‘จุลพันธ์’ผงาด หัวหน้า‘เพื่อไทย’คนใหม่ โวนำพรรคชนะเลือกตั้ง

‘จุลพันธ์’ผงาด หัวหน้า‘เพื่อไทย’คนใหม่ โวนำพรรคชนะเลือกตั้ง

‘จุลพันธ์’ผงาด หัวหน้า‘เพื่อไทย’คนใหม่ โวนำพรรคชนะเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘จุลพันธ์’ผงาด หัวหน้า‘เพื่อไทย’คนใหม่ โวนำพรรคชนะเลือกตั้ง

“นายกฯ”เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก รอบที่ 1 (Session I) ผลักดันเอเปกที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต ชูจุดเด่นไทยเป็น “สะพาน”การค้า-การลงทุน ความเชื่อมโยงภูมิภาค พร้อมเสนอให้เอเปกยังคงรักษาเรื่องการเปิดกว้างของตลาด การขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน มติ “พท.”โหวต“จุลพันธ์”หัวหน้าพรรคคนใหม่เสียงท่วมท้น354คะแนน ขณะที่’ประเสริฐ’นั่งเลขาธิการพรรค’ศึกษิษฏ์’โฆษก’จุลพันธ์’รับตำแหน่งหัวหน้า ลั่นไปสู่ชัยชนะเป็นรัฐบาลหลังลต.เชื่อปชช.ยังสนับสนุน

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 31ตุลาคม2568 ที่ห้อง300C ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่1 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session I) ภายใต้หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” พร้อมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม โดยกล่าวอ้างถึงถ้อยคำของผู้อำนวยการIMF ที่ระบุว่า “ความไม่แน่นอนคือความปกติใหม่” ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ในยุคที่โลกเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน “ความร่วมมือไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น” พร้อมย้ำว่า เอเปคต้องคงไว้ซึ่งความเปิดกว้าง การมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต เพื่อสร้างภูมิภาคที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น การค้าเสรีและตลาดที่เชื่อมโยงกัน คือรากฐานของความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไทยสนับสนุนกรอบความร่วมมือที่ทันสมัย ครอบคลุม และตั้งอยู่บนกติกาสากล เพื่อให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ MSMEs ให้ได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

‘อนุทิน’โชว์วิชั่นศก.บนเวทีเอเปค

ขณะเดียวกัน การลงทุนควรเป็นแรงขับเคลื่อนทั้งด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยไทยได้ดำเนินโครงการ Thailand FastPassเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนคุณภาพในสาขาพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้การเติบโตในวันนี้ช่วยรักษาโลกให้คนรุ่นต่อไปภาคเอกชนคือกำลังหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต โดยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับมาตรฐานดิจิทัลให้สอดคล้องกัน จะช่วยให้การค้าระหว่างเขตเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ไทยได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือในกรอบเอเปค และได้เริ่มกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยึดมั่นต่อมาตรฐานสากลและความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจ ไทยยังมุ่งขยายความร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจนอกภูมิภาค โดยในปีนี้ ไทยและจีนจะร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง และในปีหน้า ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชียและการประชุมประจำปีของIMFและธนาคารโลก

“การประชุมเหล่านี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกเอเปคและนอกเอเปค เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายและเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เอเปคสามารถร่วมกันสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง เข้มแข็ง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อประชาชนในวันนี้และคนรุ่นต่อไปในอนาคต” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ชูไทยสะพานการค้า-การลงทุนภูมิภาค

เวลา 12.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง 300A ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention (HICO) ชั้น 3เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC Dialogue with APEC Economic Leaders) โดยเป็นผู้แทน ABAC จากชิลี บรูไน จีน และมาเลเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมศักยภาพของไทยด้านเศรษฐกิจ และบทบาทของเอเปคในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ในหัวข้อเรื่อง“ศักยภาพของไทยในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงในภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงเสนอ 3แนวทาง ดังนี้ 1.การเสริมสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค (Enhancing Regional Connectivity) โดยไทยตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชีย จึงเป็น “สะพาน” เชื่อมโยงเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และอาเซียน ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางด้านการค้า โลจิสติกส์ และการลงทุน 2.การลงทุนเพื่ออนาคต (Investing in the Future) ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ที่มุ่งเน้นการดำเนินการระยะสั้นเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว ไทยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EVs) เซมิคอนดักเตอร์ชีวเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการสตรีและสตาร์ทอัพ ผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจมีความครอบคลุมและเป็นธรรมสำหรับทุกคน 3.การขับเคลื่อนการเติบโตสีเขียวและยั่งยืน (Driving Green and Sustainable Growth) โดยภายใต้เป้าหมายกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Goals on the Bio-Circular-Green Economy ไทยเป็นผู้นำในการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว การลงทุนตามหลัก ESG และการเงินที่มีความรับผิดชอบ พร้อมขอบคุณสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปคที่ให้คำมั่นสนับสนุนแนวทางดังกล่าว

โอกาสนี้ ทาง ABAC ยังสอบถามถึงได้แนวทางที่เอเปคควรดำเนินการท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อสร้างภูมิภาคที่ยั่งยืน มีความพร้อมต่ออนาคต และสามารถคาดการณ์ได้

โดยนายกรัฐมนตรีเสนอว่า จุดแข็งของเอเปคอยู่ที่ความครอบคลุมและลักษณะความร่วมมือโดยไม่ผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ทดลองแนวคิดใหม่ ๆ สร้างความไว้วางใจ และเปลี่ยนศักยภาพให้เป็นโอกาสแห่งความร่วมมือ พร้อมเสนอให้เอเปคมุ่งเน้น 3ประเด็นสำคัญ ได้แก่ รักษาการเปิดกว้างของตลาด การขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะในช่วงที่แนวโน้มกีดกันทางการค้าและความตึงเครียดทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เอเปคควรยึดมั่นในระบบพหุภาคีและกลไกการค้าเสรีบนพื้นฐานของกติกา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการใช้ศักยภาพเพื่อสร้างความไว้วางใจและส่งเสริมความร่วมมือ แทนที่จะสร้างความแบ่งแยก

เชียร์’จีน’เป็นเจ้าภาพเอเปคสมันหน้า

นอกจากนี้ เอเปคจำเป็นต้องเตรียมภูมิภาคให้พร้อมต่ออนาคต ผ่านการส่งเสริมการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล และครอบคลุม โดยยึดตามวิสัยทัศย์Putrajaya 2040 และเป้าหมายกรุงเทพฯ (Bangkok Goals) ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานสะอาด การปรับตัวสู่ดิจิทัล และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากระบบการเงินที่สอดคล้องกับหลัก ESG พร้อมเน้นย้ำว่า ความร่วมมือกับภาคเอกชนมีความสำคัญมาก หวังว่า ABAC จะยังคงแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ในตอนท้าย นายกฯกล่าวสนับสนุนการเจ้าภาพเอเปคในปีหน้าของจีนอย่างเต็มที่ โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือ เสถียรภาพ และโอกาสใหม่ให้กับภูมิภาค พร้อมทิ้งท้ายว่า “เอเปคจะทำงานได้ดีที่สุด เมื่อสร้างสะพานแห่งความร่วมมือ ไม่ใช่กำแพงแห่งความแตกแยก และเอเปคได้ร่วมกันเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นความก้าวหน้าร่วมกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

‘วราเทพ’หวนคืนถิ่นพท.ประชุมใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า มีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุมใหม่ หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลาออกจากหัวหน้าพรรค บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก บรรดาแกนนำและสมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางมาเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ น.ส.แพทองธาร , นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย , นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย , นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกฯ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรมว.สาธารณสุข,นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรมช.คลัง ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า การประชุมวันนี้ นายวราเทพ รัตนากร อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ ในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ได้เดินทางมาที่พรรคเพื่อไทยในวันนี้ด้วย โดย นายวราเทพ กล่าวว่า วันนี้มาทักทายและพบกับผู้ใหญ่ในพรรค ซึ่งไม่ได้มาเข้าร่วมประชุม โดยจะนัดหมายเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคอีกครั้ง ปัจจุบันมี สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ อยู่กับตน 2 คน และตนได้คุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แล้ว

มติพท.โหวต‘จุลพันธ์’หัวหน้าคนใหม่

ต่อมา มีรายงานว่า ที่ประชุมพรรคได้โหวตให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) คนใหม่ โดยได้คะแนน 354คะแนน จากมีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งหมด 369คนและมีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 15คน ขณะที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้เป็นเลขาธิการพรรค และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ เป็นโฆษกพรรค

เปิดรายชื่อกก.บห.ไม่มี’สุริยะ-สมศักดิ์’

สำหรับรายชื่อ กก.บห.29คน ดังนี้ 1.นายจุลพันธ์ 2.รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค3.นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค 4.นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรค5.นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองหัวหน้าพรรค 6.นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรค 7.นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค 8.นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค9.นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรค 10.นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค11.นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองหัวหน้าพรรค 12.นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรค13.นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค 14.นายจเด็ศจันทรา รองหัวหน้าพรรค 15.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค 16.นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรค 17.นายจิรวัฒน์ศิริพานิชย์ รองเลขาธิการพรรค 18.นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรค 19.นางสาวขัตติยา สวัสดิผล รองเลขาธิการพรรค20.นางสาวปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช รองเลขาธิการพรรค 21.นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เหรัญญิกพรรค 22.นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ นายทะเบียนสมาชิกพรรค 23.นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค 24.นายดนุพร ปุณณกันต์ กรรมการบริหาร 25.นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหาร 26.รศ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ กรรมการบริหาร 27.นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ กรรมการบริหาร 28.นายวรวงศ์ วรปัญญา กรรมการบริหาร 29.นายวิพุธ ศรีวะอุไร กรรมการบริหาร เป็นที่น่าสังเกตว่า ในรายชื่อ กก.บห.ไม่มีชื่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

เชื่อ10ล้านคนหนุนตั้งรบ.หลังลต.

จากนั้น นายจุลพันธ์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ หลังรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคว่า วันนี้ตนและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ขอกราบขอบพระคุณที่ได้มอบความไว้วางใจให้กับพวกเราในการเข้ามาขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทย เป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดของพวกตนที่ได้มีโอกาสเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ แนวทางของพรรคในวันนี้ เราพร้อมที่จะยกเครื่อง อย่างแรกเลยคือเรื่องของการสื่อสารกับประชาชนต้องรวดเร็ว และตรงถึงประชาชนอย่างทันท่วงที ในส่วนของผู้สมัคร เราจะคัดผู้สมัครเข้าสู่การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ให้เป็นผู้สมัครซึ่งมีคุณภาพตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ในส่วนของนโยบาย ต้องเป็นนโยบายที่ถูกใจ ตอบโจทย์กับพี่น้องประชาชนได้ วันนี้เรากำลังเดินหน้าในภารกิจเหล่านั้นอยู่ นี่ไม่ใช่ภารกิจที่ง่ายเลย แต่ตนไม่ได้อยู่คนเดียว ตนมีพวกเราทุกคนเป็นกำลัง เชื่อมั่นว่าเรามีประชาชนนับ 10 ล้านคนที่จะคอยเป็นกำลังผลักดันให้กับพรรคเพื่อไทยในการเดินหน้า ในการนำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลในครั้งถัดไปให้ได้ ตนขอกำลังจากพวกเราทุกคนร่วมมือร่วมใจ ที่สำคัญที่สุดเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย เชื่อมั่นในแนวทางที่เรายึดมั่น และเราจะนำพาและประเทศไทยไปสู่ความสำเร็จและอนาคตที่สดใสต่อไป

เศรษฐา’ระทึก! ปปช.รับไต่สวน โยกงบ3.5หมื่นล.

เศรษฐา’ระทึก! ปปช.รับไต่สวน โยกงบ3.5หมื่นล.

เศรษฐา’ระทึก! ปปช.รับไต่สวน โยกงบ3.5หมื่นล.

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

 ‘เศรษฐา’ระทึก! ปปช.รับไต่สวน โยกงบ3.5หมื่นล. ทำดิจิทัลวอลเล็ต

ป.ป.ช.รับไต่สวน“ครม.เศรษฐา”โยกงบ 3.5 หมื่นล้าน ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เข้าข่ายผิด ม.157 แต่ไม่รับไต่สวน“ครม.อิ๊งค์”เพราะยังไม่เข้ารับตำแหน่งตอนเกิดเหตุ

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยถึงกรณีกล่าวหานายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับพวก ร่วมกันแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายสำหรับเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ และรายจ่ายตามข้อผูกพันที่กฎหมายกำหนดให้จ่าย รวมถึงการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

จากการสอบสวนปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้

ข้อกล่าวหาที่ 1 กรณีกล่าวหาว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กับพวก ได้ร่วมกันแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จำนวน 5 แห่ง วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ และรายจ่ายตามข้อผูกพันที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง (1)(2)(3)

รับฟังได้ว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้พิจารณาเสนอปรับลดงบประมาณของตนเองลง ตามแนวทางที่ได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและสำนักงบประมาณ รวมวงเงินงบประมาณที่ถูกปรับลด เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 35,000 ล้านบาท แล้วนำไปเพิ่มเป็นรายจ่ายงบกลาง เพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล (หรือโครงการเติมเงิน 10,000 บาท) โดยมิได้เกิดจากฝ่ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นผู้เสนอขอแปรญัตติเองตามระเบียบหรือข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับลด ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) แต่อย่างใด

ดังนั้น จึงไม่มีการแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามรัฐธรรมนูญ คดีจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง (3) ตามที่มีการกล่าวหา

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังเคยมีคำวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม ต้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา หากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณดังกล่าวได้รับการพิจารณาเสร็จสิ้น และเป็นกฎหมายใช้บังคับแล้ว ย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่จะเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงไม่มีกรณีต้องเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จึงมีมติให้ยุติการสอบสวนทางลับ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากการสอบสวนว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายหรือมีมติสั่งการให้สำนักงบประมาณ (สงป.) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดำเนินการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จำนวน 5 แห่ง พิจารณาทบทวนงบประมาณรายจ่ายที่ได้ตั้งคำขอไว้ โดยให้เสนอปรับลดงบประมาณของตนเองลงเพื่อเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล

ต่อมาคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 มีมติเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตามที่ SFIs เสนอ โดยปรับลดงบของทั้ง 5 แห่ง รวมวงเงิน 35,000 ล้านบาท แล้วนำไปเพิ่มเป็นรายจ่ายงบกลาง เพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล

จนกระทั่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2568 และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงงบประมาณดังกล่าว ทั้งที่งบของ SFIs ดังกล่าวมีสถานะเป็นภาระทางการเงินที่รัฐบาลต้องตั้งงบชดเชยตามกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 28 และพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 มาตรา 28

แต่รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน กลับดำเนินการปรับลดงบประมาณในส่วนของ SFIs ทั้ง 5 แห่งลง โดยไม่ได้ตั้งงบชดเชยให้ในปีงบประมาณ 2568 การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 9 และมาตรา 20 วรรคแรก (5) โดยมีเจตนาเพื่อโยกงบไปใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย เพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการคลังของประเทศ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติเป็นเอก ฉันท์ให้รับเรื่องไว้ไต่สวน โดยให้ดำเนินการไต่สวนบุคคลหรือคณะบุคคล ดังนี้ 1.นายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2.คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เข้าร่วมประชุมและมีมติเห็นชอบกับการปรับลดงบประมาณ 3.นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 4.นายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

สำหรับผู้ถูกร้องรายอื่น คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติ ดังนี้ 1.นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแปรญัตติปรับลดงบประมาณ 2.คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2568 ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานชัดเจน

3.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน

ข้อกล่าวหาที่ 2 กรณีกล่าวหาว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กับพวก ได้ร่วมกันแปรญัตติเพิ่มงบประมาณรายจ่ายให้กับกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1,256,710,300 บาท

ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วพบว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯมีมติไม่เห็นชอบการขอเพิ่มงบดังกล่าวและร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่ประกาศใช้มียอดงบตรงกับที่เสนอเดิม คือ 220,184,400 บาท จึงไม่ปรากฏการแปรญัตติเพิ่มงบกองทุนดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ยุติการสอบสวนทางลับ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ทหารไม่ใช่นักธุรกิจ ที่เมื่อธุรกิจขาดทุนก็เริ่มใหม่ได้ แต่ทหารสูญเสียอวัยวะ เรียกกลับคืนมาไม่ได้ ดังนั้น เมื่อมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เข้าพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย มีบังเกอร์ที่แข็งแรง ไม่ดีหรือ อันนี้ขอถามคนไทยทั้งประเทศ”

พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

​อย่าแตะเสาหลัก! รมช.กลาโหมติงกมธ.ทหาร ยันยุทธภัณฑ์ไม่ขาดแคลน

​อย่าแตะเสาหลัก! รมช.กลาโหมติงกมธ.ทหาร ยันยุทธภัณฑ์ไม่ขาดแคลน

​อย่าแตะเสาหลัก! รมช.กลาโหมติงกมธ.ทหาร ยันยุทธภัณฑ์ไม่ขาดแคลน

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อย่าแตะเสาหลัก! รมช.กลาโหมติงกมธ.ทหาร ยันยุทธภัณฑ์ไม่ขาดแคลน

“บิ๊กอดุลย์”รมช.กลาโหม ยืนยันยุทธภัณฑ์ทางทหารไม่ขาดแคลน แต่ยามวิกฤตไม่พอ ติงกมธ.ทหาร อย่าดึงเสาหลักชาติมาเล่น ดราม่าของบริจาค มองเป็นการทะเลาะกันเอง ด้าน กมธ.ทหาร ไม่เชิญ“กัน จอมพลัง”ให้ข้อมูลเพิ่มแล้ว แต่ขอความร่วมมือส่งเอกสารขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานรัฐทั้งหมด จี้“โฆษก ทบ.”ส่งเอกสารคำร้องขอยุทธภัณฑ์ ยันไม่ได้พุ่งเป้าโทษใคร แต่เพื่อวางระบบรับบริจาค เสริมเขี้ยวเล็บให้แนวหน้า ขณะที่“กัน จอมพลัง” โชว์หนังสือหน่วยงานขอสนับสนุนแผ่นเกราะแข็งป้องกันกระสุน ลั่นอะไรที่ทำให้ทหาร-ตำรวจปลอดภัย พร้อมทำหมด “พล.ต.วินธัย”ยอมรับ“กัน จอมพลัง”สนับสนุนแผ่นเกราะฯ ให้กำลังพลแนวหน้าจริง โดยมอบให้ “ตชด.-ทหารพราน”

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่สํานักงานปลัดกลาโหมศรีสมาน พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่กรรมาธิการการทหารสภาผู้แทนราษฎรเดินหน้าตรวจสอบการใช้งบประมาณของกองทัพ ในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา หลัง นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง นำยุทธภัณฑ์ และสิ่งของไปบริจาคให้กับทหารตามแนวชายแดน ว่า ทหารเมื่อจัดกำลังป้องกันชายแดนในแต่ละปีมีงบประมาณให้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณในการป้องกันประเทศภาวะปกติ แต่ปัจจุบันอยู่ในขั้นที่ 2 พบมีการรุกล้ำชายแดน ที่ทหารต้องตอบโต้ จนเกิดการประทะกันเป็นระยะ นั่นหมายความว่าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติ จึงชี้ให้เห็นว่า งบประมาณที่อนุมัติในสถานการณ์ปกติไม่เพียงพอ ที่ผ่านมาสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นหลายพื้นที่ ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งในแต่ละจุดปะทะ ทหารต้องเข้าไปในพื้นที่โดยเร็วที่สุด จึงขอตั้งคำถามว่าหากต้องเข้าพื้นที่โดยเร็วที่สุดงบประมาณที่จะจัดสรรให้ตามปกติ จะเพียงพอหรือไม่ และจะทันต่อเหตุการณ์หรือไม่

“มันไม่ทันหรอก ในเมื่อมีประชาชนร่วมมือกันที่จะให้สิ่งของ และมีงบประมาณที่จะทำทางให้ มีงบประมาณเติมน้ำมันให้ทหาร ให้ทหารเข้าไปถึงพื้นที่ ด้วยความรวดเร็ว ท่านว่าไม่ดีหรอครับ มันเป็นเรื่องดีที่ทำให้ทหารเข้าไปในพื้นที่ด้วยความรวดเร็ว ปลอดภัย ยิ่งถ้ามีเกาะอยู่ด้วย ท่านว่าไม่ดีหรอครับ” พลโท อดุลย์ กล่าว

พลโท อดุลย์ ย้ำว่า ทหารไม่ใช่นักธุรกิจ ที่เมื่อธุรกิจขาดทุนก็เริ่มใหม่ได้ แต่ทหาร สูญเสียอวัยวะ เรียกกลับคืนมาไม่ได้ ดังนั้น เมื่อมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เข้าพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย มีบังเกอร์ที่แข็งแรง “ไม่ดีหรืออันนี้ ขอถามคนไทยทั้งประเทศ”

รมช.กลาโหม ยืนยันว่ากองทัพบกให้เงินได้ แต่งบประมาณของทางราชการหากขอตามแผนประจำปี 2 ปี กว่าจะได้ แต่หากเป็นงบกลางอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึง 5 เดือน ส่วนตัวพูดด้วยความรู้สึกไม่ได้ปกป้องกองทัพบก แต่ที่ต้องออกมาพูดเพราะเห็นใจทหารที่อยู่ตามแนวชายแดน รับของแล้วเจอเรื่องดราม่า ว่ารับของมา ทั้งๆที่ เป็นความรักชาติของคนไทย ที่ร่วมมือกันบริจาค ส่วนที่ฝ่ายการเมืองทะเลาะกัน ขออย่าดึงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง พร้อมขอให้ทหารมีสมาธิในการปฎิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ เพราะขวัญกำลังใจของกำลังพลถือว่ามีส่วนสำคัญ

พลโท อดุลย์ ระบุด้วยว่า ขณะนี้ได้รับการอนุมัติจาก รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ให้ทำถนนเข้าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อำนวยความสะดวกให้ทหารเข้าไปถึงพื้นที่ชายแดนได้อย่างรวดเร็วและสะดวก ขณะเดียวกันตอนนี้กำลังพลมีเสื้อเกาะ มีบังเกอร์ที่แข็งแรง พร้อมปกป้อง กัน จอมพลัง แต่เป็นการยืนยันว่า ทหารที่อยู่ตามแนวชายแดนต้องการสิ่งเหล่านี้ เพื่อรักษาชีวิต

เมื่อถามว่า ทำไมก่อนหน้านี้ผู้บังคับบัญชาไม่จัดหา ยุทธภัณฑ์เหล่านี้ให้กับกำลังพล แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นถึงมารับบริจาค พลโท อดุลย์ ระบุว่า ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ยืนยันทุกปีกองทัพบกมีงบประมาณ ในการพัฒนาเส้นทางต่างๆ ที่จะเข้าไปตามแนวชายแดน แต่อาจไม่ตรงกับจุดที่เกิดภัยคุกคาม เช่นปราสาทคันนา ไม่มีใครรู้ว่าภัยคุกคามจะเกิดขึ้นบริเวณดังกล่าว รวมถึงอีกหลายพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ และขณะนี้ได้รับการสนับสนุนจาก หลายหน่วยงานทั้ง ไฟฟ้า น้ำประปา สัญญาณโทรศัพท์ รวมถึงการติดตั้งรั้ว cctv ที่ไม่ต้องทำเป็นกำแพงแต่ใช้ระบบดิจิทัล ซึ่งจะทำให้ทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลจาก ระบบนี้ได้ เช่นการหลบหนีเข้าเมือง เป็นต้น การรับบริจาคสิ่งของจำเป็นต้องกำชับให้หน่วยงานในสังกัดต้องโปร่งใสในการ รับบริจาคสิ่งของหรือไม่ พลโท อดุลย์ ยืนยันว่าที่ผ่านมารับเป็นเงินแต่รับเป็นสิ่งของ ถ้าคนเราคิดดีทำดี เชื่อว่า ไม่มีวาระแอบแฝงอะไร สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับน้องน้องทหารทุกคน ที่ดูแลประเทศชาติของเรา อย่างไรก็ตามยืนยันว่าทุกอย่างต้องช่วยกันตรวจสอบใครโกงก็ต้องว่าเป็นคนๆ ไป

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นการดิสเครดิต กองทัพโดยใช้ กัน จอมพลัง หรือไม่ พลโท อดุลย์ ตอบว่า ไม่ แต่มองว่า เป็นการทะเลาะกันเอง ขออย่าดึงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง กองทัพดูแลด้านความมั่นคง

“อย่าเอาความมั่นคงที่เป็นเสาหลักของชาติมาเล่นกันแบบนี้ ผมว่ามันต้องเห็นใจกัน กรรมาธิการก็ทำหน้าที่ของกรรมาธิการไป คุณกัน ก็ทำหน้าที่ของคนที่รักชาติ ส่วนคุณกันจะทำไม่ดีก็ไปตรวจสอบกันเอง พร้อมยืนยันด้วยว่าในสภาวะปกติกองทัพไม่ได้ขาดแคลน ยุทธภัณฑ์ แต่ขาดในภาวะวิกฤต เมื่อปะทะกัน ต้องการถนน บังเกอร์ เสื้อเกราะ จึงขอตั้งคำถามว่า หากมีคนเอามาให้จะผิดระเบียบหรือไม่ แต่ตนยอมผิดระเบียบ

วันเดียวกัน กัน จอมพลัง ได้โพสต์ภาพหนังสือราชการหน่วยงานแห่งหนึ่งที่มีการขอสนับสนุนแผ่นเกราะแข็งป้องกันกระสุน จากมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ โดยระบุข้อความว่า “ผมพูดกับพี่น้องทหารตำรวจที่รักเสมออะไรที่ทำให้ทหารกับตำรวจหน้าแนวปลอดภัยกับเข้าใกล้ชัยชนะในเวลานั้นผมทำหมด ผมอยากให้ทุกคนได้กลับบ้านไปเจอครอบครัวชุดเกราะเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตพวกเค้าได้จริง”

จากกรณีที่เพจ “กันจอมพลัง ช่วยสู้” เผยแพร่เอกสารที่อ้างอิงว่าออกโดยหน่วยราชการลงวันที่ 27 ก.ค.2568 ขอรับการสนับสนุนแผ่นเกราะแข็ง ระดับ 4 (Level IV) จำนวน 250 แผ่น เพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชานั้น ล่าสุด พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยอมรับว่า จากการตรวจสอบพบว่า กัน จอมพลัง สนับสนุนแผ่นเกราะกันกระสุนตามข่าวที่ปรากฏออกมาให้จริง โดยสนับสนุนให้กับตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ตชด.และทหารพราน

ที่รัฐสภา นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงวาระการประชุมกมธ. เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ได้รับข้อมูลจาก กัน จอมพลัง เพียงบางส่วน ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อยุทธภัณฑ์ ที่มีการใช้คำว่าขอความอนุเคราะห์โดยตรงและไปซื้อกับบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้เห็นรายละเอียด คาดว่าจะเป็นหน่วยทหารแนวหน้าที่ส่งคำขอยุทธภัณฑ์มา ผ่านมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงิน ดังนั้นสิ่งที่ต้องดำเนินการหลังจากนี้คือการขอเอกสารที่หน่วยงานส่งคำขอต่อมูลนิธิไปทั้งหมดว่ามีรายการอะไรบ้าง กรรมาธิการยังขอเอกสารกับ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถให้คำตอบกับคำถามกรรมาธิการได้ และตอบรับที่จะรวบรวมเอกสารส่งกรรมาธิการ ซึ่งแสดงว่าทหารแนวหน้าขาดแคลนในสิ่งที่กองทัพปฏิเสธข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มาตลอด

“ยืนยันว่าการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการไม่ได้เป็นการมุ่งหมายตรวจสอบเพื่อเพ่งโทษใคร แต่เพื่อวางระบบของกองทัพ วางมาตรการแนวทางในการรับบริจาคที่ถูกต้อง พร้อมกับประกาศให้สาธารณะชนทราบว่าสิ่งใดที่กองทัพรับบริจาคได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้บริจาคทุกอย่าง และเมื่อถึงเวลาก็ดำเนินการอย่างไม่เป็นระเบียบ จึงต้องดำเนินการวางระบบให้ถูกต้อง” นายเอกราช กล่าว

นายเอกราช กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเห็นว่าในเรื่องนี้อาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติยุทธภัณฑ์ การจัดซื้อจัดจ้างซึ่งด้านหนึ่งอาจมีปัญหาเรื่องอุปสรรคต่อการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ต้องหาทางแก้ไขปรับปรุงต่อไป ซึ่งหลังจากนี้ อาจไม่ต้องเชิญ นายกัน จอมพลัง แล้ว กรรมาธิการจะส่งหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์เอกสาร จึงขอความร่วมมือ ในส่วนกองทัพทางโฆษกกองทัพรับปากว่าจะรวบรวมเอกสารมาให้ ที่ต้องดูว่าเอกสารดังกล่าวนั้นจะครบถ้วนหรือไม่ เพราะกรรมาธิการก็มีข้อมูลจากแนวหน้าในเรื่องการขาดแคลนและความต้องการในพื้นที่ โดยเน้นย้ำว่าทางกองทัพจะต้องไม่ปกปิดข้อเท็จจริง หรือให้เพียงแค่ดูดี

“ไม่ใช่การปกปิดข้อเท็จจริง หรือพูดไปเพียงแค่ให้ดูดี แต่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา และช่วยกันหาทางออกก็จะเป็นสิ่งที่ที่ดีที่สุด วันนี้เรามาเสริมติดเขี้ยวเล็บและแพร่กับกองทัพ แนวหน้าตรงไหนร้องขอกรรมาธิการก็พยายามไล่บี้ เช่นตำรวจตระเวนชายแดนพบว่าขาดเยอะ สอบถามหน่วยงานรัฐได้รับคำชี้แจงอย่างเป็นที่พอใจแล้ว เช่นเดียวกันเชื่อว่าหากนายพลที่อยู่แนวหลังใส่ใจกับทหารชั้นผู้น้อย ลงไปดูหน้างาน ดูรายละเอียดนิดนึง รวมถึงรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงไปดูหน้างานความเข้าใจจะทราบว่าต้องแก้ไขอย่างไร” นายเอกราชกล่าว

นายเอกราช กล่าวด้วยว่า หากกองทัพส่งเอกสารไม่ครบถ้วน กรรมาธิการจะรวบรวมข้อมูลเอง เพื่อปรับปรุงในเชิงนโยบาย เพื่อเสนอแนะการปฏิรูปกระบวนการจัด งบประมาณของกองทัพ ว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้หน่วยงานทหารแนวหน้าได้รับความเดือดร้อน แต่เป็นการติดเขี้ยวเล็บให้กับแนวหน้า โดยเฉพาะการจัดยุทธภัณฑ์ให้กับแนวหน้าไม่ตรงกับความต้องการนั้น อาจมองว่าผู้บัญชาการระดับบนจะมีปัญหาในการสั่งการดำเนินการ เชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศพร้อมสนับสนุนทหารแนวหน้า จึงต้องการรู้ว่าฐานแนวหน้าขาดยุทธภัณฑ์อะไรบ้าง ซึ่งหากทราบข้อมูลได้มากเท่าไหร่ เท่ากับว่าติดเขี้ยวเล็บได้มากเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทำเป็นไม่รู้แล้วจัดหาแบบไม่ถูกต้อง โดยชี้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หากสิ่งที่กองทัพต้องจัดหายุทธภัณฑ์ให้กับแนวหน้า แต่กลับให้หน่วยงานภายนอกจัดหาให้

แวดวงนักปกครอง : 1 พศฤศจิกายน 2568

แวดวงนักปกครอง : 1 พศฤศจิกายน 2568

แวดวงนักปกครอง : 1 พศฤศจิกายน 2568

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

กรมการปกครอง ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงเป็นประดุจแม่แห่งแผ่นดินและศูนย์รวมดวงใจของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ โดยฝ่ายปกครอง 878 อำเภอทั่วประเทศ พร้อมใจและอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ และลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ อาคารสถานที่ของหน่วยงานพร้อมกันทั้งประเทศ

กระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำ!! การจัดงานในช่วงเทศกาลลอยกระทงมิได้มีการยกเลิกแต่อย่างใด โดยขอให้ผู้จัดพิจารณาตามความเหมาะสมปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการแสดงความอาลัย ทั้งนี้ ระมัดระวังการจุดและปล่อยพลุตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอื่นใด ที่คล้ายคลึงกัน รวมทั้งการใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าโดยใช่เหตุ รวมทั้งความปลอดภัยของเรือ โป๊ะ ท่าน้ำ ที่จัดกิจกรรมทุกแห่ง

คนละครึ่ง พลัส คึกคัก ประชาชนเริ่มใช้สิทธ์ิโครงการฯ ตั้งแต่ 29 ตุลาคม 2568 เตือน!! ใช้สิทธิ์ครั้งแรกก่อน 11 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น.ของทุกวัน โดยสามารถใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2568 สำหรับฟู้ดเดลิเวอรี่ใช้ได้ตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ของทุกวัน

นายเตชิต ทรงบุญศาสตร์ นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู

นายเตชิต ทรงบุญศาสตร์ นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู

120 วัน Nonstop ด้านยาเสพติด นายเตชิต ทรงบุญศาสตร์ นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู เร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมพลัง รักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win : ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว สู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ของอำเภอเมืองหนองบัวลำภูโดยทุกหมู่บ้านทอดผ้าป่าไม่ใช้เงิน แต่เป็นการค้นหาผู้เสพ/ผู้ค้ายาเสพติด (Re X Ray) เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา และจัดให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติด นำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดต่อไป

นายเศรษฐา เณรสุวรรณ นายอำเภอเมืองมหาสารคาม

นายเศรษฐา เณรสุวรรณ นายอำเภอเมืองมหาสารคาม

นายเศรษฐา เณรสุวรรณ นายอำเภอเมืองมหาสารคาม ขับเคลื่อนการดำเนินงานศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ภายใต้แนวคิด “ขอเจ็บแทน“ โดยเปรียบความทุกข์ร้อนของประชาชนเสมือนความทุกข์ร้อนของนายอำเภอ เมื่อเกิดข้อพิพาทภายในหมู่บ้าน ให้มีแนวทางโดยรับฟังปัญหา พูดคุยทำความเข้าใจ จนกระทั่งทุกฝ่ายพึงพอใจ ถือเป็นแคมเปญที่เข้าถึงได้

กรมการปกครองเตือนภัย!! “ตู้จำหน่ายสินค้ากล่องสุ่ม” เสี่ยงเข้าข่ายการพนัน ลวงให้ประชาชนหลงเชื่อด้วยข้อความเชิญชวนให้ร่วม “ลุ้นรางวัลใหญ่” เพื่อจูงใจให้ประชาชนหยอดเงินซื้อสินค้าแบบสุ่ม อีกทั้งบางกรณีผู้ประกอบการยังอ้างว่ามี “ใบอนุญาตให้เล่นจากนายทะเบียน” ย้ำให้ฝ่ายปกครองในพื้นที่และนายทะเบียนผู้ออกใบอนุญาต เร่งตรวจสอบตู้จำหน่ายสินค้ากล่องสุ่มในพื้นที่อย่างเข้มงวด หากพบการกระทำที่เข้าข่ายการพนันหรือฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามระเบียบกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ นายหมู่ใหญ่ ไซนูเดน ดอฆอ สมาชิก อส. อ.รือเสาะ รองหัวหน้าชุด ชคต. ผู้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่กรณีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดโจมตีรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ อส. ชุดคุ้มครองตำบลเรียง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ขณะเดินทางกลับจากการประชุมสภาสันติสุข โดยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวสดุดีในเกียรติแห่งวีรชนผู้กล้า ผู้เสียสละชีวิตเพื่อความสงบสุขของแผ่นดินไทย พร้อมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัว พร้อมดำเนินการดูแล ช่วยเหลือ และเยียวยา ตามระเบียบอย่างดีที่สุดในลำดับต่อไป

นาย..อำเภอน้อย

คนละครึ่งพลัส 3 วัน ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้าน ร้านค้าร่วมลงทะเบียนทะลุ 7.8 แสนราย

คนละครึ่งพลัส 3 วัน ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้าน ร้านค้าร่วมลงทะเบียนทะลุ 7.8 แสนราย

คนละครึ่งพลัส 3 วัน ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้าน ร้านค้าร่วมลงทะเบียนทะลุ 7.8 แสนราย

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.06 น.

รัฐบาลเผยยอดใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” สะท้อนการตอบรับดีทั่วประเทศ ร้านค้าทะลุ 7.8 แสนราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยล่าสุด ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบและเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 780,659 ราย ทั่วประเทศ และมียอดใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 5,424.7 ล้านบาท

จากยอดการใช้จ่ายดังกล่าว แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 2,684.9 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 2,739.8 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการรายย่อย เช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด คาเฟ่ และบริการเดลิเวอรี ที่ได้รับผลดีจากมาตรการดังกล่าว

รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า การดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งเน้นการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

‘นราพัฒน์’ส่อทิ้ง ปชป. โพสต์เศร้ายุติเส้นทางสายเก่า

'นราพัฒน์'ส่อทิ้ง ปชป. โพสต์เศร้ายุติเส้นทางสายเก่า

‘นราพัฒน์’ส่อทิ้ง ปชป. โพสต์เศร้ายุติเส้นทางสายเก่า

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.40 น.

ปชป.เลือดไหลออกอีก “นราพัฒน์ แก้วทอง” โพสต์เดินทางสู่เส้นทางสายใหม่ ที่มีเพื่อน พี่น้อง ที่ให้เกียรติกัน

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายนราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.พิจิตร และอดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟสบุ๊ค ข้อความและภาพประกอบกราบพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยข้อความ ระบุว่า 

31/10/2568 
ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ในเรื่องที่ยากจริงๆ 
คือยุติการเดินทางเส้นทางสายเก่า ที่รักยิ่ง
สู่เส้นทางใหม่ซึ่งก็ไม่ต่างจากเส้นทางเดิมมากนัก
แต่ก็เป็นเส้นทางที่มีคนเดินร่วมทาง ที่เข้าใจกัน
เป็นเพื่อน เป็นมิตร เป็นพี่น้อง ที่ดีที่ให้เกียรติกัน 
ยังคงรักบ้านหลังเก่าเสมอ ไม่ลืมเลือน ขอบคุณครับ

ทั้งนี้นายนราพัฒน์ เป็นบุตรชายนายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตสส.พิจิตรหลายสมัย และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง โดยนายนราพัฒน์ ชนะการเลือกตั้งได้เป็น สส. พิจิตร เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2544 จากนั้นก็ยังชนะเลือกตั้งเป็น สส.พิจิตร ต่อเนื่อง ปี 2550 ,2554 และในการเลือกตั้งปี 2562 ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 27 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง  แต่ได้รับแต่งตั้งเป็นเป็นอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนเมื่อ พ.ศ. 2565 นายอภิชัย เตชะอุบล ลาออก ทำให้นายนราพัฒน์ได้เป็นสส.บัญชีรายชื่อแทน  อย่างก็ตามในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 นายนราพัฒน์ได้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 7 ไม่ได้เป็น สส.

ส่วนตำแหน่งบริหารในพรรคประชาธิปัตย์นั้น ในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ นายนราพัฒน์ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และในปี พ.ศ. 2562 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารชั้นนายพล 8 นาย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารชั้นนายพล 8 นาย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ ฝ่ายทหารชั้นนายพล 8 นาย

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.23 น.

31 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นนายพล จำนวน 8 นาย ดังนี้

พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร พันเอก ธนิต ลีฬหาธีรพงศ์ เป็น ‘พลตรี’

พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร พันเอก ธนิต ลีฬหาธีรพงศ์ เป็น 'พลตรี'

พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร พันเอก ธนิต ลีฬหาธีรพงศ์ เป็น ‘พลตรี’

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.17 น.

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบมาตรา ๔ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคล ของราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พันเอก ธนิต ลีฬหาธีรพงศ์ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๒ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระระราชทานยศ พลตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เป็นปีที่ ๑๐ ในรัชกาลปัจจุบัน

นายกฯ พร้อมรับฟังข้อเสนอ’โรม’ หลังตั้งญัตติจี้ปราบสแกมเมอร์ ย้ำรัฐบาลไม่ละเว้นใคร

นายกฯ พร้อมรับฟังข้อเสนอ'โรม' หลังตั้งญัตติจี้ปราบสแกมเมอร์ ย้ำรัฐบาลไม่ละเว้นใคร

นายกฯ พร้อมรับฟังข้อเสนอ’โรม’ หลังตั้งญัตติจี้ปราบสแกมเมอร์ ย้ำรัฐบาลไม่ละเว้นใคร

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

นายกฯ พร้อมรับฟังข้อเสนอ “รังสิมันต์ โรม” หลังตั้งญัตติจี้ปราบสแกมเมอร์ ย้ำ รัฐบาลไม่ละเว้นใคร หากพบเกี่ยวข้องเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Kolon เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอญัตติด่วน จี้ให้นายกรัฐมนตรีปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์และการฟอกเงิน ว่า ญัตติของนายรังสิมันต์ ถ้ามีข้อเสนอตนและรัฐบาลก็ยินดีที่จะรับฟัง เพราะ นายรังสิมันต์ ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดการที่เราได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้นล้วนแต่เป็นประโยชน์ในการที่จะไปดำเนินการ ซึ่งตนก็ยินดีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าเรื่อง สแกมเมอร์ มีการพาดพิงถึงพรรคร่วมรัฐบาล ยังคงย้ำว่าหากใครเกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างจริงจังใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แน่นอน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องสแกมเมอร์อย่างเดียว ทุกๆเรื่อง ในประเทศไทยถ้าใครทำผิดกฎหมาย ทำผิดระเบียบ ทำผิดข้อบังคับ ทำผิดศีลธรรมเราก็ดำเนินการกับทุกคนไม่มีข้อยกเว้นอยู่แล้ว ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร