้ออำนาจรัฐ’ อดีตปลัดยธ.จี้แก้ก่อนสายเกินไป

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘ดร.กิตติพงษ์’ อดีตปลัดก.ยุติธรรม ชำแหละอาชญากรรมยุคดิจิทัล พร้อมเสนอทางออกเชิงโครงสร้าง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ได้โพสต์บทความเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก เรื่อง State Capture: เมื่อทุนอาชญากรรม “ซื้ออำนาจรัฐ” โดยได้ให้ภาพชัดเจนถึงโฉมหน้าอาชญากรรมยุคดิจิทัล การฟอกเงิน เข้ามาสู่การยึดครองอำนาจรัฐ พร้อมทั้งได้มีการเสนอทางออกเชิงโครงสร้างด้วย

ดร.กิตติพงษ์ ระบุว่า State Capture: เมื่อทุนอาชญากรรม “ซื้ออำนาจรัฐ” คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องเผชิญในยุคนี้ คือ “เราจะยอมปล่อยให้ทุนจากอาชญากรรม ‘ซื้ออำนาจรัฐ’ หรือไม่?”

นี่ไม่ใช่ถ้อยคำเกินจริง หากแต่เป็นคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศเคยมองข้ามในจุดเริ่มต้น และต้องเผชิญความเสียหายในระดับ “โครงสร้างรัฐและความเชื่อมั่นของประชาชน” ในเวลาต่อมา ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยจากนานาประเทศสะท้อนตรงกันว่า หากรัฐปล่อยให้ความชอบธรรมของกติกาสังคมถูกซื้อหรือบิดเบือนได้ ความเสื่อมถอยของหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลจะเกิดขึ้น และต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าที่จะฟื้นกลับมาได้ หรือสำหรับบางประเทศ อาจไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้อีกเลย

1. อาชญากรรมยุคดิจิทัล: จากอาชญากรรมรายคดี สู่ภัยคุกคามโครงสร้างรัฐ
ในอดีต สังคมคุ้นชินกับการมอง “ยาเสพติด” เป็นอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายที่สุด เพราะทำลายชีวิตและชุมชน อีกทั้งมีทุนมหาศาลและทำงานเป็นองค์กรอาชญากรรม แต่ปัจจุบัน ภูมิทัศน์อาชญากรรมได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โลกดิจิทัลเปิดพื้นที่ใหม่ให้อาชญากรรมพัฒนาเป็น “ระบบเศรษฐกิจใต้ดิน” ที่ซับซ้อน เชื่อมโยงระหว่างประเทศ และหมุนเวียนด้วยเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะ 3 ฟันเฟืองสำคัญ ได้แก่
• การหลอกลวงออนไลน์ (Scam)
• การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ (Human Trafficking)
• การฟอกเงิน (Money Laundering)

ต่างจากภาพจำในอดีต เครือข่ายอาชญากรรมยุคนี้ไม่ได้ใช้ศูนย์กลางกำลังคนและอาวุธแบบเดิม หากแต่ใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่องโหว่ของกฎหมาย และการเงินไร้พรมแดนเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน
การหลอกลวงออนไลน์ (Scam) ได้พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมผิดกฎหมายเต็มรูปแบบ เข้าถึงเหยื่อได้กว้างและลึกกว่ายาเสพติด ใช้เทคโนโลยีสร้างตัวตนเสมือนจริง ลอกเลียนเสียง หน้าตา และข้อมูลส่วนบุคคลจนประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ เมื่อรายได้เติบโต ขบวนการจำเป็นต้องหาแรงงานจำนวนมาก — และนี่คือจุดที่เชื่อมไปสู่อาชญากรรมค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ ผู้คนจำนวนไม่น้อยถูกหลอกให้เดินทางไปทำงาน ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทางและบังคับให้ทำหน้าที่ “หลอกคนอื่น” ซ้ำ เป็นอาชญากรรมที่สร้างบาดแผลทั้งทางกาย จิตใจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หัวใจสำคัญที่สุดที่ทำให้ระบบนี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน คือ การฟอกเงิน (Money Laundering) เพราะไม่ว่าอาชญากรรมจะทำเงินได้มากเพียงใด หากเงินเหล่านั้นไม่สามารถกลับมาใช้ได้ในระบบเศรษฐกิจปกติ เครือข่ายก็จะเติบโตต่อไม่ได้

เทคโนโลยีการเงินยุคใหม่ — ตั้งแต่ e-Wallet, คริปโตเคอร์เรนซี, แพลตฟอร์มโอนเงินข้ามพรมแดน, บริษัทนอมินี จนถึงการแบ่งธุรกรรมเป็นนับพันรายการ — ทำให้การติดตามเงินสกปรกยากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เงินผิดกฎหมายสามารถ “หลุดจากเรดาร์” และกลับเข้าสู่ระบบในรูปของทรัพย์สินสะอาดได้ภายในเวลาไม่นาน และเมื่อเงินเติบโตจนเกินจุดหลบซ่อน เครือข่ายจะไม่หยุดอยู่ที่การแสวงหากำไรอีกต่อไป แต่จะเริ่มลงทุนเพื่อซื้อความคุ้มกัน — ซื้ออำนาจ — และ ซื้อกติกาใหม่ให้ตนเอง นี่คือจุดเริ่มต้นของ State Capture หรือ “การซื้ออำนาจรัฐ”

2. จากการฟอกเงินสู่ State Capture: เส้นทางลึกของการซื้ออำนาจรัฐ
State Capture หรือ “การซื้ออำนาจรัฐ” ไม่ใช่เพียงการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐรายบุคคล แต่หมายถึงการที่ทุนหรือกลุ่มผลประโยชน์สามารถเข้าไปบิดเบือน ควบคุม หรือกำหนดกติกา กฎหมาย นโยบาย หรือสถาบันของรัฐให้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนเหนือสาธารณะ จนประชาชนสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางประเทศอย่างแท้จริง
จากประสบการณ์นานาประเทศ กระบวนการนี้ค่อย ๆ ขยายรากลึกตามขั้นตอนสำคัญ ได้แก่:

1) แปลงทุนผิดกฎหมายให้กลายเป็นอิทธิพลที่ดูชอบธรรม
เงินที่ฟอกแล้วถูกนำไปลงทุนในธุรกิจจริง ผู้ผลิตสื่อ มูลนิธิ หรือกิจกรรมสาธารณะ เพื่อสร้างภาพ “ผู้ทำประโยชน์ให้สังคม” ทำให้การตรวจสอบยากขึ้น

2) ซื้อความคุ้มกันเชิงสถาบัน
ผ่านระบบกฎหมาย การเมือง และวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น นักกฎหมาย นักการเงิน นักบัญชี ผู้ตรวจสอบ ผู้รับจดทะเบียนบริษัท เกิด “เกราะคุ้มกันทางกฎหมาย” ให้ทุนสีเทาเติบโตโดยไม่ถูกแตะต้อง

3) ดัดแปลงกติกาและการบังคับใช้กฎหมายให้เอื้อประโยชน์
มาตรการกำกับถูกผ่อนปรน การตีความกฎหมายเปลี่ยนทิศ หรือมีการโยกย้ายบุคลากรในตำแหน่งสำคัญ นำไปสู่การบังคับใช้แบบเลือกปฏิบัติ

4) สร้างพื้นที่สีเทาให้เป็น “เขตปลอดภัย” ของทุนผิดกฎหมาย
เมื่อระบบตรวจสอบอ่อนแรง พื้นที่บางส่วนของเศรษฐกิจหรือสถาบันรัฐจะกลายเป็นฐานปฏิบัติการให้ทุนสีเทารีไซเคิลเงินและเพิ่มอำนาจของตนอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้หลายประเทศรู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อระบบรัฐถูก “ซื้อ” ไปแล้ว

3. บทเรียนจากต่างประเทศ: หลักนิติธรรมคือจุดชี้ชะตา บทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า State Capture ไม่ได้เริ่มจากอาชญากรรมครั้งใหญ่ครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่เกิดจากการปล่อยให้ หลักนิติธรรมอ่อนลงทีละเล็กทีละน้อย จนกลายเป็นช่องว่างให้ทุนและเครือข่ายผลประโยชน์เข้าครอบงำกลไกรัฐ

จุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่พบร่วมกัน ได้แก่:

ประการแรก – หลักนิติธรรมถูกบิดเบือนและบังคับใช้ไม่เสมอหน้า
ความเชื่อมั่นของประชาชนจะสึกกร่อนทันที เมื่อเห็นว่ากฎหมาย “ไม่ใช่ของทุกคน” แต่เลือกใช้กับบางคนและยกเว้นให้บางกลุ่ม

ประการที่สอง – ประชาธิปไตยไร้หลักค้ำยันจากหลักนิติธรรมและการตรวจสอบ
การเลือกตั้งโดยลำพังไม่สามารถป้องกันการซื้ออำนาจรัฐได้ หากกลไกถ่วงดุลอ่อนแอ เสรีภาพสื่อหายไป หรือประชาชนตั้งคำถามได้ไม่ปลอดภัย

ประการที่สาม – ขาดความโปร่งใสและข้อมูลเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง

เมื่อสังคมไม่รู้ว่า “ใครเป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง” (Beneficial Owner) ของทรัพย์สิน บริษัท หรือกิจกรรมทางการเมือง (Political Financing) ทุนสีเทาย่อมมีช่องทางในการสวมรูปทางการ (Legitimate Front) และแทรกซึมเข้าสู่สถาบันรัฐได้ง่ายโดยแทบไม่ถูกมองเห็น ช่องว่างนี้ทำให้การตรวจสอบความเชื่อมโยงของผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ทำได้จำกัด และเปิดโอกาสให้ทรัพยากรของรัฐถูกใช้ตอบสนองกลุ่มเฉพาะ มากกว่าประโยชน์สาธารณะ

บทเรียนสำคัญคือ การสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการหยุดยั้งวงจร State Capture

4. บริบทภูมิภาคและสัญญาณเตือนของประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญคลื่นทุนอาชญากรรมข้ามพรมแดน ที่ใช้เทคโนโลยี การเงินดิจิทัล และช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อขยายอิทธิพลเร็วกว่ารัฐจะรับมือได้ทัน หลายประเทศเริ่มเห็นสัญญาณของ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ทุนสีเทาเข้าไปมีบทบาทในเศรษฐกิจ ท้องถิ่น และบางมิติของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ของภูมิภาคนี้

สำหรับประเทศไทย เราอยู่ในจุดเชื่อมสำคัญของการเดินทาง การลงทุน และการเคลื่อนย้ายคน–เงิน–เทคโนโลยีในภูมิภาค จุดแข็งนี้ หากปราศจากหลักนิติธรรมและสถาบันที่เข้มแข็งคุ้มกันไว้ ย่อมกลายเป็นความเปราะบางได้ง่าย เรากำลังอยู่ในบรรยากาศที่เงินเริ่มมีบทบาทนำในระบบการเมือง ขณะที่กลไกตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ

ที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือ บรรทัดฐานของสังคมกำลังพร่าเลือนโดยไม่รู้ตัว ส่วนหนึ่งจากกระแสโซเชียลมีเดียที่ทำให้ประเด็นใหญ่ถูกบิดเบนเป็นดราม่ารายวัน ความถูก–ผิดถูกชี้โดยความนิยมชั่วคราวมากกว่าหลักการ ข้อยกเว้นเล็ก ๆ หากปล่อยผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้ “สิ่งผิดปกติ” ถูกมองว่าเป็น “เรื่องปกติ” และยากจะเรียกหลักนิติธรรมกลับคืนมา

เมื่อสังคมไม่รู้สึกว่าควรปกป้องกติกากลางร่วมกันอีกต่อไป ความเสียหายจะไม่หยุดเพียงความน่าเชื่อถือของสถาบันรัฐ แต่คือการสูญเสีย “ฉันทามติร่วมของสังคม” ว่าประเทศควรเดินบนหลักใด — และเมื่อสูญเสียแล้ว การกู้คืนไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือเรื่องของ “ความเชื่อมั่น” และ “เจตจำนงค์ร่วมกัน” ของผู้คนทั้งประเทศ

5. ทางออกเชิงโครงสร้าง: ต้องเริ่มก่อนที่กติกาจะถูกเปลี่ยนจนแก้ไม่ทัน การรับมือทุนอาชญากรรมข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องของ “การจับกุมให้มากขึ้น” แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันเชิงระบบ” ที่ทำให้กติกาของประเทศแข็งแรงพอจะต้านแรงเงิน แรงการเมือง และแรงปะทะของกระแสได้พร้อมกัน โดยต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลเพื่อให้ระบบแข็งแรงจากภายใน ดังนี้

1. เสริมความศักดิ์สิทธิ์ของหลักนิติธรรม (Rule of Law) ให้เสมอหน้า
การสร้างระบบที่กฎหมาย “ศักดิ์สิทธิ์สำหรับทุกคน” คือหัวใจตามกรอบของ World Justice Project (WJP) ซึ่งเน้น 4 เสาหลัก คือ การจำกัดอำนาจรัฐ (Constraints on Government Powers), การขจัดการเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย (Equal Application of the Law), การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม (Access to Justice), และความยุติธรรมที่เป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจ (Independent Justice)
ประเทศไทยต้องสร้างความมั่นใจว่ากฎหมายถูกบังคับใช้ตามหลักการ ไม่ใช่ตามบุคคลหรือสถานะ เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ากติกาที่ใช้กับผู้มีอำนาจและผู้มีทุน คือกติกาเดียวกับประชาชนทั่วไป

2. เพิ่มความโปร่งใสเชิงลึกตามมาตรฐานสากลด้าน Beneficial Ownership
ต้องพัฒนาและเปิดเผยข้อมูลเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership Registry) ของบริษัท ทรัสต์ และทรัพย์สินทางการเมือง ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ FATF (Financial Action Task Force) และ OECD เพื่อปิดช่องสวมชื่อผู้อื่น (Nominee) และการใช้บริษัทบังหน้า (Shell Companies) รวมถึงยกระดับการเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์ของเจ้าหน้าที่รัฐและการเงินการเมือง (Political Finance Transparency) ให้ตรวจสอบได้ง่ายโดยสาธารณะ

3. ตัดเส้นเลือดของทุนสีเทา ผ่านกลไก Anti-Money Laundering (AML) ที่เข้มแข็งและร่วมมือภูมิภาค
ต้องไม่หยุดที่การลงโทษ แต่ต้อง “ตัดวงจรเงิน” โดยเสริมระบบติดตามธุรกรรมต้องสงสัย (Suspicious Transaction Reports – STR) และการรู้จักลูกค้า (Know Your Customer – KYC) ทั้งในระบบธนาคารและผู้ให้บริการทรัพย์สินดิจิทัล (Virtual Asset Service Providers – VASPs) พร้อมยกระดับการอายัด–ยึดทรัพย์เชิงรุก (Asset Seizure & Forfeiture) และความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการสืบสวนการเงินตามกรอบของ Egmont Group และ UNODC เพื่อให้การติดตามเงินข้ามพรมแดนเกิดผลจริง ไม่ใช่แค่บนกระดาษ

4. สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาธิปไตยตั้งอยู่บนหลักการ ไม่ใช่บนเม็ดเงินหรือกระแส
ประชาธิปไตยจะมีคุณภาพได้จริง ก็ต่อเมื่อยืนอยู่บนสองเสาหลักคือ หลักนิติธรรม (Rule of Law) และธรรมาภิบาล (Good Governance) เมื่อกติกาชัด โปร่งใส และตรวจสอบได้ การเมืองจะไม่ถูกนำด้วยเงินหรืออิทธิพล แต่เป็นพื้นที่แข่งขันด้วยแนวคิดและคุณธรรม

ในทางปฏิบัติ ต้องทำให้สื่อ ภาคประชาชน และผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblowers) มีพื้นที่ปลอดภัยในการตรวจสอบ สอดคล้องกับ WJP ในมิติ Open Government, Fundamental Rights และ Checks and Balances เพื่อสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าการปกป้องกติกามากกว่าการปล่อยให้กระแสหรือความนิยมชั่วคราวเป็นผู้ชี้ถูกผิด

บทสรุป

ประเด็น State Capture ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือความท้าทายต่อแก่นของรัฐและความไว้วางใจของประชาชน เพราะเมื่อกติกาถูกบิดเบือนด้วยอิทธิพลของทุนผิดกฎหมาย ความยุติธรรมและศรัทธาต่อสถาบันหลักย่อมเสื่อมถอย การป้องกันจึงต้องยืนบนหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล และประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ เพื่อไม่เปิดช่องให้ทุนสีเทาเข้ามายึดอำนาจแทนประชาชน หากเราตระหนักถึงภัยที่กำลังก่อตัวนี้และลงม

‘นายกฯ’ดีใจไทยกลับมาบนเวทีโลกอีกครั้ง มองปัญหาไทย-กัมพูชา แนวโน้มดี

'นายกฯ'ดีใจไทยกลับมาบนเวทีโลกอีกครั้ง มองปัญหาไทย-กัมพูชา แนวโน้มดี

‘นายกฯ’ดีใจไทยกลับมาบนเวทีโลกอีกครั้ง มองปัญหาไทย-กัมพูชา แนวโน้มดี

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.05 น.

‘นายกฯ’ดีใจไทยกลับมาบนเวทีโลกอีกครั้ง บอกผู้นำหลายประเทศตอบรับดี คุยใกล้ชิด มองปัญหาไทย-กัมพูชา แนวโน้มดี ย้ำหน่วยงานรับผิดชอบต้องคุยชาวบ้าน แจงกองทัพ-เจบีซีฝ่ายไทย อยู่ระหว่างหาข้อยุติพื้นที่อ้างสิทธิ์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เผยภาพรวมการเดินทางมาประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจพิเศษเอเปค ครั้งที่ 32 ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ว่า ถ้าถามตนรู้สึกดีใจ ที่วันนี้ประเทศไทยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เราได้กลับมาในเวทีโลก ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้นำได้มีการพูดคุย ทั้งแบบทางการและกึ่งทางการ ดึงข้อศอกมาคุยกันถือว่าครบทุกรูปแบบ ไม่ต้องใช้ล่าม และไม่ต้องใช้คนกลาง มีทัศนคติที่ดีต่อกันทุกคนแม้ประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้ง ต้องมีความพยายามที่จะหาจุดยุติความขัดแย้งและแสวงหาสู่สันติภาพ

ในส่วนของกรณีไทย-กัมพูชา ประเทศไทยได้ทำในสิ่งที่ต้องทำหมดแล้ว ซึ่งกัมพูชาก็ได้เริ่มปฎิบัติ ในสิ่งที่สรุปและตกลงกันไว้ ในเงื่อนไขข้อตกลงที่เราลงนาม อาจจะมีเริ่มใหม่ขลุกขลักกันอยู่บ้างแต่แนวโน้มเป็นไปในทางที่ดี ระหว่างมีการพูดคุยกันระหว่างผู้ที่รับผิดชอบคือกองทัพ ที่รับผิดชอบในการดำเนินการตามข้อตกลงและได้มีการรายงานมาตลอดเวลา

เมื่อถามว่าจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ที่ต้องการให้ผลักดัน ชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่อย่างไร ในระหว่างดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าส่วนที่รับผิดชอบได้ไปดำเนินการทำความเข้าใจและดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อย ซึ่งการบริหารสถานการณ์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์อยู่ในข้อ 4 ของข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่จะต้องมีการตั้งคณะทำงานหาข้อสรุปร่วมกัน โดยตนได้พูดคุยกับกองทัพ ซึ่งจะเป็นผู้ที่ดำเนินการเจรจาร่วมกับนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี และเรามีเป้าหมาย ที่จะหาความชัดเจนในพื้นที่อ้างสิทธิ์กัน ซึ่งต้องมีการมีการพูดคุย