‘อนุทิน’ลั่นชัดเจนไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว ‘สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ’คนพรรคน้ำเงิน

'อนุทิน'ลั่นชัดเจนไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว 'สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ'คนพรรคน้ำเงิน

‘อนุทิน’ลั่นชัดเจนไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว ‘สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ’คนพรรคน้ำเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.03 น.

‘อนุทิน’ลั่นชัดเจนไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว ‘สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ’คนพรรคน้ำเงิน ถามโชว์กลางวง’พี่อ้วน แบกภูมิใจไทยหนักไหม’ ยอมรับพรรคต้องดึงคนมีความรู้-ความสามารถเสริม ชี้ใกล้เลือกตั้ง หากข้อมูลพลาด ต้องแจงแถลงไข

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 18 ม.ค.2569 ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่โพสต์ แนะนายสุทธิชัย หยุ่น และนายวีระ ธีรภัทร ที่มีการวิเคราะห์ผ่านรายการหนึ่งว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ต้องแบกพรรคภูมิใจไทย 

โดยนายอนุทิน หันไปถามนายสีหศักดิ์ ที่ยืนอยู่ด้านข้างว่า “หนักไหมครับพี่อ้วน แบกพรรคภูมิใจไทย” 

ก่อนที่นายสีหศักดิ์ จะตอบว่า นโยบายตรงกัน และนโยบายที่วางร่วมกันกับพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้หนักอะไร และคิดว่าสิ่งที่ทำมานั้นมาถูกทาง และได้รับการตอบรับจากประชาชน มีผลงานเป็นรูปธรรม 

ขณะที่นายอนุทิน กล่าวเสริม ที่ชี้แจงสวนไปในเฟซบุ๊ก เพราะว่ามีการให้ความเห็นที่ไม่ใช่ความจริง มีการระบุว่า นางศุภจี และนายเอกนิติ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แต่พรรคภูมิใจไทย นำมาเป็นนายแบก นางแบก และบอกลักษณะประมาณว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญญาทำ ซึ่งแน่นอนว่า หากไม่มีปัญญาทำ จึงต้องไปหาคนที่มีปัญญา คนที่ถูกต้อง คนที่มีความรู้ความสามารถมาทำ 

ส่วนนายสีหศักดิ์ ยิ่งกว่าเป็นสมาชิกพรรค เพราะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ยิ่งกว่าชัดจน ไม่รู้จะชัดยังไง และความชัดเจนนั้นก็มีตั้งแต่วันที่ทั้ง 3 คน ขึ้นเวทีเปิดนโยบายกับพรรคภูมิใจไทยวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งตนก็เกรงว่า หากมีการให้ข้อมูลผิดพลาดต่อประชาชน และยิ่งใกล้เลือกตั้งแล้วในฐานะหัวหน้าพรรคก็มีความจำเป็น ชี้แจงแถลงไขให้เกิดความชัดเจน

‘อนุทิน’ลุยหาเสียงตลาดน้ำคลองลัดมะยม ‘แม่ค้า’ตะโกนทวงคนละครึ่งพลัส ‘เจ้าตัว’บอกไม่ลืม

'อนุทิน'ลุยหาเสียงตลาดน้ำคลองลัดมะยม 'แม่ค้า'ตะโกนทวงคนละครึ่งพลัส 'เจ้าตัว'บอกไม่ลืม

‘อนุทิน’ลุยหาเสียงตลาดน้ำคลองลัดมะยม ‘แม่ค้า’ตะโกนทวงคนละครึ่งพลัส ‘เจ้าตัว’บอกไม่ลืม

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.46 น.

‘อนุทิน’ขนแกนนำ’ภูมิใจไทย’หาเสียงวันหยุด ‘ตลาดน้ำคลองลัดมะยม’ ขอคะแนนคนตลิ่งชัน กองเชียร์น้ำเงินขอถ่ายรูปคึกคัก ยกมือลูบหัวบอกให้ปชช. คุ้มกะลาหัวหน่อย ‘แม่ค้า’ตะโกนทวงคนละครึ่งพลัส ‘เจ้าตัว’บอกไม่ลืม  ปลื้มลงพื้นที่อบอุ่นชาวบ้านต้อนรับทั่วประเทศ หวังได้สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ ยันโค้งสุดท้ายเอาที่สบายใจ ภท.ไม่ใช้วาทกรรมสาดโคลนใคร

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 18 ม.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจ ในฐานะหัวหน้าทีมกทม. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เพื่อช่วยนายธนพล ชื่นพาณิชยกุล ผู้สมัครสส.กทม.เขตทวีวัฒนา -เขตตลิ่งชัน เบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย หาเสียงในวันหยุด

เมื่อนายอนุทิน เดินทางถึงได้มีกลุ่มผู้สูงอายุเข้ามาขอถ่ายภาพ และขอจับมือ ซึ่งนายอนุทินได้ยกมือขึ้น ลูบศีรษะตัวเอง พร้อมบอกว่า “ให้ประชาชนคุ้มกะลาหัวหน่อย” จากนั้นนายอนุทิน เดินเข้าตลาดพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าภายในตลาด และเดินชิมขนมและอาหารตามร้านต่างๆภายในตลาด  ซึ่งเมื่อเดินไปถึงร้านหนึ่งแม่ค้าบอกว่า “ไม่เปิดด่านชายแดนจริงๆใช่ไหม”นายอนุทินตอบว่า “จริงครับ ไม่เปิดครับ” พร้อมชี้ไปทางนายสีหศักดิ์  

ก่อนเดินผ่านร้านขายของแม่ค้า ตะโกนทวงคนละครึ่งพลัส นายอนุทิน ตอบกลับว่า “อย่าลืม 37 นะครับ” ซึ่งแม่ค้า กล่าวตอบว่า “ไม่ลืมแน่นอน” ก่อนแวะร้านผัดไทย และโชว์ลีลาผัดไทย ก่อนชิมและปรุงเพิ่ม นอกจากนี้ ระหว่างเดินในตลาด นายอนุทิน เจอพ่อค้าสวมสร้อยหลวงปู่ทวด พุดซ้อน ปี 2509 จึงขอพ่อค้าดูสร้อยพระด้วย และยังมีประชาชน ที่เดินจับจ่ายซื้อของภายในตลาด บอกว่า ชอบโครงการคนละครึ่งมาก อย่าลืมคนแก่นะ ทำให้นายอนุทิน ไปที่ตัวเองแล้วบอกว่า “นี่ก็คนแก่เหมือนกัน” ก่อนที่ชาวบ้านจะรีบประสานเสียงตอบกลับว่า “ยังไม่แก่นะค่ะ“ ซึ่งในจังหวะนี้นายเอกนัฏ เดินเข้ามาบอกชาวบ้านว่า “ชอบคนละครึ่ง แต่คะแนนไม่เอาคนละครึ่งนะ” ชาวบ้านจึงตอบว่า “คะแนนเต็ม คะแนนเต็มร้อยเลย” พร้อมประสานเสียงกันว่า “ภูมิใจไทย 37 ภูมิใจไทย 37” ก่อนจะทำท่าพลัส จนนายอนุทินต้องทำท่าพลัสตอบกลับ พร้อมกับแนะนำนายสีหศักดิ์ และนายพัฒนา ให้ชาวบ้านรู้จัก  ต่อมาก่อนนายอนุทิน เดินข้ามมาอีกฝั่งตลาด ได้มีชาวบ้านได้นำผ้าขาวม้ามาคาดเอวให้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชายนายอนุทิน ได้เดินทางมาให้กำลังนายอนุทินด้วย ซึ่งระหว่างที่รอ มีชาวบ้านมาขอถ่ายรูป และมอบผลไม้ให้ พร้อมกล่าวว่า “พ่อยังไม่มา ถ่ายกับลูกก่อน” แล้วบอกว่า “ลูกสาวป้ายังโสด” 

จากนั้นเวลา 11.23 น.นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการลงพื้นที่เป็นอย่างไรว่า การลงพื้นที่อบอุ่นทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ต้องขอบคุณประชาชน รู้สึกได้ว่าเขามั่นใจที่จะให้พรรคภูมิใจไทยทำงานรับใช้ในการบริหารบ้านเมือง สำหรับพื้นที่กทม.เราคาดหวัง ไม่ใช่เฉพาะกทม. แต่หวังทุกพื้นที่ให้เลือกทั้งแบบสส.เขตและสส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งการลงพื้นที่แบบนี้ไม่ได้มาหาเสียง แต่ถือว่ามาฟังเสียงประชาชนว่าเขาต้องการอะไร ยังขาดอะไรที่ไม่ได้ทำ และที่ทำไปแล้วจะต่อยอดอย่างไร โดยสิ่งที่เราจะโน้มน้าวให้คนเลือกพรรคภูมิใจไทยอย่างไรนั้น เราโน้มน้าวไม่ได้ แต่ต้องทำงานให้เขาเห็นและใช้วิจารณญาณในการมอบโอกาสให้พรรคภูมิใจไทย 

เมื่อถามว่าช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งอาจมีการสาดโคลนกันเพิ่มขึ้นเตรียมรับมืออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสาดโคลนด้วยการใช้วาทกรรม ก็เอาที่สบายใจไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย 

เมื่อถามต่อว่า จะขอบคุณพรรคเพื่อไทยหรือไม่หลังไม่มีนโยบายกาสิโนอยู่ในการหาเสียง นายอนุทิน กล่าวว่า จะไปขอบคุณทําไม พรรคไหนมีนโยบายอะไรก็ดําเนินการตามนั้น 

ภูมิใจไทยปกป้องสถาบัน ‘อนุทิน’ยันไม่แตะหมวด 1-2 หนุนเพิ่มโทษคอร์รัปชัน

ภูมิใจไทยปกป้องสถาบัน 'อนุทิน'ยันไม่แตะหมวด 1-2 หนุนเพิ่มโทษคอร์รัปชัน

ภูมิใจไทยปกป้องสถาบัน ‘อนุทิน’ยันไม่แตะหมวด 1-2 หนุนเพิ่มโทษคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.35 น.

‘อนุทิน’ย้ำจุดยืน ไม่แตะหมวด1-2 ตลอดไปจนกว่าจะไม่มีภูมิใจไทย ขอบางพรรคประกาศจุดยืนชัด หวั่นแทรกซึม กระทบสถาบัน 

18 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 11.20 น. ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงพรรคการเมืองควรแสดงจุดยืนในการแก้รัฐธรรมนูญ ว่าจะแตะหมวด1 หมวด 2 หรือไม่ ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เคยบังอาจไปก้าวร่วมพรรคอื่น และพรรคภูมิใจไทยก็มีความชัดเจน ที่จะไม่แตะหมวด 1หมวด2 ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีขั้นตอน ถ้าเสียงประชามติของประชาชนเป็นอย่างไร เราก็ไม่ค้าน แต่หมวด1 หมวด 2 ต้องดํารงพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ต้องไม่มีผลกระทบ 

นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้มีข่าวเฟคนิวส์ในโซเชียลว่าพรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เราไม่ได้เป็นตัวตั้งตัวตี ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีความพอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อมีแคมเปญที่อยากได้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน อย่างแท้จริง ไม่ได้มาจากการร่างของคสช . ก็ฟังว่ามีเหตุผลแต่หมวด1 หมวด 2 ต้องดํารงอยู่

เมื่อถามว่า มีบางพรรคบอกว่า ไม่ต้องล็อก หมวด1 หมวด2 ไว้ ถ้าไม่ล็อกไว้จะทําให้กระทบกระเทือนต่อสถาบันหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า นี่ไงก็ไม่ได้ล็อกไว้ ก็ไม่รู้ จะมีการสอดแทรกหรือแทรกซึมเข้ามา ควรจะพูดให้ชัดเจน เพราะทุกพรรคพูดชัดเจนหมดแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าตนไปแทรกแซงพรรคอื่น ซึ่งตนไม่เคยทำ ขอย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีเรื่องแตะหมวด1 หมวด 2 และไม่แตะเรื่องพระราชอํานาจ เรื่องความมั่นคง เรื่องของสถาบัน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ สามารถพูดคุยกันได้ ทั้งเรื่องการได้มาของรัฐสภาอย่างไร เรื่องครม. และรัฐมนตรีอย่างไร ส่วนเรื่องคอร์รัปชั่น ถ้าเพิ่มขึ้นตนเห็นด้วย แต่ถ้าลดลงกว่านี้ไม่เห็นด้วย 

เมื่อถามว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลจะมีเงื่อนไขหรือไม่ว่าพรรคที่ร่วมรัฐบาลจะไม่แตะ หมวด1 หมวด2 นายอนุทิน กล่าวว่า ประกาศมาตั้งแต่ปี 62 ปี 66 และปี 69 และปีต่อๆไปในอนาคต จนกว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีอยู่ในสารบบการเมือง

‘เลขาฯภูมิใจไทย’แจงครหา’บ้านใหญ่’ ในมุมมองคือพลังที่มีศักยภาพ ทำงานเพื่อประชาชน

'เลขาฯภูมิใจไทย'แจงครหา'บ้านใหญ่' ในมุมมองคือพลังที่มีศักยภาพ ทำงานเพื่อประชาชน

‘เลขาฯภูมิใจไทย’แจงครหา’บ้านใหญ่’ ในมุมมองคือพลังที่มีศักยภาพ ทำงานเพื่อประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.40 น.

‘เลขาฯภูมิใจไทย’แจงครหา’บ้านใหญ่’ ในมุมมองคือพลังที่มีศักยภาพ ทำงานเพื่อประชาชน ยันไม่ทิ้งตัวตนบนเส้นทางการเมือง

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความรู้สึกที่ถูกพูดถึงเป็นบ้านใหญ่ว่า ตั้งข้อสังเกตถึงความหมายของคำนี้มาโดยตลอด สำหรับตนเอง บ้านใหญ่คือภาพสะท้อนของการพัฒนาในทุกอุตสาหกรรมที่เข้าไปมีส่วนร่วม เห็นได้จากความสำเร็จในการเปลี่ยน จ.บุรีรัมย์จากเมืองที่ยากจนที่สุดอันดับ 3 ของประเทศ ให้กลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดจังหวัดหนึ่ง และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในระดับสากลที่น่าภาคภูมิใจ

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ความหมายของคำว่าบ้านใหญ่ มองว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพและเป้าหมายร่วมกันในการสร้างประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อความเห็นแก่ตัวหรือขายชาติย่อมไม่ถูกต้อง ซึ่งคำเรียกดังกล่าวไม่ได้ลดทอนความสามารถ และไม่เคยคิดปฏิเสธความเป็น “ชิดชอบ” เพราะทุกประสบการณ์ อุปสรรค และโอกาสที่ได้รับ รวมถึงความศรัทธาจากประชาชน ล้วนเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้เป็นตัวเองในวันนี้

“ผมต้องเป็นตัวของตัวเองและยอมรับตัวเองให้ได้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถพัฒนาหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้เลย ยืนยันว่าจะรักษาตัวตนบนเส้นทางการเมือง และมุ่งมั่นใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี เพื่อทำงานให้กับประชาชนต่อไปแบบสุดความสามารถเท่าที่จะทำได้” นายไชยชนก กล่าว

‘พล.อ.บุญสิน’ปัดข่าวเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา ชี้ข้อมูลเท็จหวังปั่นแตกแยก

'พล.อ.บุญสิน'ปัดข่าวเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา ชี้ข้อมูลเท็จหวังปั่นแตกแยก

‘พล.อ.บุญสิน’ปัดข่าวเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา ชี้ข้อมูลเท็จหวังปั่นแตกแยก

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

‘พล.อ.บุญสิน’ปัดข่าวเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา ชี้ข้อมูลเท็จหวังปั่นแตกแยก วอนประชาชนใช้วิจารณญาณในการดูข้อมูลข่าวสาร

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในลักษณะการกล่าวอ้างว่าได้มีการพูดเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นข้อมูลเท็จที่มีลักษณะสร้างความแตกแยกในสังคม

พล.อ.บุญสิน ระบุว่า ตนไม่เคยไปบรรยายหรือให้สัมภาษณ์ในลักษณะตามที่มีการเผยแพร่ในที่ใดมาก่อน พร้อมเน้นย้ำว่าปัจจุบันประเทศชาติกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดความรัก ความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างพลังให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

“ความรักและความสามัคคีของคนในชาติ จะเป็นพลังสำคัญที่นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง” พล.อ.บุญสิน กล่าว

ทั้งนี้ พล.อ.บุญสิน ยังขอความร่วมมือไปยังพี่น้องประชาชนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และขอให้หลีกเลี่ยงการส่งต่อหรือแชร์ข้อความดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดการขยายผลของข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

กัมพูชาไม่หยุดป่วนหลังเลือกตั้ง ‘ดุลยภาค’ชี้ไทยต้องการผู้นำเน้นมั่นคง ยก’อนุทิน’รัฐแข็งแรง

กัมพูชาไม่หยุดป่วนหลังเลือกตั้ง 'ดุลยภาค'ชี้ไทยต้องการผู้นำเน้นมั่นคง ยก'อนุทิน'รัฐแข็งแรง

กัมพูชาไม่หยุดป่วนหลังเลือกตั้ง ‘ดุลยภาค’ชี้ไทยต้องการผู้นำเน้นมั่นคง ยก’อนุทิน’รัฐแข็งแรง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“ดุลยภาค” ชี้กัมพูชา ไม่หยุดป่วน หลังเลือกตั้ง ไทยต้องการผู้นำเน้นมั่นคง ยก “อนุทิน” รัฐบาลแข็งแรง ปกป้องอธิปไตยครบมิติ ชม “สีหศักดิ์” การทูตเชิงรุก โต้เขมรได้ทันเกม ลุ้นความต่อเนื่องหากเปลี่ยนรัฐบาล

18 มกราคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาภายหลังการเลือกตั้งว่า 

โจทย์สำคัญของประเทศอยู่ที่โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับกองทัพ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดเสถียรภาพด้านความมั่นคงในระยะต่อไป หากเป็นรัฐบาลที่มีความชัดเจนด้านความมั่นคงอย่างสีน้ำเงิน จะสามารถสนับสนุนการทำงานของกองทัพได้อย่างเป็นเอกภาพ ทำให้การตัดสินใจด้านยุทธศาสตร์เดินหน้าได้จริง โดยไม่ต้องเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน หากเป็นรัฐบาลที่ความสัมพันธ์กับกองทัพมีรอยต่อ หรือมีแนวคิดปฏิรูปเชิงเผชิญหน้า อาจนำไปสู่ความตึงเครียด ความติดขัดเชิงโครงสร้าง และเปิดช่องให้แรงกดดันจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการผู้นี้ชี้ว่า สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามของไทยหวั่นเกรงมากที่สุด คือรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากถูกมองว่าเป็นรัฐบาลที่มีความแข็งแรงด้านความมั่นคง มีทิศทางชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และไม่อ่อนข้อในประเด็นอธิปไตย จึงทำให้เกิดความพยายามกดดันหรือแทรกแซงจากภายนอกเท่าที่จะทำได้

ในประเด็นท่าทีของกัมพูชา รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า คำพูดและท่าทีจากฝ่ายการเมืองระดับสูงของกัมพูชาเป็น สัญญาณทางการเมือง ที่สะท้อนความพยายามสร้างอำนาจต่อรองผ่านช่องทางการทูตและสื่อ มากกว่าการใช้กำลังทางทหาร ซึ่งปัจจุบันมีศักยภาพลดลงอย่างชัดเจน โดยต้องใช้เวลาฟื้นฟูซักระยะกว่ากัมพูชาจะกลับมาเปิดศึกกับไทยได้เต็มรูปแบบ

“ตอนนี้ กัมพูชาไม่สามารถใช้กำลังทหารได้เหมือนเดิม จึงหันมาใช้กลไกอื่น เช่น การเคลื่อนไหวในเวทียูเนสโก และการสื่อสารผ่านสื่อ เพื่อโจมตีภาพลักษณ์ของไทย แต่เกมลักษณะนี้ ไทยสามารถรับมือได้ เพราะประชาคมโลกย่อมมองออกว่า การตั้งฐานทหารในโบราณสถานและการนำโบราณสถานมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

พร้อมยังเน้นว่า หากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ทีมการทูตโดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้สร้างมาตรฐาน ในเชิงยุทธศาสตร์ไว้แล้ว ตรงนี้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง อาจมีการสะดุดหยุดลง เพราะขั้วการเมือง ก็ใช้ว่าจะนิยมแนวการทูตเชิงรุกเสมอไป

“ท่านสีหศักดิ์เป็นนักการทูตเชิงรุกที่มีความสามารถสูง โต้ตอบได้รวดเร็ว ตรงประเด็น เขียนสปีชและสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างมีพลัง เราเห็นผลงานชัดเจนว่าไทยสามารถรักษาจุดยืนและศักดิ์ศรีของประเทศได้อย่างสง่างาม” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

สำหรับรัฐบาลอนุทิน รศ.ดร.ดุลยภาค ประเมินว่า ตามหลักแล้ว ผลประโยชน์แห่งชาติประกอบด้วย 4 แกนหลัก ได้แก่
การปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง-ความปลอดภัยของประเทศ ความมั่นคั่งของรัฐ;เกียรติภูมิของประเทศ

“รัฐบาลอนุทินทำให้หลักการเหล่านี้ปรากฏชัด เราเห็นการรักษาพื้นที่อธิปไตย การลดความสูญเสียของประชาชนในภาวะตึงเครียด แม้ต้องปิดด่านบางช่วงเพื่อความมั่นคง แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่จำเป็นต่อผลประโยชน์ของชาติ ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของประเทศทั้งในการตอบโต้กัมพูชาและในเวทีโลกก็ได้รับการยกระดับอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากบทบาทของท่านสีหศักดิ์”

รศ.ดร.ดุลยภาค ทิ้งท้ายว่า หากมีการเปลี่ยนรัฐบาล ความเข้มแข็งในเชิงนโยบายต่อกัมพูชาอาจลดลง โดยเฉพาะแนวทางที่รัฐบาลอนุทินยึดหลักตามเส้นปฏิบัติการแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 อย่างเคร่งครัด ไม่อ่อนข้อในประเด็นอธิปไตย ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงชายแดนที่อิงอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติ หากความแข็งแรงในจุดนี้อ่อนตัวลง ก็อาจเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามฮึกเหิมมากขึ้นได้

‘สมชัย’ชี้ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

'สมชัย'ชี้ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

‘สมชัย’ชี้ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

‘สมชัย’ชี้ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตีเช็คเปล่า 

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตีเช็คเปล่า ก็ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีเนื้อหาที่ว่าจะจัดทำใหม่ทั้งฉบับอย่างไร ดังนั้นหากจะจัดทำใหม่ ก็ให้ไปถามประชาชนก่อนว่าเห็นชอบหรือไม่

แถมจาระไนขั้นตอนว่า ต้องถาม 3 ครั้ง คือ ครั้งแรก เห็นชอบไหมที่จะให้จัดทำใหม่ ครั้งที่ 2 ถามวิธีการและสาระสำคัญที่จะแก้ และครั้งที่ 3 ค่อยเอาที่จัดทำใหม่ทั้งฉบับมาผ่านประชามติอีกที

ดังนั้น ครั้งที่ 1 จึงเป็นแค่เปิดประตูไปสู่ วิธีการและสาระสำคัญในครั้งที่ 2

“วิธีการ” คือ ใครจะเป็นคนแก้ จะมี สสร. หรือ ไม่มี สสร. สสร. หรือ กรรมาธิการยกร่างจะมาจากไหน แล้วร่างเสร็จจะมาจบที่ สภา อีกรอบอย่างไร เพราะศาล อีชี้ว่า ประชาชนร่างเองโดยตรงไม่ได้

ส่วน “สาระสำคัญ” คือ จะแก้เรื่องอะไร จะไม่แก้เรื่องเรื่องอะไร หมวดไหนแก้ หมวดไหนไม่แก้ ที่กลัวว่าจะไปแก้หมวด 1 หมวด 2 ถ้าไม่ระบุในสาระสำคัญของสิ่งที่จะแก้ ก็แปลว่า ไม่แก้เรื่องดังกล่าว

วิธีการและสาระสำคัญดังกล่าว ต้องเป็นข้อสรุปของสภาชุดใหม่ ในรูป การผ่าน 3 วาระจากรัฐสภา ในประเด็นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ส่งมาให้ ครม. เพื่อมีมติให้มีการทำประชามติครั้งที่ 2

ประชามติ ครั้งที่ 1 จึงเป็นเพียงแค่พยักหน้า ให้มีการเขียนเช็คที่ระบุตัวเลขที่ชัดเจน ไม่ได้ตีเช็คเปล่าแต่อย่างใดครับ สบายใจได้”

‘อ.วีระ’คอมเมนต์ขออภัย’อนุทิน’ หลังผิดพลาดข้อมูล’เอกนิติ-ศุภจี’ ไม่เป็นสมาชิกภูมิใจไทย

'อ.วีระ'คอมเมนต์ขออภัย'อนุทิน' หลังผิดพลาดข้อมูล'เอกนิติ-ศุภจี' ไม่เป็นสมาชิกภูมิใจไทย

‘อ.วีระ’คอมเมนต์ขออภัย’อนุทิน’ หลังผิดพลาดข้อมูล’เอกนิติ-ศุภจี’ ไม่เป็นสมาชิกภูมิใจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.30 น.

18 มกราคม 2569 นายวีระ ธีระภัทรานนท์ โพสต์คอมเมนต์ ผ่านโพสต์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่า ขออภัยในความผิดพลาดครับ เรียนตามตรงว่าผมไม่ทราบว่า คุณเอกนิติและคุณศุภจีเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ทราบแต่เพียงทางพรรคสอบถามไปทางกกต.เรื่องการเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ผุู้สมัครว่าไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรคก็ได้ เลยทำให้เข้าใจว่าสองท่านไม่ได้เป็นสมาชิก

ขออภัยคุณอนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและคุณเอกนิติกับคุณศุภจีสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมา ณ ที่นี้ด้วย

ข่าวเพิ่มเติม : สวนมวย’หยุ่น-วีระ’ !! ‘อนุทิน’จี้หาข้อมูลก่อนจ้อ ยัน’เอกนิติ-ศุภจี’สมาชิกภท.

เขมรอย่าบิดเบือน! ‘ทบ.’โต้กลับหลังสื่อนอกอ้างคำกล่าวกัมพูชากล่าวหาไทยบุกรุกพื้นที่พลเรือน

เขมรอย่าบิดเบือน! 'ทบ.'โต้กลับหลังสื่อนอกอ้างคำกล่าวกัมพูชากล่าวหาไทยบุกรุกพื้นที่พลเรือน

เขมรอย่าบิดเบือน! ‘ทบ.’โต้กลับหลังสื่อนอกอ้างคำกล่าวกัมพูชากล่าวหาไทยบุกรุกพื้นที่พลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.13 น.

‘กองทัพบก’แจงปมสื่อนอกอ้างคำกล่าวกัมพูชากล่าวหาไทยบุกรุกพื้นที่พลเรือน ยืนยันเป็นพื้นที่อธิปไตยไทยที่ถูกบุกรุกนานกว่า 40 ปี ย้ำปฏิบัติตามหลักสากล ขอกัมพูชาอย่าบิดเบือนข้อมูล

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชาให้สัมภาษณ์ ซึ่งต่อมาสื่อต่างประเทศได้นำบทสัมภาษณ์ดังกล่าวไปเผยแพร่ โดยมีการกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยยึดครองพื้นที่พลเรือน และยังคงควบคุมพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นของตนเอง แม้มีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ส่งผลให้ประชาชนกัมพูชาไม่สามารถกลับเข้าพื้นที่ได้ว่า ฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยพื้นที่ที่ถูกกล่าวอ้างเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยมาโดยตลอด และเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาการบุกรุกเข้ามาอยู่อาศัยโดยผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี มิใช่สถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากเหตุปะทะในปัจจุบัน

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักสากล ไม่ได้มุ่งรุกล้ำหรือกระทบต่อประชาชนพลเรือน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาฝ่ายไทยได้ดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ในการแจ้งและประท้วงตามช่องทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศตามขั้นตอนที่กำหนด อาทิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง กฎหมายป่าไม้ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ตำรวจ และกรมป่าไม้ เข้าดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งการสร้างความเข้าใจ การแจ้งเตือนล่วงหน้า การปักป้ายประกาศ และการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

“กองทัพบกขอให้ฝ่ายกัมพูชานำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายไทย รวมถึงบรรยากาศของความร่วมมือ” พล.ต.วินธัย กล่าว

ขอบคุณเนื้อหาจาก : ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กองทัพไทย วางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณ42นักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย

กองทัพไทย วางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณ42นักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย

กองทัพไทย วางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณ42นักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.02 น.

กองทัพไทย วางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณนักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย และจัดพิธีสดุดี 42 วีรชน ที่สละชีพปกป้องอธิปไตยเหตุปะทะไทย-กัมพูชา 

18 มกราคม 2569  อนุสรณ์สถานแห่งชาติดอนเมือง พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำผู้แทนเหล่าทัพวางพวงมาลา เนื่องในวันกองทัพไทยประจำปี 2569 โดยมีผู้ช่วยทูตทหาร ผู้แทนกรมการปกครอง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก สมาคมทหารผ่านศึกพิการแห่งประเทศไทย รวมถึงครอบครัววีรชนจากกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ร่วมพิธี 

โดยปีนี้กองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดพิธีสดุดีทหารกล้าที่สละชีพปกป้องอธิปไตย ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งในช่วงเดือนกรกฎาคมและเดือนธันวาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 42 นาย 

นอกจากนี้กองทัพไทยยังได้จารึกรายชื่อทหารกล้าทั้ง 42 นาย ในนาม “วีรชนของกองทัพไทย ผู้พิทักษ์ราชอาณาจักรไทย” ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และเพิ่มดินสมรภูมิแห่งที่ 11 จากเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้ชื่อว่า “ดินสมรภูมิพิทักษ์ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2568” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ และความเสียสละ 

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้มอบของที่ระลึก และพูดคุยให้กำลังใจครอบครัววีรชนทั้ง 42 ครอบครัว เริ่มตั้งแต่ครอบครัว ‘ร้อยตรีวรัญชิต ยวงสุวรรณ’ ซึ่งเป็นทหารคนแรกที่สละชีพจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

รวมไปถึงครอบครัวจ่าสิบเอก ศตวรรษ สุจริต ซึ่งเป็นทหารคนแรกที่สละชีพในเหตุปะทะรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และเป็นที่มาของชื่อ”ยุทธการศตวรรษ” ที่กองทัพบกตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงความกล้าหาญ ปัจจุบันจ่าสิบเอก ศตวรรษ ได้รับพระราชทานยศพลตรี เป็นกรณีพิเศษ 

ทั้งนี้กองทัพได้กำหนดให้วันที่ 18 มกราคม ของทุกปี เป็นวันกองทัพไทย เนื่องจากตรงกับวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทรงกระทำยุทธหัตถี มีชัยเหนืออริราชศัตรู 

พร้อมกันนี้ทุกเหล่ายังจัดให้มีพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล ณ หน่วยทหารต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารทั้งการปกป้องอธิปไตยของชาติ และช่วยเหลือประชาชน