‘อนุทิน’ ยินดี ‘จุลพันธ์’ นั่งหัวหน้าเพื่อไทย หวังนำพาพรรคทำประโยชน์เพื่อชาติ-ประชาชน

'อนุทิน' ยินดี 'จุลพันธ์' นั่งหัวหน้าเพื่อไทย หวังนำพาพรรคทำประโยชน์เพื่อชาติ-ประชาชน

‘อนุทิน’ ยินดี ‘จุลพันธ์’ นั่งหัวหน้าเพื่อไทย หวังนำพาพรรคทำประโยชน์เพื่อชาติ-ประชาชน

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.22 น.

“อนุทิน” แสดงความยินดี “จุลพันธ์” นั่งหัวหน้าเพื่อไทย หวังนำพรรคทำประโยชน์ให้ประเทศ-ประชาชน

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวแสดงความยินดีกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หลังที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย โหวตให้นายจุลพันธ์ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ซึ่งตนกับนายจุลพันธ์มีความสนิทสนมกันดี เป็นพี่เป็นน้อง หวังว่าจะนำพาพรรค ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุด 

‘สี จิ้นผิง’ ปลื้ม นโยบาย’อนุทิน’ไม่เอาคาสิโน

'สี จิ้นผิง' ปลื้ม นโยบาย'อนุทิน'ไม่เอาคาสิโน

‘สี จิ้นผิง’ ปลื้ม นโยบาย’อนุทิน’ไม่เอาคาสิโน

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

ปธน. จีน ปลื้ม นโยบาย ”นายกฯ อนุทิน ไม่เอาคาสิโน“  ย้ำไม่คิดแทรกแซงนโยบายประเทศใด  แต่จีนจะใช้มาตรการภายในไม่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวจีน เดินทางมาเที่ยวเพราะคาสิโน   ขณะเดียวกัน  พร้อมร่วมมือกับไทยปราบทุกภัยไซเบอร์  เชี่อปิดดิลเพิ่มขายข้าวไทย 5 แสนตัน

วันที่ 31 ตุลาคม 2568  เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Kolon เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง (Mr. Xi Jinping) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ  
 
โอกาสนี้  ประธานาธิบดีจีน กล่าวถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกครั้ง   นายกรัฐมนตรีกล่าว ขอบคุณและซาบซึ้งประธานาธิบดีสีจิ้น ผิง ที่ได้มีสารถวายความอาลัย และยังได้กล่าวด้วยถ้อยคำในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายต่อคนไทย  ทั้งนี้ จะได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงทราบด้วย 

นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับความสำเร็จของการประชุม Fourth Plenum ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 4 ซึ่งได้วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีนในระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำว่าปี 2568 ถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในการร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยและรุ่งเรืองร่วมกัน


 
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยืนยัน และพร้อมผลักดันความร่วมมือกับไทยในทุกมิติ ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงระดับประชาชน ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเห็นถึงศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และเกษตรเพื่ออนาคต 

นายกรัฐมนตรีชื่นชมความจริงจังของประธานาธิบดีสี ที่ให้คำมั่นกับไทยในการร่วมกันปราบปรามภัยไซเบอร์ (Cyber crime) ถือว่าเป็น อาชญากรรมทั้งทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ  ซึ่งไทยถือเป็นวาระแห่งชาติและจะระดมความร่วมมือจากภูมิภาคเพื่อที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนี้ด้วย 

นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดืสี ถึงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยง ซึ่งไทยกล่าวถึงความคืบหน้า การบริหารจัดการดำเนินการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน รวมถึง โครงการสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 (หนองคาย–เวียงจันทน์) ซึ่งเป็นสะพานทางราง เพื่อเชื่อมต่อรถไฟไทย-ลาว-จีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงระบบรางกับจีน  ทำให้สินค้าสามารถเดินทางไปและกลับตั้งแต่จีนตอนล่างไปจนถึงแหลมมาลายู 

ในการหารือ  นายกรัฐมนตรียังยืนยันกับท่านประธานาธิบดีสี ถึง รัฐบาลไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้คาสิโน มาเป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเชื่อมั่นว่า ด้วยความสามารถของคนไทย ผลิตภัณฑ์ไทย สินค้าไทย รวมทั้งเทคโนโลยีที่ไทยมีอยู่  ไทยมีทางเลือกอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้น จึงได้หยุดการนำเสนอกฎหมายการพนันทุกชนิดและขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาเที่ยวอีกครั้ง โดยรัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยอย่างดี  ซึ่งประธานาธิบดีกล่าว ชื่นชมนโยบายไทยและย้ำว่า ไม่คิดแทรกแซงการดำเนินนโยบายภายในของประเทศใดๆ แต่จะใช้มาตรการภายในของตน ในการหยุดยั้งไม่ให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเพื่อท่องเที่ยวคาสิโน เท่านั้น เพราะจีน เห็นว่า ธุรกิจการพนันมีผลเสียต่ออย่างมากต่อวิถีชีวิตของคน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงนโยบายรัฐบาลชุดนี้และความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ต้องการมีการพนันที่ถูกกฎหมายเช่นกัน  

นายกรัฐมนตรี ยังถือโอกาสนี้ ติเตามการเจรจา การซื้อข้าวไทยจำนวน 500,000 ตันซึ่งคณะเจรจาได้ทำงานมาระดับหนึ่ง  ขณะที่จีนบริโภคบริโภคทั้งประเทศเกือบ 150 ล้านตัน ชื่อว่ามีแนวโน้มในทางที่ดี 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เชิญนายกรัฐมนตรีจีน มาการประชุมแม่โขง- ล้านช้าง  ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ด้วย

“ภาพรวม การหารือกับประธานาธิบดีจีนสังเกตได้ถึง บรรยากาศฉันท์มิตร  ปฏิกิริยากลับมาของจีนซึ่งถือเป็นประเทศมหาอำนาจและและมีความสำคัญ เปลี่ยนแปลงทิศทางที่ดีขึ้น  และคณะผู้บริหารที่ร่วมหารือก็มีความพึงพอใจ ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ที่หยุดชะงักไป ได้รื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ดีต้องมาจากพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย 

เอาแล้ว!!! ป.ป.ช.ได้รับสำนวนกองปราบฯ คดี ‘ไชยชนก’ ปูดสินบน 40 ล้าน

เอาแล้ว!!! ป.ป.ช.ได้รับสำนวนกองปราบฯ คดี 'ไชยชนก' ปูดสินบน 40 ล้าน

เอาแล้ว!!! ป.ป.ช.ได้รับสำนวนกองปราบฯ คดี ‘ไชยชนก’ ปูดสินบน 40 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้าการดำเนินการของสำนักงาน ป.ป.ช. กรณี คดีสินบน 40 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่า ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อมวลชนว่า กองบังคับการปราบปราม (บก.ป) ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ กรณีคดีสินบน 40 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า กองบังคับการปราบปราม ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 ต.ค. 2568 ส่งสำนวนการสอบสวนมายังสำนักงาน ป.ป.ช. กรณีที่พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ได้รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบุคคลซึ่งจะจ่ายเงินจำนวน 40 ล้านบาท ให้กับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อไม่ให้ปราบปรามเว็บไซต์การพนันออนไลน์

สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับหนังสือดังกล่าวไว้แล้วเมื่อวันที่ 28 ต.ค.2568 ทั้งนี้ พฤติการณ์ในเรื่องที่กองบังคับการปราบปรามส่งมายังสำนักงาน ป.ป.ช. มีความสอดคล้องกับคำกล่าวหาที่สำนักงาน ป.ป.ช. เคยได้รับเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2568 บัดนี้ จึงอยู่ระหว่างการพิจารณารวมคำกล่าวหาทั้งสองเรื่องเพื่อดำเนินการไปในคราวเดียวกัน

‘เศรษฐา’ระทึก! ป.ป.ช.รับไต่สวนทั้ง ครม. คดีโยกงบ 3.5 หมื่นล้าน ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

'เศรษฐา'ระทึก! ป.ป.ช.รับไต่สวนทั้ง ครม. คดีโยกงบ 3.5 หมื่นล้าน ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

‘เศรษฐา’ระทึก! ป.ป.ช.รับไต่สวนทั้ง ครม. คดีโยกงบ 3.5 หมื่นล้าน ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.07 น.

ป.ป.ช.รับไต่สวน“ครม.เศรษฐา” โยกงบ 3.5 หมื่นล้าน ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เข้าข่ายผิด ม.157  แต่ไม่รับไต่สวน “ครม.อิ๊งค์”เพราะยังไม่เข้ารับตำแหน่งตอนเกิดเหตุ

วันที่ 31 ตุลาคม 2568  นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยถึงกรณีกล่าวหานายเศรษฐา ทวีสิน   เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับพวก   ร่วมกันแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายสำหรับเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ และรายจ่ายตามข้อผูกพันที่กฎหมายกำหนดให้จ่าย รวมถึงการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

จากการสอบสวนปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้

ข้อกล่าวหาที่ 1  กรณีกล่าวหาว่านายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กับพวก ได้ร่วมกันแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนงบประมาณรายจ่ายของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จำนวน 5 แห่ง วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ และรายจ่ายตามข้อผูกพันที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง (1)(2)(3)

รับฟังได้ว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้พิจารณาเสนอปรับลดงบประมาณของตนเองลง ตามแนวทางที่ได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและสำนักงบประมาณ รวมวงเงินงบประมาณที่ถูกปรับลด เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 35,000 ล้านบาท แล้วนำไปเพิ่มเป็นรายจ่ายงบกลาง เพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล (หรือโครงการเติมเงิน 10,000 บาท) โดยมิได้เกิดจากฝ่ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นผู้เสนอขอแปรญัตติเองตามระเบียบหรือข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับลด ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) แต่อย่างใด

ดังนั้น จึงไม่มีการแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามรัฐธรรมนูญ คดีจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง (3) ตามที่มีการกล่าวหา

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังเคยมีคำวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม ต้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา หากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณดังกล่าวได้รับการพิจารณาเสร็จสิ้น และเป็นกฎหมายใช้บังคับแล้ว ย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่จะเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่มีกรณีต้องเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จึงมีมติให้ยุติการสอบสวนทางลับ   ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากการสอบสวนว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายหรือมีมติสั่งการให้สำนักงบประมาณ (สงป.) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดำเนินการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จำนวน 5 แห่ง พิจารณาทบทวนงบประมาณรายจ่ายที่ได้ตั้งคำขอไว้ โดยให้เสนอปรับลดงบประมาณของตนเองลงเพื่อเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล

ต่อมาคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 มีมติเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตามที่ SFIs เสนอ โดยปรับลดงบของทั้ง 5 แห่ง รวมวงเงิน 35,000 ล้านบาท แล้วนำไปเพิ่มเป็นรายจ่ายงบกลาง เพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล

จนกระทั่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2568 และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงงบประมาณดังกล่าว ทั้งที่งบของ SFIs ดังกล่าวมีสถานะเป็นภาระทางการเงินที่รัฐบาลต้องตั้งงบชดเชยตามกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 28 และพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 มาตรา 28

แต่รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน กลับดำเนินการปรับลดงบประมาณในส่วนของ SFIs ทั้ง 5 แห่งลง โดยไม่ได้ตั้งงบชดเชยให้ในปีงบประมาณ 2568 การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 9 และมาตรา 20 วรรคแรก (5) โดยมีเจตนาเพื่อโยกงบไปใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย เพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการคลังของประเทศ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติเป็นเอก ฉันท์ให้รับเรื่องไว้ไต่สวน  โดยให้ดำเนินการไต่สวนบุคคลหรือคณะบุคคล ดังนี้ 1.นายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2.คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เข้าร่วมประชุมและมีมติเห็นชอบกับการปรับลดงบประมาณ 3.นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 4.นายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

สำหรับผู้ถูกร้องรายอื่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติดังนี้ 1.นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแปรญัตติปรับลดงบประมาณ

2.คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2568 ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานชัดเจน

3.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน

ข้อกล่าวหาที่ 2 กรณีกล่าวหาว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กับพวก ได้ร่วมกันแปรญัตติเพิ่มงบประมาณรายจ่ายให้กับกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1,256,710,300 บาท

ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วพบว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีมติไม่เห็นชอบการขอเพิ่มงบดังกล่าว และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่ประกาศใช้มียอดงบตรงกับที่เสนอเดิม คือ 220,184,400 บาท จึงไม่ปรากฏการแปรญัตติเพิ่มงบกองทุนดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ยุติการสอบสวนทางลับ

ป.ป.ช. มีมติ ไม่รับคำร้อง ‘แพทองธาร’ เลือก’พิชิต ชื่นบาน’ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ชี้ เกิดก่อนนั่งนายกฯ

ป.ป.ช. มีมติ ไม่รับคำร้อง 'แพทองธาร' เลือก'พิชิต ชื่นบาน' ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ชี้ เกิดก่อนนั่งนายกฯ

ป.ป.ช. มีมติ ไม่รับคำร้อง ‘แพทองธาร’ เลือก’พิชิต ชื่นบาน’ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ชี้ เกิดก่อนนั่งนายกฯ

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยถึง กรณีกล่าวหา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่ากระทำการในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยมิชอบ

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ส่งเรื่องเพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ กรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้กระทำการในอดีตในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยให้ความเห็นชอบหรือละเว้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบในการคัดเลือกนายพิชิต ชื่นบาน ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งบุคคลดังกล่าวเคยต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาว่ากระทำผิดกฎหมาย อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ถือเป็นพฤติการณ์ที่ต้องเกิดขึ้นในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า การกระทำดังกล่าวของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ผู้ถูกร้อง เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในขณะที่ยังไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีนี้จึงมิใช่เป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1) ที่ประชุมจึงมีมติไม่รับคำกล่าวหาไว้พิจารณา

‘อนุดิษฐ์’ ประกาศตั้งวอร์รูมสอบทุกข้อกล่าวหาพรรคกล้าธรรม โวยถูกชี้นำ ทำลายล้างทางการเมือง

'อนุดิษฐ์' ประกาศตั้งวอร์รูมสอบทุกข้อกล่าวหาพรรคกล้าธรรม โวยถูกชี้นำ ทำลายล้างทางการเมือง

‘อนุดิษฐ์’ ประกาศตั้งวอร์รูมสอบทุกข้อกล่าวหาพรรคกล้าธรรม โวยถูกชี้นำ ทำลายล้างทางการเมือง

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.28 น.

‘อนุดิษฐ์’ ประกาศตั้งวอร์รูมสอบทุกข้อกล่าวหาพรรคกล้าธรรม ย้ำต้องเร่งหาความจริง ไม่ปล่อยให้ ’ข้อกล่าวหา‘ ชี้นำสังคมเพื่อการทำลายล้างทางการเมือง

วันที่ 31 ต.ค.68 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงการอภิปรายและให้สัมภาษณ์ของนักการเมืองบางกลุ่ม ที่พยายามโยงชื่อบุคคลและพรรคการเมืองต่างๆ เข้ากับเรื่องราวที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานทางกฎหมายรองรับ โดยเชื่อมโยงมาถึงพรรคกล้าธรรมด้วยว่า ตนในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม จะตั้งวอร์รูมเพื่อตรวจสอบเรื่องที่มีการกล่าวหาบุคลากรของพรรคกล้าธรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะรวบรวมข้อกล่าวหาจากทุกฝ่าย และสืบค้นข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน รอบด้านมากที่สุด เพื่อจะนำมาชี้แจงให้พี่น้องประชาชนทราบต่อไป 

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้ข้อกล่าวหาต่างๆ ถูกขยายซ้ำในสังคม จนกลายเป็นความเชื่อ ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาหรือข้อเท็จจริงใดๆ จากหน่วยงานรัฐไทย การตรวจสอบทางการเมืองที่ดีและถูกต้องไม่ใช่การชี้นิ้วกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน แต่คือการยืนหยัดใน ข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม

น.อ.อนุดิษฐ์  กล่าวต่อว่า ตนขอตั้งคำถามว่า เมื่อข้อกล่าวหามาก่อนข้อเท็จจริง แล้วใครจะปกป้องความเป็นธรรม สิ่งที่ทำอยู่ ไม่ได้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือ ติชม ด้วยความเป็นธรรม แต่เป็นการใส่ความทำให้สมาชิกและพรรคการเมืองนั้นๆ เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และเกลียดชัง ดังนั้นพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ยืนบนความรับผิดชอบและความจริง ไม่อาจนิ่งเฉยได้ เมื่อชื่อเสียงถูกใช้เป็นเครื่องมือ และถูกแสวงประโยชน์ทางการเมือง ทั้งที่การเมืองต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ความรับผิดชอบ และการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อทำลายล้างกันทางการเมือง 

“ไม่ควรมีใครถูกตัดสินจากความเชื่อของสังคม ไม่ควรมีพรรคไหน ถูกตราหน้าว่าเลว เพียงเพราะคนกล่าวหามีเครดิตทางสังคม และไม่ควรมีนักการเมืองคนไหน สมควรถูกทำลายด้วยข่าวลือ วันนี้ประชาชนรู้ทันพอที่จะตั้งคำถามว่าอะไรคือ ข้อมูลจริง และอะไรคือ ข้อกล่าวหา และอย่าลืมว่า ข้อกล่าวหา ไม่ใช่ คำพิพากษา จนกว่าจะถูกพิสูจน์ภายใต้กระบวนการยุติธรรม และที่สำคัญ 
คำพิพากษา ต้องเกิดจาก ข้อเท็จจริง ไม่ใช่การชี้นำ และ ความเกลียดชัง ไม่ควรอยู่เหนือความจริง”

น.อ.อนุดิษฐ์  กล่าวด้วยว่าขอยืนยันว่าพรรคกล้าธรรม จะยังคงทำงานด้วยความสุจริต กล้าชน กล้าทำ และกล้ายืนหยัดบนหลักการต่อไป

‘ไอติม’ หนุนใช้บัตรเลือกตั้ง กาเบอร์เดียว ใส่ชื่อผู้สมัคร-พรรค-โลโก้ ป้องกันความสับสน

'ไอติม' หนุนใช้บัตรเลือกตั้ง กาเบอร์เดียว ใส่ชื่อผู้สมัคร-พรรค-โลโก้ ป้องกันความสับสน

‘ไอติม’ หนุนใช้บัตรเลือกตั้ง กาเบอร์เดียว ใส่ชื่อผู้สมัคร-พรรค-โลโก้ ป้องกันความสับสน

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

‘ไอติม’ หนุนใช้บัตรเลือกตั้ง ‘สส.เขต-บัญชีรายชื่อ’ เบอร์เดียวทั้งประเทศ ป้องสับสน แนะ ‘กกต.’ ถ้ากลัวผิดข้อกฎหมาย ใส่ชื่อ ‘ผู้สมัคร-ชื่อพรรค-โลโก้’ ในบัตรใบเดียวได้เลย เหตุ กม.เปิดช่องให้ทำได้ ค้านไม่ให้ทำประชามติล่วงหน้า เหตุเพราะประชาชนต้องเข้าคูหา 2 รอบ ชี้ กม.ปชม.เปิดช่องใช้วิธีเลือกทาง ‘ไปรษณีย์’ อยู่แล้ว 

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 13.20 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 156 มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 รัฐสภา กล่าวถึงข้อเสนอของนางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเลือกตั้งในการกำหนดบัตรเลือกตั้ง ให้ส.ส. ระบบเขตและบัญชีรายชื่อเป็นหมายเลขเดียวกันว่า เป้าหมายที่เราอยากจะเห็นในการเลือกตั้งทั่วไป จะมีการออกเสียงประชามติ พร้อมกันไปด้วย คือความสะดวกของประชาชน ตนคิดว่ามี 2 ประเด็นสำคัญคือ1. ตามคำถาม เกี่ยวกับข้อมูลหรือเบอร์ของผู้สมัครสส.แบบเขต และบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค ซึ่งมีคนเสนอว่าอยากใหเป็นเบอร์เดียวกันสำหรับผู้สมัครพรรคเดียวกันทุกเขต และบัญชีรายชื่อ ซึ่งตนคิดว่าการแก้ไขปัญหานี้มี 2 ระดับ ซึ่งข้อเสนอของนางสิริพรรณ ให้แก้ระดับข้อกฎหมาย ซึ่งต้องมีการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ถ้าเรื่องนี้ทุกพรรคเห็นตรงกันเป็นฉันทามติ ในมุมหนึ่งก็อาจจะขับเคลื่อนได้ แต่ต้องพิจารณาดูว่าถึงเวลานั้นจะทันหรือไม่ ซึ่งถ้าเรามองการแก้ปัญหานี้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งเดินหน้าได้เลยโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายคือ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พยายามใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการทำให้พี่น้องประชาชนเห็นถึงข้อมูลในบัตรเลือกตั้งที่ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้า กกต. สามารถดำเนินการได้เอง ทำให้เบอร์ของผู้สมัครจากพรรคเดียวกันทุกเขตเป็นเบอร์เดียวกันกับบัญชีรายชื่อ ก็ดำเนินการได้เลย เพราะไม่มีกฎหมายไหนห้ามไม่ให้ทำอยู่แล้ว  หรือหากติดขัดจริงๆ สิ่งที่กกต. ทำได้แน่นอนคือการเอาชื่อผู้สมัครชื่อ พรรคการเมือง และโลโก้พรรคไปอยู่ในบัตรเลือกตั้ง 

“หมายความว่าแม้สภาจะพิจารณากฎหมายไม่ทัน กลายเป็นว่าเบอร์ของผู้สมัครแต่ละเขตยังเป็นคนละเบอร์กันอยู่ ถ้าเอาชื่อผู้สมัคร เบอร์ และโลโก้ ไปอยู่ในบัตรเลือกตั้ง ตนคิดว่าจะลดความสับสนลงมาได้เยอะมาก ตนขอรับข้อเสนอของนางสิริพรรณไว้พิจารณา และถ้าจะสำเร็จทันต้องเป็นฉันทามติของทุกพรรคและสามารถขับเคลื่อนได้ภายในระยะเวลาอันจำกัด” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สองเรื่องการออกเสียงประชามติล่วงหน้า ตนเห็นว่า กกต. ออกมาระบุว่าจะไม่ให้มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้าหมายความว่า ถ้าจินตนาการว่าการเลือกตั้งทั่วไปพร้อมประชามติ ประชาชนที่ไปเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้าวันนั้นจะไม่สามารถออกเสียงประชามติได้ ถ้าอยากออกเสียงประชามติต้องไปวันจริง เท่ากับว่าประชาชนต้องไปคูหา 2 รอบ ตรงนี้ตนเห็นว่าเป็นไปตามเจตนารมย์ของการจะพยายามอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการทำประชามติพร้อมการเลือกตั้ง ตนก็รับฟังเหตุผลของ กกต. ว่าปัจจุบัน กฎหมายอาจจะไม่เขียนชัดว่าต้องมีการจัดการออกเสียงประชามติล่วงหน้านอกเขต ตนเห็นว่ามีช่องกฎหมายที่สามารถทำได้ คือการออกเสียงทางไปรษณีย์ เพราะ พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับปัจจุบันสามารถกำหนดให้กกต. สามารถสั่งให้มีการออกเสียงทางไปรษณีย์ได้ และโดยนิยามการออกเสียงทางไปรษณีย์ ต้องเป็นการออกเสียงล่วงหน้าอยู่แล้ว ฉะนั้น สิ่งที่ กกต. ทำได้เลยภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน คือการออกมาบอกว่าให้ออกเสียงทางไปรษณีย์ โดยวิธีการให้ไปที่สถานที่เดียวกันกับการเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า และไปออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ ณ สถานที่นั้น ซึ่งถือเป็นการใช้กลไกที่มีอยู่ภายใต้กฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เราไม่อยากเห็นประชาชนสับสนในการออกเสียงการเลือกตั้งและประชามติ หาก กกต. ดำเนินการก็จะทันเวลา ถ้ากกต. ต้องการที่จะให้ตนและคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร ไปพูดคุยรายละเอียด เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาทางออก เราก็ยินดี

เมื่อถามว่าการทำแบบนี้ทั้งการออกเสียงประชามติและเลือกตั้ง จะสุ่มเสี่ยงกับการที่ กกต. ทำผิดระเบียบหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในเรื่องบัตรเลือกตั้ง การที่ทำให้พรรคเดียวกันใช้เบอร์เดียวกันทุกเขต อาจจะติดขัดข้อกฎหมาย แต่ที่ไม่ติดขัดข้อกฎหมายแน่นอน คือการเอาชื่อผู้สมัครชื่อพรรคการเมืองและโลโก้พรรคการเมือง อยู่ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นสิ่งที่อกกต. ดำเนินการได้เลย ที่ผ่านมาหลังจากมีการหารือกับกกต. ในการประชุมของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ได้รับแจ้งว่าที่ไม่ทำอย่างนี้ไม่ใช่เพราะติดขัดข้อกฎหมาย แต่เพราะว่าต้องมีการออกแบบที่แตกต่างกันใน 400 เขต และกกต. มองว่าไม่สามารถบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวได้ แต่ตนมองว่าหากเราบริหารจัดการให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยการหาโรงพิมพ์ให้ทัน วางแผนล่วงหน้ามากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ดังนั้น เรื่องบัตรเรื่องตั้งไม่ได้สุ่มเสี่ยงทางกฎหมายแน่นอน

เมื่อถามถึงการออกเสียงประชามติล่วงหน้า นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าข้อเสนอของเราที่ใช้กลไกทางไปรษณีย์ ก็เป็นไปตามกรอบกฎหมาย และสามารถนำการออกเสียงล่วงหน้าทางไปรษณีย์นอกราชอาณาจักรมาใช้ในประเทศก็ได้ด้วย

พสกนิกรเข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

พสกนิกรเข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

พสกนิกรเข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.15 น.

‘ในหลวง‘ พระราชทานหนังสือการประดิษฐานพระบรมโกศและพระอภิธรรมภาษาบาลีและคำแปลภาษาไทย ในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร7วัน ประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือการประดิษฐานพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และพระอภิธรรม ภาษาบาลีและคำแปลภาษาไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร (7 วัน) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ รับหนังสือได้ระหว่างวันที่ 6-10 มกราคม 2569 (ในวันและเวลาราชการ) ณ ห้องสมุด กรมราชเลขานุการในพระองค์ สำนักพระราชวัง ศาลาลูกขุนใน ชั้น 1 พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร โทร.02-220 7200 ต่อ 6404

สำหรับบรรยากาศการเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัย เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง

โดยเช้าวันนี้ถึงมีจะมีฝนโปรายปรายลงมาทุกคนไม่ย่อท้อ มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคล หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ องคกรการกุศล นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปทั้งที่มาเป็นครอบครัวและมาเป็นหมู่คณะแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์ เข้าถวายสักการะพร้อมลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างเนืองแน่นด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุขของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

อาทิ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมคณะฯ, ดร.คุณหญิญกัลยา โสภณพาณิชย์ ประธรรนพรรคไทยก้าวใหม่ และคณะ เข้าถวายสักการะพร้อมลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ

ดร. ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์  กล่าวว่า สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ก่อตั้งมา 69 ปีแล้ว ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ให้รางวัลแก่สตรีไทยดีเด่น ประจำทุกๆปี โดยปีนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีสุทธิดา ทรงเป็นประธาน พระราชทานรางวัลให้

สมเด็จพระพันปีหลวง พระราชทาน 4 ข้อ เป็นข้อที่พึงปฏิบัติ คือเป็นแม่บ้านที่ดี เป็นภรรยาที่ดีรักษาและอนุรักษ์วัฒนธรรม จริยธรรม และพึงพัฒนาตนเองให้ดีตลอดไป ซึ่งตรงนี้พวกเรารู้สึกทราบซึ่งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งทางสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ทำงานหลากหลายมาก ตนพึ่งมารับหน้าที่ในปีนี้ แต่สิ่งที่คาดหวังและอยากจะทำคือ “กองทุนเพชรน้ำหนึ่ง” ในการให้ทุนแก่องค์กร เพื่อที่เขาจะได้ไปทำงานต่อยอดใน โครงการพระราชดำริ ของ สมเด็จพระพันปีหลวง แล้วเราก็จะให้รางวัล

สำหรับภาพความทรงจำที่มีต่อ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ส่วนตัวได้ทำงานถวายพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด คือ “มูลนิธิกฤตานุสรณ์” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา เพื่อให้ทุนการศึกษากับบุตรและธิดาของตำรวจทหารชายแดนที่เสียชีวิต

“สมัยที่เป็นรองประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯฝ่ายต่างประเทศ ก็ได้พบกับองค์กรสภาสตรีทั่วโลก ได้มีโอกาสเผยแพร่งานของพระองค์ท่านและงานของสภาสมาคมสตรีฯให้ชาวโลกได้เห็น และเผยแพร่กิจกรรมอีกมากมาย เช่น ให้ทุนการศึกษาแก่โรงเรียนที่อยู่ต่างจังหวัด ตามภาคต่างๆ  รวมถึงสืบสานต่อยอดเกี่ยวกับผ้าไหม ซึ่งเป็นงานของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ทางสภาสมาคมฯมีสมาชิกอยู่ 185 องค์กร ที่ทำงานเกี่ยวกับสตรี วัฒนธรรมหญิง สตรีอาสารักษาดินแดน องค์กรผู้หญิงอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทางสภาสมาคมฯ จึงมอบหมายให้ทุกองค์กรขับเคลื่อนสืบสานพระราชปณิทานของพระองค์ต่อไป“

ด้าน นางสาวพจนมาศ รักมณี ชาวศาลายา จ.นครปฐม กล่าวว่า เดินทางมาถวายสักการะและลงนามแสดงความอาลัยพร้อมกับครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย รวม 4 คน สมเด็จพระพันปีหลวงทรงเป็นแรงบันดาลใจและแบบอย่างในการทำเพื่อส่วนรวม พระราชกรณียกิจของพระองค์มีมากมาย เสด็จเยี่ยมราษฎรทุกหนทุกแห่งในถิ่นทุนกันดาร รวมถึงมีกองทุนแม่แห่งแผ่นดินช่วยดูแลชุมชน แก้ปัญหายาเสพติด ช่วยบำบัดผู้ติดยา กลับมามีชีวิตที่ดีอีกครั้ง อยากชวนให้พสกนิกรทุกคนยึดพระองค์เป็นแบบอย่าง ร่วมกันทำความดีเพื่อแผ่นดินนี้

ขณะที่ นายฐิติวัชร์ ชยกรอธิพันธ์ ครูผู้กำกับสถานศึกษาโรงเรียนานาชาตินอริชกรุงเทพ  กล่าวว่า วันนี้ครูและตัวแทนนักเรียนวิชาทหาร กลุ่มโรงเรียนนานาชาติจำนวน 22  คน เดินทางมากราบถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระราชวงศ์และประเพณีไทย เนื่องจากหลักสูตรการเรียนการสอนภายในโรงเรียนมุ่งเน้นหลักสูตรตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ การที่เด็กๆ ได้สัมผัสประสบการณ์จริง นับเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ  รอบตัว ควบคู่กับการทำหน้าที่เป็นจิตอาสา ทำความดีด้วยหัวใจ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในด้านต่างๆ อีกด้วย 

สจล. จัดงาน ‘Dinner Talk’ ขับเคลื่อนอนาคตเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย

สจล. จัดงาน ‘Dinner Talk’ ขับเคลื่อนอนาคตเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย

สจล. จัดงาน ‘Dinner Talk’ ขับเคลื่อนอนาคตเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในความร่วมมือกับบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “Shaping Thailand’s Next Advanced Technology Leap” ณ ห้องบอลรูมศาลาไทย โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยงานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค โดยเฉพาะในด้านเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์/การเรียนรู้ของเครื่อง (AI/ML) งานนี้เน้นย้ำถึงความก้าวหน้าของโครงการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงในด้านเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เทคโนโลยีเวเฟอร์ และ AI/ML ซึ่งเป็นโครงการระดับชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

ความร่วมมือแบบ Triple Helix

โครงการนี้เป็นตัวอย่างของโมเดล Triple Helix ซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากำลังคนที่พร้อมรับอนาคต และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในภาคเทคโนโลยีขั้นสูง โดยได้รับเกียรติจากผู้นำระดับสูงจากภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วม

ศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา ภายใต้โมเดล Triple Helix ถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างในการสร้างอนาคตของภาคเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย พัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เทคโนโลยีเวเฟอร์ และปัญญาประดิษฐ์/แมชชีนเลิร์นนิ่งและ ระบบนิเวศเทคโนโลยีของไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน เพราะเราตระหนักถึงความต้องการกำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้ โครงการนี้ สอวช. ได้เข้าไปสนับสนุนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนน้องๆ ที่เรียนจบปริญาตรี หรือทำงานแล้ว ให้กลับมาฝึกอบรม หรือเรียนต่อในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ผมขอชื่นชมสจล. และพันธมิตรที่ริเริ่มโมเดลความร่วมมือเชิงกลยุทธ์แบบนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านนี้ขึ้นมา ได้อย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืนระยะยาว”

ดร. จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวถึงบทบาทของโครงการที่ได้รับมอบหมายจาก ววน. ว่า“โครงการนี้เป็นหนึ่งในเสาหลักของยุทธศาสตร์ชาติด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่มุ่งสร้างงานใหม่ที่มีมูลค่าสูงและรายได้ดีในสามอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่คนไทยโดยคาดหวังต่อโครงการนี้ว่าต้องการสนับสนุนพัฒนาทักษะบุคลากรขั้นสูง ทั้งบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม ตั้งเป้าหมายที่จะ พัฒนากำลังคน ภายใน 2 ปี จำนวน 7,500 คน ครอบคลุมการ Reskill และ Up Skill เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการทั้ง 3 อุตสาหกรรมสนับสนุนพัฒนากำลังคน ผ่านการมีพันธมิตรเป็นผู้ขับเคลื่อน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันออกแบบหลักสูตรและลงทุนร่วมกัน เพราะเป้าหมายของ บพค. ไม่ใช่แค่การฝึกอบรม แต่คือการสร้างโอกาสการทำงานที่มั่นคง ยกระดับรายได้คนไทยให้สูงขึ้น เพราะนี้คืออนาคตของประเทศ และความมั่นคงของเศรษฐกิจไทย

นายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง รองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการและผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะตัวแทนภาคอุตสาหกรรม กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต โครงการ Triple Helix จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งองค์กรและระบบนิเวศเทคโนโลยีของไทย สร้างรากฐานที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ”

รองศาสตราจารย์ ดร. สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของสจล. ในการพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมบุคลากรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงว่า“โครงการนี้ต่อยอดจากความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กับภาคอุตสาหกรรม และได้ขยายผลเป็นโครงการระดับชาติ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีสมรรถนะสูงในด้านเทคโนโลยีเวเฟอร์และ AI/ML”

“ในปีแรก เราได้ฝึกอบรมบุคลากรกว่า 800 คน ทั้งจากภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม และตั้งเป้าจะพัฒนาให้ครบ 3,000 คนภายใน 3 ปี เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ”

มุมมองระดับโลกจากผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ

ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ได้แก่:

•              ดร. หัวชิง ยิน หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี ซีเกท เทคโนโลยี สหรัฐอเมริกา

•              ศาสตราจารย์ ฮองโชว์ คู อาจารย์รับเชิญ มหาวิทยาลัยแห่งชาติหยางหมิงเจียวตุง (National Yang Ming Chiao Tung University: NYCU) ประเทศไต้หวัน

•              ดร. สถิตีย์ บอม รองประธานฝ่ายข้อมูลและการวิเคราะห์ ซีเกท เทคโนโลยี สหรัฐอเมริกา

•              ศาสตราจารย์ เจมส์ เดวิส รองอธิการบดีฝ่ายไอที (CIO/CTO) กิตติคุณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (University of California, Los Angeles: UCLA)

ผู้เชี่ยวชาญได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับ เทคโนโลยีเวเฟอร์ การผลิตชิป การจัดการข้อมูลขั้นสูง และการประยุกต์ใช้ AI/ML ในอุตสาหกรรมจริง ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการพัฒนากำลังคนเทคโนโลยีในประเทศไทยสู่ ความร่วมมือระดับชาติ เพื่อระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ยั่งยืน โครงการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด

งาน Dinner Talk ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ผ่านการบูรณาการของสามภาคส่วนหลักในโมเดล Triple Helix และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ก้าวกระโดดครั้งใหม่” ในการสร้างบุคลากรคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยในอนาคต เดินหน้าสู่ “Thailand’s Next Leap”

-(016)

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

31 ต.ค. 2568 15:22 น.

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศในปีงบประมาณ 2026 ไว้เพียง 7,500 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ตามเอกสารจากทำเนียบขาวที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) โดยระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์”

ในเอกสารกำหนดผู้ลี้ภัยประจำปีลงวันที่ 30 กันยายน ทรัมป์ระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์” ทรัมป์อ้างว่าชาวอัฟริคานเนอร์เผชิญกับการประหัตประหารจากเชื้อชาติในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ ตัวเลข 7,500 คน นับว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ลี้ภัย 100,000 คน ที่ได้รับอนุญาตภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปีงบประมาณ 2024

ทรัมป์เคยสั่งระงับการรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเมื่อเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยกล่าวว่าจะเริ่มใหม่ก็ต่อเมื่อเป็น “ผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐฯ” เท่านั้น และไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาได้เริ่มความพยายามที่จะรับชาวอัฟริคานเนอร์ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสนับสนุนผู้ลี้ภัย โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าจนถึงต้นเดือนกันยายน มีชาวแอฟริกาใต้เพียง 138 คน เท่านั้นที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้

ในเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะพิจารณารับ “เหยื่อของการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรมในมาตุภูมิของตน” เข้ามาด้วย นอกจากนี้ เอกสารภายในที่ร่างโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายนยังชี้ให้เห็นว่าอาจมีการให้ความสำคัญกับชาวยุโรป ที่ถูกกำหนดเป้าหมายเนื่องจากการแสดงความคิดเห็นบางอย่าง เช่น การต่อต้านการย้ายถิ่นฐานจำนวนมากหรือการสนับสนุนพรรคการเมืองประชานิยม แม้ว่ากลุ่มชาวยุโรปและกลุ่มอื่น ๆ จะไม่ได้ถูกระบุชื่อในแผนผู้ลี้ภัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะของทรัมป์ก็ตาม

กฎหมายของสหรัฐฯ กำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องปรึกษาหารือกับสมาชิกสภาคองเกรสก่อนการกำหนดจำนวนผู้ลี้ภัย แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตระบุเมื่อวันที่ 30 กันยายนว่า การประชุมดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น

สส. เจมี่ รัสกิน สว. ดิก เดอร์บิน และสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคเดโมแครตคนอื่น ๆ ได้ออกแถลงการณ์ว่า การกำหนดเพดานผู้ลี้ภัยที่ต่ำของทรัมป์นั้น “ไม่เพียงแต่ไม่มีเหตุผลทางศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังผิดกฎหมายและเป็นโมฆะ”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์คนหนึ่งโทษว่า การหารือล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ ชัตดาวน์ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และกล่าวว่าจะไม่มีการรับผู้ลี้ภัยใดๆ จนกว่าจะมีการหารือเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ได้เรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ เข้าร่วมในแคมเปญระดับโลกเพื่อลดการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มุ่งหวังจะปรับเปลี่ยนกรอบการย้ายถิ่นฐานหลังสงครามโลกครั้งที่สอง.

ที่มา Reuters