‘บิ๊กป้อม’ถอนตัว!!! พปชร.ขยับ’ตรีนุช’ขึ้นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1

'บิ๊กป้อม'ถอนตัว!!! พปชร.ขยับ'ตรีนุช'ขึ้นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1

‘บิ๊กป้อม’ถอนตัว!!! พปชร.ขยับ’ตรีนุช’ขึ้นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.38 น.

“พปชร.”ขยับ”ตรีนุช”ขึ้นแท่นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 หลัง”ลุงป้อม”ถอนตัว เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ “ธีระชัย”อันดับ 2 พร้อมส่งชิง สส.เขต 200 เก้าอี้ ยัน”ประวิตร”ยังนั่งหัวหน้าพรรค

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร.กล่าวภายหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรค ว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอชื่อผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต รวมถึงแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ในส่วนแคนดิเดตนายกฯ เนื่องด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ขอถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ โดยจะเปลี่ยนให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ในฐานะเลขาธิการพรรค มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ แทน ส่วนแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 คือ นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต จำนวน 200 กว่าเขต ส่วนผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้พิจารณาการจัดลำดับ โดยต้องรอหัวหน้าพรรคจัดลำดับก่อน ส่วนใครอยู่ลำดับเท่าใดนั้น ขอรอเพราะถึงอย่างไรวันที่ 28 ธ.ค.เราก็ต้องเปิดทั้งหมดอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร ยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ยังเป็นอยู่ เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าจะวางมือ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เอาอย่างนี้แล้วกันว่าตอนนี้ท่านยังอยู่ เพราะจะต้องเซ็นหนังสือรับรองผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ

เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประวิตร ได้บอกเหตุผลที่ถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ท่านมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ตอนนี้สุขภาพท่านไม่ค่อยดี เมื่อถามอีกว่า ที่มีกระแสข่าวว่าจะวางมือ ที่ยังอยู่เพียงแค่รับรองเอกสาร รวมถึงจะมอบหมายให้ น.ส.ตรีนุช เป็นหัวหน้าพรรคแทนเลยใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตรงนี้สื่อวิเคราะห์กันไปเอง ไม่ใช่พรรคพูด และขอบคุณที่เป็นห่วงสุขภาพ พล.อ.ประวิตร ซึ่งก็ยอมรับว่า สุขภาพท่านมีปัญหาจริง

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีข่าวว่าพรรค พปชร.ระส่ำ มีสมาชิกทยอยออกไป นายไพบูลย์ กล่าวว่า ข่าวแบบนี้ได้ยินมาตลอดหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้เราส่งผู้สมัครทั้ง สส.แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ก็ชัดเจนแล้ว

เมื่อถามว่า ในพื้นที่ กทม.จะส่งกี่เขต เพราะล่าสุด นายวัน อยู่บำรุง ได้ลาออกไปแล้ว นายไพบูลย์ กล่าวว่า เราส่งเยอะ เมื่อถามย้ำว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ยังอยู่ในพรรค พปชร.หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวว่ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรค นายไพบูลย์ กล่าวว่า อันนี้ตนไม่ทราบ และไม่ทราบในกรณีของ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ลาออกไปแล้วด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า เสถียรภาพของพรรค พปชร.วันนี้ มีความแข็งแกร่ง พร้อมที่จะสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าพรรค พปชร.มีความเข้มแข็งแน่นอน แต่วิถีของเราก็เป็นแบบเรา ซึ่งเราอาจจะไม่เหมือนพรรคอื่น แต่ยืนยันว่า พรรคเราเข้มแข็งแบบเรา ขอให้รอดูต่อไป อีกไม่นานก็เห็น ไม่ว่าจะเป็นการสมัคร สส.แบบแบ่งเขตในวันที่ 27 ธ.ค.และแบบบัญชีรายชื่อในวันที่ 28 ธ.ค.ที่เราจะไปสมัคร รอดูแล้วกัน ยืนยันเรื่องของแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พปชร.อันดับ 1 คือ น.ส.ตรีนุช และอันดับ 2 คือนายธีระชัย

สิริพงศ์ ย้ำ อนุทิน แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย คนเดียว

สิริพงศ์ ย้ำ อนุทิน แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย คนเดียว

สิริพงศ์ ย้ำ อนุทิน แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย คนเดียว

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 24 ธ.ค. 68 ที่โรงละครอักษรา ศูนย์การค้าคิงพาวเวอร์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคว่า ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศว่าแคนดิเดตนายกฯของพรรคมีนายอนุทิน เป็นแคนดิเดตนายกฯเพียงหนึ่งเดียว ส่วนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ จะมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีให้อย่างแน่นอน 

เมื่อถามว่า หมายความว่าจะใช้ชื่อนายเอกนิติ นายสีหศักดิ์ และนางศุภจี พูดตอนหาเสียงได้เลยใช่หรือไม่ ว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลทั้ง 3 คนจะกลับมา นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายอนุทินประกาศไปแล้วว่าถ้าได้เป็นนายกฯ ทั้ง 3 ท่านนี้จะกลับมาเป็นรองนายกฯให้ โดยมาคุมในแต่ละด้าน 

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

เมื่อถามว่า การที่มีแคนดิเดตนายกฯเพียงคนเดียวจะเสียเปรียบพรรคอื่นหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็เป็นอย่างนี้ เมื่อถามอีกว่า ไม่ห่วงเรื่องอุบัติเหตุทางการเมืองใช่หรือไม่หากไม่มีแคนดิเดตนายกฯสำรอง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีตัวสำรอง เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยได้มีการประชุมหรือไม่ว่าตั้งเป้ากว่าอี้สส.ไว้เท่าไหร่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยังไม่มีการตั้งเป้า แต่เท่าที่ดูวันนี้มีผู้สมัครสส.ทุกเขต และปาร์ตี้ลิสต์ ก็ครบทุกคน และหวังว่าเราจะได้เยอะที่สุด ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่เราส่งผู้สมัคร สส.ครบทุกเขต 

เมื่อถามว่า จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือมีพรรคร่วมรัฐบาล นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นไปได้  หากได้เป็นรัฐบาลเดี่ยวก็จะสามารถทำงานได้ง่าย เราก็หวังหากประชาชนจะกรุณาให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเดี่ยวได้ เมื่อถามว่าแนวทางในอนาคตหากจะต้องมีการร่วมรัฐบาล มีคำตอบหรือยังว่าจะจับมือกับพรรคไหนได้บ้าง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยัง  ต้องดูหลังเลือกตั้ง และตนคิดว่าวันนี้ขั้วการเมืองต่างๆไม่ได้มีเหมือนแต่ก่อน ก็ต้องดูว่าหลังเลือกตั้งแล้วใครได้ที่หนึ่ง ใครได้ที่สองที่สาม กระทั่งใครที่บอกว่าจะจับมือใครไม่จับมือใคร ตนก็คิดว่าเป็นตัวเลขหลังเลือกตั้งมากกว่า 

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

เมื่อถามว่าหลังการเปิดนโยบายแล้ว พรรคภูมิใจไทยจะส่งคนไปร่วมดีเบตในเวทีต่างๆหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มีไปแน่นอน และต้องขออภัยบางรายการที่มีการดีเบตไปแล้ว แต่เป็นการดีเบตก่อนที่พรรคจะมีการแถลงนโยบาย จึงไม่ได้ส่ง ตัวแทนไป เพราะเราตั้งใจอยากจะแถลงนโยบายก่อน ย้ำว่าเวทีต่างๆทางพรรคจะส่งคนไปดีเบตแน่นอน 

เมื่อถามว่านายอนุทินจะไปร่วมเวทีดีเบตเองด้วยหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ก็ต้องดูในหลายเหตุการณ์ ซึ่งนายอนุทินยังมีภาระที่ต้องทำเพราะเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ก็ต้องดูว่าถ้าเวลาไหนอำนวยก็จะไปให้เยอะที่สุด เมื่อถามว่า กรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุจะไม่มีมือจากพรรคประชาชนโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้ต้องเป็นการคุยกันหลังเลือกตั้ง เพราะวันนี้ถ้าจากกระแสสังคมน่าจะแข่งกันเป็นเบอร์ 1 เบอร์2 ตนคิดว่าเป็นตัวเลขหลังเลือกตั้งมากกว่า

เมื่อถามว่าถือเป็นการปิดทางการร่วมรัฐบาลของทั้งสองพรรคเลยหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า “ไม่หรอกครับ เพราะยังไม่ถึงเวลา”

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul 

เพื่อไทยเปิดตัว ‘นิติศักดิ์ ธรรมเพชร’ บ้านใหญ่พัทลุง หวังปักธงเป็นหัวเรือภาคใต้

เพื่อไทยเปิดตัว 'นิติศักดิ์ ธรรมเพชร' บ้านใหญ่พัทลุง หวังปักธงเป็นหัวเรือภาคใต้

เพื่อไทยเปิดตัว ‘นิติศักดิ์ ธรรมเพชร’ บ้านใหญ่พัทลุง หวังปักธงเป็นหัวเรือภาคใต้

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.36 น.

พท.แถลงเปิดตัว “นิติศักดิ์ ธรรมเพชร“ บ้านใหญ่พัทลุง สวมเสื้อเพื่อไทย หวังปักธงเป็นหัวเรือภาคใต้ 

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 13.10 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ เปิดตัวนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร อดีต สส.พัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ มาเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 2 ในนามพรรคเพื่อไทย 

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นายนิติศักดิ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นล่าสุดในการเลือกตั้งปี 66 วันนี้ถือเป็นข่าวดีเราได้เสริมความแข็งแกร่งของผู้มีอุดมการณ์ ยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถปักธงในพื้นที่ภาคใต้ได้แน่นอน ขอเรียนว่านายนิติศักดิ์มีแนวคิด อุดมการณ์ทำงานร่วมกันในสภาฯ ได้พูดคุยกันมาอย่างยาวนาน มีแนวคิดที่ตรงกัน มีจิตใจที่จะทำเพื่อประชาชน วันนี้เมื่อมีการเปิดโอกาสคัดสรรผู้สมัคร นายนิติศักดิ์ก็ได้ประสานงานเข้ามากระทั่งผ่านการคัดเลือก ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยยินดีเป็นอย่างยิ่งโดยนายนิติศักดิ์จะลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยในจ.พัทลุงเขต 2 และจะไปสมัครในวันเปิดรับสมัครวันแรกคือวันที่ 27 ธ.ค.นี้แน่นอน

“ท่านถือเป็นนักการเมืองหนุ่มไฟแรง เห็นฝีไม้ลายมือกันมาแล้วในสภาฯ การทำงานที่เข้มแข็งในกรรมาธิการฯ ที่ติดตามงานอย่างไม่ลดละ ผมได้เห็นการทำงานของท่านแล้วรู้สึกดีใจที่ได้คนหนุ่มที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมกัน ยืนยันว่าภาคใต้ของพรรคเพื่อไทยเราจะต้องมี สส.โดยคุณนิติศักดิ์จะเป็นหัวเรือในการทำงานเพื่อยืนยันว่าเราจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้ และเราจะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ เราจะนำความเจริญ การพัฒนามาให้พี่น้องประชาชนทุกคนอย่างแน่นอน” นายจุลพันธ์ กล่าว

ด้านนายก่อแก้ว กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอบคุณนายนิติศักดิ์และครอบครัว โดยเฉพาะนายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง พวกตนรู้จักท่านและชื่นชมท่านมายาวนานในความตั้งใจทำงานของท่านในการพัฒนาพัทลุง ตระกูลธรรมเพชรเป็นตระกูลที่ชาวพัทลุงเคารพนับถือ เป็นตระกูลการเมือง วันนี้เป็นความโชคดีของพรรคเพื่อไทยที่นายนิติศักดิ์สนใจมาทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะสนับสนุนในการขับเคลื่อนพัฒนาพัทลุงในวันข้างหน้า วันนี้ทางคุณพ่อ (นายวิสุทธิ์) ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับพวกตนในฐานะที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน และเรียนกับพวกตนว่าท่านสนใจให้ลูกชายมาลงสมัครพรรคเพื่อไทยเพราะชื่นชมในนโยบายและผลงานของพรรคเพื่อไทยที่มีมาอย่างยาวนาน และเชื่อว่าเราทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันขับเคลื่อนผลักดันสิ่งดีๆ ให้เกิดประโยชน์กับพัทลุงได้ ซึ่งพวกตนขอขอบพระคุณท่านและครอบครัวธรรมเพชรอีกครั้งที่จะทำงานร่วมกันในวันข้างหน้า

ด้านนายนิติศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ตนอยู่ในพื้นที่และจะมีการเลือกตั้งในครั้งถัดไป ตนมองว่าวันนี้ตนอยากหาสิ่งดีๆ ให้กับพ่อแม่พี่น้องพัทลุงเขต 2 คือการพัฒนาพื้นที่ ที่ผ่านมาเราได้เคยร่วมรัฐบาลกันมาตั้งแต่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เราได้ร่วมงานกับทางพรรคเพื่อไทยซึ่งตนมองว่าทางพรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่ชัดเจน แล้ววันนี้ตนอยากเป็นตัวแทนคนใต้ที่จะพาพรรคเพื่อไทยไปยังภาคใต้ เพราะตนรักและอยากจะสะท้อนปัญหาของคนใต้มายังพรรคเพื่อไทย ซึ่งถ้าตนไม่ได้มาอยู่จุดนี้เราอาจจะเป็นแค่พรรคร่วม ตนจะสะท้อนปัญหาของพี่น้องคนใต้ได้น้อย แต่วันนี้เมื่อตนมาอยู่จุดนี้ตนมั่นใจว่าตนจะเอาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องคนใต้ทั้งหมด สะท้อนมาถึงพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน และจะได้รู้ถึงวิถีชีวิตของคนใต้ว่าวันนี้คนใต้มีกระบวนการในการดำเนินชีวิตอย่างไร การเลือกตั้งและนโยบายที่จะดูแลคนใต้มีอะไรบ้าง ซึ่งอยากจะเสนอนายจุลพันธ์ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

อนุดิษฐ์ สวนแรง พรรคดีแต่พูด ไม่มีสิทธิ์สอนคุณธรรม ทั้งเคยหนุนปฏิวัติ

อนุดิษฐ์ สวนแรง พรรคดีแต่พูด ไม่มีสิทธิ์สอนคุณธรรม ทั้งเคยหนุนปฏิวัติ

อนุดิษฐ์ สวนแรง พรรคดีแต่พูด ไม่มีสิทธิ์สอนคุณธรรม ทั้งเคยหนุนปฏิวัติ

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.06 น.

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ส่วนตัวระบุว่า การเมืองที่ดี ต้องพาประเทศไปข้างหน้า ไม่ใช่พากลับไปซ้ำรอยเดิม ก่อนจะเชื่อคำพูดสวย ๆ บนเวทีดีเบต ลองหยุดคิดสักนิดว่าพรรค #ดีแต่พูด …เคยทำอะไรไว้กับประเทศนี้บ้าง

พรรคที่เคยเรียกร้อง “การปฏิวัติ” แทนการแก้ปัญหาในระบบรัฐสภา พรรคที่เคยเป็นรัฐบาลในช่วงเหตุการณ์รุนแรงกลางเมืองหลวง มีประชาชนเสียชีวิต แต่ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างแท้จริง พรรคที่ทำให้คำว่า ปฏิรูปที่ดิน กลายเป็นตราบาป เอาที่ดินหลวงไปอยู่ในมือคนรวย พรรคที่บริหารเศรษฐกิจล้มเหลว จนต้องขายหนี้ ขายทรัพย์สินของคนไทยให้ต่างชาติในราคาถูก พรรคที่ “ตระบัดสัตย์ทางการเมือง” พูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่าง เมื่อถึงเวลาจริง พรรคที่มีคดีทุจริตซื้อเสียง สมาชิกบางคนติดคุก พรรคที่ยุบสภา หนีการลงมติไม่ไว้วางใจ คำถามคือ พรรคแบบนี้ มีสิทธิ์สอนใครเรื่องคุณธรรมทางการเมืองจริงหรือ ? การเมืองควรสร้าง ความสามัคคี ไม่ใช่ใช้ความแตกแยกเป็นเครื่องมือ น่าแปลกที่ทุกครั้งที่พรรคการเมืองลักษณะนี้ได้เป็นรัฐบาล ประเทศจะเจอ “วิกฤติ” และ “ความขัดแย้ง” เสมอ และเมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็เลือกใช้ “วิธีนอกระบบ” ปลุกกระแส ปลุกอารมณ์ เป่านกหวีด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อนุดิษฐ์

วันนี้ เราเห็นอดีตผู้นำพรรคคนเดิม กลับมาออกหน้าดีเบต เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ทั้งที่ประวัติของพรรคตัวเอง เต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่เคยมีคำตอบ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่คือความเชื่อจริง ๆ หรือเป็นเพียง “การตลาดทางการเมือง” เพื่อวัดกระแส เพื่อแย่งฐานผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากพรรคสีอื่น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่? ถ้านี่คือแผนที่วางไว้ บอกตรง ๆ ว่า น่าสมเพช เพราะมันไม่ใช่การเมืองที่พาประเทศไปข้างหน้า แต่คือการเอาอดีตที่ล้มเหลว มารีแบรนด์ใหม่ แค่อยากแนะนำท่านว่า ประเทศไทยไม่ต้องการนักการเมืองที่ “ดีแต่พูด”แต่ต้องการนักการเมืองที่ กล้ายอมรับอดีต และไม่ทำให้มันเกิดซ้ำขึ้นอีก ไม่เชื่อกันก็ไม่เป็นไรครับ(ขอบคุณกราฟฟิคจากโลกออนไลน์ครับ)

อนุดิษฐ์

เอกนิติ ชูนโยบาย 10 Plus ฟื้นเศรษฐกิจแบบเติบโต ทั่วถึง มีคุณภาพเต็มศักยภาพ

เอกนิติ ชูนโยบาย 10 Plus ฟื้นเศรษฐกิจแบบเติบโต ทั่วถึง มีคุณภาพเต็มศักยภาพ

เอกนิติ ชูนโยบาย 10 Plus ฟื้นเศรษฐกิจแบบเติบโต ทั่วถึง มีคุณภาพเต็มศักยภาพ

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

24 ธันวาคม พ.ศ. 2568 2568 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่โรงละครอักษรา คิงพาวเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม. นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะดรีมทีมพรรคภูมิใจไทย ขึ้นแถลงนโยบายในการเลือกตั้ง 2569 ของพรรคภูมิใจไทย ตอนหนึ่งว่า วันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ชวนมาทำงาน สภาวะเศรษฐกิจไทยหนักมาก  โดยบอกว่าถ้าตนไม่ออกมา เศรษฐกิจไทยจะแย่กว่านี้ นี่คือโจทย์ที่ให้ตนมาช่วยดู  และต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ได้ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเหมือนรถที่ติดหล่ม จะพลิกฟื้นจากติดหล่มได้อย่างไร หลัง รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 30 กันยายน  เศรษฐกิจกิจไทยดิ่งเหว จากจีดีพี3.2%  จีดีพีเหลือ 1.8%มาเหลือ จีดีพี 1.2% ถ้าไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจจีดีพีจะเหลือ 0.3% 

นายกฯ บอกเรามีเวลาสี่เดือนไปออกนโยบายเศรษฐกิจมา จึงเกิดนโยบาย ควิกบิ๊กวิน ด้วยนโยบาย คนละครึ่งพลัสเที่ยวดีมีคืน ฯลฯ ที่ใช้เวลา 73 วันสามารถทำได้ และเศรษฐกิจไทยพ้นจากรถติดหล่มแล้ว

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า วันนี้ได้รับโจทย์ เมื่อไทยพ้นจากการติดหล่มแล้วจะไปต่ออย่างไร ซึ่งถ้าเราได้ทำต่อ อีกสี่ปีระหว่างปี2569-2572  เราตั้งใจจะทำให้ เศรษฐกิจไทยจีดีพีเกิน  3% พลัส ด้วยนโยบาย เศรษฐกิจ 10 Plus ประกอบด้วย 1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็กแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ปิดหนี้ไว ไปต่อได้(AMC) , 2. แมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 3.ลงทุนพลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมทุน กระตุ้นโตยาว 4.ผลิตได้ ขายออก พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่คนชอบตอบโจทย์ทุกคน 5. Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัพเกรดการผลิต 6.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพราะรักษ์โลกคือทางรอดและเป็นทางรวย อย่างยั่งยืน 7.ดิจิทัล AI พลัส AI ถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน 8.การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีจริง มีงานเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา 9.สูงวัยพลัส ทักษาะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 10.ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว เศรษฐกิจใหม่ คนไทยแฮปปี้

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

‘ซาบีดา’ชูนโยบาย‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ ลั่นเรียนฟรีมีจริง-มีงานทำ

‘ซาบีดา’ชูนโยบาย‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ ลั่นเรียนฟรีมีจริง-มีงานทำ

‘ซาบีดา’ชูนโยบาย‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ ลั่นเรียนฟรีมีจริง-มีงานทำ

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.50 น.

‘ซาบีดา’ ชูนโยบาย ‘การศึกษาเท่าเทียม พลัส’ ลั่นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา เปิดแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ – Skill  Bridge  ชู มาตรการหนุน ‘สูงวัยพลัส’ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ มีเงินออม ดัน1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เล็งสร้าง 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด เพราะการบำบัดยาเสพติดไม่ควรอยู่ไกลบ้าน

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2568 ที่โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม. ในการประชุมพรรคภูมิใจไทย และแถลงนโยบายในการเลือกตั้ง2569 ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวเปิดนโยบายของพรรคในแต่ละด้าน จากนั้นได้ให้ดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ในฐานะว่าที่ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงนโยบายลงรายละเอียดในแต่ละด้าน ที่ครอบคลุมจาก4ปัญหาหลักของประเทศ คือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ

โดยเมื่อเวลา12.00น. น.ส.ซาบีดา ขึ้นเวทีแถลงนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ปี 2569 ของพรรคภูมิใจไทยตอนหนึ่งว่าเคยได้ยินคำว่าประเทศไทยจะเป็นเสือตัวที่ 5 มาตั้งแต่ชั้นประถม แต่ผ่านไปแล้วกว่า 30 ปี เสือตัวที่ 5 ของเอเชียก็ยังไม่เกิดขึ้น ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวผ่านกับดักประเทศรายได้ปานกลาง หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักนี้ คือการเพิ่มทักษะความสามารถให้กับแรงงานควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีการลงทุนในทุนมนุษย์อย่างจริงจัง ซึ่งทรัพยากรมีค่าที่ที่สุด คือทรัพยากรมนุษย์เพราะฉะนั้นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์คือสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา แต่ประเทศจะไปต่อได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม แต่การเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้น้อย นักเรียน นักศึกษาหรือคนทำงานที่ต้องการทักษะใหม่ๆ ต้องแบกรับ ค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม หากมีปัญหาการศึกษาทางโครงสร้างประเทศไทยก็ยากที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงพรรคภูมิใจไทยจึงเสนอแนวคิดการศึกษาเท่าเทียม พลัส  เพื่อทำให้เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา

น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า การศึกษาเท่าเทียม พลัสที่ 1 คือ การเปิดประตูไปสู่ความรู้ พรรคภูมิใจไทยเสนอที่จะสร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี หรือ 1 แพลตฟอร์ม 1,000,000 ความรู้ ที่จะรวมความรู้ทันสมัย ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ และทุกคนสามารถเรียนได้ฟรี ไม่มีการคิดค่าอินเตอร์เน็ต  การศึกษาเท่าเทียม พลัสที่  2 คือ Skill  Bridge หรือ สะพานที่จะพาคนไทยข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทักษะที่เรียนในอดีตไม่สามารถใช้ได้กับโลกปัจจุบัน ระบบการเรียนที่ผ่านมาเป็นการยัดเยียดผู้เรียนไม่สามารถพูดได้ว่าจะเรียนอะไร หรือต้องการเรียกว่าต้องการทักษะอะไร เป็นการเรียนตามดีมานด์ ไม่ได้เรียนตามซัพพลาย เด็กจึงขาดทักษะตามตลาดแรงงานต้องการ พรรคภูมิใจไทยมีทางออกคือ นโยบาย Skill  Bridge ที่จะเป็นสะพานข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า โดยที่เราจะพัฒนาแพลตฟอร์ม Up Skill แห่งชาติ โดยเป็นแพลตฟอร์มแห่งรัฐที่จะยกระดับทักษะของคนในประเทศ หัวใจของนโยบายนี้จะเน้นไปที่ 3 แกนหลัก คือ 1.ทักษะ 2.เน้นงาน 3. มีรายได้ 

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ หลักสูตร และทักษะทั้งหมดในแพลตฟอร์มนี้ จะมีบริษัทชั้นนำทางภาคเอกชน ร่วมออกแบบกับสถาบันการศึกษา เหมือนกับประเศทสิงคโปร์ เพื่อเป็นใบเบิกทางในการเปลี่ยนงาน และยกระดับรายได้ได้จริง เปลี่ยนจากเรียนจบแต่ตกงาน เป็นเรียนจบมีงานทำ พลัสที่ 3 คือ ธนาคารหน่วยกิต  เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาโดยที่ไม่ถูกตีกรอบ จะใส่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อคุณสอบผ่านสามารถที่จะสะสมหน่วยกิตไว้ในธนาคารหน่วยกิตนี้ เมื่อเก็บหน่วยกิตครบตามที่กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำหนด จะได้มีการออกวุฒิการศึกษา ดังนั้น เรียนฟรีมีจริง เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา จะเกิดขึ้นจริง  ถ้าคุณเลือกพรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยเราให้คุณค่ากับทุกคน การที่เราจะให้คุณค่า เราต้องมีเครื่องมือที่ถูกต้องก่อน และพรรคภูมิใจไทยจะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้คนเหล่านี้ลุกขึ้นยืนและเป็นกำลังของชาติได้ต่อไป  

น.ส.ซาบีดา กล่าวอีกว่า นโยบายถัดมา คือนโยบายสูงวัยพลัส  ที่เราให้ความสำคัญกับการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์  ที่ผ่านมาเราอาจจะมุมมองต่อผู้สูงอายุ ที่มีความแตกต่างกันออกไป พรรคภูมิใจไทยของเรามองว่า ผู้ที่สูงอายุนั้นเป็นผู้ที่มีคุณูปการมหาศาลเรามีนโยบายที่จะดูแล บริหารจัดการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุได้อย่างเป็นระบบ ผู้สูงอายุจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้อย่างแน่นอน นโยบายสูงวันพลัส ประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญได้แก่ 1. จ้างงานผู้สูงอายุในภาคเอกชนสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่าสูงสุด 30,000 บาท ตามอัตราที่จ้างจริง ซึ่งนอกจากบริษัทจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว จะได้การจ้างงานผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย  , 2. สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 50 % ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุหลายแสนคน   เนื่องจากว่าข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ว่า ผู้สูงอายุ 2 ใน 3 ของประเทศ ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเงินออม การลดหย่อนภาษีนี้จะเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้สูงอายุมีเงินออกมากขึ้น  สามารถนำเงินเหล่านี้ไปใช้ในด้านอื่นๆที่มีความจำเป็น  

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า 3.มาตรการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เงินเดือน 15,000 บาท 100,000 อัตรา อัตราจ้างขั้นต่ำ4 ปี  เป็นมาตรการที่จัดจ้างผู้ที่จบการศึกษา ทั้งด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา หรือทางด้านพยาบาล หรืออื่นๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในการดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ พยาบาลอาสาจะเป็นการในการดูแล ผู้ป่วยติดเตียง ติดบ้าน รวมทั้ง หญิงตั้งครรภ์ โดยทำงานเชิงรุก แบบเคาะประตูบ้านทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ 

4. การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อให้เพียงพอต่อการรองรับและดูแลผู้สูงอายุที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะดึงศักยภาพของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศมามีส่วนร่วมในการสร้างระบบนิเวศในการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร โดยจะนำที่ดินของรัฐที่ถือครองทุกประเภท มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีความสนใจมาลงทุนสร้างศูนย์ฯ ในระยะยาวมาตรการนี้จะช่วยลดต้นทุนให้ภาคเอกชนแล้วยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุลดลงอีกด้วย ส่งเสริมการลงทุนและเกิดการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น “ 60 พลัส เกษียณสำราญ มีงานทำเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ” ซึ่ง ทั้ง 4 มาตรการนี้ จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ได้ที่เพิ่มขึ้น  ทำงานได้เพิ่มขึ้น และยิ้มได้พลัสมากขึ้นอย่างแน่นอน 

น.ส.ซาบีดา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้  ยังมีนโยบาย  1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ที่ติดยาเสพติดเราจะไม่เรียกเขาว่า ผู้เสพ แต่เราจะเรียกเขาว่า ผู้ป่วย  เพราะการบำบัดยาเสพติดไม่ควรอยู่ไกลบ้าน เพราะปัญหายาเสพติดไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว  หลายครอบครัวต้องเจ็บ ต้องทน ต้องแก้ไขกันมานาน พรรคภูมิใจไทยจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องสู้เพียงลำพัง นโยบายนี้เพื่อนำการรักษาไปไว้ใกล้บ้าน ให้คนที่พลาดกลับคืนสู่ครอบครัว กลับคืนสู่สังคม ทำให้เขามีความรักและมีความหวัง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่นโยบายหาเสียงแต่เป็นนโยบายที่ พูดแล้วทำพลัส เป็นนโยบายที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่สดใส และมีความยั่งยืนต่อไป 

‘ภูมิธรรม-ทวี’ลุ้นระทึก! ศาลรธน.นัดฟังคำวินิจฉัยคดี’ฮั้ว สว.’21 ม.ค.69

'ภูมิธรรม-ทวี'ลุ้นระทึก! ศาลรธน.นัดฟังคำวินิจฉัยคดี'ฮั้ว สว.'21 ม.ค.69

‘ภูมิธรรม-ทวี’ลุ้นระทึก! ศาลรธน.นัดฟังคำวินิจฉัยคดี’ฮั้ว สว.’21 ม.ค.69

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญนัดพยานและผู้เกี่ยวข้อง ที่ประกอบด้วย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา , นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ , ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เดินทางมาศาลตามนัด ที่กำหนดให้มีการไต่สวนพยานบุคคล

ในคดีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 42 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากทั้งสองมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยก อำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรม เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ล่าสุดเวลา 13.00 น.ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ นายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี ส่งหนังสือแถลงปิดคดีภายในวันที่ 6 ม.ค.และนัดสินคดีวันที่ 21 ม.ค.เวลา 15.00 น.

‘สีหศักดิ์’ชี้สางปมวิกฤตไทย-กัมพูชา มาถูกทาง เหตุมีผู้นำเข้มแข็ง-ไม่ปิดประตูเจรจา

'สีหศักดิ์'ชี้สางปมวิกฤตไทย-กัมพูชา มาถูกทาง เหตุมีผู้นำเข้มแข็ง-ไม่ปิดประตูเจรจา

‘สีหศักดิ์’ชี้สางปมวิกฤตไทย-กัมพูชา มาถูกทาง เหตุมีผู้นำเข้มแข็ง-ไม่ปิดประตูเจรจา

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.27 น.

‘สีหศักดิ์’ชี้สางปมวิกฤตไทย-กัมพูชา มาถูกทาง ผู้นำเข้มแข็ง-ผนึกทำงานเป็นเอกภาพ ไม่ปิดประตูเจรจา กำลังรอคอยความจริงใจจาก’เขมร’ ตั้งเป้า’การต่างประเทศ’ 4 ปีข้างหน้า กลับมาเป็นแนวหน้าในประชาคมโลกอย่างมีเกียรติภูมิ-มีศักดิ์ศรี ปลุกเดินหน้านโยบาย ‘การทูตเศรษฐกิจ’ เชิงรุก ดึงปชช.มีส่วนร่วม โปร่งใส ตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2568 ที่โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม. ในการประชุมพรรคภูมิใจไทย และแถลงนโยบายในการเลือกตั้ง2569 ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวเปิดนโยบายของพรรคในแต่ละด้าน จากนั้นได้ให้ดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ว่าที่ผู้สมัครส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงนโยบายลงรายละเอียดในแต่ละด้าน ที่ครอบคลุมจาก4ปัญหาหลักของประเทศ คือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ

โดยในเวลา11.00น. นายสีหศักดิ์ กล่าวตอนหนึ่งเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศครอบคลุมปัญหาด้านความมั่นคงว่า ตนไม่เคยคิดว่าจะมายืนตรงจุดนี้ ตอนที่ตนได้รับทาบทามมาเป็นรมว.การต่างประเทศ ตนคิดหนัก เพราะไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะมาเป็น เพราะศึกข้างหน้าที่รอคอย แต่ตนก็รับหน้าที่ไม่ใช่เพราะอยากได้ตำแหน่ง แต่อยากทำงาน เพราะเชื่อว่าการต่างประเทศที่เข้มแข็ง จะทำให้ประเทศพ้นวิกฤต ไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น และนำความกินดีอยู่ดีความก้าวหน้ามาสู่ประเทศไทย ตนรับหน้าที่มาเกือบ4เดือน เจอกับวิกฤตไทย-กัมพูชา ตนคิดว่าเรามาถูกทาง เพราะมีผู้นำที่เข้มแข็ง มีเอกภาพระหว่างทหารกับฝ่ายการทูต ทำงานร่วมกัน พูดเป็นเสียงเดียวกัน และมีเอกภาพในการปกป้องคุ้มครองอธิปไตยไทย รวมถึงศักดิ์ศรีของไทย ขณะเดียวกันเราก็พร้อมเปิดประตูการเจรจาพูดคุย เพราะความขัดแย้งต้องจบที่การเจรจา แต่จะเกิดขึ้นได้ อีกฝ่ายต้องมีความพร้อม มีความจริงใจ ตรงนี้เรารอคอยอยู่ 

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เราต้องมองไปยัง4ปีข้างหน้า หวังว่าเราจะก้าวพ้นวิกฤตขัดแย้งปัจจุบัน หวังว่าการต่างประเทศใน4ปีข้างหน้า จะเป็นการสร้างโอกาสให้ให้ประชาชน และประเทศไทยได้กลับมาสู่แนวหน้าของประชาคมโลก ทำให้ไทยมีบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศ ให้เราอยู่ในเวทีอย่างมีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี ดังนั้นการต่างประเทศต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่สำคัญต้องนำไปสู่ประชาชน ต้องเป็นเรื่องไม่ไกลตัวสำหรับประชาชน เชื่อว่าทุกคนคาดหวังต่อการต่างประเทศที่จะทำให้ไทยมั่นคง เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ตนดีใจและหวังว่าการหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ประเด็นการต่างประเทศจะมีการพูดคุยกันระหว่างพรรคต่างๆ เพราะมีความสำคัญกับประชาชน 

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เข้มแข็งคือความสมดุลในการจัดการ ปัญหาเฉพาะหน้า กับการมียุทธศาสตร์ในระยะยาว ไม่เช่นนั้นเราจะหลงทาง หากเรามุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว ไม่มีเข็มทิศ สำหรับประเด็นเฉพาะหน้าคือความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเรา เราต้องก้าวพ้นความขัดแย้งกับกัมพูชา ส่งเสริมให้เมียนมาร์หรือประเทศเพื่อนบ้านมีเสถียรภาพ มีขบวนการกลับไปสู่สันติภาพ ทั้งหมดที่เราต้องการคือชายแดนที่มั่นคง เชื่อมโยงปราศจากอาชญากรรม โดยเฉพาะยาเสพติด สแกมเมอร์ เพราะถ้าประเทศเพื่อนบ้านก้าวหน้า จะเป็นโอกาสให้เราได้ไปลงทุน หากภูมิภาคเรามีสันติภาพ ต่างชาติก็อยากมาลงทุนทำธุรกิจ ส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว โลกเปลี่ยนไปมาก มีหลายขั้บอำนาจ มีสหรัฐ จีน รัสเซีย อินเดีย อียู ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจ ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง” นายสีหศักดิ์ กล่าว 

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ต่อจากนี้หลายประเทศจะมีการแข่งขันกันสูงขึ้นในแต่ละด้าน โลกจะไร้ระเบียบ ไร้กติกามากขึ้นไทยจะต้องสร้างภูมิต้านทานด้วยการทูตแบบทุกมิติ ทั้งความมั่นคงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทูตทุกทิศทาง ผลประโยชน์เราอยู่ที่ไหน ก็ต้องไปที่นั่น การร่วมมือระดับทวิภาคีในระดับอาเซียนที่จะช่วยให้เรามีภูมิต้านทานท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ การทูตเราต้องมองให้ไกลกว่าประเทศไทย เราต้องพร้อมเข้าไปมีบทบาท ในแต่ละเรื่องเช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การแพร่ระบาดของโลก การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ อย่างสแกมเมอร์การทูตที่ดีต้องเริ่มจากเอกภาพภายในประเทศ  แต่ละภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันแบบทีมไทยแลนด์ ตอบโจทย์ประเทศคือการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าจะมีการประกาศนโยบายการทูตเศรษฐกิจ คือสถานทูตทั้งหมดที่เรามีในประเทศ100กว่าประเทศ ต้องหันมาทำงานด้านเศรษฐกิจแบบมีเป้าหมาย เข้าหา เข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญ ที่สำคัญคือการต่างประเทศแบบประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีส่วนร่วมด้วย เป็นการต่างประเทศที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ด้วย เพื่อให้ไทยเป็นไ่ยในเวทีโลก

‘สาทิตย์’ย้ำจุดยืน’อภิสิทธิ์’ ประกาศไม่จับมือ’กล้าธรรม’เป็นมติและมีผลผูกพันกับพรรค

'สาทิตย์'ย้ำจุดยืน'อภิสิทธิ์' ประกาศไม่จับมือ'กล้าธรรม'เป็นมติและมีผลผูกพันกับพรรค

‘สาทิตย์’ย้ำจุดยืน’อภิสิทธิ์’ ประกาศไม่จับมือ’กล้าธรรม’เป็นมติและมีผลผูกพันกับพรรค

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.26 น.

“รองหัวหน้า ปชป.”ย้ำจุดยืน”อภิสิทธิ์” ประกาศไม่จับมือ”กล้าธรรม”เป็นมติและมีผลผูกพันกับพรรค แปลกใจ”ปชน.”ไม่กล้าประกาศ ทั้งที่ก่อนหน้าบอกชัดไม่ร่วมงาน”ภท.” ยังไม่ตอบพร้อมจับมือกับ”ส้ม”หรือไม่ หลัง”เท้ง”บอกเดินหน้าต่อ ม.112

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ว่า นี่ถือเป็นจุดยืนทางการเมือง ที่ไม่ใช่เฉพาะของหัวหน้าพรรค และพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น แต่เกิดจากการรับฟังเสียงประชาชน ผ่านแคมเปญ “ประเทศไทยไม่ทน” ซึ่งประชาชนบอกว่าไม่สามารถทนกับการเมืองสีเทาและการทุจรติได้ การประกาศจุดยืนเช่นนั้นของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นความกล้า และเมื่อประกาศไปแล้วมีเสียงวิจารณ์ว่าที่สุดแล้วก็เหมือนเดิม ว่าเมื่อหัวหน้าประกาศจุดยืนไปแล้วกรรมการบริหารพรรคก็มีมติอีกทางเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แล้วสุดท้ายหัวหน้าพรรคก็ลาออก

“แต่มาวันนี้นายอภิสิทธิ์ ประกาศในที่ประชุม กก.บห.เองว่าขอให้เป็นมติผูกพัน และในทางข้อบังคับพรรค ถือเป็นการผูกพันไปถึงหลังเลือกตั้ง และเมื่อถึงเวลานั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์จะอยู่จนครบวาระเพื่อทำการเมืองต่อไป” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า รู้สึกแปลกใจว่าเมื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมแล้ว ทำไมพรรคประชาชน (ปชน.) ถึงบอกว่าพูดไม่ได้ อ้างว่ากลัวผิดกฎหมาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เคยประกาศมาแล้ว จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จึงสงสัยว่าทำไมคราวนี้ถึงประกาศไม่ได้ ดังนั้น เห็นว่าการเมืองควรมีจุดยืนที่ชัดเจน ความตั้งใจของนายอภิสิทธิ์หลังออกจากวงการการเมือง 5 – 6 ปี ซึ่งการเมืองมาถึงจุดตกต่ำ และไม่เห็นด้วยกับการเมืองดีลลับสลับขั้ว ที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นนักการเมืองน้อยลง ถึงขั้นพูดว่าสมการการเมืองช่วงหลัง ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการนั้นเลย แต่ที่แปลกใจมากกว่านั้นทันทีที่ นายอภิสิทธิ์ประกาศออกไป ก็มีการตีความไปหลายทาง เช่น ประชาธิปัตย์จะเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งไม่เกี่ยว เพราะหัวหน้าพรรคติดสินใจเรื่องนี้โดยไม่มีผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เป็นการประกาศ จุดยืนว่า “เราไม่เอาทุนเทา” แล้วทำการเมืองสุจริต พร้อมเรียกร้องให้ทุกพรรค มีจุดยืนที่ชัดเจนและยังมีการตีความไปอีกว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่เอาพรรคกล้าธรรม แล้ว ไปจับมือกับพรรคประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย (พท.) ถือเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมือง ที่มุ่งโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ และบิดเบือนข้อเท็จจากจุดยืนของหัวหน้าพรรค และเมื่อผูกพันเป็นมติพรรคแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อดูจากกระแสการเมือง เหมือนมีการเตรียมจับมือร่วมรัฐบาลกันไว้ล่วงแล้ว ซึ่งทุกพรรคที่จะได้อันดับ 1 ก็เหมือนต้องการพรรคกล้าธรรมไปร่วมรัฐบาล เท่ากับเป็นการปิดประตูตายให้ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน นายสาทิตย์ กล่าวว่า “ทำการเมือง อย่าดูถูกประชาชน” เชื่อว่าประชาชนต้องการเห็นจุดยืนของแต่ละพรรคการเมือง ไม่มีใครคิดแทนประชาชนได้ เชื่อว่าประชาชนอยากเห็นจุดยืนทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศ และการที่บอกว่ามีการจับมือกันล่วงหน้า ถือเป็นวิธีคิดที่ไม่มีประชาชนอยู่ในความคิดนั้น จากวันนี้ ถึงวันเลือกตั้งประชาชนจะติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนติดตามดูการดีเบต ดูจุดยืนยทางการเมือง ว่าใครหนีเวทีบ้าง ใครประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ไม่กล้าขึ้นเวทีดีเบต ในประเทศประบอบประชาธิปไตย การดีเบตคือการแสดงจุดยืนทางการเมือง ส่วนผลการเมืองตั้งเป็นอย่างไร ให้รอดูหลังวันเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า ทำไมจึงประกาศไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรมพรรคเดียว ทั้งที่พรรคอื่นก็ไม่โปร่งใส นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีเป็นซีรีย์ ขอให้ประชาชนติดตาม

เมื่อถามว่า ในอนาคตต้องจับมือกับพรรคประชาชน จะมีจุดยืนต่อมาตรการ 112 อย่างไร เพราะพรรคประชาชนยืนยันจะสานต่อเรื่องนี้ นายสาทิตย์ ย้ำจุดยืนว่า 112 เป็นมาตราที่ยังมีความจำเป็น แต่การบังคับใช้ต้องมีความชัดเจน และโปร่งใส ประเด็นไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้

เมื่อถามย้ำว่า ความชัดเจนที่จะจับมือทางการเมืองมีมากน้อยแค่ไหน นายสาทิตย์ กล่าวว่า ต้องดูจุดยืนทางการเมืองก่อน จะจับมือกับใครยังมีเวลาอีกนาน พร้อมอธิบายด้วยว่า หัวหน้าพรรคประชาชนไม่ได้บอกว่าจะแก้ ม.112 แต่มุ่งเน้นจะนิรโทษกรรมให้ผู้ต้องหาในคดี ม.112 ซึ่งตอนนี้กฎหมายฉบับนี้ถูกแช่แข็งอยู่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่จะมีมติให้เดินหน้ากฎหมายฉบับนี้หรือไม่

จ่อเปิดตัว 3 แคนดิเดตศุกร์นี้! ‘ปชป.’รับรองจุดยืนพรรคไม่ร่วมรัฐบาล‘กล้าธรรม’

จ่อเปิดตัว 3 แคนดิเดตศุกร์นี้! ‘ปชป.’รับรองจุดยืนพรรคไม่ร่วมรัฐบาล‘กล้าธรรม’

จ่อเปิดตัว 3 แคนดิเดตศุกร์นี้! ‘ปชป.’รับรองจุดยืนพรรคไม่ร่วมรัฐบาล‘กล้าธรรม’

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

จ่อเปิดตัว 3 แคนดิเดตศุกร์นี้! “กก.บห.ปชป.”มีมติตั้ง คกก.สอบหากพบผู้สมัครพรรคทำผิด กม.เลือกตั้ง พร้อมรับรองจุดยืนพรรคไม่ร่วมรัฐบาล”พรรคกล้าธรรม” มัด”อภิสิทธิ์”เป็นหัวหน้ายาว 4 ปี ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมกรรมการบริหารพรรค วาระสำคัญ เป็นการขอมติจากที่ประชุม เพื่อจัดลำดับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค คาดว่า อันดับ 1.คือ นายอภิสิทธิ์ 2.นางการดี เลียวไพโรจน์ และ 3.นายกรณ์ จาติกวณิช

โดย นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค กล่าวภายหลังการประชุมว่า พรรคมอบหมายให้เลขาธิการพรรค ดำเนินการคัดสรร และจัดส่งให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาทางออนไลน์ คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันพรุ่งนี้ และจะสามารถเปิดตัวแคนดิเดตทั้ง 3 คน ได้ในวันศุกร์ ที่ 26 ธ.ค.นี้ ส่วนนโยบายพรรคทั้งหมด จะเปิดอย่างทางการอีกครั้งหลังวันรับสมัคร สส.

นอกจากนี้ ที่ประชุมกรรมการบริการพรรคยังได้มีมติตั้งคณะกรรมการสอบสวน กรณีที่พรรคได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน หากพบว่ามีผู้สมัครของพรรค กระทำการผิดกฎหมายเลือกตั้ง เช่น การซื้อเสียง หรือพฤติกรรมอื่นๆ สามารถแจ้งเบาะแสได้ทุกช่องทางการสื่อของพรรคประชาธิปัตย์ และตรวจสอบพบว่ามีความจริง พรรคจะยุติ และไม่สนับสนุนผู้สมัครคนดังกล่าวอีกต่อไป

นายพงศกร กล่าวว่า กรรมการบริหารพรรคยังมีมติรับรองเจตนารมณ์ของนายอภิสิทธิ์ ที่ได้ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้เป็นจุดยืนของพรรค รวมถึงมีมติรับรองให้นายอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรคจนครบวาระ 4 ปี เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ มีเจตนารมณ์ต้องการฟื้นฟูพรรค ซึ่งต้องใช้เวลา และหลักการ ดังนั้น ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร จะไม่ลาออกจากตำแหน่ง อยู่จนครบวาระ เพื่อดำเนินการตามสัจจะ ที่ได้มอบไว้กับพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้

เมื่อถามว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศตัวไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่าจะเป็นฝ่ายค้านใช่หรือไม่ เพราะพรรคกล้าธรรมจะร่วมรัฐบาลกับทุกพรรค นายพงศกร กล่าวย้อนสมัยที่พรรคก้าวไกล ผลสำรวจความเห็นประชาชน อยู่ที่ประมาณ 15% วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ที่ประมาณ 10% แต่เมื่อถึงวันเลือกตั้ง พรรคก้าวไกล ได้รับความนิยมถึง 45% ดังนั้น มองว่าทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญพรรคต้องการเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ฟังแล้วอาจเป็นไปได้อยาก แต่ก่อนมีโอกาสเป็นไปได้ และเคยเป็นมาแล้ว ดังนั้น หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำตั้งรับบาล จะไม่มีพรรคกล้าธรรม

เมื่อถามว่า พรรคส่งผู้สมัครไม่ครบ 400 เขต จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร นายพงศกร กล่าวว่า อาจส่งไม่ครบ แต่ก็ให้ได้มากที่สุด และเมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะดึงคะแนนจาก 42% ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด มาเป็นใช่หรือไม่ นายพงศกร บอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอโอกาส ให้การเมืองสุจริตเป็นทางเลือก