เพราะลงมือทำจึงรู้จริง ชาวเน็ตแห่ชื่นชม ศุภจี ดีเบตสต็อกข้าว สอนมวย ไหม

เพราะลงมือทำจึงรู้จริง ชาวเน็ตแห่ชื่นชม ศุภจี ดีเบตสต็อกข้าว สอนมวย ไหม

เพราะลงมือทำจึงรู้จริง ชาวเน็ตแห่ชื่นชม ศุภจี ดีเบตสต็อกข้าว สอนมวย ไหม

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

หลังการดีเบตกันในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ระหว่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กับนส.ศิริกัญญา ตันตระกูล แคนดิเดตนายกฯพรรคประชาชน ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ดำเนินรายการโดยนายสรยุทธ์ สุทัศนจินดา เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมาโดยเฉพาะประเด็นใบอนุญาตส่งออกข่าวที่มีเงื่อนไขต้องมีสต็อกข้าวไม่ต่ำกว่า 100 ตัน จึงจะได้รับใบอนุญาต ซึ่ง นส.ศิริกัญญา เห็นว่าต้องยกเลิก เพื่อให้รายย่อยสามารถส่งออกข้าวได้ แต่นางศุภจี ได้ชี้แจงว่า มีความจำเป็นเพราะหากมีออเดอร์เข้ามาแล้ว ไม่มีข้าวส่งออกตามกำหนดจะเกิดความเสียหายไปถึงชื่อเสียงของประเทศ และปริมาณ 100 ตันไม่ใช่จำนวนมาก ถ้าส่งออกแค่ไม่ถึง 100 ตัน ขนาดส่งกันในประเทศก็ไม่คุ้มค่าขนส่ง จนนส.ศิริกัญญา ต้องบอกอีกครั้งว่าหมายถึงเฉพาะข้าวพิเศษเท่านั้นไม่ใช่ข้าวพันธุ์ทั่วไป

ปรากฎว่าหลังจากนั้น ได้มีกระแสในโซเชียลมีเดีย ยกย่องนางศุภจี ว่าสามารถชี้แจงได้โดยมีข้อมูลชัดเจน มีความรู้จริง เช่น เฟซบุ๊ก Kwanchanok Wutthikul อดีตผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า “ถ้าไม่เคยปลูกข้าว เกี่ยวข้าว ฝัดข้าว และสั่งซื้อข้าวจากเกษตรกรมาก่อน คุยเรื่องข้าวกับ ‘คุณศุภจี’ ยากอยู่นะคะพี่แต๋มทำมาหมดแล้ว ตั้งแต่เป็น CEO ดุสิตธานีค่า ตอนนั้นแหละที่คุณแต๋มคิดเรื่องปลูกข้าวที่ดุสิตธานี หัวหิน ทั้งขายด้วย ทั้งเพื่อการท่องเที่ยวด้วย หลังจากนั้น ดุสิตธานีก็ทำข้อตกลงกับชาวนาที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อขอซื้อข้าวมาเสิร์ฟที่โรงแรมในเครือทั้งหมดหลักของการเป็นผู้บริหารที่สำคัญ คือ เป็นผู้ที่เคยทำมาก่อนด้วยตนเอง ไม่อย่างนั้นก็ได้แต่ “มโนจินตนาการ” แค่นั้น ทั้งนี้ ทั้งสองเฟสบุ๊ค ได้ลงภาพนางศุภจี ในนาข้าวในโครงการของเครือดุสิตธานี

ศุภจี

หลังจากโพสตนั้นถูกเผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นานนัก เฟซบุ๊ก Rujira Chabplan ก็ได้ออกมาโพสต์หนุนอดีตผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจพร้อมภาพเพิ่มเติมและ ระบุว่า “ต้องขอยืมคำนี้มาใช้กับคุณแต๋มอีกรอบ You know me little go. รู้จัก ซุปเปอร์ จี ของเราน้อยไปแล้ว ถ้าไม่เคยปลูกข้าว เกี่ยวข้าว ฝัดข้าว  และสั่งซื้อข้าวจากเกษตรกรมาก่อน  คุยเรื่องข้าวกับ ‘คุณศุภจี’ ยากอยู่นะบอกเล ยคุณแต๋มทำมาหมดแล้ว ตั้งแต่เป็น CEO ดุสิตธานี ช่วงโควิด เครือดุสิตธานีมีโครงการทำนาเพื่อลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ (การบินไทยขายปาท่องโก๋) คุณแต๋มทำทุกอย่าง เพราะต้องการรักษาพนักงานไว้ทั้งหมด โดยที่โรงแรมก็เปิดให้บริการไม่ได้”

ศุภจี

ซึ่งในช่วงที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดำรงตำแหน่ง CEO ดุสิตธานี ช่วงโควิด มีการทำโครงการข้าวอินทรีย์ สั่งตรงข้าวจากเกษตรกรทุ่งกุลาร้องไห้ นำมาปรุงอาหารที่โรงแรมและรีสอร์ทในเครือ พร้อมทั้งลงทุนซื้อโรงสีข้าวเพิ่มกำลังผลิตหนุนชุมชนสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และยังชู ดุสิตธานีหัวหิน นำร่องโมเดลใช้ชีวิตวิถีใหม่ พัฒนาแหล่งกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเน้นธรรมชาติ โดยได้นาง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประเดิมปลูกข้าวดังภาพที่ปรากฎบนโลกออนไลน์

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งแนวโน้มความคิดเห็นของชาวเน็ตส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความชื่นชม เช่น

“CEO ที่บริหารงานเก่งต้องเห็นและลงมือทำเองแล้วนำมาเสนอต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“พูดดีภาพลักยิ่งสุดยอดมาก”

“เยี่ยมวิธีจับกระด้งฟัดข้าว ดีกว่าผมซึ่งเป็นลูกชาวนา เยี่ยม”

“นิ่งมาก กริยาท่าทางทั้งการพูดจา คือสุดมาก”

“ช่างเป็นภาพที่สวยงามเหลือเกินคำนี้ไม่เกินจริง You know me little go.รักคุณค่ะท่านศุภจี”

“เห็นด้วยอย่างยิ่งในคำมี่ว่าการเป็นผู้บริหารที่ดีต้องเก่งทางทฤษโรและปฏิบัติ ต้องมีประสพการณ์มาก่อน”

“ท่านผ่านมาหมดแล้ว ทำด้วยใจ ทำด้วยมือ ทำด้วยคำพูด”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี
ศุภจี
ศุภจี
ศุภจี
ศุภจี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Kwanchanok Wutthikul, เฟซบุ๊ก Rujira Chabplan 

ดีเบต ‘ศุภจี’ VS ‘ศิริกัญญา’ มืออาชีพแท้ กับเด็กฝึกงาน

ดีเบต ‘ศุภจี’ VS ‘ศิริกัญญา’  มืออาชีพแท้ กับเด็กฝึกงาน

ดีเบต ‘ศุภจี’ VS ‘ศิริกัญญา’ มืออาชีพแท้ กับเด็กฝึกงาน

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

ดีเบตเรื่องสต๊อกข้าว 100 ตัน ในรายการของสรยุทธ สุทัศนะจินดา ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกมุมมองเชิงนโยบายทั่วไป หากแต่กลายเป็นภาพเปรียบเทียบชั้นเชิงทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

สิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอไม่ใช่การถกเถียงเชิงอุดมคติ แต่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างคนที่เคยรับผิดชอบระบบจริงกับคนที่ยังมองระบบจากกรอบแนวคิด

ความต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่น้ำเสียงหรือท่าที แต่อยู่ที่วิธีตั้งโจทย์ วิธีประเมินต้นทุน และการมองผลลัพธ์ปลายทางของนโยบายหนึ่ง ๆ ว่าสุดท้ายแล้ว ใครจะเป็นคนแบกรับความเสี่ยง และระบบจะยืนอยู่ได้จริงหรือไม่

ตัวเลข “100 ตัน” ถูกดึงขึ้นมาเป็นแกนหลักของการดีเบต ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ได้เป็นข้อกำหนดที่ตั้งขึ้นเพื่อเอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเป็นผลลัพธ์ของการปรับโครงสร้างการส่งออกข้าวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ในอดีตระบบเคยกำหนดสต๊อกขั้นต่ำไว้สูงถึงระดับ 500 ตัน เพื่อคุมมาตรฐานและความพร้อมของผู้ส่งออก

การปรับลดลงมาเหลือ 100 ตัน เป็นการถอยของระบบ เพื่อเปิดช่องให้รายเล็กขยับเข้ามาอยู่ใกล้ตลาดส่งออกมากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่ต้นทุนต่อหน่วยยังไม่พังตั้งแต่ต้นทาง และความเสี่ยงยังไม่ไหลลงไปกองอยู่ที่ปลายสายอย่างรุนแรง

ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน เลือกมองเกณฑ์นี้จากมุมการเข้าถึง โดยชี้ว่าสต๊อกขั้นต่ำยังเป็นภาระของผู้ส่งออกรายย่อย เอสเอ็มอี และกลุ่มข้าวพิเศษ ที่ไม่มีเงินทุน ไม่มีคลังสินค้า และไม่สามารถถือข้าวจำนวนมากเพื่อรอการส่งออกได้ ข้อเสนอต่อเนื่องคือการผ่อนคลายหรือยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าว

ในระดับแนวคิด ข้อเสนอนี้ฟังดูดีและดึงดูดใจ

แต่เมื่อวางลงบนโครงสร้างการค้าโลกจริง ช่องว่างเชิงเหตุผลก็เริ่มปรากฏ การค้าระหว่างประเทศไม่ได้เดินด้วยความตั้งใจฝ่ายเดียว หากแต่ถูกกำหนดด้วยต้นทุน ความเสี่ยง และกรอบสัญญาที่ไม่ยืดหยุ่นตามอุดมการณ์

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ จากพรรคภูมิใจไทย ยืนอยู่บนฝั่งของกลไกการส่งออกจริง เธอไม่ได้ปฏิเสธรายย่อย แต่ตั้งคำถามกลับไปยังระบบว่า หากลดเกณฑ์ลงต่ำกว่านี้ การค้าจะเดินต่ออย่างไร เพราะการส่งออกข้าวระดับประเทศไม่ใช่การขายทีละนิด การค้าทุกครั้งต้องแบกรับต้นทุนคงที่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเอกสาร ค่าขนส่ง ค่าเรือ ค่าโลจิสติกส์ และต้นทุนบริหารจัดการ

ต้นทุนเหล่านี้ไม่ลดลงตามปริมาณ หากปริมาณต่ำเกินไป ต้นทุนต่อหน่วยจะพุ่งขึ้นทันที จนไม่เหลือพื้นที่กำไร และไม่เกิดความคุ้มค่าในการค้า คนที่เคยทำงานหน้างานรู้ดีว่าปริมาณคือเงื่อนไขขั้นต่ำของความอยู่รอดในระบบนี้

ในมุมของศุภจี การลดจาก 500 ตันมาอยู่ที่ 100 ตัน ถือเป็นการผ่อนเงื่อนไขครั้งใหญ่แล้ว ระดับนี้ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยยังอยู่ในจุดที่การค้ายังพอขยับได้ หากลดต่ำลงไปอีก ระบบจะเริ่มฝืนตัวเอง และความฝืนนั้นไม่ได้เกิดจากท่าทีแข็งกร้าวของใคร แต่เกิดจากตัวเลขที่ไม่รองรับการปฏิบัติจริง

แนวคิดเรื่อง “ไม่ต้องมีสต๊อก” ถูกหยิบมาเสนอในเชิงนโยบาย โดยมองว่าผู้ส่งออกสามารถรอออเดอร์แล้วค่อยไปจัดหาสินค้า แต่ในโลกของการค้า การไม่มีสต๊อกหมายถึงไม่มีของพร้อมส่ง และเมื่อไม่มีของพร้อมส่ง สัญญาก็ไม่เกิด

ผู้นำเข้าในตลาดโลกให้ความสำคัญกับความพร้อมมากกว่าคำอธิบาย ธนาคารก็เช่นกัน หากไม่มีสินค้าจริงอยู่ในมือ ไม่มีหลักประกัน ความเชื่อถือก็ไม่เกิด การค้าระหว่างประเทศไม่ได้วัดกันแค่เจตนา แต่วัดกันที่ความพร้อมในการส่งมอบตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้

เมื่อผู้ส่งออกไม่ถือสต๊อก ความเสี่ยงทั้งหมดจะไหลย้อนลงไปที่ผู้ผลิตต้นทาง ชาวนาและรายเล็กต้องรับภาระจากความผันผวนของราคา ต้องเก็บสินค้าเอง และต้องรอขายเอง นโยบายที่ตั้งใจเปิดโอกาสจึงกลายเป็นการผลักความเสี่ยงลงไปด้านล่างโดยไม่ได้ตั้งใจ

ศุภจีเห็นภาพนี้ชัด เพราะเคยอยู่ในตำแหน่งที่ต้องรักษาสมดุลทั้งระบบ ไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่ง การปล่อยให้ความเสี่ยงไหลลงไปโดยไม่มีเครื่องรองรับ ไม่ได้ทำให้ระบบแข็งแรงขึ้น หากแต่เพิ่มโอกาสที่ระบบจะพังเป็นช่วง ๆ

ตลอดการดีเบต น้ำหนักของเหตุผลจากฝั่งศุภจีค่อย ๆ ทับซ้อนขึ้น เธอพูดจากประสบการณ์การรับผิดชอบงานขนาดใหญ่ และจากความเข้าใจว่าการค้าระหว่างประเทศไม่เปิดพื้นที่ให้ลองผิดลองถูก เครดิตและความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่เสียแล้วเสียเลย

ขณะที่ฝั่งศิริกัญญา เหตุผลยังคงวนอยู่กับการออกแบบกติกา โดยไม่ตอบให้ชัดว่าใครจะเป็นผู้รับผลกระทบ หากระบบที่ออกแบบไม่สามารถยืนอยู่ได้จริง ความคลุมเครือนี้ปรากฏให้เห็นตลอดการโต้ตอบบนเวที

ผู้ดำเนินรายการพยายามส่งบอลให้ศิริกัญญาอยู่หลายจังหวะ แต่ทุกครั้งกลับถูกสวนกลับด้วยเหตุผลเชิงปฏิบัติ ทำให้ความต่างด้านประสบการณ์ถูกเปิดให้เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการหลังรายการไปในทิศทางเดียวกัน แนวคิดส่งออกโดยไม่ถือสต๊อกถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ข้าวหนึ่งล็อตต้องผ่านหลายขั้นตอน ใช้เวลา ใช้เงิน และต้องมีสินค้าสำรองเพื่อควบคุมคุณภาพ หากเกิดปัญหา ไม่มีสต๊อกก็แก้ไขไม่ได้

สต๊อก 100 ตัน ไม่ใช่เส้นแบ่งระหว่างทุนใหญ่กับรายเล็ก แต่เป็นเส้นขั้นต่ำของความเป็นมืออาชีพในตลาดโลก เส้นนี้ทำหน้าที่คัดกรองความพร้อม ไม่ใช่เพื่อกีดกัน แต่เพื่อให้ระบบทั้งชุดยังเดินต่อไปได้

ดีเบตวันนั้นจึงไม่ได้จบลงที่ความรู้สึกหรือภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่จบลงที่น้ำหนักของเหตุผลและความเข้าใจเชิงปฏิบัติ

และภาพที่ออกมาชัดเจนว่า ศุภจีเหนือกว่าด้วยประสบการณ์และการมองเห็นความเสี่ยงทั้งระบบ

ขณะที่ศิริกัญญายังต้องใช้เวลาอีกมากในการขยับจากโลกของนโยบาย ไปสู่ความเข้าใจเชิงปฏิบัติจริง เพราะสนามการส่งออกไม่เปิดโอกาสให้ฝึกงาน และระบบเศรษฐกิจก็ไม่สามารถใช้ทั้งประเทศเป็นพื้นที่ทดลองได้.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ทำเต็มที่สนามเลือกตั้งกทม ศุภจี ไม่ขอตั้งเป้ากี่เขต ขออยู่ที่ช่วยประชาชนได้

ทำเต็มที่สนามเลือกตั้งกทม ศุภจี ไม่ขอตั้งเป้ากี่เขต ขออยู่ที่ช่วยประชาชนได้

ทำเต็มที่สนามเลือกตั้งกทม ศุภจี ไม่ขอตั้งเป้ากี่เขต ขออยู่ที่ช่วยประชาชนได้

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.44 น.

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569 เมื่อเวลา 09.05 น.ที่ตลาดคลองจั่น กทม.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับน.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 14 ว่า วันนี้ได้มาเดินที่สวนพฤกษชาติคลองจั่น ซอยนวมินทร์ 10 รู้สึกคึกคักเห็นประชาชนมากมายมาจับจ่ายใช้สอยและออกกำลังกาย ก็มีการทักทายพร้อมรับฟังปัญหาว่ามีอะไรที่อยากแนะนำและทำให้ดีขึ้น ถือเป็นการทำความรู้จักกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำแนวทางไปช่วยแก้ปัญหา

เมื่อถามว่า จากการแวะคุยกับพ่อค้าแม่ค้าได้รับสะท้อนปัญหาอะไรมาบ้างนั้น นางศุภจี กล่าวว่า หลายคนขอเรื่องคนละครึ่งพลัสเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจมีความคึกคักมากขึ้น ซึ่งเรามีความยินดีที่จะมาดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว รวมไปถึงเรื่องให้ช่วยการจัดวางแผงในตลาด และอยากให้มีไฟส่องสว่างในเวลากลางคืน ทางน.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ก็รับเรื่องอย่างแข็งขัน เพราะประชาชนรู้จัก ซึ่งเราก็ต้องร่วมมือกัน ตนก็ดูในเรื่องของนโยบาย ผู้สมัครก็จะดูเรื่องพื้นที่ ต้องร่วมมือประสานงานกัน

ศุภจี

เมื่อถามว่ามีนโยบายอะไรที่ทำให้กทม.น่าอยู่ขึ้น นางศุภจี กล่าวว่า นโยบายพื้นที่ก็จะเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องชุมชน ซึ่งเราก็ต้องการกระตุ้นให้เศรษฐกิจมีความคึกคัก มีคนละครึ่งพลัส ในเรื่องค่าไฟลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วยไม่เกิน 200 หน่วย ถือเป็นการช่วยชุมชนตัวเล็กตัวน้อย ส่วนในเรื่องของ SME ก็มีการดูลู่ทางว่าจะสามารถนำสินค้าอะไร ที่จะช่วยให้สินค้าเข้าถึงตลาดได้ หรืออาจจะช่วยในเรื่องการเสริมทักษะค้าขายออนไลน์มากยิ่งขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่นี้มีผู้สูงวัยค่อนข้างเยอะ เราได้พูดคุยกับผู้สูงอายุบริเวณนี้และคิดว่านโยบายที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยของเรา ซึ่งเราจะมีพยาบาลประจำชุมชนดูแลผู้สูงวัย ในเรื่องการจ้างงานคนสูงวัย เราก็มีการออกนโยบายช่วยบริษัทที่จ้างผู้สูงวัย สามารถนำค่าใช้จ่ายเงินเดือนไปลดหย่อนภาษีได้ ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ส่วนผู้สูงวัยที่ไปทำงาน เราก็ให้ลดหย่อนภาษีได้ 50% ไม่เกิน 1,500,000 บาท เราก็จะมาดูว่ามีเรื่องอะไรที่ยังขาดอยู่ก็จะช่วยเติมตรงนั้น

ศุภจี

เมื่อถามว่า สนามเลือกตั้งสส.กทม.ตั้งเป้าจำนวน สส.ไว้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า จากเสียงตอบรับก็คิดว่ามีคนสนใจที่จะช่วยลงคะแนน อย่างเขตบางกะปิก็มีประชาชนที่จะช่วยลงอยู่แล้ว เป้าหมายของเราคงไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ที่ว่าจะเข้าไปช่วยประชาชนในแต่ละเขตได้อย่างไร เมื่อถามว่า มั่นใจปักธงพื้นที่กทม.ได้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่มีอะไรแน่นอนอยู่แล้ว แต่เราตั้งใจเต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า เวลาอีก 20 กว่าวันมีการวางแผนลงพื้นที่หาเสียงอย่างไร นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนตัวมีหน้าที่จะต้องทำอยู่แล้ว วันนี้เป็นวันหยุดจึงสามารถมาช่วยงานได้ และถ้ามีโอกาสก็จะมาช่วยอีก จริง ๆ แล้วที่มาเดินวันนี้ไม่ได้มาหาเสียง แต่มาเดินเพื่อให้เข้าใจพื้นที่ ถ้าเราได้มีโอกาสไปปฏิบัติงาน ก็จะได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการตัดสินใจ นโยบายต่าง ๆ

ศุภจี

เมื่อถามถึงกรณีไปออกรายการและดีเบตเวทีต่าง ๆ ทำให้กระแสตอบรับดีขึ้น โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ทำให้มั่นใจมากขึ้นหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า จริง ๆ แล้วเวลาออกเวทีใด ๆ ไม่เคยมองเวทีนั้นเป็นเวทีดีเบต แต่เป็นพื้นที่ที่เราอยากจะอธิบายในสิ่งที่เราอยากทำ และไม่มีความตั้งใจจะไปคัดค้านอะไรกับคนอื่น เพราะว่านโยบายอะไรของใครก็เป็นของคนนั้น เราก็ทำหน้าที่เต็มที่ พอมีเสียงตอบรับเราก็มีกำลังใจ และขอขอบคุณ

นางศุภจี กล่าวว่า ยืนยันว่านโยบายทั้งหลายทั้งปวงจะต้องส่งประโยชน์ให้แก่ประชาชน และชุมชนต่าง ๆ รวมถึงผู้ประกอบการ เราก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ที่สุด พอได้กำลังใจกลับมาก็เหมือนกับว่านโยบายที่เราคิด วางเอาไว้น่าจะเป็นประโยชน์จริงกับประชาชน และชุมชนทั้งหลาย รวมถึงผู้ประกอบการด้วย

ศุภจี

ด้านน.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคภท.ดูแลพื้นที่กทม. กล่าวถึงแผนยุทธศาสตร์ของพรรคภท.ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.ว่า ในทุกพื้นที่ที่พรรคภท.ลง เพื่อพบปะเจอกับประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาต่าง ๆ ที่ยังเก็บไม่หมดในช่วงที่ผ่านมา เพื่อจัดทำออกมาเป็นแนวนโยบายและแนวปฏิบัติ หลังการเลือกตั้งหากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ได้เน้นย้ำว่า ไม่มีโค้งสุดท้าย เราวิ่งเส้นตรงตลอดทาง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงเส้นชัย เราทำเต็มที่ทุกวัน 

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า โดยแกนนำทุกคนของพรรคภท. ได้ลงพื้นที่อย่างเต็มที่ทุกวันทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงนางศุภจี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และอีกหลายคน ย้ำว่าทำทุกวันอย่างเต็มที่จนถึงวันลงคะแนน พร้อมขอโอกาสให้ทีมของพรรคภท.เพราะทุกคนคือทีมบริหารที่จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนหลังจากการเลือกตั้ง

ศุภจี
ศุภจี
ศุภจี

ธรรมนัส-นฤมล รุกสุราษฎร์ฯ! ครูบำนาญแห่ขอบคุณ ไม่ทิ้งเสียงทุกข์ ดันนโยบายรวมศูนย์แก้หนี้

ธรรมนัส-นฤมล รุกสุราษฎร์ฯ! ครูบำนาญแห่ขอบคุณ ไม่ทิ้งเสียงทุกข์ ดันนโยบายรวมศูนย์แก้หนี้

ธรรมนัส-นฤมล รุกสุราษฎร์ฯ! ครูบำนาญแห่ขอบคุณ ไม่ทิ้งเสียงทุกข์ ดันนโยบายรวมศูนย์แก้หนี้

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.03 น.

เครือข่ายแก้ไขหนี้สินครูบำนาญ แห่ขอบคุณ “ธรรมนัส-นฤมล“ ไม่เมินเสียงทุกข์ ตั้ง กก.ถกปัญหาหนี้ครู เดินหน้ารวมศูนย์แก้หนี้ ลดดอกเบี้ย คืนความหวังให้ครูบำนาญทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.69 ระหว่างการลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงที่ จ.สุราษฎร์ธานี ของพรรคกล้าธรรมที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้มีกลุ่มเครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค มารอรับ ร.อ.ธรรมนัส ภายหลังสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหนังสือด่วนที่สุด เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชนในระดับกระทรวง เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญอย่างจริงจัง

โดยก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มเครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค ได้ยื่นหนังสือขอให้ ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยขอให้เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ พร้อมเสนอให้มีการรวมศูนย์การดูแลหนี้ไว้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพียงแห่งเดียว และให้พิจารณามาตรการลดภาระดอกเบี้ย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครูบำนาญทั่วประเทศ

ต่อมา ร.อ.ธรรมนัส ได้ลงนามพร้อมให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแนวทางตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานกรรมการ ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง นโยบาย วัน เวลา และสถานที่ประชุม รวมถึงพิจารณาองค์ประกอบคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธ.ก.ส. กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานด้านสหกรณ์และการเงิน

กลุ่มเครือข่ายแก้ไขหนี้สินครูบำนาญ ระบุว่า การตอบสนองอย่างรวดเร็วของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของผู้บริหาร โดยเฉพาะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของครูบำนาญ พร้อมขอบคุณที่ผลักดันให้เกิดกลไกการแก้ปัญหาในเชิงนโยบาย ซึ่งถือเป็นความหวังสำคัญในการคลี่คลายปัญหาหนี้สินครูบำนาญอย่างยั่งยืนในอนาคต

ยศชนัน นำทัพบุกชลบุรี ชูนโยบาย Wellness Hub ดัน ม บูรพา ติดท็อป 100 โลก

ยศชนัน นำทัพบุกชลบุรี ชูนโยบาย Wellness Hub ดัน ม บูรพา ติดท็อป 100 โลก

ยศชนัน นำทัพบุกชลบุรี ชูนโยบาย Wellness Hub ดัน ม บูรพา ติดท็อป 100 โลก

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่หาเสียง จ.ชลบุรี พบปะประชาชนและปราศรัย ณ หอประชุมเทศบาลเมืองพนัสนิคม (โรงไม้ขีดเก่า) มีนายสรวงค์ เทียนทอง ผู้สมัคร สส. สระแก้ว เขต3 เบอร์1 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ร่วมปราศรัย ช่วยผู้สมัคร สส. ชลบุรี ได้แก่ นายรัฐรุจน์ ปิยะพงศ์ภัทร์ เขต1 เบอร์4 , นายคงพัชร ไขรัศมี เขต2 เบอร์6 , นายพายุ เนื่องจำนงค์ เขต3 เบอร์5 , นายลิขิต อัศวจารุวรรณ เขต4 เบอร์3 , นายประมวล เอมเปีย เขต5 เบอร์7 , นายศรกฤต ผลลูกอินทร์ เขต6 เบอร์1 , นายนฤพล นิยมทรัพย์ , เขต7 เบอร์5 , นายชาญยุทธ เฮงตระกูล เขต8 เบอร์3 , นายรัฐกิจ เฮงตระกูล เขต9 เบอร์6 , นายอัครเศรษฐ รักษ์สกุลสงสัย เขต10 เบอร์3 บรรยากาศมีชาวชลบุรี ไปรอฟังปราศรัยคึกคัก มอบดอกไม้พวงมาลัยให้การต้อนรับเต็มพื้นที่

นายยศชนัน ปราศรัยนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่มุ่งเน้นผลักดัน “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” เพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชน โดยเฉพาะการยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ระดับโลก (Wellness & Medical Hub) โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และเปลี่ยนจากเมืองที่เน้นเพียงแรงงานอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ โดยสร้างโอกาสผ่านการเรียนรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ลูกหลานชาวชลบุรีสามารถก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว จะมีโครงการศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมระดับท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่สร้างอาชีพในบ้านเกิด ไม่ต้องจากครอบครัวไปทำงานในเมืองใหญ่ พร้อมประกาศเป้าหมายสำคัญ พัฒนามหาวิทยาลัยบูรพาให้ติดอันดับ 1 ใน 100 ของโลกให้ได้

ยศชนัน

นายยศชนัน ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC มีนโยบายกระจายอำนาจเพื่อให้งบประมาณถูกนำมาแก้ปัญหาหนี้สินและเพิ่มรายได้ตามบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง และบอกว่า ตนและทีมผู้สมัครทั้ง 10 เขต พร้อมแล้วที่จะผลักดันนโยบายให้เป็นจริง เพื่อให้คำว่า “คนชลบุรีต้องมีกินมีใช้” เป็นความจริงที่สัมผัสได้ในทุกครัวเรือน

“ผมมาที่นี่วันนี้ ไม่ได้มาเพื่อตัวเอง แต่มาเพื่อขอโอกาสให้พรรคเพื่อไทยได้เข้าไปเป็นตัวแทนในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง ผมอยากจะพาผู้สมัคร สส. ชลบุรี ทั้ง 10 เขต เข้าไปทำงานในสภาฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายที่กินได้จริง และทำให้ชลบุรีกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ทุกคนเข้าถึงได้ ขอให้พี่น้องเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย เลือกทั้งคนทั้งพรรค เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้นกว่าเดิม” นายยศชนันกล่าว

ยศชนัน

ด้านนายณัฐวุฒิ ขึ้นปราศรัยถึงประเด็นการเมืองในจ.ชลบุรี ว่า แม้วันนี้ “คนเก่าบ้านใหญ่” จะจากไปแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยก็ได้ “เลือดใหม่” เข้ามาแทนที่ ซึ่งตนมีความเป็นห่วงสถานการณ์การเมืองในชลบุรีที่ปัจจุบันบ้านใหญ่สองหลังที่เคยแข่งกันกลับมาคืนดีกัน เกรงว่าหากกลุ่มคนเหล่านี้ได้รับชัยชนะและมีอำนาจ อาจจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้” พรรคเพื่อไทยขอเสนอตัวเป็นทางเลือกเพื่อความสมานฉันท์และเดินหน้าจังหวัดด้วยนโยบายที่จับต้องได้ 

การเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายคนอาจเลือกตามกระแส จนทำให้บางเขตได้ สส. ที่ไม่เคยอยู่ในพื้นที่จริง ครั้งนี้ขอให้ชาวชลบุรีมั่นใจในตัวผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย

ยศชนัน นำทัพบุกชลบุรี

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิยังย้ำนโยบายหลักของพรรค พร้อมชื่นชมความสำเร็จของรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา-แพทองธาร ที่สามารถปักหมุดเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกอย่าง Tomorrowland ให้มาจัดในประเทศไทยที่ จ.ชลบุรีเป็นครั้งแรก ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินมหาศาลจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี

ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน

ตั๊น จิตภัสร์ ลุยตลาดหัวหิน ช่วย มิ่งขวัญ ชูนโยบายกองทุนกู้ยืม 20000 บาท

ตั๊น จิตภัสร์ ลุยตลาดหัวหิน ช่วย มิ่งขวัญ ชูนโยบายกองทุนกู้ยืม 20000 บาท

ตั๊น จิตภัสร์ ลุยตลาดหัวหิน ช่วย มิ่งขวัญ ชูนโยบายกองทุนกู้ยืม 20000 บาท

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.19 น.

วันนี้ 17 มกราคม พ.ศ. 2569 ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาวมิ่งขัวญ น่วมทอง ผู้สมัคร สส.เขต2  ประจวบคีรีขันธ์เบอร์ 5 พรรคไทยก้าวใหม่ โดยเดินเท้าพบปะพ่อค้า แม่ค้าและพี่น้องประชาชนภายในตลาดอ.หัวหินและชุมชนในอ.หัวหิน เพื่อแนะนำตัวและชี้แจงนโยบายของพรรค ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด

โดยน.ส.จิตภัสร์  กล่าวถึงนโยบายกองทุนกู้ยืม 20,000 บาทของพรรคไทยก้าวใหม่ ว่า เป็นนโยบายเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดการพึ่งพาสร้างหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ในหลายพื้นที่ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการสร้างอาชีพ ลดการก่อหนี้นอกระบบ โดยมีพ่อค้า แม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยให้การต้อนรับเข้ามาทักทายพูดคุยสอบถามแนวนโยบาย และขอถ่ายรูปตลอดสองข้างทางเดิน พร้อมให้กำลังใจทีมงานพรรคไทยก้าวใหม่อย่างต่อเนื่อง

ตั๊น จิตภัสร์

“พรรคไทยก้าวใหม่ยืนยันว่า เราอาสามาเพื่อทำงานจริง แม้เวลาเหลือเพียง3 สัปดาห์ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ตนพร้อมทีมงานยุงมุ่งมั่นรณรงค์หาเสียงลงพื้นที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังเสียงของประชาชนถึงปัญหา อุปสรรคต่างๆ และผลักดันนโยบายสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพและหนี้สินของพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.จิตภัสร์ กล่าว

ตั๊น จิตภัสร์
ตั๊น จิตภัสร์
ตั๊น จิตภัสร์

เจษฏ์ แฉดีลลับ ส้ม เทา ผสมพันธุ์ตั้งรัฐบาล อย่าหลงกลเกมแก้รัฐธรรมนูญ

เจษฏ์ แฉดีลลับ ส้ม เทา ผสมพันธุ์ตั้งรัฐบาล อย่าหลงกลเกมแก้รัฐธรรมนูญ

เจษฏ์ แฉดีลลับ ส้ม เทา ผสมพันธุ์ตั้งรัฐบาล อย่าหลงกลเกมแก้รัฐธรรมนูญ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.15 น.

​เมื่อวันที่ 17 ม.ค.69 นายเจษฏ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (เบอร์ 35) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายว่า สิ่งที่ตนเคยรู้สึกว่าน่าเกลียด วันนี้ได้กลายเป็นเรื่อง “ทุเรศ” ไปแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าท่านกำลังช่วยกันทำลายบ้านเมืองหรือไม่ วันนี้ขั้วการเมืองฝ่าย “ส้ม” กำลังคืบคลานเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองในระดับโครงสร้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงจนยากจะเยียวยาต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ในขณะเดียวกัน ก็มีวาทกรรมชวนเชื่อให้เลือกขั้ว “เทา” เข้ามาเพื่อล้ม “ส้ม” แต่แท้จริงแล้ว ขั้วสีเทานั้นกัดกินบ้านเมืองมาโดยตลอด ทั้งปัญหากลุ่มทุนสีเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บ่อนการพนัน และยาเสพติดที่ระบาดหนักทำลายเยาวชน ซึ่งนักการเมืองเหล่านี้กลับนิ่งเฉย หรือแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น​

แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ยังเปิดเผยถึงเบื้องหลังที่ได้สัมผัสมาด้วยตัวเองว่า แท้จริงแล้วมีความพยายามในการ “ฮั้ว” กันทางการเมือง โดยมีการเจรจาเตรียมจับมือกันระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทย ภูมิใจไทย หรือแม้แต่ก้าวไกล ภายใต้เงื่อนไขการต่อรองผลประโยชน์และเก้าอี้รัฐมนตรี โดยไม่สนใจอุดมการณ์ที่หาเสียงไว้กับประชาชน พร้อมชี้ว่าการสร้างภาพขัดแย้งเป็นเพียงละครฉากหน้า แต่หลังฉากคือการเตรียมประเคนผลประโยชน์ให้แก่กัน​

เจษฏ์ แฉดีลลับ ส้ม เทา

ส่วน “กับดัก” ของการรณรงค์ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นแผนการอันแยบยลของนักการเมืองทุจริต ที่ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งมีกลไกปราบโกงที่เข้มแข็ง ซึ่งเขาบอกว่ารัฐธรรมนูญ 60 ไม่ดี ต้องแก้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันปราบคนเลวคนชั่วได้ สิ่งที่เขาต้องการคือการเอามาตรฐานจริยธรรมออก เอาองค์กรอิสระออก เพื่อให้ตัวเองรอดพ้นคดี และนำไปสู่การนิรโทษกรรมนักโทษคดีทุจริต ให้กลับมาเป็นฮีโร่ โดยผ่านความเห็นชอบจากการเลือกตั้งครั้งนี้

​นายเจษฏ์ ได้เรียกร้องให้ประชาชนตระหนักถึงกลลวงที่พยายามบอกว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ทั้งที่อำนาจแท้จริงอยู่ที่รัฐสภา และขอให้ประชาชนพิจารณาเลือก “พรรครักชาติ” ซึ่งเป็นคนใหม่ ที่ยังไม่มีประวัติด่างพร้อย และมีจุดยืนชัดเจนคือ “ไม่เห็นชอบการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เพื่อปกป้องบ้านเมืองจากการถูกปู้ยี่ปู้ยำโดยกลุ่มนักการเมืองที่หวังผลประโยชน์ส่วนตน

เจษฏ์ แฉดีลลับ ส้ม เทา

รวมไทยสร้างชาติ ปล่อยหมัดเด็ดโค้งสุดท้าย พีระพันธุ์ ท้าชนทุนปีศาจ

รวมไทยสร้างชาติ ปล่อยหมัดเด็ดโค้งสุดท้าย พีระพันธุ์ ท้าชนทุนปีศาจ

รวมไทยสร้างชาติ ปล่อยหมัดเด็ดโค้งสุดท้าย พีระพันธุ์ ท้าชนทุนปีศาจ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.55 น.

‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปล่อยหมัดเด็ดโค้งสุดท้าย ‘พีระพันธุ์’ ท้าชน ‘ทุนปีศาจ’ ต้นตอวิกฤตชาติสูบเลือดประชาชน ปลุกคนไทยดึงประเทศพ้นโคม่า

17 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงภัยคุกคามจากกลุ่มทุนที่อันตรายยิ่งกว่า ‘ทุนเทา’ และ ‘ทุนผูกขาด’ หลายเท่า โดยกลุ่มทุนนี้ทำงานอยู่ในเงามืดมายาวนานและกอบโกยกำไรมหาศาลบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เปรียบเหมือน “ทุนปีศาจ” ที่สูบเลือดสูบเนื้อคนไทยและเป็นต้นเหตุที่ฉุดรั้งให้ศักยภาพของประเทศดิ่งเหว 

นายพีระพันธุ์ระบุว่า ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็น “ทุนปีศาจ” ที่ควบคุมโครงสร้างประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า แก๊ส การสื่อสาร การเงิน การเกษตร รวมถึงสาธารณูปโภคพื้นฐานทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

กลุ่มทุนดังกล่าว ‘สูบเลือดคนไทย’ ทำกำไรมหาศาลมูลค่ารวมกว่าล้านล้านบาท ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังแทรกแซงอำนาจรัฐ ครอบงำการเมือง และกุมสื่อสาธารณะไว้ในมือ

นายพีระพันธุ์ระบุว่า จากประสบการณ์ตลอด 2 ปีในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำให้มองเห็นโครงสร้างส่วนลึกและการเชื่อมโยงอำนาจทุนที่ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมยืนยันว่า ตนไม่อาจยอมให้กลุ่มทุนดังกล่าวทำร้ายประเทศได้อีกต่อไป

“ถ้าประชาชนรู้ว่า ‘ทุนปีศาจ’ ทำอะไรไว้กับประเทศ ประชาชนจะเข้าใจว่าทำไมต้องเลือกผมและพรรครวมไทยสร้างชาติ การเลือกตั้งครั้งนี้คือเดิมพันว่า ประเทศไทยจะอยู่หรือตาย และไม่ว่าผมจะต้องต่อสู้เพียงลำพังหรือไม่ ผมก็จะกำจัดมันให้ได้ สุดท้ายก็อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชนว่า จะลุกขึ้นสู้ไปกับผมหรือไม่ การเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ และเป็นโอกาสที่จะทำลายอิทธิพล ‘ทุนปีศาจ’ ที่ฝังรากลึกมายาวนาน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

พร้อมกันนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังได้ปล่อยแคมเปญ “#พาประเทศพ้นโคม่าล่าทุนปีศาจ” ในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้นซึ่งจะเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุกให้สังคมตระหนักถึงหายนะอันเกิดจาก “ทุนปีศาจ” ที่คอยชักใยบงการอำนาจรัฐ ครอบงำอำนาจการเมือง ควบคุมสื่อ ไปพร้อมๆ กับขยายแขนขา แผ่กิ่งก้านอำนาจของตัวเอง อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด โดยไม่มีใครกล้าแตะต้อง ไม่มีใครกล้าพูดถึง  แต่ “ความจริง” ที่นายพีระพันธุ์ได้รับรู้ตลอด 2 ปีของดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน ทำให้เขาให้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ “ทุนปีศาจ“ ทำลายประเทศและทำร้ายคนไทยอีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว!

ปกป้องออกนอกหน้า เอ็ดดี้ ซัด เทวดาข่าว ทำตัวไม่เป็นกลาง

ปกป้องออกนอกหน้า เอ็ดดี้ ซัด เทวดาข่าว ทำตัวไม่เป็นกลาง

ปกป้องออกนอกหน้า เอ็ดดี้ ซัด เทวดาข่าว ทำตัวไม่เป็นกลาง

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.42 น.

วันนี้ 17 มกราคม พ.ศ. 2569 เอ็ดดี้ อัษฎางค์ คือ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระวิพากษ์วิจารณ์ นาย สรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรผู้ประกาศข่าวช่องดังในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ และเปรียบเทียบชั้นเชิงการดีเบตของนักการเมืองระหว่าง ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน และ สุภจี สุธรรมพันธุ์ จากพรรคภูมิใจไทย โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า “คุณศุภจีถามพี่ยุด “จำได้มั้ยคะ คราวก่อนตอนรับตำแหน่งใหม่ ๆ คุณสรยุทธ์ยังพูดว่า ราคาข้าวยังถูกกว่ามาม่า ตอนนี้แพงกว่าแล้วนะคะ” แทนที่พี่ยุคจะชื่นชมผลการทำงานที่คุณศุภจีช่วยเกษตรกรให้ข้าวมีราคาสูงขึ้น พี่ยุด เทวดาข่าว กลับแขวะว่า นี่จะคุย(โม้)ใช่มั้ย

นี่ถ้าสลับตัวให้ ไหม เป็น รมว.พาณิชย์แล้วทำงานได้ขนาดนี้ เชื่อว่า “เทวดาข่าว”แบบพี่ยุคจะไม่แขวะกันแบบนี้่แล้วตลอดรายการและทุกรายการที่มีสมาชิกพรรคส้มมาดีเบตกับใคร เทวดาข่าวของเราจะเข้าข้างหรือช่วยพูดออกนอกหน้าจนเห็นได้ชัดอยู่เสมอ

เอ็ดดี้ อัษฎางค์

แต่คุณแต๋ม เธอสุภาพ เรียบร้อย พูดนิ่มๆ เนิบๆ เหมือนกันเป๊ะๆ กับคุณสีหศักดิ์ แต่เวลาดีเบตกับใคร เราจะเห็นภาพ คุณแต๋มกับคุณสีหศักดิ์ ใบหน้ายิ้ม ปากมีแต่คำสุภาพ แต่ใช้มือที่ถือข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เสียบๆๆๆ แทงๆๆๆ ใส่คู่ดีเบตเลือดกระฉูด แบบที่น้องไหมก็ยังหลงยิ้มตามพี่แต๋ม โดยไม่รู้ตัวว่าโดนไปหลายแผลพรุนไปทั้งตัวโรมก็เหมือนกัน เจอคุณสีหศักดิ์ เสียบๆๆๆ เข้าให้ด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ใครก็ฟังออกว่า นี่คือข้อมูลจากปากคนที่ทำงานจริงด้วยตัวเอง แต่กรุงโรมก็ไม่ยอมแตกในวันเดียว ทำตัวเหมือนกามตายด้าน ชูคอว่ากูนี่สุด cool (หนาว)

จบดีเบตถ้าให้โหวตว่าใครชนะ ติ่งส้มกับไอโอก็กระหน่ำเทคะแนนให้ โรมไหมชนะทุกเวที ค้านสายตาผู้ชมทุกคนที่เห็นทั้ง 2 คนเลือดไหลเหมือนเขื่อนแตกส้มจะเทาขนาดไหน ติ่งส้ม เทวดาข่าว ก็ยังมองส้มสดใสเสมอ”

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

PM2.5วิกฤต รัฐบาลเตือนใส่หน้ากาก พบค่าฝุ่นพุ่งสูงระดับอันตราย

PM2.5วิกฤต รัฐบาลเตือนใส่หน้ากาก พบค่าฝุ่นพุ่งสูงระดับอันตราย

PM2.5วิกฤต รัฐบาลเตือนใส่หน้ากาก พบค่าฝุ่นพุ่งสูงระดับอันตราย

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.32 น.

รองโฆษกรายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 หลายพื้นที่ยังน่าเป็นห่วง เตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด

17 มกราคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศล่าสุด โดยการประเมินจากแผนที่ตรวจวัดฝุ่น PM2.5 พบว่า หลายพื้นที่ของประเทศไทยมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพไปจนถึงระดับอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งยังเป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

รองโฆษกฯ ระบุว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดอุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา และพื้นที่ใกล้เคียง ตรวจพบค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในช่วงประมาณ 150–180 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จัดอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ขณะที่ภาคเหนือ รวมถึงพื้นที่ประเทศลาวตอนบน โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ตรวจพบค่าฝุ่นในช่วงประมาณ 60–130 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ

สำหรับภาคกลางตอนบน พบค่าฝุ่น PM2.5 ในช่วงประมาณ 110–160 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หลายพื้นที่อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบน ค่าฝุ่นส่วนใหญ่อยู่ในช่วงประมาณ 60–90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จัดอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการประเมินเชิงวิชาการ ค่าฝุ่นที่ตรวจพบยังคงสูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรหลายเท่าตัว โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถแทรกซึมเข้าสู่ถุงลมปอดและกระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังในระยะยาว ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับสภาพอากาศนิ่ง ลมอ่อน การสะสมของมลพิษ และอิทธิพลของหมอกควันข้ามพรมแดน

รองโฆษกฯ กล่าวด้วยว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุขขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หากมีความจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นชนิด N95 หรือเทียบเท่า และดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรอยู่ภายในอาคารและลดการสัมผัสฝุ่นให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศและประกาศเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพในช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นละอองยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง โดยสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศได้ทางเว็บไซต์ Air4Thai.pcd.go.th หรือแอปพลิเคชัน Air4Thai