แม่ยกปชป. ชื่นชม อภิสิทธิ์ ประกาศจุดยืนชัด ไม่ใช่มัวแต่กลัวจะไม่ได้เป็นรัฐบาล

แม่ยกปชป. ชื่นชม อภิสิทธิ์ ประกาศจุดยืนชัด ไม่ใช่มัวแต่กลัวจะไม่ได้เป็นรัฐบาล

แม่ยกปชป. ชื่นชม อภิสิทธิ์ ประกาศจุดยืนชัด ไม่ใช่มัวแต่กลัวจะไม่ได้เป็นรัฐบาล

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 จากกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวช่วงหนึ่งในรายการดีเบตอีกสักตั้งไทยรัฐเลือกตั้ง ’69 ทางช่องไทยรัฐทีวี ว่า “วันนี้ผมตัดสินใจได้แล้ว หนึ่งเรื่องว่า ด้วยประวัติของผู้นำแคนดิเดตนายกฯ ที่มีประวัติในเรื่องของคดีที่ร้ายแรง และมีหลักฐานที่ปรากฏชัดว่าเข้าไปอยู่ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสแกมเมอร์ที่เป็นภาพปรากฏออกมาในเรื่องของ MOU ผมขอพูดว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกับพรรคกล้าธรรมได้”

ล่าสุด นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับ ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า  #ต้องชื่นชมในความชัดเจนของคุณอภิสิทธิ์

– จากนี้ไปประชาชนควรต้องเลือกนักการเมืองที่พูดชัดเจน นักการเมืองที่ดีต้องกล้าพูด ไม่ใช่มัวแต่เกรงใจกลัวจะไม่ได้เป็นรบ.

– #ประชาธิปัตย์ยุคคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้กลัวว่าเป็นฝ่ายค้านแล้วจะอดอยากปากแห้ง

– แต่ดิฉันเชื่อว่าปชป.ในยุคคุณอภิสิทธิ์สามารถทำงานให้บ้านเมืองดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาล

รองนายกฯ สุชาติ เตือนประชาชน-สถานประกอบการ เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมี ช่วงปีใหม่ 2569

รองนายกฯ สุชาติ เตือนประชาชน-สถานประกอบการ เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมี ช่วงปีใหม่ 2569

รองนายกฯ สุชาติ เตือนประชาชน-สถานประกอบการ เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมี ช่วงปีใหม่ 2569

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

รองนายกฯ “สุชาติ” แจ้งเตือนประชาชน–สถานประกอบการ เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมีช่วงปีใหม่ 2569

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำชับหน่วยงานในสังกัด ทส. เตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษจัดเตรียมทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ สนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานท้องถิ่นในการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม และให้คำแนะนำทางวิชาการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติภัยสารเคมี

นายสุรินทร์ กล่าวว่า จากสถิติการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีในปี พ.ศ. 2568 (มกราคม–ธันวาคม 2568) พบว่าเกิดเหตุรวม 50 ครั้ง แบ่งเป็นอุบัติภัยประเภทเพลิงไหม้ 36 ครั้ง โดยเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม 22 ครั้ง และโกดังเก็บสินค้าและโกดังรีไซเคิล 14 ครั้ง ประเภทสารเคมีรั่วไหล 8 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเหตุจากโรงน้ำแข็ง 6 ครั้ง และกรณีน้ำมันรั่วไหลลงทะเล 2 ครั้ง ประเภทอุบัติเหตุจากการขนส่งสารเคมีและวัตถุอันตราย 4 ครั้ง และประเภทอื่นๆ เช่น การระเบิดของพื้นที่ฝังกลบกากอุตสาหกรรมและบ่อบำบัดน้ำเสีย 2 ครั้ง

ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน สถานประกอบการจำนวนมากจะหยุดดำเนินการหรือลดกำลังการผลิต ขณะเดียวกันเป็นช่วงฤดูหนาวที่มีสภาพอากาศแห้งและลมแรง ส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดอุบัติภัยเพิ่มขึ้น อาทิ ไฟไหม้โรงงานหรือคลังจัดเก็บสารเคมี ไฟไหม้สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย อุบัติเหตุรถบรรทุกสารเคมีและวัตถุอันตรายพลิกคว่ำ รวมถึงการลักลอบระบายน้ำเสียและทิ้งกากของเสียอันตรายในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 จึงได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและเครื่องมือของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมขอความร่วมมือจากส่วนราชการ เครือข่ายหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย และสถานประกอบการทุกแห่ง ให้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย ระมัดระวังในการขนส่งและจัดเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตรวจสอบระบบเตือนภัยและระบบดับเพลิงให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุ

ทั้งนี้ หากหน่วยงานท้องถิ่นหรือประชาชนพบเหตุฉุกเฉินด้านมลพิษและสารเคมี สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนมลพิษ โทร. 1650 ตลอด 24 ชั่วโมง.

‘คุณหญิงกัลยา-สุชัชวีร์’ นั่งแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก

'คุณหญิงกัลยา-สุชัชวีร์' นั่งแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก

‘คุณหญิงกัลยา-สุชัชวีร์’ นั่งแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

“คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ประกาศนั่งแคนดิเดตนายกฯ “พรรคไทยก้าวใหม่” ชูนโยบายธนู 4 ดอก รีเซ็ทระบบการศึกษา ยกเลิก กยศ. เรียนฟรี ป.ตรี-ป.เอก ประกาศ ”เลิกทน เลิกจน เลิกจม“ หากเลือกเรา กทม.น้ำไม่ท่วม 100% 

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 พรรคไทยก้าวใหม่ แถลงข่าวเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยนายสุชัชวีร์ นั่งแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวใหม่ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 2 พร้อมกับการเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ ประกาศความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ 

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ในฐานะแคนดิเดตลำดับที่ 1 ของพรรค กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ว่าวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ของพรรคไทยก้าวใหม่ 2-3 วันมานี้ตนเองตรากตรำลงพื้นที่ เมื่อวานจะต้องไปพบแพทย์ฉีดยา เนื่องจากเป็นหวัด แต่รู้สึกเหมือนคนที่กลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง รู้สึกว่าทุกวันเป็นวันที่อยากจะตื่นขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ได้นอน รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก 

วันนี้เรามาอยู่ในครอบครัวไทยก้าวใหม่ด้วยกันแล้วต้องภูมิใจมาก ๆ เพราะประเทศไทยปัจจุบันมีประชากรเกิน 70 ล้านคน จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้อาสาเป็นตัวแทนลงสมัคร สส.ท่านเป็น 1 ในแสนของคนไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของพรรค ตนเองจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง
 
ผู้สมัครหลายคนถามตนเองหลายครั้งว่าจะแนะนำพรรคอย่างไร เมื่อวานตนเองได้ไปดีเบตครั้งแรกในฐานะแคนดิเดตนายกฯ เขาให้แนะนำพรรคในเวลา 2 นาที หากย้อนไปดูคลิปตนเองมั่นใจว่าหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่พูดไม่แพ้ใคร ตนเองบอกว่าพรรคไทยก้าวใหม่คือพรรคของคนไทยที่มีหัวหน้าพรรคคือ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ วิศวกร นักการศึกษา นักบริหาร นักวิทยาศาสตร์ และนักการเมือง พร้อมด้วยทีมงานที่เป็นคนทรงความรู้หลากหลายสาขาและเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลก พรรคไทยก้าวใหม่เป็นพรรคการเมืองของคนไทย พรรคเราไม่ธรรมดา 

ตนเองทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างลาออกจาก 21 ตำแหน่งโดยไม่มีนัยยะแอบแฝง ต้องการเห็นประเทศไทยดีขึ้นและส่งมอบอนาคตให้กับลูกหลานคนไทยทุกคน ตนเองไม่ได้อวดอ้าง แต่ท่านภูมิใจได้ว่าหัวหน้าพรรคเป็นคนดีคนเก่ง เป็นคนมีความรู้ความสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ยอมรับ ท่านไม่ต้องอายใครที่จะแนะนำว่าหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่เป็นใคร

นายสุชัชวีร์ กล่าวถึงนโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ “เลิกทน เลิกจน เลิกจม” เลิกทนกับการเมืองแบบเดิม ๆ คิดแบบเดิม ๆ เลือกแบบเดิม ๆ คนเดิม ๆ ประเทศก็จะถดถอยมาถึงวันนี้ เลิกจนซ้ำซากข้ามรุ่น เขาไม่เคยได้รับการเข้าถึงทรัพยากรที่เท่าเทียม ประเทศเรามีลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก ถูกเอาเปรียบเสมอ หากท่านยอมให้เขาเอาเงินมาซื้อสิทธิ์ขายเสียง ท่านก็จะจมหนักเหมือนเดิม ส่วนเลิกจม มีหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่คนเดียวที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด หากเลือกคนเดิม คิดแบบเดิม กรุงเทพมหานครจะจมน้ำ 100% 

สำหรับกรุงเทพมหานครไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ตาม พรรคพร้อมสนับสนุนให้แก้ปัญหาน้ำท่วมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ต้องเลือกคนของพรรคไทยก้าวใหม่ยกทีม ทั้งยังจะแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลางอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วย ตนเองไม่เชื่อว่าหัวหน้าพรรคคนไหนจะพูดแบบนี้หรือทำแบบนี้ได้

สำหรับเป้าหมายของพรรคไทยเป้าหมายคือ ”ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง“ เข้มแข็งด้วยนโยบายหลักธนู 4 ดอก ได้แก่ 1.สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทย 2. สร้างเศรษฐกิจใหม่ คนไทยต้องมาก่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมกับประกาศยกเลิกหนี้ กยศ.และลูกหลานคนไทยต้องเรียนฟรีปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก 3.คุณภาพชีวิตของคนไทยต้องดีขึ้น สุขภาพดีปลอดภัย ถ้าเลือกตนเองถนนพระราม 2 จะไม่หล่นมาทับคน 4.เราจะปราบคอรัปชั่นที่ต้นตอ มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าสแกมเมอร์เสมอ 

นายสุชัชวีร์ ขอโอกาสให้พรรคไทยก้าวใหม่ไปผ่าตัดปรับโครงสร้างทางระบบ เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญระดับโลก เราผ่าตัดได้ผ่าตัดเป็นเพื่อจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ตรงจุด พร้อมจะยกระดับแบบก้าวกระโดดด้วยเศรษฐกิจ Quantum Leap เพื่อทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแรงยืนหนึ่งบนเวทีโลกอีกครั้ง

จากนั้นพรรคก้าวใหม่ยังได้เปิดตัวผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 คน รวมถึงผู้สมัคร สส.จากทุกภูมิภาค โดยพรรคไทยก้าวใหม่ส่ง สส.บัญชีรายชื่อ ครบทั้ง 100 คน อาทิ คุณหญิงกัลยา นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ นางสาวจิตภัสร์ กฤดากร หัวหน้าทีมเสมอภาคและความมั่นคงของมนุษย์ นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผศ.จักรพันธ์ พรนิมิต รองประธานคณะกรรมาธิการ การต่างประเทศ และนายคเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ 

เพื่อไทยฉะเชิงเทรา ดันลูกชาย ‘โจ๊ะ พันธุ์พงศ์’ ลงชิงพื้นที่เขต 2 ฉะเชิงเทรา

เพื่อไทยฉะเชิงเทรา ดันลูกชาย ‘โจ๊ะ พันธุ์พงศ์’ ลงชิงพื้นที่เขต 2 ฉะเชิงเทรา

เพื่อไทยฉะเชิงเทรา ดันลูกชาย ‘โจ๊ะ พันธุ์พงศ์’ ลงชิงพื้นที่เขต 2 ฉะเชิงเทรา

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

‘สมชัย อัศวชัยโสภณ’ ดันลูกชาย  ‘โจ๊ะ พันธุ์พงศ์’ ลงชิงพื้นที่เขต 2 ฉะเชิงเทรา อ้อนขอชนะใจด้วยการทำงาน เชื่อได้รับความไว้วางใจจากปชช. แต่ไม่ประมาทคู่แข่ง  

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สนามเลือกตั้ง สส.ฉะเชิงเทรา นายสมชัย อัศวชัยโสภณ “เฮียเน้า” อดีตส.ส. พรรคเพื่อไทย ได้ส่งลูกชายคนเล็ก “โจ๊ะ” นายพันธุ์พงศ์ อัศวชัยโสภณ อดีตเลขานุการกรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และ อดีตปลัดอำเภอหลายจังหวัด ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 2 จ.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย

โดยนายพันธุ์พงศ์ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ลาออกจากราชการ เพื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.พรรคเพื่อไทย เนื่องจากบิดา นายสมชัย รวมถึงพี่ชายนายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ยังอยู่พรรคเพื่อไทย และยังเป็นทีมวางแผนนโยบายของพรรคอีกด้วย 
นอกจากนี้จากการรับราชการและได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชน พบว่ายังมีปัญหาหลายด้านที่อยากให้แก้ไข ซึ่งการเป็นข้าราชการอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้มากเท่ากับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยฝ่ายการเมือง  

“ผมจึงตัดสินใจลาออกจากราชการ เพราะเห็นว่าหากต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีคนที่เข้าใจพื้นที่ เข้าใจระบบราชการ และเข้าไปทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อแก้กฎหมาย ปรับนโยบาย และจัดสรรงบประมาณให้ตรงกับความเป็นจริง”นายพันธุ์พงศ์ กล่าว

นายพันธุ์พงศ์ กล่าวว่า ส่วนการแข่งขันในพื้นที่ แม้ว่า สส.ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และเป็นสส.หลายสมัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตนก็ไม่ประมาท และตนมองว่าความจริงใจ ความตั้งใจ และการทำงานแบบลงพื้นที่รับฟังปัญหาอย่างสม่ำเสมอในขณะรับราชการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนฉะเชิงเทรา เขต 2 จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ 

“ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจที่ดีที่สุด ผมขอชนะใจประชาชนด้วยการทำงาน หากประชาชนเห็นว่าตนสามารถเป็นผู้แทนที่เข้าใจเขา พูดแทนเขา และทำงานแทนเขา ผมก็พร้อมทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มความสามารถ”นายพันธุ์พงศ์ กล่าว 

เพจดังวิเคราะห์! ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ ฉลาดวางตัว เลี่ยงแคนดิเดตนายกฯ รอคัมแบ็ก รมต. สมัยหน้า

เพจดังวิเคราะห์! ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ ฉลาดวางตัว เลี่ยงแคนดิเดตนายกฯ รอคัมแบ็ก รมต. สมัยหน้า

เพจดังวิเคราะห์! ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ ฉลาดวางตัว เลี่ยงแคนดิเดตนายกฯ รอคัมแบ็ก รมต. สมัยหน้า

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กวีเหลวไหลแท้ โพสต์ข้อความระบุว่า  ศุภจี สีหศักดิ์ และเอกนิติ คงเห็นว่านายกอนุทินยังหนุ่มแน่น รวมทั้งไม่มีคดีสุ่มเสี่ยงอะไรติดตัว จึงไม่ขอมีชื่อในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

แต่รับปากเป็นมั่นเหมาะว่า จะกลับมาเป็นรัฐมนตรีที่พวกเขาถนัดอีกครั้ง หากอนุทินได้เป็นนายก

นี่คือคนฉลาดที่รักษาระยะห่าง ระหว่างความเป็นมืออาชีพและการเมือง ได้อย่างชัดเจน

ช่วงหาเสียง พวกเขาไม่ต้องปนเปื้อนกับนักการเมือง (ยกเว้นถูกอ้างถึงบ้าง)

ส่วนหากสมัยหน้า ภูมิใจไทยไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล ก็กลับไปทำงานตามปกติได้โดยไม่เสียหายอะไร

ว่าที่รัฐมนตรีของเราทั้งสาม นับว่าฉลาดดีแท้

รอนะครับ

‘ศุภจี’ตีปี๊บ! ดันสารพัดนโยบายด้านพาณิชย์-การตลาด

‘ศุภจี’ตีปี๊บ! ดันสารพัดนโยบายด้านพาณิชย์-การตลาด

‘ศุภจี’ตีปี๊บ! ดันสารพัดนโยบายด้านพาณิชย์-การตลาด

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

“ศุภจี”ดันสารพัดนโยบายด้านพาณิชย์-การตลาด! ลุย SME ติดปีก สร้างมาตรฐานแฟรนไชส์เข้าถึงแหล่งเงินกู้ ปั้นไทยเป็น HUB ฮาลาลแถบเอเชีย ชูสินค้าการเกษตรสู่ตลาดโลกใช้แลกเปลี่ยนแทนเงินสด เจรจาต่อรองซื้อเครื่องบิน-เรือรบ การบริการมูลค่าสูง ทั้งการแพทย์-ธุรกิจด้านคอนเทนต์

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นแถลงนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 เป็นคนสุดท้ายตอนหนึ่งโดยเริ่มต้นถามว่า “ตอนนี้เลยเวลาเที่ยงแล้ว หิวกันหรือยัง หิวหน่อยก็ดีจะได้ช่วยไปกินข้าว ให้ราคาข้าวจะสูงขึ้น ตอนนี้ข้าวเปลือกขาวอยู่ราคาเกิน 8,000 บาท ข้าวหอมมะลิเราแตะ 18,000 บาท ทั้งหมดที่ทำมาไม่ได้ใช้เงิน แต่ใช้วิธีบูรณาการหาช่องทางหาตลาดในการที่จะบรรลุเป้าหมาย ให้สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ หรือเพิ่มราคาสินค้าการเกษตรได้” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฟังหลายหลายท่านพูดในหลายเทรดอาจจะจำได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ขอให้จำในเรื่องของ “เทรดพลัส”

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ในเรื่องการค้าขายวันนี้ถูกล้อมด้วยภูมิรัฐศาสตร์มากมาย ตอนนี้โลกได้แบ่งเป็นขั้ว เป็นข้าง เป็นค่ายและมีมากมายหลายค่าย เป็น Multi polar world ดังนั้นการทำการค้าขาย ประเทศไทยต้องอยู่ในจุดที่พอดี ไปทางด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่ได้ แต่หากทำด้านใดให้ดีพอ มีคุณค่ามากพอทุกประเทศจะมาเป็นคู่ค้าของประเทศไทย ในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์จะทำอะไรประเทศไทยในเรื่องของภูมิเศรษฐกิจ ได้หากเราร่วมมือกันทำการค้าขายต้องทำด้วยกันต้องบูรณาการกัน ซึ่งก่อนหน้านี้นายเอกนิติ บอกว่าการนำงบประมาณช่วยเหลือเยียวยามาช่วยเหลือคนตัวเล็ก ผู้สูงวัย คนในชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการต่างๆ นี่คือฝั่งของการใช้ ซึ่งกระทรวงการคลังคือคนใช้แต่กระทรวงพาณิชย์ คือ คนหาเงิน อยากให้ทุกคนมาข่วยกันหาเงินเจ้าประเทศ

นางศุภจี กล่าวต่อว่า สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ GDP ทางการเกษตรอยู่ที่ 6% ภาคอุตสาหกรรม 25% และการบริการ 66% ในภาคเกษตรเรามีแรงงานอยู่ 30% แต่หารายได้ทางด้านการเกษตรแค่ 6% ดังนั้น ต้องเพิ่มผลผลิตต้องทำให้ได้มากขึ้นกว่านั้น ส่วนเรื่องของอุตสาหกรรม 25% ก็ลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น ต้องมองหาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเพิ่มให้กับประเทศ และส่วนการบริการ 66% ต้องเพิ่มมูลค่าด้วยการบริการมูลค่าสูง ทั้งหมดที่พูดมาเราอยู่กับที่ไม่ได้ต้องเปลี่ยนเพราะโลกเปลี่ยนแล้ว ประเทศไทยต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน หากพูดเรื่องการค้าขายขอแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มส่วนตัวถนัดเรื่องของการแบ่ง ซึ่งกองแรก คือ การเชื่อมการค้าโลก เพราะโลกยุคปัจจุบัน ต้องพูดถึงห่วงโซ่อุปทานหรือ ซัพพลายเชน จากการขายแต่ตัวสินค้า ต้องเปลี่ยนเป็นขายวัตถุดิบ ขายสารตั้งต้นเพื่อเอาไปแปรรูปต่อไป โดยต้องมองให้ครบทั้งระบบ ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ได้ดุลการค้าที่แตกต่างกัน “ดังนั้นเราต้องไปหาข้อมูลว่าสิ่งที่ขายไปให้กับประเทศคู่ค้าสามารถไปทำประโยชน์ต่อและแปรรูปต่อเพื่อให้สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างไร นี่คือพลัสที่ 1 เป็นวิธีเอาตัวเราไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ให้เปลี่ยนจากประเทศคู่ค้า เป็นพันธมิตร และเป็นหุ้มส่วนในการค้าในส่วนของการบริการ 66% ซึ่งหากเราขายสินค้าทางการเกษตรหรือสินค้าอุปโภคบริโภค เราต้องมีการคุยขายบริการควบคู่ไปด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีบริการมูลค่าสูงจำนวนมาก อาทิ บริการด้านการแพทย์ ด้านธุรกิจคอนเทนต์ เพื่อเพิ่มมูลค่าบริการให้สูงขึ้น ซึ่งต้องเปลี่ยนความคิด หรือ Mindset

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ขณะที่ประเทศที่มีเรื่องของภาษีต่างตอบแทน อย่างสหรัฐอเมริกา หรือ US TARIFF GAPS ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดอัตราภาษีแต่ละประเทศไม่เท่ากัน อาทิประเทศจีน อินเดีย และแคนาดา ที่มีอัตราภาษีมากกว่าประเทศไทยที่เสียเพียง 19% ดังนั้นเราต้องเจาะช่องว่าง ซึ่งเป็นโอกาสว่าอะไรเป็นปัจจัยที่เราแก้ได้หรือแก้ไม่ได้ โดยทำในสิ่งที่เราทำได้ คือ หาช่องโอกาสไปทำ แต่สิ่งสำคัญของการเชื่อมการค้าโลก คือ “ต้องหาประโยชน์ร่วมให้ได้” เพื่อให้เป็นคู่ค้าที่ยั่งยืน จากคู่ค้าเป็นพันธมิตรให้เป็นหุ้นส่วน ทั้งหมด คือ การตลาดระหว่างประเทศ ด้านเกษตรประเทศไทยต้องชูให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านรายได้ เรื่องแรกเรื่องการส่งออก ตัวเองอยากจะชวนให้มาดูว่าเราซื้ออะไรจากใครบ้าง อาทิ ซื้อเครื่องบินกริฟเพนถึง เรือฟริเกท และเครื่องบินพาณิชย์ แทนที่เราจะซื้อด้วยเงินสดอย่างเดียวต้องพูดคุยเอาสินค้าเกษตรไปแลกบ้าง ให้บ้าง โดยวางนโยบายว่าต้องไม่ซื้อด้วยเงินสดเท่านั้น โดยขอแลกแบบมีเงื่อนไข ซึ่งจะทำให้ฐานของราคาสินค้าการเกษตรสูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ส่วนเรื่องการเพาะปลูก ต้องเปลี่ยนความคิดไม่ใช่ปลูกอะไรตามใจเราอย่างเดียวแต่ต้องตามใจความต้องการคนอื่นด้วย อย่างในเรื่องของข้าวที่ประเทศไทยกับอีกหลายประเทศจะสลับกันเป็นอันดับหนึ่งของการส่งออกข้าว ซึ่งปัจจุบันอย่างข้าวหอมมะลิก็ไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะสามารถปลูกได้ดังนั้นต้องดูความต้องการ เพราะในบางประเทศก็ไม่ได้ต้องการเพียงข้าวหอมมะลิ ซึ่งเราต้องนำเรื่องนี้มาคิดเพื่อแข่งขันในการจัดส่งข้าวออกไปบริโภค ซึ่งต้องยอมรับว่าในหลายจังหวัดและหลายภาคของประเทศไทยก็จะมีข้าวแต่ละสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อ

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ในเรื่องของเครื่องมือการผลิตเพื่อส่งออกบางชุมชนขาดเครื่องสีข้าว บางชุมชนขาดเครื่องแพคแบบสูญญากาศ หรือแม้กระทั่งบางชุมชนมีความพร้อมแต่ขาดตลาดขาดการสร้างเรื่องราว และแพ็คเก็ต ซึ่งที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 2 เดือน ได้เข้าไปช่วยเหลือประมาณ 200 ชุมชน ซึ่งหากเป็นรัฐบาลต่ออีก 4 จะสามารถไปต่อยอดได้อีกกี่ชุมชน ซึ่งนอกจากเรื่องของข้าวยังดูเรื่องของสินค้าการเกษตรอื่นๆไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง และพืชทางการเกษตรอีกมากมาย โดยเฉพาะพืชที่มีการบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือสินค้ามูลค่าสูง ทั้งนี้ในช่วงระยะเวลาที่บริหารงานมาในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการข้าว หรือ กบข.ยังได้มีการอนุมัติงบประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ โดยให้ 10 ไร่ต่อครอบครัว เพื่อให้ไปทดลองหาปลูกพืชท้ายไร่ ซึ่งที่ผ่านมายังได้มีการหาตลาดไว้สำหรับรองรับสินค้าด้วย ซึ่งผลงาน 2 เดือนที่ผ่านมาได้อนุมัติไปแล้วถึง 1,000,000 ไร่

นางศุภจี ยังกล่าวถึงนโยบายติดปีก SME สร้าง ที่จะให้ประชาชน สร้างสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งสิ่งที่ดำเนินการอยู่ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมธุรกิจการค้าได้เน้นเรื่องการทำธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นการขยายธุรกิจโดยที่ไม่ต้องใช้เงินตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้ เรียกว่า Asset Light ในเมื่อธุรกิจของประชาชนสามารถเป็นแฟรนไชส์ได้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองมาตรฐานได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถที่จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ เป็นสิ่งที่ทำแล้ว และจะทำต่อไปอีก โดยมีตัวอย่างที่ได้จากการไปเยืยน ซาอุดิอาราเบีย ที่มีความต้องการที่จะซื้อธุรกิจแฟรนไชส์จากประเทศไทยซึ่งถือเป็นตัวของ Asset Light ที่จะติดปีกให้กับ SME ของเรา ส่วน High Value คนไทยเก่ง สมองดี ฉลาด โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่เป็น Content Developer (คอนเทนต์ ดีเวลลอปเปอร์) แต่ยังไม่มีคนเข้าไปสนับสนุน ทั้งในเรื่องของทักษะ กฎระเบียบ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้น นำคอนเทนท์สิทธิบัตรที่อยู่ในหัว มาช่วยค้าขายได้ ส่วนการผลักดันสินค้า GI  หรือ สินค้าบ่งชี้ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ หากเราทำให้สินค้าที่อุปโภคบริโภค เป็นสินค้าจีไอได้มูลค่าก็จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน หากทำเช่นนี้ได้ ก็ถือว่าการเป็นการติดปีกให้กับ SME ไทย

นางศุภจี กล่าวด้วยว่า สำหรับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต คือการมุ่งสร้าง New S-Curve อาทิ การท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นเป็นอย่างมาก ซึ่งเราต้องเน้นการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง การแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวต้องอยู่ที่การสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยให้คนที่เข้ามา ดังนั้น เราต้องช่วยกันในลักษณะบูรณาการ ซึ่งปัจจุบันเราก็พยายามทำอยู่ อย่าง World Medical/Senior Living หัวใจสำคัญคือคนไม่ต้องเข้ามาเยอะ แต่อยู่กับเราให้นานขึ้น และใช้มากขึ้นนี่คือสิ่งที่เราจะสนับสนุนอย่างความยั่งยืน

นางศุภจี ยังกล่าวถึงการสนับสนุนการเป็น Multicaster อาทิ ฮาลาล หากประเทศไทยสามารถผลักดันตัวเองให้เป็นฮาลาลฮับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงได้ ก็จะสามารถต่อยอดได้ธุรกิจได้ นอกจากนี้ ยังมีต่างชาติให้ความสนใจ ในเรื่องของการถ่ายทำภาพยนตร์โดยที่สหรัฐอเมริกา มาเปิดวิทยาเขตร่วมกันกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกซึ่งสิ่งเหล่านี้เราอยากจะผลักดัน นอกจากนี้ ยังชูนโยบาย รัฐฉับไว อนุมัติไว ไม่มีกั๊ก เป็นความตั้งใจ ที่จะทำให้รวดเร็ว ฉับไว ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ลดความยืดเยื้อ ความไม่ทันสมัย พร้อมโปร่งใสเป็นธรรมเปิดเผยข้อมูล

“การทบทวนกฎหมายที่ทำได้ไม่มาก เพราะนายกฯ รีบยุบสภาไปก่อน ซึ่งต้องรออีก 4 ปีถึงจะทำได้ พร้อมทั้งดึงดูดให้ประขาชนเข้ามายังระบบภาษี เพื่อได้สิทธิประโยชน์มากกว่า  หากทำเช่นนี้แล้วในทุกๆ นโยบาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือรอยยิ้มของคนไทย แม้ว่าตอนนี้ เราจะยิ้มไม่ค่อยออกเท่าไหร่แต่ถ้าขอเวลาอีก 4 ปี พวกเรายิ้มได้สวยเเน่นอน” นางศุภจี กล่าว

อนุทิน สวมกอด ศุภจี หลังเปิดนโยบาย ภท. ตอบกลับโซเชียล เป็นนายกฯ ตื๊อคนเก่งมาทำงาน

อนุทิน สวมกอด ศุภจี หลังเปิดนโยบาย ภท. ตอบกลับโซเชียล เป็นนายกฯ ตื๊อคนเก่งมาทำงาน

อนุทิน สวมกอด ศุภจี หลังเปิดนโยบาย ภท. ตอบกลับโซเชียล เป็นนายกฯ ตื๊อคนเก่งมาทำงาน

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.10 น.

“อนุทิน” สวมกอด “ศุภจี” หลังเปิดนโยบาย ภท. บอก อยากเหนื่อยแสนสาหัส  ให้ ปชช.หมดความหวาดกลัว ตอบกลับโซเชียล เป็นนายกฯ เพราะอยากตื๊อคนเก่งมาทำงาน หลังถูกถาม “เอาคนเก่งมาแล้วมจะเป็นนายกฯ ทำไม”

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 โรงละครอักษรา ภายหลังการแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทยของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับขึ้นบนเวทีอีกครั้ง ก่อนที่นายอนุทินจะบอกว่า “ขอกอดหน่อย” แล้วเข้าไปสวมกอดนางศุภจี พร้อมระบุว่า ”เหนื่อยไหมครับ“ ก่อนจะบอกว่าที่ถามเพราะจากวันนี้ไปทุกคนจะเหนื่อยเป็นพันเท่า ซึ่งตนมั่นใจว่าทุกท่านต้องการเหนื่อย มีความสุขในการทำงานอย่างหนัก ถ้าจะเหนื่อยเพื่อชาติ เพิ่อประชาชน พวกเราอยากเหนื่อยมาก ๆ อยากเหนื่อยแสนสาหัส เพื่อให้ประชาชนหายเหนื่อย
 
นายอนุทิน ระบุอีกว่า การนำเสนอนโยบายพรรคที่ผ่านมาตัวแทนทุกคนคิดเองทำเอง ไม่มีทีมงาน เดินทางกลับบ้านเวลาตี 2 วันนี้จึงเป็นนกเค้าแมวทั้งหมดแล้ว อีกทั้งดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอความปรารถนาให้กับประชาชน ตนขอรับรองว่าประชาชนจะพ้นจากความกังวล ความหวาดกลัวในทุกเรื่อง เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้กลับเข้าไปเป็นรัฐบาลรับใช้ประเทศไทย 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า มีคำถามระหว่างการแถลงบนเวทีจากโซเชียลมีเดีย ว่า “นำคนเก่งมาหมดเลย แล้วมึงจะเป็นนายกรัฐมนตรีทำไม”  คำตอบของตน คือ เป็นนายกฯ เพื่อที่จะให้คนเก่งเหล่านี้ได้มาทำงานด้วยกัน เพราะเชื่อว่าไม่มีใครตื๊อเก่งเท่า ซึ่งเราจะรวมพลังกันกับพรรคพรรคพวกทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ ภาคเอกชน สร้างบ้านแปลงเมืองให้ไทยมีอนาคตที่สดใส มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน 

ภูมิธรรม-ทวี โล่งอก ให้ปากคำศาล รธน. ย้ำทำทุกอย่างในคดีฮั้ว สว.ตามหน้าที่

ภูมิธรรม-ทวี โล่งอก ให้ปากคำศาล รธน. ย้ำทำทุกอย่างในคดีฮั้ว สว.ตามหน้าที่

ภูมิธรรม-ทวี โล่งอก ให้ปากคำศาล รธน. ย้ำทำทุกอย่างในคดีฮั้ว สว.ตามหน้าที่

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.59 น.

“ภูมิธรรม-ทวี” โล่งอก ให้ปากคำศาล รธน. ย้ำทำทุกอย่างในคดีฮั้ว สว.ตามหน้าที่ ด้าน“ทนายอั๋น”โร่มอบดอกไม้ให้กำลังใจ 

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวราย งานจากศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ว่าภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สานพยาน 6 ปาก  คดีแทรกแซงฮั๊ว สว.เสร็จสิ้นแล้ว  นายภูมิธรรม  เวชยชัย  อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงกลาโหม  พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม  ได้ลงมาจากห้องพิจารณาคดีพร้อมกัน  จากนั้นทั้งคู่เดินมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน 

โดยนายภูมิธรรม กล่าวว่า  ในการชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอะไร  เราได้บันทึกเอกสารส่งครบถ้วน เรียบร้อยแล้ว ครั้งนี้เป็นการสอบถามเพิ่มเติม ซึ่งตนได้ชี้แจงว่าบทบาทหน้าที่ของเราอยู่ตรงไหน และพูดถึงข้อเท็จจริงในการปฏิบัติ 

เมื่อถามถึงเหตุผลในการเปลี่ยนวาระการประชุมครั้งที่สอง และมีการพิจารณามาตรา 2(1) และ( 2 ) นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้ตนก็ได้ชี้แจงว่าในการประชุมครั้งที่สองมีการพูดคุยและเห็นว่าเพื่อให้มีความรอบคอบมากขึ้น จึงให้ส่งไปที่อนุกรรมการฯพิจารณา ทั้งนี้ ตนไม่ได้เห็นรายละเอียดแต่อยู่ในเอกสารที่รายงานไปแล้ว 

“ผมสบายใจตั้งแต่ก่อนที่จะมาให้ถ้อยคำแล้ว  เพราะมันไม่มีอะไร  เราก็ทำหน้าที่ของเรา จากนี้ก็อยู่ที่ศาลท่านจะวินิจฉัย” นายภูมิธรรมกล่าว

เมื่อถามย้ำว่าคดีทุจริตเลือก สว.ยังเป็นอำนาจที่ดีเอสไอจะดำเนินการได้หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า  ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่าย โดยที่ไม่ไปก้าวก่ายอำนาจของกันและกัน  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการให้สัม ภาษณ์นายภัทรพงศ์  ศุภักษร  หรือ ทนายอั๋นบุรีรัมย์ และประชาชนได้นำดอกไม้มามอบเพื่อให้กำลังใจกับนายภูมิธรรม  และ พ.ต.อ.ทวี ด้วย

ด้าน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิ สภา  ให้สัมภาษณ์ภายหลังการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีแทรกแซงฮั๊วเลือก สว. ว่า คนดีต้องอยู่ในสังคม ส่วนหลักฐานที่ดีเอสไอ  กล่าวอ้างนั้นมีความแน่นหนาพอหรือไม่นั้น  เป็นเรื่องการพิจารณาของศาล

เมื่อถามว่าสรุปแล้วคดีฮั้ว สว.เป็นอำนาจการพิจารณาของดีเอสไอใช่หรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ  กล่าวว่า ใครมีอำนาจหน้าที่อะไรก็ทำไป

เมื่อถามถึงกรณีปรากฎเส้นเงิน 300 ล้านที่เชื่อมโยงขบวนการฮั้วเลือก สว.ได้มีการชี้แจงกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่ สวน ชุดที่ 26  ซึ่งเป็นความร่วมมือของกรมสอบสวนคดีพิเศษกับคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วหรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ    กล่าวว่า อันนี้อยู่ที่ศาลจะพิจารณา

เมื่อถามว่าดีเอสไอ และ กกต.ได้แจ้งข้อกล่าวหากับท่านแล้วหรือไม่  พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ชุดคณะที่ 26 ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาไปครั้งหนึ่งแล้ว   สำหรับความความคืบหน้าในคดีก็ต้องไปถาม กกต. ส่วนตนได้ชี้แจงไปหลายครั้งแล้ว

‘สามารถ’ยันพปชร.ไม่ระส่ำ กำลังใจดี พร้อมสู้ศึกลต. ย้ำ’บิ๊กป้อม’ยังเป็นผู้นำพรรค

'สามารถ'ยันพปชร.ไม่ระส่ำ กำลังใจดี พร้อมสู้ศึกลต. ย้ำ'บิ๊กป้อม'ยังเป็นผู้นำพรรค

‘สามารถ’ยันพปชร.ไม่ระส่ำ กำลังใจดี พร้อมสู้ศึกลต. ย้ำ’บิ๊กป้อม’ยังเป็นผู้นำพรรค

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.58 น.

‘สามารถ’ยันพปชร.ไม่ระส่ำ กำลังใจดี พร้อมสู้ศึกลต. ชี้วัดใจใครจริงใจกับพรรค ย้ำ’บิ๊กป้อม’ยังเป็นผู้นำพรรค อนาคตเตรียมปรับบทบาท พร้อมยังเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 1 

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 24 ธ.ค.2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสามารถ แก้วมีชัย กรรมการบริหารพรรคพปชร.และว่าที่ผู้สมัคร สส.เชียงราย ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรค พปชร. ถูกจับตามองเกิดความสั่นคลอนและจะล่มสลาย หากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพปชร.วางมือทางการเมืองว่า ไม่มีอะไรล่มสลาย ทุกอย่างเดินตามแผนที่วางไว้ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ถึงแม้พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ลงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 ไม่ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคดูซอฟต์ลง เพราะที่ผ่านมาท่านก็แจกงานแบ่งกันทำอยู่แล้ว อย่างกรณีว่าที่ผู้สมัครก็ได้มอบให้น.ส.ตรีนุช ดูแล โดยที่พล.อ.ประวิตรยังเป็นผู้นำพรรค

นายสามารถ กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคพปชร.ไม่ได้ดาวน์ลง และพร้อมเลือกตั้ง ยังไปต่อได้แน่นอน โดยในวันที่ 25 ธ.ค. จะให้ว่าที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคมารับใบสมัครเพื่อไปสมัครกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเวลานี้คนที่จะลงสมัครสส. ไปไหนไม่ได้แล้ว เพราะต้องมีกระบวนการไพรมารีโหวต ที่กำหนดให้ทุกพรรคต้องทำ 

“วันนี้เป็นการวัดใจผู้สมัครว่าจะเหลือคนที่จริงใจทำงานด้วยกันหรือเข้ามาแบบไม่จริงใจเรียกว่าเกมวัดใจ ส่วนผู้ที่อยู่ตอนนี้ยังเหนียวแน่น ไม่มีวอกแวกถึงแม้จะมีพรรคอื่นมาชวน แต่เรายังยึดมั่นอยู่ตรงนี้ไม่หวั่นไหว ส่วนคนที่ออกไปก่อนหน้านี้คงมีเหตุผลของเขา” นายสามารถ กล่าว

นายสมารถ กล่าวว่า อย่างตนก็ยังจะยึดมั่นอยู่ตรงนี้ และจะสู้เลือกตั้งที่ จ.เชียงราย เพราะเป็น สส. มาถึง 4 สมัย โดยเว้นวรรคไปสมัยครึ่ง เพื่อให้โอกาสคนรุ่นใหม่ แต่มาถึงตอนนี้ผลโหวตเตอร์อยากให้ตนกลับไปทำงานเพื่อบ้านเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กำลังใจคนในพรรคพปชร.ยังดีอยู่หรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า ยังเข้มแข็ง และพร้อมเลือกตั้ง 

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร จะอยู่สู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ก่อนส่งไม้ต่อให้คนอื่นใช่หรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า การประชุมวันนี้ได้แบ่งงานหมดแล้ว ขณะที่พล.อ. ประวิตร ก็จะไปอยู่อีกบทบาทหนึ่ง เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร จะเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 อยู่ใช่หรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า ณ เวลานี้ พล.อ.ประวิตร ยังเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 

‘ยศชนัน’โต้ปม‘ตระกูลชินฯ’ ต้นตอปัญหาชายแดน ขออย่าดึงกระแสชาตินิยมโจมตี ‘พท.’

‘ยศชนัน’โต้ปม‘ตระกูลชินฯ’ ต้นตอปัญหาชายแดน ขออย่าดึงกระแสชาตินิยมโจมตี ‘พท.’

‘ยศชนัน’โต้ปม‘ตระกูลชินฯ’ ต้นตอปัญหาชายแดน ขออย่าดึงกระแสชาตินิยมโจมตี ‘พท.’

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

‘ยศชนัน’โต้ปมแคนดิเดตนายกฯ ‘ตระกูลชินฯ’ ทำถูกวิจารณ์ต้นตอปัญหาชายแดน แจงเขาไม่พอใจเหตุปราบสแกมเมอร์หนัก ขอพรรคการเมืองอย่าล้อเล่นดึงกระแสชาตินิยมโจมตี ‘พท.’

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 ธ.ค.2568 ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมาตรการภาษีสหรัฐฯ ผนวกกับปัญหาเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ได้มีการหารือถึงแนวทางเรื่องนี้อย่างไร ว่า เรื่องนี้ได้มีการพูดคุยว่าต้องดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมยอมรับว่า เป็นเรื่องที่น่ากังวลและต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเรามีประสบการณ์อยู่แล้วจากทีมเศรษฐกิจของพรรค

เมื่อถามว่า การที่พรรคเพื่อไทยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาจากเครือญาติของตระกูลชินวัตร ทำให้เป็นปัญหาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชามากขึ้นหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยว เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นคือเราปราบปรามสแกมเมอร์ในทุกรูปแบบต่างหาก และสามารถทำให้ลดลงได้กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ย่อมเกิดความไม่พอใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องทำให้ชาวโลกล้อมความขัดแย้งนี้เอาไว้ ทำให้ประเทศไทยพิสูจน์ตัวเองว่า สิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง อยากทำให้เป็นลักษณะที่โลกล้อมกัมพูชา ใช้การทูตและการทหารไปด้วยกัน ซึ่งสิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรมด้วย และวันนี้เรื่อง SMEs เป็นเรื่องสำคัญ อย่างน้อยการรักชาติ ก็ต้องรัก Made in Thailand ด้วย 

ถามต่อว่า กระแสชาตินิยมทำให้พรรคเพื่อไทยมักถูกหยิบยกเรื่องของปัญหาชายแดนมาโจมตีนั้น มองอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องชาตินิยม ต้องไม่ใช่เรื่องพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเอามาล้อเล่น เพราะสำคัญและอ่อนไหวกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ทำเรื่อง SMEs