‘กองทัพ’โพสต์ยุทธภัณฑ์ไม่ขาดแคลน ปลื้มน้ำใจคนไทยห่วงชาติส่งถึงทหารผ่านความช่วยเหลือ

'กองทัพ'โพสต์ยุทธภัณฑ์ไม่ขาดแคลน ปลื้มน้ำใจคนไทยห่วงชาติส่งถึงทหารผ่านความช่วยเหลือ

‘กองทัพ’โพสต์ยุทธภัณฑ์ไม่ขาดแคลน ปลื้มน้ำใจคนไทยห่วงชาติส่งถึงทหารผ่านความช่วยเหลือ

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.44 น.

‘กองทัพ’โพสต์ยุทธภัณฑ์ไม่ขาดแคลน ปลื้มน้ำใจคนไทยห่วงชาติส่งถึงทหารผ่านความช่วยเหลือ  

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ยุทธภัณฑ์ทั้งหลาย กองทัพไม่ขาดแคลน…แต่น้ำใจถึงทหารจากหัวใจคนไทยที่เป็นห่วงชาติบ้านเมือง เป็นสิ่งที่กำลังพลทุกคนต้องการ ซึ่งก็มาถึงทหารในรูปแบบของความช่วยเหลือเหล่านั้นนั่นเอง”

‘เด็จพี่’ท้าพรรคส้มอย่าดีแต่พูด จับมือ’เพื่อไทย’ยื่นซักฟอก’อนุทิน’ ปิดช่องชิงยุบสภาฯ หนี

'เด็จพี่'ท้าพรรคส้มอย่าดีแต่พูด จับมือ'เพื่อไทย'ยื่นซักฟอก'อนุทิน' ปิดช่องชิงยุบสภาฯ หนี

‘เด็จพี่’ท้าพรรคส้มอย่าดีแต่พูด จับมือ’เพื่อไทย’ยื่นซักฟอก’อนุทิน’ ปิดช่องชิงยุบสภาฯ หนี

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.20 น.

‘เด็จพี่’ท้าพรรคส้มอย่าดีแต่พูด จับมือ’เพื่อไทย’ยื่นซักฟอก’อนุทิน’ ปิดช่องชิงยุบสภาฯ หนี เชื่อรัฐบาลอยู่ไม่ครบวาระแน่ 

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าหลายฝ่ายวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองของรัฐบาลภูมิใจไทยว่าอาจอยู่ไม่ครบ 4 เดือน อาจตัดสินใจยุบสภาฯ ก่อนเปิดสมัยประชุมสภาฯ วันที่ 12 ธ.ค. เนื่องจาก 1.หลีกเลี่ยงการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะมีความสุ่มเสี่ยงอาจถูกโหวตล้มรัฐบาล เพราะถ้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นญัตติต่อประธานสภาฯ รัฐบาลจะยุบสภาฯ ไม่ได้ ดังนั้นถ้าจะยุบสภาฯ ก็ต้องยุบก่อนวันดังกล่าว

2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะสัญญากับพรรคประชาชน แต่ ธ.ค.ถือเป็นช่วงสำคัญ อาจมีการลงมติในวาระสาม ถ้ายุบสภาฯก่อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการกันอยู่จึงไม่มีผล และ 3.บางพรรคการเมือง จัดทัพข้าราชการ กลไกปกครอง และปัจจัยอื่นเพียบพร้อม อาจอาศัยช่วงที่พรรคอื่นๆ ยังตั้งตัวไม่ทัน ยุบสภาฯ ทันที เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง

“พรรคส้ม ตอนนี้ดูเหมือนจะโจมตี รัฐบาลนายอนุทินและคนในรัฐบาลอย่างหนักหน่วง หวังว่าคงไม่ใช่แค่การพูดเอาใจแฟนคลับ ดีแต่พูด โดยเฉพาะการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้าไม่มีนัยยะแอบแฝงหรือมุ่งประโยชน์การเมืองเรื่องคะแนนเสียง ให้สมกับสโลแกน มีเราไม่มีเทา จะปราบสีเทา สีดำ อย่าลืมก่อนหน้า สส.พรรคประชาชนทั้งพรรคโหวตให้รัฐบาลนายอนุทิน เป็นนายกฯ แต่ไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล ได้รักษาองค์ประชุมในสภาฯมาโดยตลอด ขอท้าว่า เปิดประชุมสภาสมัยหน้า ธ.ค. ร่วมกับพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอนุทินทันทีได้หรือไม่” นายพร้อมพงศ์ ​กล่าว 

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า จากการอภิปรายของสส.พรรคประชาชน เปิดแผลหลายๆ เรื่อง เชื่อว่าพรรคประชาชนคงมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะซักฟอกคณะรัฐมนตรี(ครม.)ทั้งคณะ ตรวจสอบรัฐบาลนายอนุทิน ควรไล่บี้เอาให้สุดซอย โดยไปยื่นตามหน่วยงานต่างๆ ด้วย จะได้ทำให้ประชาชนมั่นใจ ว่าลงมือเดินหน้าตรวจสอบจริง ไม่ได้ทำแค่เช็กเรตติ้งหรือมีแค่วาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนเสียงเท่านั้น

‘ประเสริฐ’มั่นใจ’เพื่อไทย’เลือดหยุดไหล ลั่น 200 เสียงไม่ยากเกิน บอกทำงานเข้าขาดีกับ’จุลพันธ์’

'ประเสริฐ'มั่นใจ'เพื่อไทย'เลือดหยุดไหล ลั่น 200 เสียงไม่ยากเกิน บอกทำงานเข้าขาดีกับ'จุลพันธ์'

‘ประเสริฐ’มั่นใจ’เพื่อไทย’เลือดหยุดไหล ลั่น 200 เสียงไม่ยากเกิน บอกทำงานเข้าขาดีกับ’จุลพันธ์’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.03 น.

‘ประเสริฐ’มั่นใจ’เพื่อไทย’เลือดหยุดไหล ลั่น 200 เสียงไม่ยากเกิน บอกทำงานเข้าขาดีกับ’จุลพันธ์’

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยมีคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่จะสามารถหยุดเลือดไหลได้หรือไม่ว่า มั่นใจ ตนอยู่พรรคนี้มาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย รู้จักสมาชิกทุกคนไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ วันนี้ทุกคนเห็นได้จาก กก.บห.พรรคชุดใหม่ที่มาจากทุกภาคส่วน สะท้อนว่าพรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมือง สมาชิกทุกคนมีสิทธิมีเสียง เรากำลังก้าวสู่การเลือกตั้ง กรณีมีสมาชิกย้ายพรรคก็เป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่คนที่ยืนอยู่วันนี้ 

“มั่นใจว่าจะไม่มีใครออกไปไหนอีก ทุกคนจะร่วมต่อสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งหน้ากับพรรค เพื่อเข้ามาทำงานรับใช้ประชาชนต่อไป วันนี้เราเปิดกว้างพร้อมรับสมาชิกหน้าใหม่ที่เข้ามาสู่การสรรหาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย เราจะเฟ้นหาคนที่มีคุณภาพที่สุดเพื่อให้ประชาชนได้ใช้งาน รวมไปถึงอดีตสมาชิกพรรคที่เว้นว่างทางการเมืองไป หากอยากกลับมาทำงานการเมืองต่อเราก็เปิดกว้าง” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ เราต้องใช้ทุกสรรพกำลัง มั่นใจว่าด้วยพลังความสามัคคีของสมาชิกพรรคเพื่อไทยวันนี้ เป้าหมายที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้งพรรคเพื่อไทยวางไว้ที่ 200 เสียง ไม่ยากเกินจริง เราจะทำงานอย่างหนักนำความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นตัวตั้งแล้วตีโจทย์ออกมาเป็นนโยบายเพื่อเสนอทางออกให้ประชาชน เชื่อว่าจะได้รับความไว้วางใจเหมือนที่เป็นมา

เมื่อถามถึงการทำงานร่วมกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนเคยทำงานร่วมกับนายจุลพันธ์มานานเข้าขากันดี และนายจุลพันธ์ เป็นคนมีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในวันนี้ อีกทั้งยังเป็นคนรุ่นกลางของพรรคเพื่อไทย ที่สามารถเชื่อประสานความร่วมมือกับคนทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นอาวุโสหรือรุ่นใหม่ จึงเชื่อว่าจะสามารถนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งได้ และในฐานะเลขาธิการพรรคฯ ตนจะสนับสนุนการทำงานของ กก.บห.ชุดนี้อย่างเต็มที่ สนับสนุนการทำงานทุกภาคส่วนของพรรคฯ เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการเข้าไปทำหน้าที่แก้ปัญหาที่ประชาชนเจออยู่ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ 

เอเปค รอบที่ 2! ‘นายกฯ’ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพ-พัฒนา AI อย่างรับผิดชอบ

เอเปค รอบที่ 2! 'นายกฯ'ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพ-พัฒนา AI อย่างรับผิดชอบ

เอเปค รอบที่ 2! ‘นายกฯ’ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพ-พัฒนา AI อย่างรับผิดชอบ

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.47 น.

‘นายกฯ ‘ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 (Session II) ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค ผ่านการเติบโตอย่างทั่วถึง พัฒนา AI อย่างรับผิดชอบ และสร้างสังคมทุกกลุ่มให้พร้อมรับอนาคต เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืนและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง 300C ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session II) ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future-Ready Asia-Pacific” 

ภายหลังประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวเปิดการประชุม ได้เชิญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกล่าวถ้อยแถลง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงเป็นลำดับที่ 3 ต่อจากสหรัฐฯ 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลง โดยกล่าวชื่นชมสาธารณรัฐเกาหลีสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่น่าประทับใจ พร้อมระบุว่า ในช่วงกว่า 36 ปีที่ผ่านมา เอเปคเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาคให้เป็น “เครื่องยนต์แห่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก” แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และภูมิอากาศ ซึ่งล้วนท้าทายความสามารถในการรับมือของภูมิภาค ดังนั้น เอเปคจึงต้องคงไว้ซึ่งบทบาทในฐานะภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยไทยได้เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1) ยึดมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเติบโตอย่างครอบคลุม เพราะความมั่งคั่งจะไม่มีความหมาย หากยังมีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไทยเชื่อว่าการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม

2) ต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย ความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี AI และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ไทยได้จัดทำแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics Guidelines) เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกออกแบบมาให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม พร้อมกันนี้ เอเปคต้องทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหาและแพลตฟอร์มออนไลน์ จะได้รับการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่และเท่าเทียม เพื่อให้นวัตกรรมสามารถเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ไทยยังได้เน้นย้ำถึงการเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกัน และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม พร้อมขอบคุณสาธารณรัฐเกาหลีและสหรัฐอเมริกาสำหรับบทบาทนำในเรื่องนี้ โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และเวที APEC Online Scams Exchange Forum

3) เอเปคต้องเสริมพลังให้กับทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ประชากรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงต้องส่งเสริมการจ้างงานที่ครอบคลุม มีระบบดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย สำหรับไทยได้ผลักดันนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ การขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการวางแผนครอบครัวอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในทุกช่วงวัย

“ในยุคที่โลกไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีเขตเศรษฐกิจใดสามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง หากเอเปคสามารถปรับทิศทางร่วมกันได้ เอเปคจะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก แม้เส้นทางข้างหน้าจะไม่ง่าย แต่เอเปคจะเดินไปด้วยกัน ด้วยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและเป้าหมายร่วมกัน เพื่อสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง ยั่งยืน และพร้อมรับอนาคตอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้าย

โดยภายหลังการประชุมฯ ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน  จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ นครปูซานในเวลา 16.15 น. และจะเดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลาประมาณ 21.00 น.

‘อ.หริรักษ์’เล่านิทานจากเรื่องจริง ฝากข้อคิดถึง’สว.นันทนา’

'อ.หริรักษ์'เล่านิทานจากเรื่องจริง ฝากข้อคิดถึง'สว.นันทนา'

‘อ.หริรักษ์’เล่านิทานจากเรื่องจริง ฝากข้อคิดถึง’สว.นันทนา’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.38 น.

‘อ.หริรักษ์’เล่านิทานจากเรื่องจริง ฝากข้อคิดถึง’สว.นันทนา’

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมรู้จักและคุ้นเคยกับอ.นันทนา นันทวโรภาส ตั้งแต่แกเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะแกเป็นประธานชุมนุมปาฐก และผมเป็นผู้ช่วยท่านอ.นรนติ เศรษฐบุตร ซึ่งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาในขณะนั้น มีหน้าที่ดูแลกิจกรรมนักศึกษาและกีฬา ดังนั้นแม้ผมไม่ได้สอนอ.นันทนาโดยตรง เพราะมาจากคนละคณะ แต่ก็นับว่า ต้องติดต่องานกันบ่อยครั้ง เมื่อแกจบการศึกษาแล้ว ก็ได้พบกันบ้างเป็นครั้งคราวตามที่ต่างๆ แต่ในระยะกว่าสิบปีผ่านมา ไม่เคยได้พบกันเลย เห็นแต่ในช่องข่าวต่างๆเสมอ

ผมจะไม่ตัดสินในกรณีที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ว่า การให้สัมภาษณ์ของอ.นันทนา ถือว่าเป็นการขัดต่อหลักจริยธรรมของวุฒิสมาชิกอย่างร้ายแรงหรือไม่ แต่อยากขอเล่านิทานที่มาจากเรื่องจริง เป็นนิทานที่ผมชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังเกือบทุกรุ่นที่เรียนวิชาเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ครั้งหนึ่งในอดีตนานมาแล้ว บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ประสบปัญหาในฤดูหนาว เวลามีหิมะตกหนัก หิมะจะเกาะสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้บางครั้งสายไฟรับน้ำหนักไม่ไหว ต้องขาดลงมา บริษัทจึงมีทีมคนงานที่ต้องใช้รถกระเช้า หรือบางครั้งต้องปีนขึ้นไปบนหัวเสา เพื่อใช้เครื่องมือเขย่าสายไฟเพื่อให้หิมะตกลงมาบนพื้นดิน ปัญหาคืองานดังกล่าวนี้ยากลำบาก ต้องใช้เวลานานและบางครั้งคนงานก็เกิดอุบัติเหตุตกลงมาจากเสาไฟ

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ฝ่ายวิศวกรรมจึงจัดประชุมเพื่อระดมสมอง หาวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด ในการประชุม บรรดาวิวกรและช่างต่างก็เสนอวิธีแก้ไขปัญหากันต่างๆนาๆ บางคนมี idea บรรเจิด ถึงกับจะฝึกหมีให้ปีนขึ้นไปเขย่าแทนคน บางคนเสนอว่า ไม่ต้องฝึกแต่ให้เอาน้ำผึ้งไปวางไว้หมีก็ไต่ขึ้นไปเอง ใช้เวลาไปหลายชั่วโมงก็ไม่สามารถหาวิธีที่เป็นที่พอใจของที่ประชุมได้

ขณะที่ทุกคนยังคิดอะไรไม่ออก เลขานุการของวิศวกรใหญ่ซึ่งมีหน้าที่จดรายงานการประชุม ก็เกิดมีความคิดขึ้น เนื่องจากเธอเคยเป็นพยาบาลทำงานให้กองทัพในสงครามเวียตนาม นึกถึงเฮลิคอปเตอร์เวลาลงจอด ใบพัดที่หมุนอยู่จะทำให้สิ่งของทุกอย่างที่อยู่ด้านล่าง ปลิวกระจายไปหมด เธอจึงเสนอความคิดว่า หากนำเฮลิคอปเตอร์ไปบินอยู่เหนือสายไฟฟ้าแรงสูง ก็น่าจะทำให้หิมะหลุดออกจากสายไฟได้ ที่ประชุมเห็นด้วย วิศวกรแต่ละคนอยากจะทุบหัวตัวเองด้วยความเจ็บใจว่า เหตุใดตัวเองจึงนึกถึงวิธีนี้ไม่ได้ และไปทดลองก็ปรากฎว่าได้ผลดีมาก

นิทานเรื่องนี้จึงเป็นอุทธาหรณ์สอนใจว่า เราไม่อาจดูแคลนใครได้เลยในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร มีการศึกษาสูงหรือไม่เพียงใด ในห้องเรียนของนักศึกษา MBA ในสมัยก่อน อาจารย์มักจะเล่าถึง กระดาษ post it ของ 3 M ว่าเกิดขึ้นจากความคิดของพนักงานธรรมดาๆของ 3 M คนหนึ่งที่หงุดหงิดเวลาร้องเพลงในโบสถ์ เมื่อเอากระดาษคั่นหนังสือคั่นหน้าที่ต้องดูเนื้อเพลงไว้ แต่เมื่อต้องยืนขึ้นร้องเพลงกระดาษคั่นหนังสือก็ตกลงมา จึงเกิดไอเดียที่นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนต้องมีติดบ้านและติดสำนักงาน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดผลิตภัณฑ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของ 3 M เลยทีเดียว

ขอฝากข้อคิดไว้สำหรับทุกๆท่านที่ได้อ่านข้อเขียนชิ้นนี้ รวมทั้งอ.นันทนาด้วยก็แล้วกันนะครับ”

‘เทพไท’แนะจับตา’ลูกเขยทักษิณ’มีสิทธิ์โผล่แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย

'เทพไท'แนะจับตา'ลูกเขยทักษิณ'มีสิทธิ์โผล่แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย

‘เทพไท’แนะจับตา’ลูกเขยทักษิณ’มีสิทธิ์โผล่แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.24 น.

1 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า

“ล็อคสเปค จุลพันธ์ เป็นหัวหน้าเพื่อไทย

ผมขอแสดงความยินดีกับคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองร่วมสมัย และเป็นนักการเมืองรุ่นเดียวกัน เมื่อได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตรงตามความคาดหมาย และผลการวิเคราะห์ ซึ่งผมได้วิเคราะห์ก่อนหน้านี้แล้วว่า คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลเป็นคนรุ่นกลาง เป็นคนรุ่นไม่ใหม่ไม่เก่าเกินไป ประสานงานได้กับทุกฝ่าย มีความอาวุโสทางการเมืองพอสมควร เป็นส.ส.5สมัย มีความรู้ด้านเศรษฐกิจตามความต้องการของคนพรรคเพื่อไทย เป็นการปลอบใจนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ บิดาของคุณจุลพันธ์ ที่น้อยใจพรรคลาออกจากสมาชิกพรรคไป เมื่อลูกชายได้รับการเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ผู้ที่เป็นพ่อก็คงจะคลายความน้อยอกน้อยใจลงไปบ้าง และที่สำคัญที่สุดคุณจุลพันธ์ได้รับไฟเขียวจากบ้านจันทร์ส่องหล้า เจ้าของพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คู่แข่งที่เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้วและนายสุทิน คลังแสง ต้องหลีกทางไป

ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา หากไม่มีการล็อกสเปคหรือบล็อคโหวตกัน หรือกดดันส่งสัญญาณว่า คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ต้องเป็นใครนั้น ถ้าเปิดฟรีโหวต เชื่อว่านายจาตุรนต์ ฉายแสง คงจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีเจ้าของ เปรียบเสมือนบริษัทในครอบครัวสกุลชินวัตร เมื่อเจ้าของพรรค ชี้ชัดว่าควรเป็นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ มติก็โหวตให้คุณจุลพันธ์อย่างท่วมท้น แบบไม่ต้องสงสัย

แต่การที่คุณจุลพันธ์เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เพราะในอดีตที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเลย นับตั้งแต่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ พลตำรวจเอกวิโรจน์ เปาอินทร์ นายสมพงษ์อมรวิวัฒน์ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว จนมาถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็เพิ่งได้มาเป็นหัวหน้าพรรค หลังจากที่มีการเลือกตั้งผ่านพ้นแล้ว
กรณีของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ก็เช่นเดียวกัน เชื่อว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารพรรค นำพาพรรคไปสู่การเลือกตั้งพร้อมกับเลขาธิการพรรค คือนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของบ้านจันทร์ส่องหล้า เคยเป็นเลขาธิการพรรคสมัยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นหัวหน้าพรรคมาแล้ว จึงจำเป็นต้องให้มารับหน้าที่เป็นแม่บ้านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากชุดผู้บริหารพรรคชุดคุณหนู คือหัวหน้าพรรคเป็นนางสาวแพทองธารลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร กับเลขาธิการพรรค นายสรวงศ์ เทียนทองลูกชายนายเสนาะ เทียนทอง ผู้บริหารพรรคชุดคุณหนูทั้งสองคน เมื่อผ่านยุคนี้ไป ก็ใช้บริการผู้อาวุโสอย่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไปในพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ผมเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง และนักวิเคราะห์ทางการเมือง ผมเชื่อว่า1ใน3ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จะต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเบื้องต้นถ้าดูจากกระแสความเคลื่อนไหว และการโยนถามทาง มีความเป็นไปได้สูงมากว่า นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยของนายทักษิณ ชินวัตร จะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1ใน3 ของพรรคเพื่อไทย ส่วนอีก2คน คงจะรอเวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ตกผลึกกันภายในพรรคเพื่อไทยก่อน ซึ่งจะขออนุญาตนำมาวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป”

‘สุทิน’ลั่นไม่ได้คลั่งรัฐบาลนี้ แต่’อนุทิน’นำไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก หลังหลุดไป 2 ปี

'สุทิน'ลั่นไม่ได้คลั่งรัฐบาลนี้ แต่'อนุทิน'นำไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก หลังหลุดไป 2 ปี

‘สุทิน’ลั่นไม่ได้คลั่งรัฐบาลนี้ แต่’อนุทิน’นำไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก หลังหลุดไป 2 ปี

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.13 น.

‘สุทิน วรรณบวร’ชมไม่หยุด ลั่นไม่ได้คลั่งรัฐบาลนี้ แต่’อนุทิน’นำไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลกตั้งแต่วันแรกที่เป็นรัฐบาล หลังจากหลุดสายตาโลกมา 2 ปี เหน็บแค่จะคุยกับกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยังต้องจ้างหน้าม้าเป็นร้อยล้าน

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Sutin Wannabovorn” ระบุข้อความว่า “ไม่ได้คลั่งรัฐบาลนี้ แต่สำผัสได้ว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลได้นำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์ในสายโลกตั้งแต่วันแรกที่เป็นรัฐบาล โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วทำให้ประเทศไทยโดดเด่นในยูเอน จากผลพวงของถ้อยแถลงวันนั้น ทำให้ประเทศโดดเด่นในที่ประชุมระดับโลก

นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีได้พูดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเรื่องขอให้จีนซื้อข้าวในเวลาพบกับไม่ถึงสองนาที บนโต๊ะอาหารที่รัฐบาลเกาหลีใต้จัดเลี้ยงพิเศษเป็นเกียรแต่ประธานาธิบดีทรัมป์และผู้นำเอเปค นายอนุทินเป็นหนึ่งในแปดผู้นำรวมทั้งทรัมป์และประธานาธิบดีอี แจมย็องร่วมในโต๊ะอาหาร สมาชิกเอเปคมี 21 ชาติ สังเกตุไหมว่าทำไมนายอนุทินเป็น 1 ใน 8 ที่รับเชิญ

นอกจากนั้นนายอนุทินยังได้ทวิภาคีกับผู้นำระดับโลกอีกหลายท่านนั้นก็แสดงว่านายอนุทินได้นำประเทศสู่เรดาร์ในสายตาโลกเรียบร้อยแล้ว การอยู่ในเรดาร์สายตาโลกมันไม่เกิดผลในทันทีทันใด แต่มันเปิดทางกว้างให้เจรจาการลงทุนการค้าในอนาคต

ประเทศไทยหล่นจากเรดาร์สายตาโลกมาสองปีก่อนหน้า แม้แต่จะคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐก็ต้องจ้างหน้าม้าเป็นร้อยล้านบาท แต่ในสมัยนายอนุทิน ทรัมป์ถือว่าตนเป็นศูนย์กลางจักรวาล ยังยอมเลื่อนเวลาการประชุมในอาเซียนซัมมิตให้นายอนุทินเร็วขึ้นเจ็ดชั่วโมง

เราถือว่ารัฐบาลนายอนุทินได้นำประเทศกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลกเรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าไม่มีผู้นำคนไหนนำประเทศเข้าสู่เรดาร์ในสายตาชาวโลกเพื่อให้ประเทศเสียหาย ส่วนผู้มีอคติต่อรัฐบาลด้วยวาระอะไรก็เป็นสิทธิ์ของท่านที่จะด่าว่า สาปแช่งรัฐบาล วิจารณ์ตรวจสอบได้ตามสบายใจของท่าน

แต่ขอไว้อย่าง อย่าได้ล่วงล่ำก่ำเกินไปถึงภริยานายกรัฐมนตรี ทราบว่าเธอเคยเป็นนักข่าว ดังนั้นเมื่อเธอเจอนักข่าวก็ต้องพูดกระเซ้าเย้าแย่กันในฐานะเคยเป็นเพื่อนร่วมอาชีพ เชื่อว่าเธอไม่ได้ตั้งใจคุกคามสื่อตามที่คนมีอคติกล่าวหา วิจารณ์เธออยู่ทุกวันนี้”

‘เจิมศักดิ์’สะท้อนมุมมอง ‘ชีวิต วาระเปลี่ยนผ่าน เพื่อไทย’

'เจิมศักดิ์'สะท้อนมุมมอง 'ชีวิต วาระเปลี่ยนผ่าน เพื่อไทย'

‘เจิมศักดิ์’สะท้อนมุมมอง ‘ชีวิต วาระเปลี่ยนผ่าน เพื่อไทย’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.58 น.

‘เจิมศักดิ์’สะท้อนมุมมอง ‘ชีวิต วาระเปลี่ยนผ่าน เพื่อไทย’

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้สะท้อนมุมมองผ่านช่องยูทูบ WATCHDOG CHANNEL ในรายการ “มุมมองของเจิมศักดิ์” หัวข้อ “ชีวิต วาระเปลี่ยนผ่าน เพื่อไทย” ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีคุณศักดิ์ชัย อภินัยนาถ เป็นผู้ดำเนินรายการ  (ชมคลิป)

‘ดร.จักษ์’จวกพรรคส้ม! รู้ตัวไหมว่า’คุณกำลังรบกับชาติของตัวเอง?’

‘ดร.จักษ์’จวกพรรคส้ม! รู้ตัวไหมว่า'คุณกำลังรบกับชาติของตัวเอง?'

‘ดร.จักษ์’จวกพรรคส้ม! รู้ตัวไหมว่า’คุณกำลังรบกับชาติของตัวเอง?’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

1 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ยามสงคราม ทหารรบข้าศึก — ยามสงบ พรรคส้มรบทหาร”
“ความช่วยเหลือชายแดน”
คำที่คนไทยจำนวนมากเข้าใจตรงกันว่า…คือ “น้ำใจ” แต่สำหรับบางพรรค…มันคือ “หนามยอกอก”ภาพคนไทยบริจาคเงิน บริจาคของ
เพื่อให้ทหารมีลวดหนาม บังเกอร์ ล้อยาง พร้อมใช้
กลายเป็นภาพที่พรรคส้มรีบคว้าไป “ปั่น” ทันที
บอกว่า “ทำไมไม่ใช้งบรัฐ?”
“รัฐบาลไม่มีเงินหรือยังไง?”
พูดเหมือนเข้าใจราชการ แต่จริงๆ ไม่รู้แม้แต่ขั้นตอนเบิกจ่ายงบหลวง
หรืออาจรู้…แต่ “แกล้งไม่รู้” เพื่อจะได้เอามาเล่นการเมือง
เคส “ลวดหนามชายแดน” จำได้ไหม?
งบมีอยู่แล้ว แต่ติดขั้นตอนราชการ
เอกสารต้องผ่านลำดับชั้น
ต้องตรวจ ต้องเซ็น ต้องอนุมัติ
แต่ชายแดนไม่รอเวลา — ศัตรูไม่รอเอกสาร
ชาวบ้านเลยช่วยซื้อให้ ใช้ได้ทันที
วันต่อมาทหารมีลวดหนามพร้อมตั้งแนวป้องกัน
นั่นไม่ใช่ “การบริจาคเพราะรัฐจน”
แต่มันคือ “การบริจาคเพราะคนไทยไม่ทอดทิ้งกัน”
แต่พรรคส้ม…กลับมองไม่เห็น (หรือพยายามไม่เห็น) ความงดงามของความสามัคคี
เพราะในสายตาพวกเขา “ทุกเรื่องต้องมีการเมือง”
⸻
แล้วทำไมต้องจี้แต่ “พี่กัน จอมพลัง”?
ทั้งที่มีมูลนิธิและองค์กรเอกชนอีกมากที่ทำแบบเดียวกัน
หรือเพราะ “กัน” ช่วยคนมากเกินไป
จนภาพมันไปขวางทาง “การตลาดทางการเมือง” ของพรรคส้ม?
ก็แน่น่ะสิ…
คนไทยเริ่มเห็นแล้วว่า “การช่วยเหลือจริง”
มันทำได้โดยไม่ต้อง “พูดให้เท่” หรือ “โชว์ความดี” บนเวทีอภิปราย
⸻
วันนี้พรรคส้มลากเรื่องนี้เข้า กมธ.ทหาร
ใช้งบประมาณแผ่นดิน
เพื่อ “ตรวจสอบทหาร” ที่ป้องกันแผ่นดิน
ทั้งที่เป้าหมายไม่ใช่หาความจริง
แต่ดูเหมือนเพื่อ “ทำลายความศรัทธาของประชาชน”
และ “ลดคะแนนนิยมของคู่แข่งทางการเมือง”
ถามจริงเถอะ…
ยามที่เขมรกำลังยิ้ม เพราะเห็นคนไทยทะเลาะกันเอง
พรรคส้มรู้ตัวไหมว่า “คุณกำลังรบกับชาติของตัวเอง”?
⸻
ทหาร…รบกับข้าศึกภายนอก
แต่ต้องมาถูก “ส้มบางพรรค” รบในยามสงบ
รบด้วยวาทกรรม รบด้วยเฟคนิวส์
รบด้วยความอิจฉาที่คนอื่นทำดีแล้วคนชอบ
นี่หรือพรรคคนรุ่นใหม่?
หรือแค่ “พรรคคนรุ่นรบ” — รบกับทุกอย่างที่ขัดใจตัวเอง
⸻
สุดท้าย…
ความสามัคคีไม่ใช่งานการเมือง
แต่มันคือหัวใจของ “คนรักชาติ”
อย่าปล่อยให้ความช่วยเหลือที่เกิดจาก “น้ำใจคนไทย”
กลายเป็น “น้ำลายพรรคส้ม” ที่สาดใส่ชาติ
เพราะ ยามสงคราม ทหารรบข้าศึก
แต่ ยามสงบ พรรคส้ม…รบทหาร

จักษ์ พันธ์ชูเพชร
๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๘

เผยภารกิจนายกฯวันนี้ วันสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

เผยภารกิจนายกฯวันนี้ วันสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

เผยภารกิจนายกฯวันนี้ วันสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.41 น.

โฆษกเผยภารกิจนายกฯ วันที่ 1 พ.ย. 2568 วันสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู เกาหลีใต้

1 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเวลา 07.55 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในห้วงสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ คือ การเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session II) ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future-Ready Asia-Pacific” ในเวลา 10.00 น. ณ ห้อง 300C ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้นำเสนอแนวทางเสริมศักยภาพภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และสร้างสังคมทุกกลุ่มให้พร้อมรับอนาคต เพื่อภูมิภาคที่ยั่งยืนและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเมื่อการประชุมฯ เสร็จสิ้นมีการถ่ายภาพหมู่ของผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

จากนั้นในเวลา 16.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ (Gimhae Air Base) นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยเที่ยวบินพิเศษของกองทัพอากาศ เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยจะเดินทางถึงไทยเวลา 21.00 น.

“การเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในวันสุดท้ายนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้ผลักดันประเด็นสำคัญในการเสริมศักยภาพภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และการตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่สร้างสรรค์และพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสิริพงศ์ กล่าว