อักษรย่อคุ้นๆ! มัดหมี่ แฉตกเป็นเหยื่อสถานปฏิบัติธรรมสูญเงิน 8 ล้าน

อักษรย่อคุ้นๆ! มัดหมี่ แฉตกเป็นเหยื่อสถานปฏิบัติธรรมสูญเงิน 8 ล้าน

อักษรย่อคุ้นๆ! มัดหมี่ แฉตกเป็นเหยื่อสถานปฏิบัติธรรมสูญเงิน 8 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.11 น.

เมื่อ 24 ธันวาคม 2568 กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความตกตะลึง เมื่อ มัดหมี่ พิมดาว พานิชสมัย นักแสดงสาวมากความสามารถ ออกมาเปิดใจผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว เล่าประสบการณ์ชีวิตที่เจ็บปวดจากการศรัทธาและการทำบุญเพื่อลดละกรรม ซึ่งสุดท้ายกลับนำไปสู่การสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล รวมแล้วกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งมัดหมี่เล่าให้ฟังเอาไว้ดังนี้ 

ประสบการณ์ส่วนตัวของข้าพเจ้า

1. ในปี 2560 ข้าพเจ้าอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง จากผลกระทบทางจิตใจของการทำงานด้านการแสดง มีอาการนอนไม่หลับต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณสองสัปดาห์ และอยู่ในสภาวะที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุดในชีวิต

2. ข้าพเจ้าได้พบ อาจารย์ ต. จากการแนะนำของรุ่นพี่ โดยได้รับการบอกว่าเป็นครูทางจิตวิญญาณที่สามารถช่วยเหลือได้ ในเวลานั้น ข้าพเจ้าไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ นอกจากการพ้นจากความทุกข์ทางใจ

3. คำสอนในช่วงแรกเกี่ยวข้องกับกรรม อดีตชาติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการแก้ไขกรรม โดยอธิบายควบคู่กับหลักพุทธศาสนา ภาพลักษณ์ของอาจารย์และภรรยาในเวลานั้นดูสมถะ เรียบง่าย และมีเหตุผล ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความศรัทธาและความไว้วางใจ

4. กลุ่มปฏิบัติธรรมในช่วงแรกเป็นกลุ่มเล็ก มีผู้เข้าร่วมไม่ถึง 15 คน รวมถึงเพื่อนสนิทของข้าพเจ้าด้วย บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ ความหวัง และความเชื่อว่าทุกคนมาด้วยเจตนาที่ดี

5. เมื่อเวลาผ่านไป การทำบุญและการ “ลดละกรรม” เริ่มถูกอธิบายว่าเป็นหนทางสำคัญในการพ้นทุกข์ ทั้งด้านสุขภาพ ชีวิต และความสัมพันธ์ โดยมีการกล่าวถึงเจ้ากรรมนายเวร และผลกระทบหากไม่ดำเนินการแก้ไข

6. จากเดิมที่แนะนำให้ทำบุญผ่านมูลนิธิทั่วไป ภายหลังเริ่มมีการชักชวนให้โอนเงินเข้าสำนักโดยตรง โดยอธิบายว่าเพื่อรองรับการปฏิบัติธรรมที่ขยายตัว ทั้งเรื่องสถานที่ อาหาร และการจัดการต่างๆ

7. ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ข้าพเจ้าได้ทำบุญและ “ลดละกรรม” รวมเป็นเงินมากกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากการทำงานสุจริต และข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะกลายเป็นความเสียหายเช่นในวันนี้

8. ในช่วงปีที่สองของการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าได้รู้จักกับ ไฮโซ ต. และภรรยา ซึ่งมีความใกล้ชิดกับอาจารย์ ต. มาก่อน และเริ่มมีบทบาทในกลุ่มปฏิบัติธรรมมากขึ้น

9. ภายหลังจาก ไฮโซ ต. เข้ามามีบทบาท ข้าพเจ้าเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายประการ ทั้งในบรรยากาศ คำสอน และรูปแบบการดำเนินชีวิต จากที่เคยเน้นความสมถะ เรียบง่าย เริ่มปรากฏการใช้ชีวิตที่หรูหรามากขึ้น เช่น การใช้สินค้าแบรนด์เนม การซื้อรถใหม่ และที่อยู่อาศัยใหม่

10. ในช่วงเวลาเดียวกัน จำนวนผู้ปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากกลุ่มเล็กเป็นหลายร้อยคน และเริ่มมีการวางแผนพัฒนาสถานปฏิบัติธรรมในลักษณะที่มีองค์ประกอบเชิงพาณิชย์ แตกต่างจากเจตนารมณ์เดิมที่ข้าพเจ้าเข้าใจ

11. แม้ครอบครัวและคนใกล้ชิดจะมีข้อทักท้วงว่าบางสิ่งเริ่มผิดแปลกไปจากหลักพุทธศาสนา ข้าพเจ้ายังคงยึดมั่นในความศรัทธาและปกป้องสำนักด้วยความเชื่อใจ จนส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในครอบครัวหลายครั้ง

12. ภายหลัง ข้าพเจ้าได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงบางประการ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยรับทราบมาก่อน และขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพของครูทางจิตวิญญาณที่ข้าพเจ้าเคยศรัทธา

13. เหตุการณ์ทั้งหมดส่งผลให้ข้าพเจ้า สูญเสียทั้งทรัพย์สิน ความเชื่อใจ และความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิญญาณ จนต้องกลับมาตั้งคำถามอย่างจริงจังต่อการใช้ศรัทธาโดยขาดการตรวจสอบ

14. ข้าพเจ้าออกมาแบ่งปันประสบการณ์ครั้งนี้ มิได้มีเจตนากล่าวหา ฟันธงความผิด หรือชี้นำผลทางคดีของบุคคลใด แต่เพื่อสะท้อนประสบการณ์ตรง และเป็นอุทาหรณ์ให้สังคมใช้ความระมัดระวังมากขึ้น

หากเรื่องราวของข้าพเจ้า จะช่วยให้ใครสักคนหยุดคิด ตั้งคำถาม หรือปกป้องตนเองได้ทันเวลา เมื่อศรัทธาและเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง การออกมาพูดในครั้งนี้ก็มีความหมายแล้ว

พิมดาว พานิชสมัย

๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๘

เผ็ดซี๊ดมาก! ใบเตย อาร์สยาม แปลงโฉมเป็นซานตี้สุดแซ่บ

เผ็ดซี๊ดมาก! ใบเตย อาร์สยาม แปลงโฉมเป็นซานตี้สุดแซ่บ

เผ็ดซี๊ดมาก! ใบเตย อาร์สยาม แปลงโฉมเป็นซานตี้สุดแซ่บ

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.07 น.

24 ธันวาคม 2568 เรื่องความแซ่บต้องยกให้เธอจริงๆ สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง ใบเตย สุธีวัน หรือ ใบเตย อาร์สยาม ที่แม้จะเป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง แต่ดีกรีความเซ็กซี่ยังคงยืนหนึ่ง

ล่าสุด ใบเตยทำเอาอินสตาแกรมร้อนฉ่าอีกครั้ง หลังออกมาโพสต์ภาพต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสในลุคสุดเร่าร้อน กับชุดสีแดงวาบหวิวที่ขับผิวขาวออร่า โชว์สัดส่วนเป๊ะปังทุกองศา ทั้งสายตาและท่าโพสที่สะกดทุกสายตา จนแฟนๆ ใจละลายกันเป็นแถว งานนี้แฟนคลับและชาวเน็ตต่างพากันเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมอย่างล้นหลาม

เปิดภาพล่าสุด อาจิ๋ม มยุรฉัตร หลังป่วยอัลไซเมอร์ รอยยิ้มสวยสดใสเหมือนเดิม

เปิดภาพล่าสุด อาจิ๋ม มยุรฉัตร หลังป่วยอัลไซเมอร์ รอยยิ้มสวยสดใสเหมือนเดิม

เปิดภาพล่าสุด อาจิ๋ม มยุรฉัตร หลังป่วยอัลไซเมอร์ รอยยิ้มสวยสดใสเหมือนเดิม

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

24 ธันวาคม 2568 หลังจากที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ให้ผู้จัดละครมากฝีมือ-นักแสดงอาวุโส ‘อาจิ๋ม’ มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช เป็นบุคคลไร้ความสามารถ อยู่ในความอนุบาลของลูกชาย เนื่องจากอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมจากโรคพาร์กินสัน ซึ่งทำให้เธอจำบุตรและคนรอบข้างไม่ได้ ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด คุณดา Make up artist & Hair stylist ช่างแต่งหน้าทำผมชื่อดัง ได้เดินทางไปเยี่ยม ‘อาจิ๋ม มยุรฉัตร’ ที่บ้านพักส่วนตัว พร้อมกับช่วยแต่งหน้าทำผมให้อาจิ๋ม ได้กลับมาสวยเหมือนเดิม และเขียนแคปชั่นว่า “บ้านเจ้านายที่ที่คุ้นเคย เมื่อวานมาทานข้าวมาคุยตลก ให้คนสวยดูค่ะ พลังแห่งความรักรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุด ที่สุดของใจ”

นึกว่าพี่น้อง! ธัญญ่า-น้องลียา แชะภาพคู่ฉลองคริสต์มาสสุดเท่

นึกว่าพี่น้อง! ธัญญ่า-น้องลียา แชะภาพคู่ฉลองคริสต์มาสสุดเท่

นึกว่าพี่น้อง! ธัญญ่า-น้องลียา แชะภาพคู่ฉลองคริสต์มาสสุดเท่

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

24 ธันวาคม 2568 กาลเวลาทำอะไรเธอไม่ได้จริงๆ สำหรับนักแสดงสาวมากความสามารถ “ธัญญ่า ธัญญาเรศ” ที่แม้จะก้าวเข้าสู่วัยเลข 5 แล้ว แต่ความสวย ความแซ่บ และออร่ายังคงเปล่งประกายไม่เคยเปลี่ยน

ล่าสุด แม่ธัญญ่า แท็กทีมลูกสาวคนสวย “น้องลียา” ถ่ายแบบฉลองเทศกาลคริสต์มาสในลุคสุดจี๊ด เรียกว่าทั้งสองคนจัดเต็มทั้งเสื้อผ้า หน้าผม และอินเนอร์ แต่ละช็อตออกมาสวยทะลุเฟรม งานนี้ทำเอาโซเชียลแทบแตก แห่เข้ามาคอมเมนต์แซวกันอย่างล้นหลาม

ขอบคุณภาพจาก : @tanya_liyah

อบอวลด้วยเสียงเพลงและความสุขส่งท้ายปี!! กับ ‘Snow Ville 2025 presented by mMilk’

อบอวลด้วยเสียงเพลงและความสุขส่งท้ายปี!! กับ  ‘Snow Ville 2025 presented by mMilk’

อบอวลด้วยเสียงเพลงและความสุขส่งท้ายปี!! กับ ‘Snow Ville 2025 presented by mMilk’

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.08 น.

จัดเต็มความสุข&ความสนุกส่งท้ายปลายปียิ่งใหญ่กว่าเดิม  สำหรับงาน  “Snow Ville 2025 presented by mMilk” เทศกาลดนตรีสุดอบอุ่นท่ามกลาง “เมืองหิมะ” ใจกลางกรุงเทพฯ  โดยผู้จัด Black Penguin (แบล็คเพนกวิน) โดย “เฟรนช์-สหรัฐ วงศ์อนันต์ชัย”  ศิลปินและซีอีโอหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง   ปีนี้ขอเนรมิตพื้นที่ SW1 Market สุขุมวิท 12  ให้กลายเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมดนตรีสุดคิวท์รายล้อมด้วยหิมะโปรยปราย แสงไฟระยิบระยับ ในธีม  “Snowy Industrial Village”  พร้อมเสิร์ฟโชว์สุดพิเศษจาก ศิลปินมากมาย  อาทิ   Bell Warisara, Dept, Landokmai, Moving and Cut, PROXIE, PURPEECH, Serious Bacon, Whal & Dolph, YEW และ Chilax   ให้แฟนๆ ได้ดื่มด่ำบรรยากาศแห่งเสียงเพลงและความฝันตลอด 4 วัน ชมฟรี! ตั้งแต่ 19–22 ธันวาคม ที่ผ่านมา…

บรรยากาศความสุขภายในงานตลอดทั้ง 4 วัน เปิดต้อนรับแฟนๆ นับพันที่เข้ามาร่วมเอนจอยในบรรยากาศแสนพิเศษตั้งแต่ช่วงเย็น  ให้แฟนๆ ได้แชะภาพกับมุมถ่ายรูปเช็คอินสุดว้าวท่ามกลางหิมะและแสงเหนือจำลองไว้เป็นที่ระลึก   แถมยังมีอาหารสตรีทฟู๊ดมากมายให้ได้เลือกลิ้มชิมรสกัน  พร้อมทั้งยังได้ลองเครื่องดื่มเมนูพิเศษจาก  mMilk  ได้อร่อยกันถ้วนหน้า อิ่มท้องแล้วก็พากันมาเดินย่อยเลือกช้อปสินค้าแฟชั่นมากมาย ก่อนจะถึงเวลาแห่งความสนุกที่แฟนๆ เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงของเหล่าศิลปินที่สลับกันขึ้นเวที 

เริ่มคืนแรกกับ YEW วงอินดี้เจ้าของบทเพลงแห่งการรอคอย หอบเพลงฮิต อย่าง ลบเลือน, หมวกเมฆสีรุ้ง, จะมอบความรัก มาบิ้วอารมณ์แฟนๆ ก่อนจะส่งต่อให้ 2 สาว Landokmai โชว์เพลงเพราะทั้งไทยและสากล อย่าง ยอม, ด้วยใจยินดี, Heresay, Finger Paint  พาทุกคนสนุกกันชุดใหญ่  ถึงคิววันที่สองประเดิมเวทีด้วย Special Artist Mr.Brian ศิลปินเกาหลีสุดฮอต อินฟลูเอนเซอร์สายฮา Joke Ice Cream ขอมาโชว์เพลงฮิตเพลงโดน อย่าง ฤดูร้อน, อกหัก, คนใจง่าย  แถมไม่พลาดนำเพลง My Name is Brian  เรียกเสียงกรี๊ดล้นหลาม  ไม่ปล่อยให้พักนานก็ถึงคิววง Alternative Indie Moving and Cut   ไม่ยอมกันขอจัดเต็มเศร้าไม่หยุด อย่าง ปล่อยให้ตัวฉันไป, Escape, ด้วยความไม่จริงใจ  แฟนๆ ร้องตามกันดังลั่น  จากนั้นก็ถึงคิวของ Whal & Dolph ดูโอ้อินดี้ป็อบขวัญใจชาว Gen Z  ขนเพลงฮิตอย่าง สิ่งที่สวยงาม, แค่ฝันไป,  ใจเดียว  กระแทกใจคนดูสุดๆ   มาถึงโชว์วันที่สาม เริ่มด้วยวง  Chilax เสิร์ฟโชว์เต็มอารมณ์       สุดมันส์ในเพลง ขอเธออย่า, ฉันนี่แหล่ะที่เป็นคนอื่น, เจ็บแต่ไม่จำ   ต่อด้วยดูโอ้หนุ่ม วง Dept  มาขอกวาดหัวใจแฟนๆ ด้วยเพลง 17, ลา ลา ลา , คงต้องบอกลาแล้ว  แฟนๆ ร้องและโยกตามกันถ้วนหน้า  ก่อนจะถึงวงอินดี้ป็อบ PURPEECH จัดเต็มความสนุกไม่มีแผ่วพร้อมเพลงฮิต  อย่าง ตกกะใจทำได้ลง, สบายดี, กลัวว่าฉันจะไม่เสียใจ, หากจะเพียงขอ เอาใจแฟนๆ ที่แห่มาเชียร์แน่นแทบล้นพื้นที่ ปิดท้ายกับโชว์ศิลปินสุดฮอตในค่ำคืนวันสุดท้าย เริ่มด้วย Bell Warisara ที่ขนเพลย์ลิสต์เพลงฮิตแบบจัดเต็ม อย่าง เอาปากกามาวง, คนหรือไมโครเวฟ, ตกหลุมรักรอบที่ล้าน, ไม่ดีๆไม่เอา พร้อมเซอร์ไพรส์พิเศษเรียกเสียงกรี๊ดกับเพลง “ก็ดีอยู่แล้ว” ที่ได้หนุ่ม “เฟรนช์ดั๊บ” กระโดดขึ้นไปแจมบนเวที ก่อนที่เจ้าตัวจะลงจากเวทีไปดูแลความเรียบร้อยภายในงานก็ขอฝากเพลงฮิต “โทรศัพท์เครื่องเก่า” และส่งต่อความสนุกบนเวทีต่อให้เบล และจัดเต็มต่อเนื่องแบบไม่พักกับวงดูโอ้ป็อป SERIOUS BACON ที่ขนเพลงเพราะฮิตปัง อย่าง แฟนฉัน, เพื่อนดีเด่น, พี่ ๆ ตัดแว่น, ไม่อยากฟัง, เธอ ๆ เพื่อนเราชอบ, 1001 แฟนๆทั้งร้องและโยกตามอย่างโซคิวท์  ปิดท้ายโชว์ที่ทำเอา SW1 MARKET แทบแตก! กับ 6 หนุ่ม PROXIE เพียงแค่เปิดตัวบนสเตจก็เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นสุขุมวิท ใส่ไม่ยั้งทั้งร้องเต้นโชว์ จัดให้แบบแน่นๆ กับเพลง ชน, Kiss Kiss, Stop, เหงาอย่างนี้สินะ, Pretty Girl – KIMGUN, Where I Wanna Be – VOC, ไม่เต็ม, คนไม่คุย และ Bed Shawty ปิดท้ายโชว์ที่ทำเอาชาวยูสเซอร์ฟินกันสุดๆไปเลย 

นอกจากนี้ในแต่ละวันยังมีความพิเศษที่ศิลปิน Yew, Moving and Cut, Chilax, Bell Warisara มาแจกนม mMilk แสนอร่อยส่งแฟนๆ ทุกคนก่อนกลับบ้านอีกด้วย  เรียกว่า “Snow Ville 2025 presented by mMilk”  ในครั้งนี้อบอวลไปด้วยความสุขความสนุกส่งท้ายปลายปีมอบให้ทุกคน..

น้ำใจงดงาม! บุ๋ม ปนัดดา เตรียมเซ็นมอบมูลนิธิเป็นสมบัติของชาติ

น้ำใจงดงาม! บุ๋ม ปนัดดา เตรียมเซ็นมอบมูลนิธิเป็นสมบัติของชาติ

น้ำใจงดงาม! บุ๋ม ปนัดดา เตรียมเซ็นมอบมูลนิธิเป็นสมบัติของชาติ

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.41 น.

24 ธันวาคม 2568 ยังคงเดินหน้าทำความดีเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับนักแสดงและพิธีกรจิตอาสา “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” กับ มูลนิธิองค์กรทำดี ที่ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในหลากหลายเหตุการณ์มาโดยตลอด

ล่าสุด บุ๋ม ปนัดดา เปิดใจกับห้องข่าวบันเทิงว่า ในวันที่ 10 มกราคม ที่จะถึงนี้ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 50 ปี เธอตั้งใจจะเซ็นเอกสารมอบทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิองค์กรทำดีให้เป็น สมบัติของชาติ และใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริง

       “ความฝันของบุ๋มจริงๆ แล้ววันที่ 10 มกราคมนี้บุ๋ม 50 แล้ว บุ๋มพูดไว้นานแล้วอยากทำมูลนิธิซึ่งไม่คิดว่ามันจะมาไกลขนาดนี้ เราจัดระบบไว้หมดแล้วเสร็จบุ๋มก็จะถอย วันที่ 10 มกราคมนี้บุ๋มจะเซ็นทุกอย่างมอบเป็นสมบัติของชาติ เป็นสาธารณประโยชน์หมดเลย สิ่งที่บุ๋มสร้างให้กับมูลนิธิทั้งชื่อทั้งที่ดินทั้งตึก ทุกอย่าง ดังนั้นบุ๋มจะไม่เกี่ยวข้อง และตั้งใจว่าจะไปแสวงบุญ เพราะเราเจอกับความทุกข์ของคน เจออะไรหลายอย่าง อยากอยู่ในทางสงบ แต่พอบอกทุกคนๆ บอกว่าไม่ให้ไป อยากไปแต่ไม่เคยได้ไปเพราะความช่วยเหลือจะอยู่ตรงนี้เราแบกเงินบริจาคของประชาชนบุ๋มต้องดูเอง ไม่ปล่อย เงินต้องถึงประชาชน ข้ามไปก่อนรออายุ 51”

ขอบคุณรายการ ห้องข่าวบันเทิง

ชำแหละนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ทำได้จริง เน้นมั่นคงมากกว่าการเมืองอุดมการณ์

ชำแหละนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ทำได้จริง เน้นมั่นคงมากกว่าการเมืองอุดมการณ์

ชำแหละนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ทำได้จริง เน้นมั่นคงมากกว่าการเมืองอุดมการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.17 น.

ชำแหละนโยบาย‘ภูมิใจไทย’ทำได้จริง เน้นมั่นคงมากกว่าการเมืองอุดมการณ์ วางกรอบจากฐาน‘มั่นคง’แบบองค์รวม เชื่อม‘ชีวิตประชาชน-เศรษฐกิจ-การต่างประเทศ’เป็นระบบ ชี้‘ทหารอาสา’ช่วยเพิ่มจำนวนกำลังพล-แก้ปัญหาว่างงาน

25 ธันวาคม 2568 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวให้ความเห็นต่อแนวนโยบายด้านความมั่นคงและการต่างประเทศของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า มีจุดเด่นสำคัญจากการจัดวางกรอบนโยบายบนฐานแนวคิดความมั่นคงแบบองค์รวมซึ่งขยายความหมายของความมั่นคงออกจากมิติทางทหาร ไปสู่เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในชีวิตประจำวัน

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนความพยายามเชื่อมบทบาทของรัฐเข้ากับประสบการณ์ความไม่มั่นคงที่ประชาชนเผชิญจริง โดยเฉพาะปัญหาชายแดน เศรษฐกิจนอกระบบ และอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านกรอบแนวคิด รั้วของชาติที่ครอบคลุมภัยคุกคามตั้งแต่การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย แรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไปจนถึงเครือข่ายทุนผิดกฎหมาย

ส่วนนโยบายทหารอาสา 100,000 อัตรา นักวิชาการมองว่า เป็นนโยบายที่ผสานมิติความมั่นคงและสังคมเข้าด้วยกันโดยเปิดโอกาสการจ้างงานบนฐานความสมัครใจ พร้อมการพัฒนาทักษะและเส้นทางอาชีพ ช่วยตอบโจทย์ทั้งการเสริมกำลังรัฐและลดความเปราะบางในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและแรงงานนอกระบบ

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยยังพยายามสร้างภาพลักษณ์ความพร้อมเชิงสถาบัน ผ่านการเน้นประสบการณ์บริหารประเทศในช่วงวิกฤต และการจัดวางทีมบริหารตามความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ การคลัง และการต่างประเทศ ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารแบบมืออาชีพและมีเสถียรภาพสำหรับนโยบายต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด ไทยเป็นไท บนเวทีโลก มีความโดดเด่นจากการยกระดับการต่างประเทศให้เป็นฐานของความมั่นคงเชิงโครงสร้าง เชื่อมโยงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความสงบชายแดน และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมเน้นการทูตแบบสมดุลในบริบทโลกหลายขั้ว โดยยึดอาเซียนเป็นฐานยุทธศาสตร์ นอกจากนี้นโยบายยังให้ความสำคัญกับการทูตเชิงรุกในประเด็นข้ามพรมแดน อาทิ อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ควบคู่กับการยืนยันคุณค่าประชาธิปไตย ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศ

“ภาพรวมนโยบายของพรรคภูมิใจไทยมีลักษณะเด่นจากการผสานความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด ความมั่นคงในชีวิตมากกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์ สะท้อนการเมืองเชิงบริหารที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความต่อเนื่อง และการจัดการความเสี่ยง ซึ่งสอดคล้องกับบริบทการเมืองและสังคมไทยในปัจจุบัน” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

ปชป. ไม่ได้ดีแต่พูด สาทิตย์ ซัดกลับ ธรรมนัส ไม่เคลียร์ตัวเองโยงเอี่ยวเรื่องเทา ๆ

ปชป. ไม่ได้ดีแต่พูด สาทิตย์ ซัดกลับ ธรรมนัส ไม่เคลียร์ตัวเองโยงเอี่ยวเรื่องเทา ๆ

ปชป. ไม่ได้ดีแต่พูด สาทิตย์ ซัดกลับ ธรรมนัส ไม่เคลียร์ตัวเองโยงเอี่ยวเรื่องเทา ๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 25 ธ.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตอบโต้กรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ออกมาสวนกลับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรมว่าดีแต่พูดทั้งที่ตอนเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไรให้กับประเทศว่า การเสนอจุดยืนทางการเมืองเป็นเรื่องที่ทุกพรรคการเมืองจะต้องมี และในสถานการณ์การเมืองที่ความเชื่อมั่นต่อการเมืองของประชาชนตกต่ำลง เพราะกังวลเรื่องการเมืองสีเทา ทุกพรรคการเมืองจำเป็นต้องมีจุดยืน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นพรรคแรกที่ประกาศจุดยืนทางการเมืองว่าไม่สามารถทำงานกับพรรคกล้าธรรมได้ ไม่ได้มีประสงค์จะสร้างความขัดแย้งหรือแตกแยก และไม่ใช่เรื่องที่จะไปเปิดวิวาทะกันพรรคกล้าธรรม

นายสาทิตย์ กล่าวว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์เปิดไปแล้วเช่นนี้ พรรคอื่นก็สามารถที่จะกำหนดจุดยืนตัวเองได้ และถ้าพรรคกล้าธรรมจะประกาศจุดยืนว่าไม่สามารถร่วมทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ได้เราก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องโกรธกัน ดังนั้นที่คุณธรรมนัสตั้งโต๊ะแถลงยืดยาว

สาทิตย์

“จริงๆแล้วสิ่งที่ผมอยากฟังที่สุดคือจะเคลียร์ตัวเอง เรื่องที่หลายฝ่ายเกิดความสงสัยในความคลุมเครือไม่โปร่งใสในเรื่องการมีสีเทาๆ เข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไรบ้าง ในประเด็นใดบ้างซึ่งยังได้ยินไม่ชัด มีแต่คำวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์เช่นเรื่องดีแต่พูด ซึ่งเราก็พูดแต่เรื่องดีไม่ใช่ดีแต่พูด” นายสาทิตย์ กล่าว

อีกทั้งยังกล่าวเสริมอีกว่าเรื่องนี้คงไม่ถือเป็นวิวาทะและไม่ตอบโต้อะไร แต่ก็เตรียมข้อเท็จจริงที่จะชี้แจงไว้แล้ว เพราะสิ่งที่กล่าวหาเป็นเรื่องที่เกิดต่างกรรมต่างวาระ  และย้อนรอยถอยหลังกลับ20-30 ปีแล้วจับมาพูดแบบสับสนมาก ตนยังยืนยันว่าจุดยืนของการไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมของนายอภิสิทธิ์เป็นมติพรรคประชาธิปัตย์แล้ว และจะเป็นจุดยืนที่ท้าทายเกมอำนาจทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าไม่ใช่คลุมเครือ อ้ำอึ้งหรือกั๊ก เพื่อจะรอร่วมรัฐบาล แต่จุดยืนของพรรคการเมืองที่จะยืนหยัดอยู่ในการเมืองที่สุจริตจำเป็นต้องประกาศจุดยืนว่าเป็นอย่างไร

สาทิตย์

“ก็ดีที่พรรคประชาชนที่อ้ำอึ้งในตอนแรก ก็ออกมาพูดชัดเจนขึ้นว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมเช่นเดียวกัน และเห็นคุณธรรมนัสอ้างถึงคุณอนุทินว่า สมมุติว่าไม่มีใครเอาก็ไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย อันนี้ก็อยากฟังเหมือนกันว่าภูมิใจไทยจะตอบอย่างไร” นายสาทิตย์ กล่าว

เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัส ออกมาระบุว่าการที่ออกมาพูดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรมเป็นการเสียมารยาท นายสาทิตย์ กล่าวว่าต้องแยกระหว่างจุดยืนทางการเมืองกับมารยาททางการเมืองจากกัน การไปบลูลี่คนอื่นว่าฟันน้ำนมยังไม่หักนี่คือมารยาททางการเมือง

สาทิตย์

เมื่อถามอีกว่า ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศอย่างนี้เพราะไม่พอใจเพราะสส.ของพรรคย้ายไปอยู่พรรคกล้าธรรมจำนวนมาก นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นประเด็นเลย เพราะสส.เก่าของพรรคประชาธิปัตย์ย้ายไปหลายพรรค และเราไม่ได้พูดถึงพรรคอื่นเลย ดังนั้นในความคิดของนายอภิสิทธิ์กับพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจจุดยืนเรื่องนี้โดยไม่มีเรื่องการเมืองใดๆและความแค้น เข้ามาเกี่ยวข้อง

“ลองกลับไปดูการเมืองยุคปี35 ที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ยุคนั้นเรียกว่าเทพ-มาร ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้จะใกล้เคียง เพราะคนต้องการการเมืองสุจริต แต่ในยุคนั้นเขาต้องการการเมืองที่ต้องปฏิรูป ไม่ต้องการนักการเมืองที่ไม่ชัดเจน ไม่โปร่งใส ฉะนั้นจากวันนี้ไปผมขอเรียกร้องประชาชนว่าขอให้ติดตามถ้อยแถลงทางการเมืองกับจุดยืนของแต่ละพรรคผ่านช่องทางต่างๆ เพราะการเมืองเราจะสร้างภาพหรือนโยบายอย่างใดก็ได้ แต่จุดยืนทางการเมืองและอุดรการณ์ต่างหากที่จะชี้ว่าพรรคการเมืองนั้นฟังเสียง และเคารพความคิดเห็นประชาชนแค่ไหน“

สาทิตย์

ส่วเรื่องที่ร.อ.ธรรมนัสเตรียมจะฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทนั้นนายสาทิตย์กล่าวว่าการฟ้องกันทางการเมืองก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่เรามั่นใจในจุดยืนที่จะประกาศทางการเมืองว่าไม่ใช่เรื่องที่จะหมิ่นประมาทหรือใส่ร้ายใคร เพราะไม่ได้บอกว่าเขาผิดในเรื่องใด แต่เป็นเพราะความไม่โปร่งใส คลุมเครือ เทาๆ เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในเจตนารมณ์ของจริยธรรมทางการเมืองในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

สาทิตย์

‘ไทยสร้างไทย’ตั้งเป้า 25 เก้าอี้ สส.ดันแคนดิเดตนายกฯ ย้ำร่วมรัฐบาลได้ ต้องเป็น‘พรรคสีขาว’

‘ไทยสร้างไทย’ตั้งเป้า 25 เก้าอี้ สส.ดันแคนดิเดตนายกฯ ย้ำร่วมรัฐบาลได้ ต้องเป็น‘พรรคสีขาว’

‘ไทยสร้างไทย’ตั้งเป้า 25 เก้าอี้ สส.ดันแคนดิเดตนายกฯ ย้ำร่วมรัฐบาลได้ ต้องเป็น‘พรรคสีขาว’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

‘ไทยสร้างไทย’พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไทย ‘ภราดร’ตั้งเป้า 25 เก้าอี้ สส.ดันแคนดิเดตนายกฯ ย้ำร่วมรัฐบาลได้ทุกพรรคแต่ต้องเป็น‘พรรคสีขาว’ ด้าน‘สุรเดช’ลั่นไม่เน้นแจกเงินแต่จะสังคายนาระบบงบประมาณใหม่

25 ธันวาคม 2568 ที่พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) พลโทภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แถลงถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรคมีความพร้อม 100% ในฐานะพรรคการเมืองระดับกลาง ทั้งในด้านตัวบุคคลและนโยบายที่พร้อมส่งต่อสู่สาธารณะ ชูนโยบาย “ต่อท่อออกซิเจน” ฟื้นเศรษฐกิจ

ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจ นายสุรเดชระบุว่า พรรคไทยสร้างไทยไม่มีนโยบายแจกเงิน แต่จะมุ่งเน้นการสร้างระบบงบประมาณใหม่ให้ประเทศไทย เนื่องจากงบพัฒนาเดิมที่มีอยู่ประมาณ 500,000 ล้านบาทนั้น ไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและพาประเทศหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” ได้  ดังนั้น พรรคจึงเสนอแนวทาง “ต่อท่อออกซิเจน” ใหม่เข้าสู่ประเทศไทย 2 ท่อหลัก คือ  ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความยั่งยืนในการพัฒนาฐานราก ดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ เน้นการดึง FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) และนำเข้าเทคโนโลยีระดับสูง โดยมองว่าระบบราชการแบบเดิมไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ทันการณ์ ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเป็น “นักรบ” ซึ่งพรรคพร้อมจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการออกไปรบในเวทีโลก เพื่อดึงเม็ดเงินและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์กลับมาพัฒนาประเทศ

พลโทภราดร กล่าวถึงเป้าหมายในการเลือกตั้งว่า พรรคอาจจะไม่ได้ส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต ซึ่งความชัดเจนจะปรากฏในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เป้าหมายจำนวน สส. จะต้องไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง เพื่อให้มีสิทธิ์เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย พรรคเชื่อมั่นในดุลพินิจของประชาชน โดยมีจุดขายสำคัญคือการเป็น “พรรคการเมืองสีขาว” ซึ่งหากเลือกพรรคไทยสร้างไทย ประชาชนจะได้การเมืองที่ดี มีวุฒิภาวะ และใสสะอาด

สำหรับการจับมือกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พลโทภราดรย้ำว่า ให้ความสำคัญกับการเป็น “รัฐบาลสีขาว” แม้ในความเป็นจริงอาจต้องมีการผสมผสานกับพรรคอื่นบ้าง แต่หัวใจสำคัญคือต้องมีพรรคสีขาวเป็นแกนนำหลัก พรรคไม่ได้ปฏิเสธการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองใด แต่แกนนำรัฐบาลจะต้องเป็นพรรคที่มีความใสสะอาดและมีอุดมการณ์ตรงกันเท่านั้น

‘ไทยสร้างไทย’ประกาศ Restart ประเทศไทย ชูโมเดลเศรษฐกิจยุคใหม่ ล้างบางคนโกง

‘ไทยสร้างไทย’ประกาศ  Restart ประเทศไทย ชูโมเดลเศรษฐกิจยุคใหม่ ล้างบางคนโกง

‘ไทยสร้างไทย’ประกาศ Restart ประเทศไทย ชูโมเดลเศรษฐกิจยุคใหม่ ล้างบางคนโกง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.42 น.

‘ไทยสร้างไทย’ประกาศ Restart ประเทศไทย ชูโมเดลเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมกางโรดแมพแจกโอกาส สร้างอนาคตด้วยเทคโนโลยี ย้ำจุดยืนล้างบางคนโกง ทลายสแกมเมอร์ และทุนดำยึดประเทศ มั่นใจขุนพลมืออาชีพแก้วิกฤตชาติสำเร็จ

พรรคไทยสร้างไทยประกาศความพร้อมก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัวผ่านงานรวมพลแสดงพลังแม่ทัพและขุนพลไทยสร้างไทย โดยมุ่งเน้นการเป็นพรรคการเมืองสีขาวที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและนโยบายปราศจากการคอร์รัปชันอย่างสิ้นเชิง ภายใต้การนำของคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงเพื่อแสดงถึงความเป็นทีมมืออาชีพที่มีประสบการณ์จริงและมีผลงานความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ พร้อมอาสาเข้ามาคลี่คลายวิกฤตประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ความมั่นคงสมัยใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

ในด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง พลโทภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ได้นำเสนอแนวคิดสำคัญคือ Big Cleaning และ Big Fighting เพื่อขับเคลื่อนการเมืองสุจริต โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและโปรแกรมเมอร์เข้ามาตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเพื่อความโปร่งใสแบบไม่เกรงใจผู้มีอิทธิพล พร้อมประกาศสงครามกับ 4 ปัญหาหลักที่ฉุดรั้งประเทศ ได้แก่ การยุติความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ การขจัดคอร์รัปชัน และการพิชิตความเหลื่อมล้ำทางสังคมทุกรูปแบบ

สำหรับแนวทางการแก้ไขความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พลโทภราดรย้ำว่าต้องใช้ยุทธศาสตร์สถาปนาความมั่นคงบนพื้นที่ชายแดนแทนการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว โดยเน้นการป้องกันตนเองเชิงรุกภายใต้กฎสากล การจัดระเบียบพื้นที่เพื่อคุมเข้มอาชญากรรม และการทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อชี้แจงต่อประชาคมโลกในรูปแบบสงครามไฮบริด ทั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้และความหลากหลายทางเพศ เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและดึงดูดนักลงทุนให้กลับมาเชื่อมั่นในประเทศไทยอีกครั้ง

ทางด้านแม่ทัพเศรษฐกิจ นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ได้เปิดแผน Restart ประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงการทำงานที่ต้องเริ่มจากเป้าหมายที่ชัดเจนคือการคืนศักดิ์ศรีให้คนไทย พร้อมนำประสบการณ์จากภาคธุรกิจระดับโลกมาพิสูจน์ว่าคนไทยมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมระดับสูงได้เอง โดยชูนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือขอนแก่นโมเดลเป็นต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องรอพึ่งพางบประมาณส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เพื่อมุ่งแก้ปัญหาหนี้สินและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนใน 7 ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวคิด Mar Is My ซึ่งเป็นสมุดปกขาวรวบรวมนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กและภาคธุรกิจ SME เข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม ผ่านสองกลไกสำคัญคือ Tokenize Thailand ที่ใช้เทคโนโลยีโทเคนสร้างมูลค่าใหม่ให้ทรัพย์สินและสินค้าเกษตรในตลาดโลก และ Automate Thailand ที่นำระบบอัตโนมัติมาสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อแก้ปัญหาแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยยืนยันว่าพรรคไม่ได้เน้นนโยบายประชานิยมแบบแจกเงิน แต่เป็นการแจกโอกาสและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน