รัฐบาลสั่งเชือด บัญชีม้านิติบุคคล กวาดล้าง 1,500 รายชื่อโยงทุนเทา-มิจฉาชีพ

รัฐบาลสั่งเชือด บัญชีม้านิติบุคคล กวาดล้าง 1,500 รายชื่อโยงทุนเทา-มิจฉาชีพ

รัฐบาลสั่งเชือด บัญชีม้านิติบุคคล กวาดล้าง 1,500 รายชื่อโยงทุนเทา-มิจฉาชีพ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.32 น.

รัฐบาลผนึกกำลังสกัดกั้นทุนเทาและมิจฉาชีพ เปิดบัญชีม้านิติบุคคล ใช้หลอกลวงคนไทย ย้ำหากพบร่วมมือหรือช่วยเหลือ ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด 

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจที่หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายอย่างนอมินีบัญชีม้า และการใช้นิติบุคคลบังหน้า มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบทั้งต่อประชาชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ  รัฐบาลให้ความสำคัญในการเร่งบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับการจัดการกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงจากบัญชีม้าบุคคล เป็นบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง และนักบัญชีและสำนักงานบัญชีถือเป็นต้นน้ำที่สำคัญของระบบธุรกิจไทย ที่จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้

รัฐบาล โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรด้านบัญชี 8 แห่ง เพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุนเทาและมิจฉาชีพ โดย “ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี และไม่สนับสนุนทุนเทา” ตัดวงจรธุรกิจสีเทา “นอมินีบัญชีม้า”  ซึ่งปัจจุบันธุรกิจที่หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายอย่างนอมินีบัญชีม้า และการใช้นิติบุคคลบังหน้า มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบทั้งต่อประชาชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ  

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบบัญชีม้านิติบุคคล ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  จำนวนกว่า 9.8 ราย พบว่า มีชื่อบุคคลเสี่ยงประมาณ 1,500 รายที่ตรงกับชื่อในบัญชี HR-03 ของ ปปง. ซึ่งได้นำส่งรายชื่อบริษัทที่มีบุคคลเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ ปปง. เพื่อดำเนินการต่อแล้ว

ส่วนการป้องกันกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีอยู่ประมาณ 13.4 ล้านคน ที่อาจถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้เงิน 1,000-2,000 บาทแล้วเอาชื่อมาใช้จดทะเบียนนิติบุคคล จากการตรวจสอบ พบว่ามี 200 รายชื่อ ที่มีการนำไปแอบอ้างชื่อมาใช้จดทะเบียนนิติบุคคล โดยได้เรียกมาพบเจ้าหน้าที่ ขอให้ชี้แจงและแสดงหลักฐานทางการเงิน ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ไม่มา และทิ้งคำขอ ทั้งนี้ จะมีการส่งรายชื่อไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้พิจารณาสถานะผู้ถือบัตรใหม่ 

ทั้งนี้ หากพบว่าผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชี กระทำความผิด ช่วยเหลือการจดทะเบียนนิติบุคคลอำพรางให้กับคนต่างชาติ เพื่อทำบัญชีม้านิติบุคคล โดยไม่ตรวจสอบ หรือรู้ทั้งรู้ว่ามีความเสี่ยงเป็นมิจฉาชีพ เช่น บุคคลคนเดียว จดตั้งบริษัทหลาย ๆ บริษัท บางทีเป็น 100 บริษัท หรือใช้สถานที่อยู่เดียวกันในการจัดตั้งบริษัทเป็นจำนวนมาก ก็จะดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ และส่งต่อให้สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์จัดการต่อตามกฎระเบียบที่มีอยู่ด้วย ขอย้ำเตือนคนไทยอย่าให้ความร่วมมือเป็นนอมินี เพื่อให้คนต่างด้าวทำธุรกิจในไทย โดยเลี่ยงปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หากตรวจสอบพบจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

เปิดโผ 7 โครงการเสี่ยง ดร.สามารถชี้ อาจเกิดเกตุไม่คาดฝัน

เปิดโผ 7 โครงการเสี่ยง ดร.สามารถชี้ อาจเกิดเกตุไม่คาดฝัน

เปิดโผ 7 โครงการเสี่ยง ดร.สามารถชี้ อาจเกิดเกตุไม่คาดฝัน

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.52 น.

วันนี้ 17 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ตั้งคำถามต่อระบบความปลอดภัยของไทยที่มีต่อการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการในประเทศหากมาตรการความปลอดภัยไม่เข้มงวดจริง โดยมีข้อความระบุว่า ““ถล่มครั้งต่อไป… เมื่อไหร่? ไม่มีใครตอบได้ว่า เหตุการณ์เครนถล่มครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ตอบได้คือ โครงการแบบไหน มีความเสี่ยงจะเกิดขึ้นอีก!

ดร.สามารถ

บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อกล่าวหาโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เขียนขึ้นเพื่อเตือนว่า การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง หรือรถไฟฟ้า (ลอยฟ้า) ล้วนมีความเสี่ยงสูง หากมาตรการความปลอดภัยไม่เข้มงวดจริง เพราะทุกครั้งที่เครนถล่ม ความสูญเสียไม่ได้หยุดแค่โครงเหล็ก แต่มันหมายถึง ชีวิตของแรงงาน และประชาชนที่สัญจรอยู่ด้านล่าง จากเหตุเครนถล่มในการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และโครงการมอเตอร์เวย์ M82 ช่วงบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว บนถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 14-15 มกราคม 2569 ตามลำดับ คงไม่มีใครคาดคิดว่า “เหตุการณ์ที่ร้ายแรงแบบนี้” จะเกิดขึ้นต่อเนื่องติดกันถึง 2 วัน

โดยเฉพาะถนนพระราม 2 ซึ่งเคยเกิดอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างมาแล้วหลายครั้ง ทั้งที่สังคมเชื่อมั่นว่า มาตรการป้องกันคงถูกยกระดับอย่างเข้มงวดแล้ว แต่สุดท้าย… อุบัติเหตุก็ยังเกิดขึ้นอีกจนได้

คำถามคือ ถ้าโครงการลักษณะนี้ยังเดินหน้าต่อไป ความเสี่ยงจะหายไปจริง หรือแค่รอวันปะทุอีกครั้ง ผมจึงลองประเมินโครงการก่อสร้างในอนาคตอันใกล้ ที่มีลักษณะ “ทางยกระดับคร่อมถนนหรือทางรถไฟเดิม” ซึ่งหากขาดความรอบคอบเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

โครงการที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

1. มอเตอร์เวย์

(1) มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว บนถนนพระราม 2 ยังไม่แล้วเสร็จ และเคยเกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง ยังคงมีความเสี่ยง อีกทั้ง หากขยายการก่อสร้างออกไปถึงปากท่อ ความเสี่ยงจะยังคงอยู่อีกหลายปี

(2) มอเตอร์เวย์ M8 นครปฐม-ปากท่อ มีช่วงยกระดับคร่อมถนนเดิม เสี่ยงต่ออุบัติเหตุจากงานเครน

(3) มอเตอร์เวย์ M5 รังสิต-บางปะอิน เส้นทางคร่อมถนนพหลโยธินตลอดแนว หากเกิดอุบัติเหตุ เครนอาจทับรถที่สัญจรด้านล่างได้ทันที

2. รถไฟความเร็วสูง

(1) ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เพิ่งเกิดเหตุ แต่การก่อสร้างยังไม่เสร็จ ความเสี่ยงยังไม่จบ

(2) ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย จะเริ่มก่อสร้างในอีกไม่นาน มีเส้นทางยกระดับประมาณ 56% โดยอยู่เหนือทางรถไฟเดิม หากเกิดเหตุอาจกระทบขบวนรถไฟด้านล่างโดยตรง

3. รถไฟฟ้า (ลอยฟ้า)

(1) สายสีแดง รังสิต-ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ส่วนใหญ่เป็นก่อสร้างยกระดับเหนือทางรถไฟเดิม ต้องระมัดระวังสูงสุด

(2) สายสีแดง ตลิ่งชัน-ศาลายา เป็นทางระดับพื้นดินเกือบทั้งหมด และตลิ่งชัน-ศิริราช บางช่วงเป็นทางยกระดับข้ามถนนหลัก (ถนนจรัญสนิทวงศ์) ยังคงมีความเสี่ยงเฉพาะจุด

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า นี่ไม่ใช่การโจมตีโครงการใด แต่เป็นการตั้งคำถามต่อระบบความปลอดภัย ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต้องเข้มงวดเอาจริงเอาจัง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ต้องแลกด้วยชีวิตของเพื่อนมนุษย์เกิดขึ้นได้อีก คุณคิดว่า ยังมีโครงการใดอีกที่สังคมควรจับตา ก่อนจะ “ถล่มครั้งต่อไป”?”

ดร.สามารถ
ดร.สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte  

พงศ์พล-องอาจ ลงพื้นที่สะพานขวา ฟังปัญหาจากชาวบ้าน แม่ค้าทำแพนเค้กเบอร์1มอบให้

พงศ์พล-องอาจ ลงพื้นที่สะพานขวา ฟังปัญหาจากชาวบ้าน แม่ค้าทำแพนเค้กเบอร์1มอบให้

พงศ์พล-องอาจ ลงพื้นที่สะพานขวา ฟังปัญหาจากชาวบ้าน แม่ค้าทำแพนเค้กเบอร์1มอบให้

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.22 น.

“พงศ์พล–องอาจ” ลงพื้นที่สะพานขวา อ้อนขอคะแนนเสียง ฟังปัญหาจาก ปชช. ด้าน แม่ค้า ทำแพนเค้กเบอร์ 1 มอบให้

นายพงศ์พล เตมีย์ ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพฯ เขต 7 (บางซื่อ–ดุสิต เฉพาะแขวงถนนนครไชยศรี) เบอร์ 1 พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่พบปะประชาชนในชุมชนสะพานขวา เพื่อรับฟังปัญหาความเป็นอยู่ ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมของชุมชน โดยประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเอง นายพงศ์พลและนายองอาจได้เดินทักทายพูดคุยกับประชาชนในชุมชนอย่างใกล้ชิด รับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาต่าง ๆ จากประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งเรื่องปากท้อง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายในชุมชน โดยมีประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผย สะท้อนความต้องการให้ผู้แทนเข้ามาทำงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ต่างแสดงความสนใจสอบถามแนวทางการทำงานและนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมให้กำลังใจผู้สมัคร ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น สะท้อนความผูกพันระหว่างผู้สมัครกับชุมชน และความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในพื้นที่เขต 7

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง นายพงศ์พลยังได้รับกำลังใจเล็ก ๆ จากพ่อค้าแม่ค้าในชุมชน โดยมีแม่ค้ารายหนึ่งทำแพนเค้กรูปหมายเลข 1 มามอบให้ สร้างรอยยิ้มและบรรยากาศเป็นกันเอง ท่ามกลางความอบอุ่นและความใกล้ชิดระหว่างผู้สมัครกับประชาชนในพื้นที่ สะท้อนความผูกพันและการต้อนรับอย่างจริงใจจากคนในชุมชนสะพานขวา

‘ปชป.’ ชูปฏิบัติการ90วัน แก้ไทยหายจน กางมาตรการ10ข้อเร่งด่วน

'ปชป.' ชูปฏิบัติการ90วัน แก้ไทยหายจน กางมาตรการ10ข้อเร่งด่วน

‘ปชป.’ ชูปฏิบัติการ90วัน แก้ไทยหายจน กางมาตรการ10ข้อเร่งด่วน

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ปชป ชูปฏิบัติการ90วัน แก้ไทยหายจน กางมาตรการ10ข้อเร่งด่วน ‘พท.’ดันคนละครึ่งโปรแม็กซ์ ‘สุดารัตน์’ลุยปราบโกงชาติ

“อนุทิน” ลงตึกไทยฯ ไหว้กรมหลวงชุมพรฯ บอกเป็นนายกฯมาหลายเดือนจนจะพ้นวาระ คนทักให้ไปไหว้ เจอถามหา “คนละครึ่งพลัส” รับปากจะทำให้ดีที่สุด “อภิสิทธิ์” เปิดแผนปฏิบัติการ 90 วันไทยหายจน ตั้งเป้า 4 ปี ดันจีดีพีโต 5% ใครขวางการปราบทุนเทาพร้อมเด้งทันที ไม่ทิ้งกลุ่มเปราะบาง รถสาธารณ 5-30 บาท-เบี้ยผู้พิการ 2 เท่า-แก้ปัญหาฝุ่นพิษ‘สีหศักดิ์’ ตั้งเป้าดัน ‘ศก.การทูต’ไม่จำกัดตัวเองแค่ 2 ขั้วมหาอำนาจโลก ต้องมีสัมพันธ์ที่ดีกับชาติอื่น เพื่อไว้ช่วยถ่วงดุล ‘เพื่อไทย’ ชู‘คนละครึ่งโปรแม็กซ์’รัฐเปย์70% ปชช.จ่าย30% เติมเงินคนจนเดือนละ 3,000 บาท

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยและ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อไปสักการะพระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บริเวณด้านข้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร พร้อมแวะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดของกรุงเทพมหานคร ที่ดูแลพื้นที่บริเวณดังกล่าว

‘อนุทิน’ไหว้กรมหลวงชุมพร

จากนั้นนายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า ตนมาเป็นนายกฯหลายเดือนจนจะพ้นวาระแล้ว และมีคนบอกว่าพระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ควรจะต้องไปไหว้ พอดีตนมีเวลาก็เลยลงมาสักการะ ผู้สื่อข่าวถามว่าพอบอกได้หรือไม่ขอพรอะไรไปบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ก็เหมือนกับทุกคนไปไหว้ขอพร

เมื่อถามว่าพระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์อยู่ใกล้ทำเนียบรัฐบาลได้ขอพรให้ได้กลับมาเป็นนายกฯอีกหรือเปล่า นายกฯ กล่าวว่า ที่ไหนก็ใกล้ทั้งนั้น

เจอถามถึงคนละครึ่งพลัส

นายอนุทิน กล่าวว่า หลังไหว้เสร็จได้เจอพนักงานของกทม. และได้ทักทายสารทุกข์สุกดิบ ไม่ได้เป็นการหาเสียง แต่ดีเสียอีกเราได้รับฟัง โดยคุณป้าร้านดอกไม้บอกว่าถ้ามีม็อบมาก็ขอให้รีบๆเคลียร์ปัญหาให้เขา เพราะเวลาม็อบมาบังพื้นที่ตรงนี้ ขายดอกไม้ไม่ได้ ขายอะไรก็ไม่ได้ อย่าให้เขาต้องรอ ซึ่งตนรับฟังแล้วมีเหตุมีผลและเราต้องให้ความสำคัญเวลามีม็อบมาหากออกมาเจรจาพูดคุยกับเขาได้ต้องมา ไม่ใช่ให้เขามานั่งรอเป็นเดือนหลายเดือนแล้ว ไม่มีคำตอบ ไม่มีอะไร และตนก็ฟังเจ้าหน้าที่กวาดขยะของกทม.ทราบว่าเขาทำงานสองกะ บางคนถามหาคนละครึ่ง จึงได้ถามว่าทำไมถึงถามหาได้รับคำตอบว่า คราวที่แล้วเขาไม่ได้ ตนจึงจะกลับไปบอก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ว่าถ้าเรามีโอกาสที่จะทำอีกต้องพยายามที่จะขยายวงให้คนได้รับสิทธิประโยชน์ของเขาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่เราได้มีโอกาสรับฟังความเห็นโดยตรงจากประชาชน ไม่ต้องไปฟังรายงานใครที่ไหน ออร์แกนิกทั้งสองฝ่าย

เมื่อถามว่าแม้ในอนาคตจะไม่ได้กลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลจะผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัสต่อหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ปชป.กางแผน90วันคนไทยหายจน

เวลา 09.30น.ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคปชป.เปิดแผนปฏิบัติการ 90วันแรก ทำอย่างไรให้ไทยหายจน นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค ดูแลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนเชื่อว่าประชาชนจะได้ยินนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ จำนวนมาก หลายคนสับสนว่านโยบายของใครเป็นอย่างไร ที่สำคัญมักเห็นการดีเบตแถลงและวิเคราะห์เจาะนโยบายประชานิยม ที่ประชาธิปัตย์ยืนยันคือการเลือกตั้งมีความหมายมากกว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากที่ 10 ปีที่ผ่านมาไทยสูญเสียโอกาส จึงเสนอนโยบายไทยหายจน ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลงานภายใน 4ปี เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตอย่างน้อย5% ความจริงหากเศรษฐกิจดี ประชาชนกินดีอยู่ดี จะหวังพึ่งเงินภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งที่ทำให้ไทยหายจนคือ ปรับบทบาทภาครัฐและโครงสร้างไปพร้อมกัน โดยพรรคประชาธิปัตย์มีแผนปฏิบัติการ90วันแรก เพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย 5% คือ รัฐบาลประชาธิปัตย์ชี้ทางให้เห็นสำหรับนักลงทุน นักธุรกิจ ประชาชนว่า เศรษฐกิจเดินไปทางไหน จะเป็นผู้เปิดทางด้วยการลงทุนคน โครงสร้างพื้นฐาน ปรับแก้หลายอย่างที่ทับซ้อนและการต่างประเทศเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย นอกจากนั้นจะไม่ขวางทางด้วยการปฏิรูปปรับรื้อ กฎหมายที่ซ้ำซ้อน รวมถึงจำเป็นดูแลประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้เปราะบาง

“ยกระดับภาคเกษตรเป็นเกษตรแปรรูป ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้นแต่เป็นผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปการเกษตร ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ไม่ใช่ทำแค่ชิ้นส่วน แต่จะพัฒนาอุตสาหกรรมเชื่อมโยงต่อเนื่อง รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ภาคบริการ ท่องเที่ยวที่ยกระดับต่อยอดการท่องเที่ยวนิเวศน์ สุขภาพ อุตสาหกรรมเวลเนส ชีววิทยาศาสตร์ อุปกรณ์การแพทย์ นอกจากนั้นคือ เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นการหารายได้จากเทคโนโลยี ครอบคลุมการเงิน การค้าปลีกที่เป็นธรรมสร้างรายได้ให้คนไทย และพลังงานทางเลือก พลังงงานสะอาด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผลักดันศก.เติบโต5%ภายในเวลา4ปี

ด้าน นายกรณ์ กล่าวย้ำว่า สิ่งที่พรรคปชป.เห็นความสำคัญต่อการผลักดันเศรษฐกิจโตให้ได้5% ภายใน 4ปี คือ ให้ความสำคัญกับของที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ แต่ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยระยะสั้น จะใช้ทรัพย์สินของรัฐพัฒนาให้เกิดความคุ้มค่า ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดภาระทางงบประมาณ คือ เปิดให้ประชาชน เอกชนเข้าถึงข้อมูลของรัฐ เพื่อใช้ในเชิงธุรกิจ ที่ดิน อาคารของรัฐ รวมไปถึงการเปิดให้เอกชนลงทุนกับรัฐ เช่น ไฟฟ้า เปิดระบบสายส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ เพื่อให้เกิดการเช่าใช้ในโครงสร้างที่ลงทุนไว้แล้ว หรือ ระบบการชำระเงิน หรือ พร้อมเพย์ ที่มีประสิทธิภาพมากในโลก แต่ไม่สามารถใช้อย่างทั่วถึง ต้องขยายผล รวมถึงระบบคมนาคม ควรใช้โครงสร้างระบบพื้นฐานทำให้ประชาชนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในราคาเข้าถึงได้ ให้เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน

ประกันรายได้ให้กลุ่มเกษตรกร

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า พรรคปชป.ยังมียุทธศาสตร์ยกระดับภาคการเกษตรให้เป็นอุตสาหกรรมอาหาร ผ่านโครงการประกันรายได้ ปรับปรุงให้ทันกับยุคสมัย และเหมาะสม แก้ภาระหนี้สินของเกษตรกร ที่ทำเป็นระบบ ผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร รับซื้อหนี้ พร้อมหลักประกัน ไม่พักหนี้ มีงบประมาณฟื้นฟูเกษตรกร คือ สร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกร ส่วนสิ่งที่ต้องทำในระยะยาว คือทำให้ราคาพืชผลสูงอย่างยั่งยืน ปฏิรูปโดยรวม เพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน ปุ๋ยราคาถูก และเข้าถึงตลาด โดยปฏิรูปสหกรณ์ให้ทันสมัย โปร่งใส และมีการบริหารในรูปแบบบริษัท แปลงจากเกษตรกรจากผู้ขายเป็นผู้ถือหุ้น และเจาะตลาดใหม่ทั่วโลก ใช้เงินกำไรในการทำวิจัยและพัฒนา เพิ่มมูลค่าของผลผลิตได้ในอนาคต

ไม่ทอดทิ้ง’เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ’

นางการดี กล่าวย้ำว่า กลุ่มเอสเอ็มดีได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นต้องหาทางเพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหา ทั้งนี้มองว่าควรให้ทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหลักประกันของการขอสินเชื่อ นอกจากนั้นในการทำงานของกลุ่มเอสเอ็มอี และสตาร์อัพต้องต่อยอดสู่การขยายตลาด และลงทุนได้มากยิ่งขึ้น ขณะที่กลุ่มที่เพิ่งเริ่มทำงาน คำนึงถึงระบบ กยศ.ที่มีประสิทธิภาพ ผ่านทำงานแลกหนี้ โดยคำนึงถึงวินัยการเงินและคุ้มครองแรงงานอิสระ ให้มีสัญญาจ้างเป็นธรรม และต่อยอดเข้าถึงบริการการเงิน นอกจากนั้นมีกองทุนสร้างสรรค์ที่ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ไปสู่ตลาดโลกได้

‘มาร์ค’เปิดแผนปฎิบัติการ10ข้อ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนท้ายด้วยว่า แผนปฏิบัติการณ์ภายใน 90 วัน 1.วาระมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นต้องดูความเหมาะสมและประเมิน ทั้งนี้ต้องเป็นมาตรการที่เงินถึงเร็ว ง่าย ไม่ซับซ้อน ขณะที่นโยบายที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 27 ข้อ จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณ แต่ที่จะทำ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สิทธิเกิดขึ้นทันที เช่น คนพิการ ได้สิทธิ 2 เท่าจากเดิม แต่ต้องรอจัดสรรงงบประมาณปีถัดไป จ่ายให้ย้อนหลัง รถไฟฟ้า เหลือ 5-30 บาทแบ่งเป็นโซน จะทำทันทีไม่ได้ ทำได้เฉพาะบางระบบ คือในสายสีม่วงและสายสีแดงที่ทำได้ทันทีเพราะมีกองทุนตั๋วร่วม 2.วาระกฎหมายลบล้างความยุ่งยาก กฎระเบียบ เช่น เกี่ยวข้องข้อมูล กฎหมายแม่บทเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ต้องผ่านครม. ภายใน 90 วัน เพื่อให้การเริ่มต้นของกระบวนการสภาฯ ทำได้เร็ว รวมถึงยกเลิกกฎหมายที่ซ้ำซ้อนหากทำได้ทันทีจะทำ จะบังคับใช้กฎหมายสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดการแข่งขันการค้าที่เป็นธรรม ไม่ปล่อยให้สินค้าที่ถูกเกินจริงมาทำลายกลุ่มเอมเอ็มอี แก้กฎหมายการออมแห่งชาติ เพื่อทำสลากออมทรัพย์จังหวัดและเติมเงินให้เด็กแรกเกิด 3.โครงการที่ประกาศไว้ นำเสนอจะบัญญัติไว้ในกฎหมายงบประมาณ ปี70พร้อมนำเสนอต่อสภา ภายใน 90 วัน 4.พื้นฐานเศรษฐกิจดีมาจากบ้านเมืองที่สุจริต เครื่องมือที่ประหารคอร์รัปชั่นคือ ข้อมูล ดังนั้น 90 วันแพลตฟอร์มที่สามารถเข้าตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง การประมูลงานรัฐต้องพร้อมให้ตรวจสอบ 5.ปฏิรูประบบราชการ จัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินแห่งชาติ และจัดการกลไกภาครัฐที่ทับซ้อนกันอยุ่ เช่น การบริหารจัดการน้ำต้องสะสาง 6.การจัดการทุนเทามีแผนปฏิบัติการ 90 วัน ใครก็ตามในกลไกรัฐและกระบวนการยุติธรรม และเป็นอุปสรรค เตรียมตัวย้ายออก และเพิ่มเครื่องมือทำให้ประสิทธิภาพปราบทุนเทาสูง เช่น ปรับแก้กฎหมายอายัดทรัพย์ที่พิสูจน์ที่มาไม่ได้ ให้สามารถทำได้ เข้มงวดใช้ตัวแทนหรือนอมินี แก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ด้วยเงินสด ที่เป็นปัญหาฟอกเงิน สามารถออกพระราชกำหนด และใช้เอไอ ช่วยตรวจจับเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ

ปราบทุนเทาใครขวางเด้งใน90วัน

7.พลังงาน จัดงบช่วยโซลาเซล จะเปิดเสรีทันที เดินหน้าให้ค่าไฟลดลงถาวร ต่ออายุใช้งานโรงไฟฟ้าที่หมดอายุสัมปทานโดยรัฐไม่ต้องเสียค่าพร้อมจ่าย เปิดเผยการซื้อไฟฟ้าของกฟภ. ให้ประชาชนมั่นใจ 8.เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชน จะตั้งกลไกรัฐร่วมกับเอกชน ทำงนร่วมกันและช่วยเหลือ เอสเอ็มอี สตาร์อัพ ในเรื่องกองทุน 9.พีเอ็ม 2.5 มาตรการระงับซื้อพืชผลจากพืชที่มีการเผา จะผลักดันกฎหมาย เช่น อากาศสะอาด และ 10.ภัยพิบัติ ยกระดับหน่วยงานภัยพิบัติชาติขึ้นตรงกับนายกฯ ให้ประสานเป็นเอกภาพมีประสิทธิภาพควบคู่กับการช่วยเหลือ ฟื้นฟูหาดใหญ่ ผ่านซอฟท์โลนปลอดดอกเบี้ย เป็น10เรื่อง90วัน ที่เป็นความพร้อมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ด้วยประสบการณ์ จะจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ ผมมีบทเรียนจากการเป็นนายกฯ หลายครั้งการสั่งการ มีมติ ครม.สุดท้ายระบบการติดตามบกพร่อง ดังนั้น ทั้งมาตรการ 90 วัน นโยบายหลักที่เป็นเข็มทิศเศรษฐกิจ มีหน่วยงานเฉพาะกิจติดตามเพื่อให้เกิดขึ้นได้จริง เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถจัดการปัญหาทุนเทาได้ การประกาศของพรรคจะทำได้จริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำงาน เช่น กลต.มีข้อสงสัย ไม่มั่นใจว่า มีปัญหาเรื่องในอดีตหรือไม่ ต้องให้หลีกทางไป เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีใครขวางทาง ที่ประเทศไทยถูกมองว่า จัดการปัญหาช้ากว่าประเทศอื่น ต้องเอาคนเหล่านี้ออกไปภายใน 90วัน

‘สีหศักดิ์’ตั้งเป้าดัน‘เศรษฐกิจการทูต’

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงแนวทางเศรษฐกิจการทูตที่ตอบโจทย์ของประเทศว่า ต้องหาตลาดใหม่ หรือแม้กระทั่งเอเชียกลาง เรื่องการค้าเสรี ต้องสนับสนุนการเจรจาการค้าเสรี และที่สำคัญที่สุดคือ อยากจะให้เอกอัครราชทูตทำงานเชิงรุกทางเศรษฐกิจ เข้าใจว่าประเทศไทยต้องขายอะไรต้องการตลาด ต้องการเทคโนโลยีใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ และเข้าถึงบริษัทต่างๆ ที่สำคัญในระดับสูง เพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในยุคนี้ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การทูตต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย เราต้องระวังไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง พยายามรักษาความสมดุล แต่มีจุดยืนไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ตรงกลางตลอดไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เราต้องมีความกล้าหาญพอที่จะมีจุดยืนของเรา พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง แต่ถ้ามีความจำเป็น และในประเด็นที่เขาขัดแย้งกันอยู่ แต่เป็นประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของเราก็ต้องมีจุดยืน ผลประโยชน์เราอยู่ตรงไหน ก็ต้องไปทางนั้นและโลกนี้เป็นโลกหลายขั้ว เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจำกัดตัวเองกับ 2 ขั้วควรจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับขั้วอื่นๆ ด้วยคือ อินเดีย ญี่ปุ่น อียู ออสเตรเลีย เกาหลี การที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดี จะช่วยในการถ่วงดุลระหว่างขั้วต่างๆ ทำให้มีทางเลือกมากขึ้น ตอนนี้ก็มีนโยบายที่เพิ่งเริ่มคือ นโยบายประเทศไทยสู่แอฟริกา เพราะเป็นประเทศที่ไม่ได้ด้อยพัฒนาเหมือนแต่ก่อน หลายประเทศกำลังก้าวขึ้นมา มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

พท.ชู‘คนละครึ่งโปรแม็กซ์70-30

ด้าน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) ประกาศสานต่อและยกระดับโครงการยอดฮิตอย่าง “คนละครึ่ง” ให้กลายเป็นโครงการที่ทำได้จริงและทรงพลังกว่าเดิม โดยปรับสัดส่วนให้รัฐบาลช่วยแบกรับภาระถึง 70% และให้ประชาชนควักกระเป๋าเพียง 30% เท่านั้น หวังกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

เติมเงินคนจนเดือนละ3,000บาท

พร้อมย้ำจุดยืนสานต่อจิตวิญญาณ”ไทยรักไทย”ประกาศสงครามกับความยากจนทุกรูปแบบ ผ่านนโยบาย “คนไทยไร้จน” โดยระบุว่าหากใครมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน รัฐบาลพร้อมเติมเงินช่วยเหลือเดือนละ 3,000 บาท ทันที เพื่อดึงประชาชนให้พ้นจากวิกฤตความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม

ชู7นโยบายหลักช่วยเรื่องปากท้อง

ขณะที่ ดร.อ๊อฟ รวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบาย “ล้างหนี้-มีกิน” ว่า ต้องทำจริงเพื่อปากท้องพี่น้องประชาชน ชู 7 นโยบายหลักช่วยเรื่องปากท้อง เช่น ปิดหนี้นอกระบบ หนี้เสีย หนี้ผู้สูงอายุ, พักหนี้เกษตรกร, ปราบปรามยาเสพติด, ปราบสแกมเมอร์, หวยเกษียณ, สนับสนุน SME และอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการพัฒนาคนให้เรียนรู้ตลอดชีวิต ปีละ 1 ล้านคน คนละ 1 หมื่นบ้าน ให้คนไทยเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ รองรับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

‘เจ๊หน่อย’ลุยคอรัปชั่นปีละ5แสนล้าน

วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด พบปะพี่น้องประชาชนและขึ้นรถแห่ขอคะแนนเสียง ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักและอบอุ่น ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนในพื้นที่ โดยมีการจัดเวทีปราศรัยรวม 4 เวที มีผู้สนใจเข้ารับฟังนโยบายอย่างเนืองแน่น คุณหญิงสุดารัตน์ ปราศรัยว่า คนไทยถูกปล้นเงินในกระเป๋าจากการคอร์รัปชันปีละกว่า 500,000 ล้าน นี่คือสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจทรุด ทำคนไทยยากจน ทั้งที่งบประมาณประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี จนสูงถึงเกือบ 4 ล้านล้านบาท แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น กลับเหนื่อยหนักกว่าเดิม เพราะงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ ถูกโกง ถูกปล้นไปสร้างความมั่งคั่งให้กับนักการเมืองที่โคตรโกง แทนที่จะไปทำให้ประชาชนหายจน ดิฉันและพรรคไทยสร้างไทย ขออาสาไปทวงคืนเงิน 500,000 ล้านที่คนไทยถูกโกง กลับมาคืนใส่กระเป๋าคนไทยทุกคน ไทยสร้างไทยไม่รับเงินจากนายทุนคนไหน ไม่ว่าทุนเทา ทุนดำ จึงกล้าฟันทุกคนที่โกงชาติ ที่สำคัญ ดิฉันมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ที่จะสร้างการเมืองสุจริต ปรารถนาที่จะเห็นประเทศไทยที่โปร่งใส ขจัดระบบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ในช่วงชีวิตของดิฉัน ไม่ต้องการให้มันเป็นมรดกบาปไปถึงลูกหลาน ที่เขาควรจะมีอนาคตที่ดีในประเทศนี้ ให้มันจบที่รุ่นแม่อย่างดิฉัน

คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ย้ำถึงความตั้งใจของพรรคไทยสร้างไทย ที่จะอาสาเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชน ให้หายจน หมดหนี้ มีรายได้มั่นคง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอนด้านต้นทุนการผลิต ราคาผลผลิต และปัญหาน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นปัญหาสะสมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมาอย่างยาวนาน ถ้าท่านยังไม่ตัดสินใจที่จะเลือกพรรคไหน โปรดพิจารณาพรรคไทยสร้างไทย คะแนนของท่านจะไม่สูญเปล่า ไม่ตกน้ำ แต่จะได้พรรคการเมืองและคนทำงานจริงจัง ที่ไม่โกง มีประสบการณ์ ไปดูแลเงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของท่าน ไม่ให้ถูกโกง เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้ท่านและลูกหลานไทย” ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้ขอคะแนนเสียงจากพี่น้องชาวร้อยเอ็ด ให้สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคไทยสร้างไทยทั้ง 3 เขต

‘หมอวรงค์’นำทีมหาเสียงนครปฐม

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พร้อมนายพรชัย วุ่นยรรยงค์ ผู้สมัคร สส.เขต 6 จ.นครปฐม ขึ้นลงแห่หาเสียงพื้นที่ดอนหวาย – ไร่ขิง ก่อนเดินแนะนำตัวและเสนอนโยบายพรรค ที่ตลาดมิ่งมงคล โดย นพ.วรงค์ระบุว่า หลายพรรคการเมืองรณรงค์ให้แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณเป็นหมื่นล้าน ไม่ได้แก้ปัญหาปากท้องอยากถามว่า ประชาชนเดือดร้อนจากรัฐธรรมนูญมาตราไหน มีแต่นักการเมืองที่เดือดร้อน ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง พรรคมีจุดยืนชัดเจนไม่เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หน้าตาของรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แม้อ้างว่า มี สสร.เป็นผู้ร่าง แต่ก็เป็น สสร.จากเครือข่ายนักการเมือง ซึ่งอันตรายมาก อาจมีการยัดไส้แก้ไขเนื้อหาเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง ทำลายหลักรัฐธรรมนูญปราบโกง ทำลายการตรวจสอบที่เข้มข้น ทำลายเรื่องจริยธรรม รวมทั้งความซื่อสัตย์สุจริตของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มีความเสี่ยงที่จะยุบ หรือลดอำนาจองค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ ทำลายกองทัพ นอกจากนี้ยังเกิดการแทรกแซงของต่างชาติ ผ่าน NGO ที่รับเงินจากต่างชาติมารณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้มีโจรเต็มสภา มีโจรต้องมีเรา เพื่อให้เราไปปราบโจร โดยพรรคไทยภักดีเป็นต้นแบบผู้นำปราบโกง มีนโยบายนักการเมืองโกง 100 ล้านโทษสูงสุด ประหารชีวิตภายใน 15 วันหลังคดีถึงที่สุด ห้ามขออภัยโทษ ประชาชนฟ้องตรงได้ ที่ผ่านมาพรรคมีผลงานจริงโครงการจำนำข้าว นายกรัฐมนตรีและผู้ร่วมขบวนการติดคุก นักโทษชั้น 14 โกงการติดคุกก็ร่วมกับภาคประชาชนจนตอนนี้กลับเข้าไปอยู่ในคุก ระหว่างเดินหาเสียง มีผู้ค้ารายหนึ่งตะโกน ”29 เข้าสภา“ เพื่อให้กำลังใจ นพ.วรงค์ และผู้สมัคร สส.เขต 6 โดยระบุ ขอให้หมอวรงค์ปราบโกงอย่างจริงจัง ตนอยู่พื้นที่หนองแขม แต่ยืนยันจะกาบัตรสีชมพู หมายเลข 29 ล้านเปอร์เซ็นต์

กกต.ซัด‘พวกเสียสติ’ ทำลายป้ายหาเสียง ยํ้าทำโพลห้ามจูงใจ รู้ผลลต.ไม่เกิน5ทุ่ม

กกต.ซัด‘พวกเสียสติ’ ทำลายป้ายหาเสียง ยํ้าทำโพลห้ามจูงใจ รู้ผลลต.ไม่เกิน5ทุ่ม

กกต.ซัด‘พวกเสียสติ’ ทำลายป้ายหาเสียง ยํ้าทำโพลห้ามจูงใจ รู้ผลลต.ไม่เกิน5ทุ่ม

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.ซัด‘พวกเสียสติ’ ทำลายป้ายหาเสียง ยํ้าทำโพลห้ามจูงใจ รู้ผลลต.ไม่เกิน5ทุ่ม

กกต.เตือนผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.อย่าหาเสียงแบบผิดกฎหมาย หลังพบมีการร้องเรียนในลักษณะใส่ร้าย-ข่มขู่ ส่วนพวกทำลายป้าย มีแต่พวกเสียสติ ย้ำทำโพลควรอยู่ในหลักวิชาการ ไม่จูงใจ ด้าน “แสวง” ย้ำนับคะแนนเลือกตั้ง-ประชามติถ่ายภาพได้ แต่ห้ามขัดขวางกดดันเจ้าหน้าที่ คาดรู้ผลไม่เป็นทางการไม่เกิน 5 ทุ่ม มองรวมตัวคว่ำบาตรพรรคการเมือง เสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง ชี้ไม่พอใจด่า กกต.แทนได้

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง(ประธาน กกต.) กล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ว่า กกต.และสำนักงาน กกต.จะต้องดูบริบทของสังคม โดยครั้งนี้ตนมองว่า มีการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งดูจากพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครมีจำนวนมาก โดยทางกกต. ให้นโยบายในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางนี้อยากสื่อไปถึงพรรคการเมืองว่า ในการหาเสียงขอให้ท่านหาเสียงโดยนโยบาย หรือในเชิงบริหารและเชิญชวนให้ประชาชนออกมาเลือกพรรคของตัวเอง การหาเสียงที่ผิดกฎหมายไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษกับท่านเอง เช่น การหาเสียงใส่ร้าย และการข่มขู่ ขณะนี้มีคนมาร้องเรียนแล้ว ซึ่ง กกต.กำลังดำเนินการอยู่

นอกจากนี้ กกต.ได้ออกระเบียบซึ่งกรรมการและอนุกรรมการก็ได้ประชุมกันในเรื่องนโยบายพรรค ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน งบประมาณ ซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้กกต.ตรวจสอบ ในเรื่องประโยชน์และแหล่งที่มาของเงิน โดยภาพรวมก็ยังไม่ได้รับรายงานอะไรที่เป็นประเด็น และอยากให้คงการหาเสียงแบบนี้ไว้

เมื่อถามว่าในขณะนี้มีการหาเสียงที่ดุเดือด กกต. จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร นายณรงค์กล่าวว่า เมื่อวานได้ประชุมกับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้นโยบายไปว่า ต้องทำงานเชิงรุก กฎหมายให้อำนาจ กกต.อยู่แล้ว ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริต ซึ่งคงจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว และเบื้องต้น ก็ได้มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งมีทุกจังหวัด จังหวัดละ 6-8 คน โดยทำหน้าที่ติดตามข่าวในเรื่องการหาเสียง ว่า มีการหาเสียงที่รุนแรง หรือผิดกฎหมายหรือไม่ มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง นอกจากนี้ทางสำนักงานก็ได้มีการแต่งตั้งตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ คิดว่าจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ในการที่ให้หน่วยงานนอกช่วยสอดส่องดูแล

“ในการจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้ง กกต.มีบุคลากรแค่ประมาณ 2,000คน นอกนั้นจะเป็นเครือข่ายที่มาช่วยจัดการเลือกตั้งซึ่งหลักๆ ก็คือ กปน.ที่เข้ามาช่วยการเลือกตั้ง ซึ่งทางสำนักงานได้พยายามอบรมให้ความรู้ในการจัดการเลือกตั้งกับ กปน.ทั่วประเทศ โดยในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ใช้จำนวนคนเช้ามาดูแลประมาณ 1,500,000 คน ซึ่งมีจำนวนมหาศาล โดย กกต.อยากให้ความรู้ทุกเรื่องซึ่งถ้าเป็น กปน.ที่เคยทำมาแล้วก็ไม่ห่วง แต่ถ้าเป็น กปน.หน้าใหม่ก็พยายามกำชับว่าให้ฝึกอบรมการจัดการเลือกตั้งให้ถูกต้อง” นายณรงค์ กล่าว

ด้าน ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการกกต.กล่าวว่าสำนักงาน กกต.ได้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยในเรื่องการทำลายป้ายของผู้สมัครหาเสียงว่าขณะนี้มีการทำลายป้ายหาเสียงทั่วประเทศประมาณ 60 ป้าย สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิด ซึ่งได้มีการจับกุมบางรายแล้ว โดยพบว่า เป็นผู้เสียสติ สำหรับผู้ที่จงใจทำร้ายป้ายขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนอยู่ ซึ่งทาง กกต.จะได้มีการประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

เมื่อถามย้ำถึงลักษณะของการทำลายป้ายหาเสียง ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวว่า เป็นลักษณะถูกฉีกขาดเสียหายเป็นรู บางป้ายก็ล้ม ลักษณะดังกล่าวกระจายไปทั่วประเทศมีทุกพื้นที่ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งให้ทราบในทุกเคส ส่วนกรณีกลุ่มผู้สมัครทำลายป้ายยังไม่ได้รับรายงาน ในกรณีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งที่มีโทษทางอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการตาม ป.วิอาญาได้ทันที และรายงานมาที่สำนักง กกต.เพื่อให้ กกต.มีมติว่าจะรับโอนคดีหรือไม่ ถ้าไม่รับโอนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีอำนาจดำเนินการไปจนสิ้นสุด แต่ถ้า กกต.รับโอนคดีก็จะทำในเรื่องของใบเหลือง-ใบแดงซึ่งความผิดเกี่ยวกับการทำลายป้ายหาเสียงจะเป็นเรื่องคดีทางอาญา เป็นเรื่องการทำให้เสียทรัพย์ ยกเว้นจะมีข้อมูลอื่นที่บ่งบอกให้เห็นถึงการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม เป็นการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนเรื่องการทำโพลหัวหน้าพรรคบางพรรคได้กล่าวหาว่า มีการปั่น เพื่อชี้นำการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.กล่าวว่าเรื่องทำโพลเป็นเรื่องของหลักวิชาการ สามารถทำและเผยแพร่ได้ก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผลของการทำโพลมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ผลประโยชน์หรือไม่ ถ้าโพลนั้นเป็นการจูงใจโดยไม่อยู่ในหลักวิชาการ อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจ เราต้องการให้การเลือกตั้งออกมาดี ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ 1.การเลือกตั้งที่เป็นธรรม ซึ่งเรื่องของผลโพลก็อยู่ในส่วนนี้ ไม่ใช่คำโพลเพื่อดึงใจคน ที่จะถือว่าเป็นการหลอกลวง เพราะมีเจตนาพิเศษ 2.สร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่ดี แต่ถ้ามีคนไปใช้คำหยาบหรือด่าทอ ไม่ใช่การแข่งขันที่ดีตามหลักประชาธิปไตย ส่วนจะผิดกฏหมายหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราไม่ได้ทิ้งอยู่แล้ว แต่บรรยากาศแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ส่วนที่ 3 คือการบริหารจัดการที่ดี โดย กกต.ซึ่งถ้ามาพร้อมกันทั้ง 3 ส่วนนี้ ก็จะทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับซึ่งกกต.ก็จะดูแลทั้ง3 ส่วนให้ออกมาดีที่สุด

ทางด้าน นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวถึงการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และการนับคะแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ว่า คนไทยในต่างประเทศที่ไปใช้สิทธิที่จะถ่ายภาพการนับคะแนนบรรยากาศการใช้สิทธิการนับคะแนนได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพแต่ต้องไม่ไปรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ควรที่จะไปถ่ายภาพในลักษณะจ้องถ่ายที่ทำให้เจ้าที่รู้สึกว่าเหมือนถูกจับผิด นอกจากนี้ขอความร่วมมือในการรณรงค์ออกเสียงประชามติ โดยกฎหมายให้การคุ้มครองเรื่องของการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่การแสดงความคิดเห็นนั้นจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

“ขณะนี้มีบรรยากาศการรณรงค์ที่เหมือนไปกดดันให้บุคคลตอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งถ้าเป็นบุคคลสาธารณะประชาชนก็ให้ความสนใจ แต่การจี้หรือไปบังคับให้เขาตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องพิจารณาว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นหรือไม่” เลขาธิการ กกกต.ย้ำ

นายแสวง ยังกล่าวถึงการรวมคะแนน การลงคะแนน และการประกาศผลว่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่ากกต.อาจไม่โปร่งใสในช่วงของการลงคะแนน โดยหลักการทำงานของกกต.มี 4 หลัก 1.ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ 2.อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน 3.หลักการมีประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วม เงินฝากทุกสตางค์ที่มาจ่ายงบประมาณ 4. การมีส่วนร่วม ซึ่งประชาชนอาจไม่เห็นว่าเราทำอะไรแต่เราทำบนหลักนี้ทุกเรื่อง การรายงานผลคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงให้กับผู้สมัคร จะต้องลงให้ตรงกับที่เราไปประกาศผล นี่คือความโปร่งใสซึ่งจะมีขั้นตอนในการตรวจสอบ ในชั้นหน่วย เขต จังหวัด และกกต. ว่าทุกคะแนนตรงกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ครั้งนี้เราได้ร่วมกับสื่อในการรายงานผล

โดยจะรายงานตั้งแต่คะแนนแรกที่ออกมา ทั้งสส. และประชามติ คาดว่าไม่เกิน 23.00 น.จะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการ ยืนยันว่าเราทำงานด้วยความโปร่งใส และหน้าหน่วยก็จะมีการติดรายละเอียดการใช้สิทธิของผู้มีสิทธิในหน่วยนั้นและผลคะแนนที่นับได้ในหน่วยนั้นด้วย พร้อมกับจะมีการส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวเข้ามาที่จังหวัดและลงในระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ผู้สังเกตการณ์และพรรคการเมืองก็สามารถถ่ายรูปเอกสารดังกล่าว และสามารถตรวจสอบของหน่วยเลือกตั้งอื่นทั่วประเทศได้ในระบบคอมพิวเตอร์

นายแสวง ยังกล่าวถึง กลุ่มนักวิชาการรวมตัวกันประกาศคว่ำบาตรพรรคการเมืองหนึ่งว่า เรื่องนี้ต้องดูว่าเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ ถ้าใส่ร้ายก็ถือว่ามีความผิด จะต้องดูข้อความก่อนว่าทำให้พรรคการเมืองเสียหายหรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง โดยการจะไปคว่ำบาตรพรรคการเมืองต้องดูกฎหมาย เพราะในกฎหมายประชามติและกฎหมายเลือกตั้งก็มีระบุในเรื่องของคำว่าใส่ร้าย

ทั้งนี้ ช่วงนี้หากมีการรณรงค์ออกเสียงประชามติเพียงอย่างเดียว และพูดถึงการคว่ำบาตรพรรคการเมืองอาจจะไม่มีความผิด แต่อาจจะผิดกฎหมายอาญา ไปคุกคามสิทธิเสรีภาพ อย่างไรก็ตามหากพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังก็ถือเป็นการหวังผลคะแนน หากประชาชนทำด้วยรู้สึกไม่พอใจ หรือทำไมเพราะโกรธ ก็อาจจะไม่มีความผิด อย่างไรก็ตามก็ไม่อยากจะให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

นายแสวงยังพูดติดตลกว่า “หากอยากด่าพรรคการเมืองก็มาด่า กกต.แทน เรารับได้อยู่แล้ว ด่าเลขา กกต.ก็ได้”

แฉ10นักการเมืองเทา อยู่ร่วมพรรคเดียวกันทั้งหมด ที่ปรึกษารมต.กลาโหมชี้เป้า

แฉ10นักการเมืองเทา อยู่ร่วมพรรคเดียวกันทั้งหมด ที่ปรึกษารมต.กลาโหมชี้เป้า

แฉ10นักการเมืองเทา อยู่ร่วมพรรคเดียวกันทั้งหมด ที่ปรึกษารมต.กลาโหมชี้เป้า

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แฉ10นักการเมืองเทา อยู่ร่วมพรรคเดียวกันทั้งหมด ที่ปรึกษารมต.กลาโหมชี้เป้า

กรมราชทัณฑ์เผย “สส.ปอนด์” นอนคุกคืนแรกหลับสนิท มื้อเช้าทานอาหารได้ ยังไม่มีสมาชิกพรรค-กก.บห.พรรคปชน.ขอเข้าเยี่ยม ขณะที่ เลขาฯกกต.แจงปมผู้สมัครสส.ถูกจับยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ เว้นเจ้าตัวพ้นสมาชิกพรรค ก่อน 8 กุมภาพันธ์ลั่นตรวจสอบเงินบริจาคเข้าพรรค หากถูกยุบแล้วก็จบ ยกเว้นหากเป็นการฟอกเงิน เป็นหน้าที่ ปปง. ‘วันวิชิต’ ปูด10นักการเมืองสีเทา ที่จะโดนรวบ อยู่พรรคเดียวกัน ส่วน DSI เผยขั้นตอนสอบสวน“สส.ชนนพัฒฐ์” คดีฟอกเงินเว็บพนัน หลังรับเป็นคดีพิเศษ ระบุต้องรื้อถังข้อมูลสำนวนสอบสวนคดีทั้งหมด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง-ความเชื่อมโยง “ธรรมนัส”ลั่นไม่กระทบการหาเสียของพรรค ขอให้ว่าไปตามบวนการยุติธรรม

จากกรณีตำรวจคุมตัว นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ หรือปอนด์ อายุ 32 ปี ผู้สมัคร สส.จังหวัดตาก พรรคประชาชน (ปชน.) ผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ยื่นฝากขังต่อศาลครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน พร้อมคัดค้านการประกันตัว ซึ่งภายหลัง นายรัชต์พงศ์ ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า หลังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้รับตัว นายรัชต์พงศ์ เข้ามาแล้ว ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมผู้ต้องขังดังนี้ 1.การรับตัวผู้ต้องขัง ตรวจค้นสิ่งของต้องห้ามและสิ่งของที่ไม่อนุญาตนำติดตัวเข้าเรือนจำ พร้อมจัดทำประวัติผู้ต้องขัง 2.คัดกรองโรค โดยผู้ต้องขังแจ้งว่าไม่มีโรคประจำตัว ส่วนสภาพจิตใจปกติ 3.การควบคุมตัวผู้ต้องขัง ทางเรือนจำฯ ได้ส่งตัวเข้าแดนแรกรับเพื่อกักตัว 5 วัน นับตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.69-19 ม.ค.69

จากนั้นเข้าสู่กระบวนการจำแนกเพื่อส่งตัวเข้าแดนควบคุม และสำหรับการใช้ชีวิตวันแรกในเรือนจำฯ ช่วงกลางคืนวันที่ 15 ม.ค. พบว่า นายรัชต์พงศ์ นอนหลับพักผ่อนปกติ ยังไม่พบความเครียดสูงผิดปกติน่ากังวลแต่อย่างใด ทั้งนี้ ระหว่างที่มีการกักโรค 5 วัน จะยังไม่อนุญาตให้มีการเยี่ยมญาติ ซึ่งตนก็ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการขอประสานขอเยี่ยมมาจากสมาชิกพรรคหรือผู้บริหารพรรคแต่อย่างใด

ส่วนข้อกังวลเรื่องการจองกฐินในเรือนจำฯ เนื่องด้วยเจ้าตัวเป็นนักการเมืองและเคยมีการเปิดโปงเกี่ยวกับส่วยการทุจริตคอร์รัปชันต่าง ๆ นั้น ยืนยันว่าทางเรือนจำฯ ได้มีมาตรการป้องกัน ดูแล และควบคุมผู้ต้องขังทุกรายเพื่อความสงบเรียบร้อยภายในแดน และเพื่อความปลอดภัยของชีวิตผู้ต้องขัง ส่วนการรับประทานอาหาร เจ้าตัวได้รับประทานเป็นเมนู ต้มจับฉ่ายและข้าวสวย ซึ่งสามารถรับประทานอาหารได้ปกติ

ที่โรงแรมอัศวิน หลักสี่ กรุงเทพมหานคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เลขาฯ กกต.) กล่าวถึงกรณีผู้สมัครสส.ถูกจับกุมถือว่าขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร สส.หรือไม่ ว่า กรณีผู้สมัครที่ได้รับการประกาศเป็นผู้สมัคร แล้วภายหลังถูกจับและฝากขัง และยังไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งตามกฎหมายการถูกจับถูกคุมขังอยู่แล้วถ้ายังไม่ได้ทำอะไร ผู้สมัครรายนี้ก็ยังเป็นผู้สมัครไปตลอด ไม่ถือเป็นลักษณะต้องห้าม เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวน จนถึงวันที่ 8 ก.พ.2569 ก็ยังเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถลงคะแนนให้ได้

ประเด็นที่สอง หากผู้สมัครรายนั้นทำให้ตัวเองมีลักษณะต้องห้าม เช่น พ้นจากความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ก็จะเป็นผู้สมัครไม่ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีผลทันที เพราะมีกระบวนการตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการ ทั้งการพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองจากการกฎหมายพรรคการเมือง หรือข้อบังคับของพรรคนั้นๆ แล้วก่อนวันเลือกตั้งแต่ 8 ก.พ. ทางผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งที่ผู้สมัครรายนั้นสมัครอยู่ จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้ถอนชื่อผู้สมัคร หากศาลมีเวลาพิจารณาทัน สำนักงานฯ ก็จะไปประชาสัมพันธ์ว่าไม่มีผู้สมัครเบอร์นั้นแล้ว ถ้าลงคะแนนให้เบอร์นั้นจะถือว่าเป็นบัตรเสีย

ถ้าเราส่งศาลกระชั้นชิด เช่น ส่งก่อน 1 วัน ศาลอาจมีคำสั่งออกมาไม่ทัน ผู้สมัครรายนั้นก็ยังถือเป็นผู้สมัครอยู่ต่อไป ในวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนก็ยังสามารถลงคะแนนให้ผู้สมัครรายนี้ได้ แต่เมื่อผลการลงคะแนนออกมา แล้วถ้าผู้สมัครท่านนั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับ ที่ 1 จะต้องได้รับการประกาศเป็น สส. ก็มีการมายื่นให้กกต.วินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ ซึ่งถ้ามีลักษณะต้องห้าม กกต.ก็ต้องสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในเขตนั้น ให้มีการเลือกตั้งใหม่ นี่คือกระบวนการตามกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงยังต้องรอดูต่อไป

เมื่อถามว่า กรณีผู้สมัครถูกจับ แต่ขั้นตอนกฎหมายยังดำเนินต่อไปจนยังสามารถเลือกตั้งได้ รวมถึงกรณีพรรคต้นสังกัดระบุว่าทราบว่ายังมีผู้สมัครรายอื่นอีกที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย รอให้เจ้าตัวรู้ตัวเอง โดยที่พรรคไม่ดำเนินการใดๆ จนสุดท้ายหากถูกจับ จะทำให้พรรคการเมืองนั้นมีความผิดอะไรหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ในการรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครนั้น ยังไม่มีคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามในวันสมัคร ดังนั้นวันนี้ก็ยังถือเป็นผู้สมัคร ซึ่งกฎหมายคุ้มครอง เหมือนรัฐธรรมนูญคุ้มครองประชาชน ดังนั้นจนกว่าจะต้องคำพิพากษา ตอนนี้ก็ต้องถือเป็นผู้บริสุทธิ์

เมื่อถามถึงกรณีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งยึดทรัพย์ถือว่ารวมอยู่ในกลุ่มของผู้สมัครสส.ของพรรคประชาชนอยู่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ในส่วนนี้ยังสามารถดำเนินการได้อยู่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (6) ระบุว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก และถูกคุมขังโดยหมายของศาล” คือมาพร้อมกันทั้งสองอย่าง ซึ่งถ้าดูตามกฎหมายก็ต้องมาดูข้อเท็จจริงว่าที่ทำอยู่ ยังอยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวน ยังไม่ส่งศาลจึงต้องถือว่าเขายังมีคุณสมบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง และคุณต้องเป็นเกณฑ์เดียวกันทุกคน

เมื่อถามถึงกรณีมีการเผยแพร่เอกสารบุคคลที่มีนามสกุลเดียวกับผู้สมัคร สส.ประชาชนที่ถูกจับกุมในข้อหาเว็บพนันออนไลน์บริจาคเงินให้กับอดีตพรรคก้าวไกล นั้น นายแสวงกล่าวว่า เรื่องนี้กกต.ตรวจสอบอยู่แล้ว ซึ่งเงินที่พรรคการเมืองรายงานต่อ กกต.ก็ต้องผ่านการตรวจสอบอยู่แล้ว และการที่ผู้บริจาคมีนามสกุลเดียวกับผู้สมัคร สส.ที่ถูกจับกุมก็ไม่เป็นไร เราต้องดูว่าเงินนั้นมีที่มาโดยชอบตามกฎหมายการเมืองมาตรา 73 หรือไม่ กรณีพรรคพลังประชารัฐที่หลายคนรวมถึงนายตู้ ห่าว บริจาคเงินให้ อย่างไรก็ตามแม้เงินบริจาคมีที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กกต.ไม่มีสิทธิ์วินิจฉัยเพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่จะทำหน้าที่วินิจฉัยคือ ปปง.

นายแสวง กล่าวต่อว่า หากเงินรายการที่บริจาคเข้าพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้ว ถือว่ากระบวนการเสร็จสิ้นไปแล้ว เพราะมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ส่วนเงินที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนพรรคการเมือง หากใช้เหลือก็ต้องนำมาคืน กกต. ที่เงินบริจาคหรือเงินรายได้ที่อื่น พรรคการเมืองอาจมีการตั้งมูลนิธิเพื่อรับมอบเงินหรือทนัพย์สินจองพรรคก็ได้ โดยตามกฎหมายพรรคการเมืองเงินนี้ถือว่าจบไปแล้ว แต่ถ้าเป็นเข้าข่ายเป็นกฎหมายฟอกเงิน ก็เป็นคนละกรณีไป

จากกรณีที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับฐานข้อมูลนักการเมือง อดีต สส. หรือ สส. ที่สืบสวนแล้วพบว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์นั้นมีประมาณ 10 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทั้งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบางส่วนก็เป็น สส.ในปัจจุบันอีกด้วย มีความเกี่ยวข้องทั้งเรื่องของเว็บพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ตามที่มีรายงานไปก่อนหน้านี้นั้น

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรื่องข่าวนักการเมือง 10 รายที่มีทั้งอดีต สส. และเป็นผู้สมัคร เช็คไปเช็คมาไม่น่าจะอยู่ใน 3-4 พรรค แต่แหล่งข่าวเกริ่นว่า “อยู่พรรคเดียวกันครับ อาจ๊าน”

เอาล่ะครับ จริงเท็จประการใด ผมเชื่อว่าพรรคเค้าคงจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป แต่คงอดสงสัยไม่ได้ว่าเค้าคัดกรองกันอย่างไร ที่มาที่ไปของการผู้สมัคร สส. ของพรรค ที่อุดมด้วยความเทาทั้งนั้น

จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดำเนินการรับสอบสวนคดีของ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดตาก พรรคประชาชน (ปชน.) และพวก ในข้อหาฟอกเงินจากมูลฐานเว็บไซต์พนันออนไลน์ ชื่อ “AK47MAX” ช่องทาง http://www.ak47max.com ไว้เป็นคดีพิเศษที่ 150/2568 ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการสอบสวนขยายผลเรื่องเส้นทางการเงินเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันมาจากคดีพิเศษที่ 5/2566โดยกองคดียาเสพติด (เมื่อปี 2566) ได้ดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีเว็บไซต์พนันและการฟอกเงิน โดยมีผู้ต้องหาสำคัญเป็นคู่สามีภรรยา คือ นายกันต์ชนก ลิ้มจริยากุล หรือเปา และ น.ส.ทิพวรรณ ภูสง่า เจ้าของร้านอาหารหอยชื่อดัง “หอยจ๋าอร่อยจี๋” ย่านเกษตรนวมินทร์ รับหน้าที่เป็นเจ้าของเว็บพนันตระกูล AKBET ทั้ง 4 เว็บไซต์

จากพยานหลักฐานล่าสุดกลับพบว่ามีเส้นทางการเงินต้องสงสัยที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 5/2566 มายังนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จึงต้องดำเนินการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และขยายผลเพื่อพิจารณาพฤติการณ์ความเกี่ยวข้องของบุคคลต่าง ๆ และหากพบการกระทำความผิดของบุคคลใด จึงจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ระบุว่า สืบเนื่องจากที่กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 150/2568 ตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมา ทราบว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นพบหลักฐานบางอย่างมีความเชื่อมโยงกับคดีพิเศษที่ 5/2566 แต่ในครั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติมประกอบกันด้วย ว่าคำร้องของผู้ร้องที่กล่าวหาว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ใดบ้างหรือไม่ หรือเกี่ยวข้องในสำนวนคดีใดของดีเอสไอมาก่อนหรือไม่ รวมถึงต้องตรวจสอบไปยังการดำเนินการทางทรัพย์สินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน( ปปง.) ที่ได้มีการยึดและอายัดทรัพย์ของบุคคลไว้จากคดีเว็บไซต์พนันออนไลน์ด้วย เพื่อเป็นการพิสูจน์ทรัพย์ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงเรื่องเว็บพนันอย่างเดียว แต่เป็นรายละเอียดบริบทโดยรอบด้วย

รายงานข่าวจากดีเอสไอ ระบุว่าส่วนจะมีการออกหมายเรียกพยานต่อนายชนนพัฒฐ์ หรือผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ เข้ามาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนหรือไม่นั้น ในตอนนี้คณะพนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างขั้นตอนรวบรวมหลักฐาน ซึ่งถ้าหากพบหลักฐานใดที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล จึงจะได้มีการเชิญมาสอบสวนปากคำในฐานะพยาน

สำหรับทรัพย์สินต่าง ๆ ที่คาดว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในข้อหาฟอกเงินจากคดีมูลฐานเว็บไซต์พนันนั้น หากดำเนินการสอบสวนไปแล้วพบทรัพย์สินรายการใดที่ได้มาจากการกระทำความผิดในคดี พนักงานสอบสวนก็จะได้ประสานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รับไปดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

“ดีเอสไอทำงานสอบสวนตามพยานหลักฐานเป็นหลัก ย้ำว่าไม่มีการกลั่นแกล้ง และไม่มีใบสั่งทางการเมืองใดที่อยู่เหนือการสอบสวนตามพยานหลักฐานของคณะพนักงานสอบสวน” แหล่งข่าวฯ กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์กรณี ดีเอสไอ ดำเนินคดีกับ นายชนนพัฒน์ ว่า ในเรื่องการเมืองตนก็เห็นว่าขณะนี้มี ผู้สมัคร ส.ส.หลายพรรคก็มีคนถูกดำเนินคดี และได้ข่าวว่าจะมีอีกหลายท่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ที่ทุกท่านจะได้มีโอกาสเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขั้นตอนของขบวนการยุติธรรม ตั้งแต่เริ่มจาก พนักงานสอบสวน อย่างคดีการเปิดให้มีการเล่นพนันออนไลน์อย่างผิดกฎหมาย ที่ผู้สมัคร สส.สงขลา ของพรรคกล้าธรรม ถูกดำเนินคดี และไม่ว่าพรรคใดก็ตาม ที่ถูกดำเนินคดีก็จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เข้าสู่ขบวนการสอบสวน และไปสู่ขั้นศาล ซึ่งก็มีอยู่ 3 ศาล เราก็ต้องเลือกอุทธรณ์ ซึ่งนายชนนพัฒน์ ก็เข้าสู่บวนการยุติธรรมไปแล้ว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การที่มีคดีเกิดขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้งนั้น ไม่กระทบกับการหาเสียงของพรรคกล้าธรรม เราก็ต้องดูว่าพี่น้องในพื้นที่เขายังให้การต้อนรับหรือเปล่า อันนี้คือสิ่งสำคัญ ต้องฟังเสียงสวรรค์ หรือเสียงของพี่น้องประชาชน เราอย่าไปตัดสินใจ ส่วนในเรื่องขบวนการยุติธรรม ตอนนี้เขาก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปแล้วก็ต้องให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเอง

แวดวงนักปกครอง : 17 มกราคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 17 มกราคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 17 มกราคม 2569

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มี ครู” คำขวัญจากนายกรัฐมนตรี เพราะ “ครู” คือผู้สร้างคน สัปดาห์แห่งการเชิดชูเกียรติพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ 16 มกรา จึงได้เห็นภาพนายอำเภอทั่วประเทศก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนร่วมกิจกรรม ไม่เพียงในบทบาทผู้ดูแลพื้นที่ หากยังเป็นพี่เลี้ยงและแรงหนุนในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเยาวชน

เริ่มที่เมืองสองแคว นายไสว เจริญศรี นายอำเภอนครไทย จ.พิษณุโลก เปิดการแข่งขันกีฬาวันครู “เสือใต้สัมพันธ์” ณ โรงเรียนบ้านป่าซ่าน พร้อมผู้บริหารสถานศึกษา และคณะครูในพื้นที่ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งรอยยิ้ม ความสามัคคี และมิตรภาพ กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงช่วยส่งเสริมสุขภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา คือหนึ่งภาพสะท้อนของความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง และภาคการศึกษา ที่ร่วมกันดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างใกล้ชิด

เมื่อฤดูกาลฝุ่นมาเยือน นายเกรียงศักดิ์ บุญตาปวน นายอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ปล่อยแถว Kick Off รณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ณ ที่ว่าการอำเภอแม่แจ่มพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอาสาสมัครกว่า 300 นาย เดินหน้ามาตรการห้ามเผา ตั้งศูนย์สั่งการ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเข้มข้น

ในภารกิจงานด้านการดูแลความสงบความเรียบร้อยยังเดินหน้าไปพร้อมกัน ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “Rose Garden รุกฆาต เซียนบ้านเอ็ง” บุกทลายจับบ่อนลับกลางเมืองโคราช ยึดเงินสดนับล้าน จับนักพนันเกือบร้อยคน โดยฝ่ายปกครองและกำลังสมาชิก อส. เข้าทำการจับกุมบ่อนการพนัน เพื่อกวาดล้างแหล่งอบายมุขขนาดใหญ่ที่ฝังตัว
อยู่ใจกลางเมือง และเป็นต้นตอของปัญหาอาชญากรรมและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

นายไสว เจริญศรี

นายอำเภอนครไทย จ.พิษณุโลก

นายธนรัฐ สายเทพ

นายอำเภอเมืองลำปาง จ.ลำปาง

นายอำเภอนำทีมปราบยา นายธนรัฐ สายเทพ นายอำเภอเมืองลำปาง นำฝ่ายปกครอง และ อส.บุกกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ ต.บ้านค่า จับกุมชายวัย 40 ปีพร้อมของกลางยาบ้า หลังขยายผลจากการจับวัยรุ่นเสพยาในพื้นที่ ผู้ต้องหาสารภาพขายยาบ้าให้คนใช้แรงงาน และวัยรุ่นในชุมชน ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากปฏิบัติการตัดหมอกเวียงแหง กวาดล้างจับกุมขบวนการผู้กระทำผิดนำบุคคลจีนเทามาสวมสิทธิ์ทำบัตรหัวศูนย์(บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร) พบผู้กระทำผิดชุดแรกได้ 15 ราย ต่อมาขยายผลเพิ่มเติมอีก 2 ราย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปปป. ดำเนินคดีตามกฎหมายกรมการปกครอง เน้นย้ำบุคลากรทุกคนหากพบการกระทำทุจริตจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดไม่ละเว้น

กระทรวงมหาดไทย เตรียมความพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป และออกเสียงประชามติ 2569 กรมการปกครอง โดยความร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดการประชุมสัมมนา ซักซ้อม เตรียมความพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้งฯ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ฯ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี โดย ผู้บริหาร มท. กทม. ผวจ. ปจ. นอ. และผู้สังเกตการณ์ เข้าร่วมประชุมกว่า 1,500 คน เพื่อมุ่งสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และเน้นย้ำ“การวางตัวเป็นกลาง” ของบุคลากรทุกคน เพื่อให้การปฏิบัติงาน เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

นาย..อำเภอน้อย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วการทูตต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย เราต้องระวังไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง พยายามรักษาความสมดุล แต่มีจุดยืน ไม่ได้หมายความว่า
จะอยู่ตรงกลางตลอดไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เราต้องมีความกล้าหาญพอที่จะมีจุดยืนของเรา”

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ลุยยกเลิก2สัญญา‘อิตาเลียนไทย’ ‘หนู’ท้าฟ้องได้เลย ฉะเป็นภัยต่อสาธารณะ

ลุยยกเลิก2สัญญา‘อิตาเลียนไทย’ ‘หนู’ท้าฟ้องได้เลย ฉะเป็นภัยต่อสาธารณะ

ลุยยกเลิก2สัญญา‘อิตาเลียนไทย’ ‘หนู’ท้าฟ้องได้เลย ฉะเป็นภัยต่อสาธารณะ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุยยกเลิก2สัญญา‘อิตาเลียนไทย’ ‘หนู’ท้าฟ้องได้เลย ฉะเป็นภัยต่อสาธารณะ บริษัทรับเหมาฉาวดิ้น อ้างสัญญายังบังคับใช้

“อนุทิน” รุดตรวจเครนถล่มพระราม 2 ย้ำสั่งเลิกสัญญา 2 โครงการมรณะ ชี้เป็นภัยต่อสาธารณะ ถ้าไม่พอใจก็ให้ไปฟ้องศาลปกครองได้เลย ขณะที่ “อิตาเลียนไทยฯ” ปักหลักสู้ แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่ถูกเลิกสัญญา 2 โครงการ “สีคิ้ว-พระราม2”แม้นายกฯ สั่งการ พร้อมเดินหน้าเยียวยาผู้เสียหายจากเครนไฮสปิดเทรนถล่มที่สี่คิ้วเบื้องต้นศพละ 1.69 ล้าน

เมื่อเช้าวันที่ 16 มกราคม 2568 นายวรวุฒิ หิรัญยไพศาลสกุล เลขานุการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือITD แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ว่าตามที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สั่งยกเลิกสัญญาของบริษัทอิตาเลียนไทย 2 โครงการที่เกิดเหตุเครนถล่มทับรถไฟโดยสารที่จังหวัดนคราชสีมาและสะพานบริเวณถนนพระราม 2 นั้น บริษัทขอเรียนชี้แจงว่าสัญญาทั้ง 2 โครงการ ดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับ และบริษัทฯ ยังปฏิบัติตามสัญญา

ตามที่มีกรณีอุบัติเหตุเครนยกชิ้นส่วน Segment คอนกรีต (Launching Girder) ตกทับขบวนรถไฟโดยสาร ขณะกำลังวิ่งผ่านพื้นที่ก่อสร้างในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง สัญญา 3-4 ของบริษัท รวมถึงกรณีอุบัติเหตุเครนก่อสร้างและชิ้นส่วน Segment คอนกรีตหล่นบนถนนพระราม 2 จนเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ตามที่ปรากฏในข่าวนั้น

ปรับปรุงเรื่องความปลอดภัย

บริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ บริษัทฯ ขอแสดงความรับผิดชอบในการดูแลจ่ายเงินค่าชดเชยและเยียวยาต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น บริษัทฯ อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และพร้อมจะเร่งรัดดำเนินการแก้ไขสถานการณ์เพื่อให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

นอกจากนี้ บริษัทได้จัดทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้างตามเงื่อนไขของสัญญา ซึ่งครอบคลุมถึงความรับผิดชอบการบาดเจ็บ การเสียชีวิต และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกไว้แล้ว สำหรับโครงการอื่นๆ ของบริษัทฯ ยังสามารถดำเนินงานได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ITD แจ้งทิ้งท้ายว่า จะพิจารณาทบทวนและปรับปรุงมาตราการด้านความปลอดภัยให้รอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้นต่อไป

ขณะที่บรรยากาศการเคลื่อนไหว ราคาหุ้น ITD ร่วงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ณ เวลา 10.47น. ยังอยู่ที่ 0.18 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ 10% ราคาสูงสุด 0.19 บาท ราคาต่ำสุด 0.15 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 11.22 ล้านบาท

“หนู”หงุดหงิดเครนถล่ม

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเดินทางไปตรวจเครนถล่มที่ถนนพระราช 2 นายอุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาไทย มให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่มีเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนมาสู่ตนเลย ย ตนไม่ได้เป็นคู่กรณีหรือคู่สัญญา แต่ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลได้สั่งการไป เนื่องจากเกิดเหตุซ้ำซาก ที่สำคัญเกิดเหตุสองครั้งติดกัน มีผู้เสียชีวิตที่เป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง ดังนั้น คงคุยมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เราต้องใช้อำนาจทางปกครอง

“ในการสั่งให้หน่วยงานที่เป็นคู่สัญญาไปบอกเลิกสัญญา ขอย้ำว่า ใช้คำว่า บอกเลิกสัญญา ไม่ใช่ยกเลิกสัญญา เพราะคำว่ายกเลิกสัญญาต้องมาดูว่าใครผิดใครถูก แต่ถ้าบอกเลิกสัญญา คือ รัฐเห็นว่าหากกระทำเช่นนี้ต่อไป จะเข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสาธารณะ จึงต้องใช้สิทธิ์บอกเลิกสัญญา”นายกฯกล่าว

เมื่อถามว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่เงียบหายไปใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้สั่งการกระทรวงคมนาคมแล้ว ตนไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ

ไม่สนเอกชนฟ้องกลับ

ส่วนบริษัทเอกชนจะมีช่องทางฟ้องกลับรัฐบาลได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิ์ฟ้องได้หมด รัฐบาล และหน่วยงาน ต้องมีความมั่นใจ ซึ่งการประชุมวานนี้ (15 ม.ค.) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และอัยการสูงสุด ได้ร่วมหารือด้วย ทุกอย่างความเรียบร้อย และมีความเห็นตรงกัน หากทำเพื่อประโยชน์ และความปลอดภัยของประชาชน และคนที่กระทำผิดจะฟ้องกลับ เราก็ต้องต่อสู้ในฐานะรัฐ

ส่วนเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วได้ผู้รับเหมารายใหม่ มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องของหน่วยงานเจ้าของโครงการ นี่คือรัฐเป็นอันตราย เห็นว่าประชาชนของรัฐเป็นอันตราย รัฐก็แจ้งให้เจ้าของโครงการดำเนินการเพื่อหยุดความเป็นอันตราย

เมื่อจะถามว่า การขึ้นบัญชีดำจะมีระยะเวลานานเท่าไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วก็มีขั้นตอนดำเนินการ เรื่องนี้เป็นหมวดคำว่าทิ้งงาน ซึ่งมีคำจำกัดความอยู่ เป็นเรื่องที่กรมบัญชีกลางรับไว้แล้ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็รับทราบ และดำเนินการ

สั่งไปแล้วต้องปฎิบัติตาม

ส่วนโครงการอื่นๆ ของบริษัทผู้รับเหมารายนี้ จะต้องมีการมารายงานอย่างไรบ้างนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้อง ตนไม่ใช่เจ้าของงาน แต่สั่งในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ที่เห็นสิ่งที่เป็นภัยอันตรายต่อประชาชน เมื่อสั่งแล้วก็ต้องไปปฏิบัติ

ส่วนกรณีที่ในโซเชียลมีเดียมีการโพสต์ว่าพรรคภูมิใจไทย ดูแลกระทรวงคมนาคมมาเป็น 10 ปี หากจะเลือกกลับมาอีก ประชาชนก็ต้องยอมรับความเสี่ยง นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูว่าใครโพสต์และเจตนารมย์เป็นอย่างไร ขออย่าถามเอาข่าว ถามให้โต้เถียงกันไปมา ผู้สื่อข่าวรู้คำตอบดี รู้ว่าใครโพสต์ การทำสิ่งเหล่านี้เป็นการทำเพื่อให้เกิดความขัดแย้ง ด้อยค่า ซึ่งการใช้ชีวิตของตน และการทำงานไม่เชื่อเรื่องแบบนี้

เมื่อถามย้ำว่า แต่ในช่วงการเลือกตั้งอาจจะถูกหยิบโยงไปดิสเครดิตทางการเมือง นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีปัญหา การจะดิสเครดิตได้หรือไม่ได้ อยู่ที่น้องประชาชนจะตัดสินใจ

เมื่อย้ำอีกว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้กังวลใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบกลับว่า “รำคาญมากกว่า ไม่ได้กังวล และทำไม่ได้ รำคาญไปก็หายใจลึกๆ 2-3 ครั้ง และแผ่เมตตาไปเท่านั้น“

ส่วนจะทนได้หรือไม่ นายกฯ”ร้องโอ้โห“แล้วบอกว่า เรื่องของความทนก็มาวัดกันสิ พร้อมกล่าวต่อว่าไม่มีอะไรหรอก แผ่เมตตา และแนะนำให้ผู้สื่อข่าวใช้วิธีนี้ด้วยเวลาอารมณ์ไม่ดี แค่หายใจเข้าออกลึกๆพุธโธ ๆรับรองว่าไม่เกิน 10 ครั้ง ถ้าไม่หลับ ก็หายโกรธ สำหรับตนส่วนใหญ่จะหลับพุทโธ ครั้งที่ 6 ก็หลับแล้ว

พิพัฒน์ตั้งคณะกก.สอบแล้ว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยว่าได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยในงานก่อสร้าง หาข้อเท็จจริงและสาเหตุของอุบัติเหตุกรณีเครนก่อสร้างในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร–นครราชสีมา สัญญาที่ 3-4 งานโยธาช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว และช่วงกุดจิก–โคกกรวด หล่นทับขบวนรถไฟ โดยให้คณะกรรมการรายงานผลการตรวจสอบภายใน15วัน นับตั้งแต่วันนี้

รฟท-ITD จ่ายเยียวยา

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ เปิดเผยว่า กรณีผู้เสียชีวิต การรถไฟฯและบริษัทผู้รับจ้างจะมอบเงินเยียวยา1,340,000 บาท ต่อราย ส่วนกรณีบาดเจ็บ การรถไฟฯจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลจนกว่าอาการจะหาย หากมีความเสียหายอื่นๆหรือทรัพย์สินสูญหาย ให้ผู้ได้รับผลกระทบยื่นเรื่องต่อการรถไฟฯ เพื่อพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายเป็นรายกรณีต่อไป พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต ควบคู่กับการมอบหมายให้คณะกรรมการกลางพิจารณาเหตุอันตรายของการรถไฟฯ ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงไปพร้อมกัน

ตามมาตรฐานงานก่อสร้างทางรถไฟในพื้นที่ที่ยังมีการเดินขบวนรถนั้น ผู้รับจ้างจะต้องจัดให้มีวิศวกรหรือทีมประสานงานกับนายสถานี หากมีขบวนรถเดินผ่านจุดก่อสร้าง จะต้องหยุดการปฏิบัติงานก่อสร้างทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร ซึ่งจะต้องตรวจสอบอย่างเคร่งครัดว่าผู้รับจ้างได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องครบถ้วนหรือไม่ และมีความบกพร่องในขั้นตอนหรืออุปกรณ์ เครื่องมือในการก่อสร้าง หรือผู้ควบคุมงาน เพื่อให้ทราบสาเหตุที่เกิดขึ้น

เคลียร์พื้นที่ภายใน7วัน

ขณะเดียวกัน การรถไฟฯ ได้ขยับตู้โบกี้ออกจากแนวทางรถไฟเรียบร้อยแล้ว และผู้รับจ้างเตรียมรื้อถอน Launcher ที่ได้รับความเสียหายออกจากพื้นที่ทั้งหมด และจะรซ่อมแซมทาง คาดว่าใช้เวลาประมาณ 7 วัน พร้อมเร่งตรวจสอบ Launcher ในทุกโครงการก่อสร้างอย่างละเอียด พร้อมติดตั้งระบบตรวจสอบและเฝ้าระวังเพิ่มเติม อาทิ ระบบเซนเซอร์และกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

ด้านกฎหมาย การรถไฟฯ ได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีอาญาในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตรวมถึงการดำเนินคดีทางแพ่ง เนื่องจากความเสียหายต่อทรัพย์สิน ภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นขององค์กร ตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต รายละเอียดความรับผิดจะเป็นไปตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

เบื้องต้นศพละ1.69 ล้าน

ที่ห้องประชุมชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา (หลังใหม่) นายอนุพงษ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ หัวหน้าส่วนราชการ สาธารณสุขจังหวัดฯ ปภ.นครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม เรื่องการพิจารณาการเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจาก เหตุการณ์ เครนถล่มใส่ขบวนรถไฟ

นายอนุพงษ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สำหรับเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุ เครน ก่อสร้างสะพานรถไฟความเร็วสูงถล่มใส่รถไฟโดยสารที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 32 ราย บาดเจ็บ 64 ราย เบื้องต้นผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาจาก รฟท. จำนวน 1 ล้านบาท และจากกรมธรรม์ประกันภัยอีกจำนวน 340,000 บาท นอกจากนี้จะได้รับเงินเยียวยาจากพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 อีกรายละ 200,000 บาท และ 150,000 บาท จาก บมจ.อิตาเลียนไทย รวมเป็นเงินเบื้องต้น 1,690,000 บาท สำหรับผู้เสียชีวิต ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้นจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 50,000 บาท และจะได้รับตามสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนด

รื้อเครนยักษ์ด้านบน

ส่วนด้านโครงสร้างที่เกิดเหตุ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้นำเครนขนาด 500 ตัน จำนวน 2 คัน เข้าถอดโครงสร้างเครนด้านบน คาดใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน และในส่วนการเยียวยาได้ดำเนินการผ่านระบบประกันภัยของบริษัทประกันภัย สำนักงานประกันสังคม ยุติธรรมจังหวัด และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา โดยดูแลเป็นรายกรณีรวมถึงผู้สูงอายุ ทรัพย์สินของผู้ประสบเหตุทั้งหมดได้เก็บรักษาไว้ที่สถานีตำรวจภูธรสีคิ้ว เพื่อพิสูจน์และ ทยอย ส่งมอบคืนไปบ้างแล้ว

นายชัยสิทธิ์ ภูผารัตน์ หัวหน้าหน่วยกู้ภัยกู้ชีพ มูลนิธิฮุก 31 เปิดเผยว่า เมื่อช่วงค่ำ เจ้าหน้าที่ กู้ภัยพร้อมรถฉุกเฉินได้ทยอยนำร่างผู้เสียชีวิตส่งรวม 6 ร่าง จากเหตุการณ์เครนตกทับรถไฟที่อำเภอสีคิ้วกลับภูมิลำเนา ประกอบด้วย อ.เมืองยาง จ.นครราชสีมา, จ.นนทบุรี และอีก 4 ร่างไปส่งยังคาร์โก้เพื่อเดินทางต่อไปยังจังหวัดยะลาและจังหวัดปัตตานีตามหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งเราดำเนินการให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สรุปยอดรวมส่งไปแล้ว 6 ร่าง ต้องขอขอบคุณกำลังเจ้าหน้าที่ รพ.มหาราชทุกส่วน และอาสาสมัครฮุก 31 ที่ช่วยกันอำนวยความสะดวกญาติผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ มูลนิธิฮุก 31 ได้เตรียมรถฉุกเฉินไว้บริการจำนวน 50 คัน และเจ้าหน้าที่ 150 นาย ในการอำนวยความสะดวกหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการจัดส่งผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษา หรือนำร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนา โดยแบ่งเป็นรถพยาบาล 20 คัน สำหรับส่งผู้บาดเจ็บ และรถยนต์ 30 คัน สำหรับนำร่างผู้เสียชีวิตกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา

คืนผิวจราจรพระราม2

ความคืบหน้าเหตุการณ์คานปูนและเครนซึ่งเป็นชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้างทางยกระดับ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) สายทางยกระดับบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 7 (กม.30+300) ถนนพระราม 2 พื้นที่ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้รถของประชาชนที่สัญจรอยู่บนถนนถูกเครนทับ 2 คัน มีผู้เสียชีวิต 2 คน ติดอยู่ในซากรถ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

โดยวานนี้ทางทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พร้อมกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยมูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร ประสานกับ มูลนิธิร่วมกตัญญู และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมอุปกรณ์ตัดถ่าง ดำเนินการนำร่างของผู้เสียชีวิต 2 รายในรถออกมาได้เป็นผลสำเร็จ และส่งศพชันสูตรที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร

ล่าสุด ช่วงเช้าวันนี้บริเวณที่เกิดเหตุยังคงอยู่ในสภาพเดิม โดยมีการนำเครนขนาด 550 ตัน 2 คัน มาพยุงซากที่ปรักหักพังไว้เพื่อรอดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปของกรมทางหลวง ซึ่งได้ให้ผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ ประเมิน และวางแผนเพื่อหาแนวทางในการนำเครนลงจากตอม่อเพื่อเร่งคืนผิวจราจร

เรียกตัวพยานตรวจสอบ

ส่วนด้านคดีพ.ต.อ.สิทธิพร กะสิ ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้มีการเรียกตัวพยาน ผู้บาดเจ็บ และผู้ที่เห็นเหตุการณ์มาสอบปากคำเบื้องต้นแล้วหลายปากแต่ยังไม่สามารถให้ข้อมูลใดๆ ได้ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของจังหวัดสมุทรสาคร อีกทั้งต้องรอผลจากการตรวจพิสูจน์จากตำรวจพิสูจน์หลักฐานและวิศวกรรมสถานอีกด้วย ขณะที่สภาพการจราจรบนถนนพระราม 2 ค่อนข้างติดขัด แต่ยังคงเคลื่อนที่ได้เรื่อยๆ โดยฝั่งขาออกและขาเข้ากรุงเทพฯ สามารถใช้ช่องจราจรคู่ขนานได้เพียงช่องเดียวเท่านั้น

“นายกฯ”ลงเครนถล่มพระราม2

เมื่อเวลา 14.00น. ที่จุดเกิดเหตุเครนถล่ม ถนน.พระราม 2 นายอนุทิน ขาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เจ้าหน้าที่กรมทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบการปฎิบัติงาน ติดตามรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ เหตุเครนหล่นลงมาทับรถยนต์ที่กำลังแล่นอยู่บนถนนพระราม 2 ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร

โดยนายอนุทิน รับฟังรายงานจาก นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และ พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร โดยนายอำนาจ รายงานมาตรการเยียวยาว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บ รายแรก คือ นายสมพงษ์ ได้เงินบำเหน็จชราภาพจากการเสียชีวิต 6,100 บาท เงินเยียวยาตาม พรบ.รถยนต์อีก 35,000 บาท รวม 41,000 บาท ส่วนอีก 1 ราย คือ นายศราวุฒิ ได้เงินบำเหน็จฯ 50,000 บาท เงินเยียวยาตาม พรบ.รถยนต์ 35,000 บาท รวม 40,000 บาท นอกจากนั้น นายศราวุฒิ ยังมีเงินประกันชีวิตของตัวเองอีกด้วย 2 บริษัท คือ ยอด 720,000 บาท และ 1,000,000 บาท สำหรับการเคลียพื้นที่ด้วยว่า คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรมทางหลวง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเพื่อให้ได้ข้อสรุปภายใน 7 วัน ตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี จากนั้น นายอนุทิน ได้สวมหมวกเซฟตี้ เพื่อเข้าไปดูยังจุดที่เครนถล่มทับรถ โดยไม่ให้สื่อตามเข้าไปเนื่องจากเป็นจุดอันตราย

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ ว่า มาดูพื้นที่ว่าอะไรเกิดขึ้นดูสภาพหน้างานและมาหาข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บผู้เสียชีวิต ส่วนสาเหตุเบื้องต้นอย่างที่บอกไปขณะนี้เรายังเข้าไปในจุดเกิดเหตุไม่ได้

เมื่อถามว่าหลังจากนี้หากรื้อถอนทุกอย่างเสร็จหมดแล้วจะให้ความมั่นใจประชาชนอย่างไรว่าจะสามารถสัญจรได้ นายอนุทิน กล่าวว่า สิ่งที่สร้างอยู่แล้วตรงนี้มีความแข็งแรง เรื่องที่สีคิ้วก็เกิดขึ้นจาก เครนลอนเชอร์ ตอนที่หิ้ว segment คอนกรีตขึ้นไป ไม่ใช่ตัวคอนกรีตไม่ใช่ตัวโครงสร้างหรือตัวเสา สมัยเกิดที่ปากท่อพระราม 2 ก็เช่นกันเกิดขึ้นจากตัว โครงสร้างรองรับ (supporting Structure)

อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เมื่อถามว่ากรณีสีคิ้วทางผู้รับเหมาขอโอกาสรัฐบาลขอสานงานต่อทำให้เสร็จ นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้ในทางปกครองมันไม่ได้แล้ว รัฐบาล ได้เห็นว่าเป็นความอันตรายต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เราได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบนโยบายในการดำเนินการบอกเลิกสัญญาไปแล้ว มันมีบอกเลิกสัญญากับยกเลิกสัญญา ยกเลิกสัญญาก็คือเป็นการทำผิดในสัญญาแต่ตรงนี้ มันมีการกระทำที่มีความเป็นอันตรายต่อสาธารณะประโยชน์ ประชาชนทั่วไป เราก็ต้องใช้คำสั่งทางปกครองในการดำเนินการ รัฐบาลก็ต้องทำแบบนี้ เมื่อถามถึงกรณีแบล็คลิส นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องแบล็คลิสจะเป็นขั้นตอนต่อเนื่องไป เมื่อบอกเลิกสัญญาหรือมีการยกเลิกสัญญา หรือกระทำใด ๆ ที่อยู่นอกเหนือสัญญาทางเจ้าของงานก็จะดำเนินการบอกเลิกสัญญา ซึ่งจะไปเข้ากรณีทิ้งงาน พอทิ้งงานต่อไปก็จะเป็นในเรื่องของขึ้นบัญชีดำ มันเป็นขั้นตอนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ามีการถอดบทเรียนหลายครั้ง กับเหตุการณ์เครนถล่มเส้นพระราม 2 เราจะจริงจังในเรื่องการนำมาตรการอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า มันจริงจังทุกครั้ง แต่ว่าคนที่ทำตรงนี้รัฐบาลไม่ได้สร้างเอง เราจ้างคนมาสร้าง คนที่มาสร้างในขณะที่มาประมูลงาน ก็มีคุณสมบัติครบ แต่พอระหว่างการทำงานเราก็ต้องมาดู ว่ามีการเหมาช่วงไปให้ใคร ผู้รับเหมาที่เหมาช่วงไปเคยมีประสบการณ์ทำงานแบบนี้หรือไม่ เครื่องมือเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับผู้รับเหมาหลักหรือไม่ นี่คือเหตุที่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ มันเจอแน่นอนไม่ต้องห่วง มันจะต้องมีกระบวนการผิดพลาดในกระบวนการก่อสร้าง

ท้าเอกชนฟ้องกลับได้เลย

“ซึ่งเราก็ต้องไปดำเนินคดีหรือใช้สิทธิ์ในการเรียกค่าเสียหายตรงนั้น แต่ในขณะนี้รัฐบาลไม่ได้ใช้ และไม่ได้บอกกรมทางหลวงว่าเขาผิดสัญญาข้อไหน แต่รัฐบาลบอกว่านี่เป็นภัยต่อสาธารณชน มีความเป็นอันตรายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก 4 ครั้งภายในระยะเวลา 10 เดือน เป็นต้น มองว่าอำนาจการตัดสินใจในทางปกครอง รัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะให้แนวทางและนโยบาย แต่ต้องไม่นำมาผูกกับสัญญาซึ่งสัญญาก็ต้องว่ากันไป ส่วนบริษัทคู่กรณีก็สามารถใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมได้”นายอนุทิน ย้ำ

“รัฐบาลไม่ให้ทำแล้วเจ้านี้ในโครงการที่เกิดเหตุขึ้น แต่เราจะบอกไม่ให้ทำเลยหากมีอยู่ 14 โครงการมันก็ไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ว่า 14 โครงการจะเกิดเหตุแบบนี้หรือไม่ทางรัฐมนตรี จึงบอกว่าบริษัทนี้ที่รับงานในโครงการลักษณะทางยกระดับ ต้องหยุดต้องตรวจสอบ เราทำได้แค่นั้น”นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า โครงการที่เกิดเหตุนี้ชัดเจน ว่าเป็นโครงการต่อเนื่องถนนพระราม 2 ทุกอย่างมาจากโครงสร้างทั้งหมด ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็เป็นโครงการต่อเนื่องรถไฟความเร็วสูงไทยจีนอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาก็เป็นโครงการต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความเสียหายแบบเดียวกันหมด จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลบอกว่าพอแล้ว สำหรับบริษัทที่ดำเนินโครงการต่ำกว่ามาตรฐาน เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าหากบริษัทคู่กรณีจะไปร้องศาลปกครองสามารถทำได้หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ตามสบาย” สามารถใช้สิทธิ์ไปดำเนินการได้เพราะจะให้อยู่เฉย ๆ ก็คงไม่ใช่ มองว่ายิ่งดี ยิ่งใช้คำสั่งทางปกครองยิ่งดี สอบกันไปเรื่อย ๆ ยิ่งเห็นความผิดพลาด ซึ่งก็จะมีหน่วยงานอิสระ หน่วยงานทางเทคนิค เข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อหาข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ใช้คำสั่งทางการปกครอง

เมื่อถามว่าสรุปแล้วสาเหตุหลักมาจาก เครนลอนเชอร์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่เป็นจุดที่อันตราย และวิกฤตในการก่อสร้างลักษณะนี้ ซึ่งจุดไหนที่เป็นจุดล่อแหลมในการเกิดอันตรายก็ต้องใส่ใจและระมัดระวังเป็นพิเศษซึ่งเมื่อสักครู่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่ามีจุดที่ก่อสร้างบางจุดไม่ได้ดึง segment คอนกรีตให้แน่น เพื่อให้เป็นก้อนเดียวกันและเกิดความมั่นคง แต่ผู้รับเหมาดันปล่อยให้ห้อยอยู่แบบนั้น ปล่อยค้างแบบนั้นมองว่าประมาทเลินเล่อ เมื่อวันนี้เกิดเหตุขึ้นแล้วจึงถามไปว่าแล้วทำไมถึงไม่ดึงให้แน่น ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีเวลาดึง ซึ่งแน่นอนว่าการก่อสร้างแบบนี้ทางหลวงอนุญาตให้ทำงานแค่เฉพาะเวลากลางคืน เพราะต้องปิดการจราจร แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อคุณยกแท่งคอนกรีตขึ้นไปแล้วคุณจะไม่ดึงให้แน่น และปล่อยให้ห้อยต่องแต่ง และกลางวันเปิดการจราจรให้รถสัญจรไปมา ผมถือว่าเป็นการไม่ใส่ใจสำหรับผมเรียกว่าทั้งประมาทและเลินเล่อ ทำไมไม่ดึงดึงไม่ได้ก็ต้องวางแผนใหม่ ทุกอย่างที่เป็นขั้นตอนของงาน ต้องทำให้เรียบร้อยก่อนเปิดพื้นผิวการจราจร

นายอนุทิน ยังกล่าวต่อว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะไปซ้ำเติมใคร เราต้องช่วยกันทำให้ทุกอย่างปลอดภัยสูงสุด มีที่ไหนในโลกที่จะเกิดเหตุติดกัน 2 วันซ้อนโดยบริษัทเดียวกัน แบบนี้คงลงกินเนสบุ๊ค ดังนั้นจึงต้องใช้คำสั่งทางปกครอง เพราะถ้าหากใช้คำสั่งไปเรียกร้องทางแพ่ง ไม่รู้ว่าจะอีกกี่ปีถึงจะจบ

ทรงเสียพระราชหฤทัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและ ทรงเสียพระราชหฤทัย ต่อเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่มลงบริเวณเกาะกลางถนนพระราม 2 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และทับรถยนต์ที่แล่นผ่านมา ทำให้มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิต

ในการนี้ ทรงรับผู้บาดเจ็บไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชา นุเคราะห์ และทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้งพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยรายละ 20,000 บาท แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตกับพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

‘ธรรมนัส’ประกาศสู้กลุ่มทุน ทวงที่ดินคืนให้เกษตรกร แม้เป็นเผือกร้อนก็ไม่ถอย

‘ธรรมนัส’ประกาศสู้กลุ่มทุน ทวงที่ดินคืนให้เกษตรกร แม้เป็นเผือกร้อนก็ไม่ถอย

‘ธรรมนัส’ประกาศสู้กลุ่มทุน ทวงที่ดินคืนให้เกษตรกร แม้เป็นเผือกร้อนก็ไม่ถอย

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.33 น.

“กล้าธรรม”เปิดเวทีใหญ่กลางสุราษฎร์ธานี “ธรรมนัส”ประกาศสู้กลุ่มทุน ทวงที่ดินคืนให้เกษตรกร แม้เป็นเผือกร้อนก็ไม่ถอย เหมือนบางพรรคที่ยุบสภาฯหนี พร้อมชู”อาจารย์แหม่ม”มือเศรษฐกิจตัวจริง วางระบบการเงินการคลัง ปฏิรูปธนาคารเพื่อประชาชน

เมื่อว้นที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 19.00 น.พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเวทีปราศรัยใหญ่กลางตลาดนัดสี่แยกบ้านนาเดิม อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และนางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ฝ่ายสังคม ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม ขึ้นวทีปราศรัยช่วยผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี พรรคกล้าธรรม หาเสียง ได้แก่ นายภูวิช เกลี้ยงมล เขต 2 เบอร์ 7 , นายกฤษพณ หวานแก้ว เขต 3 เบอร์ 4 , นายปรเมษฐ์ จินา เขต 5 เบอร์ 5 , น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เขต 6 เบอร์ 5 และ นายพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว เขต 7 เบอร์ 6

โดย นางปวีณา กล่าวว่า ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม และความเดือดร้อนในสังคม เป็นปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ทุกวัน พรรคกล้าธรรมพร้อมเข้าไปแก้ไขอย่างจริงจัง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา พร้อมย้ำขอให้ประชาชนเลือกผู้สมัครของพรรคทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อให้พรรคมีพลังในการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ทำได้จริง ไม่ใช่เพียงคำสัญญา พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนเลือกพรรคกล้าธรรมยกทีมในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยย้ำจุดยืนว่า พรรคกล้าธรรมไม่ใช่พรรคที่ขายฝันหรือใช้นโยบายประชานิยมที่ทำไม่ได้จริง พรรคการเมืองบางพรรค ปกติไม่เคยลงพื้นที่ ไม่เคยดูแลประชาชน แต่มาปรากฏตัวเฉพาะช่วงเลือกตั้ง พร้อมแจกคำสัญญาและตัวเลขที่ไม่สามารถทำได้จริง สุดท้ายไปกู้มาแจก จนกลายเป็นภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ที่ไม่รู้ว่าอีกกี่สิบปีจะใช้หมด

“พรรคกล้าธรรม ทำการเมืองบนความจริงและความรับผิดชอบ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเกษตรกร ตั้งแต่การทวงคืนที่ดินจากนายทุน การออกเอกสารสิทธิ์เพื่อการเกษตร และการยกระดับมูลค่าที่ดินให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่สุราษฎร์ธานีอย่างเป็นระบบ จึงขอเชิญชวนประชาชนเลือกบัตรบัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม เบอร์ 42 เพื่อให้พรรคมีพลังในการผลักดันนโยบายเข้าสู่การปฏิบัติ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวตอนหนึ่งว่า ผมรักคนสุราษฎร์ รักคนภาคใต้ ผมเกิดที่จังหวัดพะเยา แต่ชีวิตผมไม่ได้อยู่ที่นั่น พอจบประถม ผมย้ายมาอยู่ที่อำเภอเบตง มาเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่นี่ ผมมีคุณพ่อบุญธรรม เป็นคนใต้แท้ๆ คนใต้จึงหล่อหลอม เลี้ยงดู และปลูกฝังวัฒนธรรมคนใต้ให้กับผม จนกลายเป็นธรรมนัสในวันนี้ ผมโตมากับหนังตะลุง ชอบโนรา ชอบวิถีชีวิต ชอบความจริงใจของพี่น้องคนใต้ ผมกล้าพูดเต็มปากเลยว่า ความเป็นคนใต้ของผมไม่น้อยไปกว่าคนที่เกิดที่ภาคใต้ด้วยซ้ำ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า พรรคกล้าธรรมจะเดินหน้าทวงคืนที่ดินทำกินให้เกษตรกร เราพร้อมทำสงครามกับกลุ่มทุนที่ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ปัญหาที่ดินทำกิน โดยเฉพาะเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.01 ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ไปจนถึงนราธิวาส จำนวนมากตกอยู่ในมือกลุ่มทุน ทั้งสวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา ทั้งที่เจตนารมณ์ของ ส.ป.ก.จัดสรรไว้เพื่อพี่น้องเกษตรกร

“ตั้งแต่วันที่ผมเข้ามาทำงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมประกาศชัดเจนว่าจะทำสงครามกับกลุ่มทุน เพื่อเอาที่ดินกลับคืนให้พี่น้องเกษตรกร แม้รู้ว่ามันคือเผือกร้อน ถึงขั้นที่ในอดีต พรรคการเมืองบางพรรคที่เป็นรัฐบาลขณะนั้นต้องยุบสภาหนีการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องนี้ แต่สำหรับผม ผมไม่กลัว เพราะผมทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อพี่น้องเกษตรกร แม้ในช่วงแรกจะมีเสียงวิจารณ์ว่า ผมไม่สามารถทำได้จริง แต่ขณะนี้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งการนำเครื่องจักรเพื่อการเกษตรเข้าไปสนับสนุนในพื้นที่ และการนำที่ดินกลับคืนสู่มือเกษตรกร” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ในด้านการช่วยเหลือประชาชนยามเกิดภัยพิบัติ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ อย่างเช่นที่ จ.สงขลา อ.หาดใหญ่ ตนเองจะลงพื้นที่ทันที และเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากพื้นที่หลังสถานการณ์คลี่คลาย ซึ่งพี่น้องสุราษฎร์ไปถามคนหาดใหญ่ได้เลยว่า เราทำจริง ไม่ใช่มาแค่ถ่ายรูปแล้วกลับ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวยืนยันว่า พรรคยึดหลักไม่ขายฝัน นโยบายทุกเรื่องต้องสามารถทำได้จริง โดยเราให้ความสำคัญกับนโยบายด้านปากท้องของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปศุสัตว์ ฟาร์มเกษตร และการเพิ่มศักยภาพการผลิต เพื่อให้ประชาชน อยู่ได้ กินได้ อย่างยั่งยืน แทนการใช้นโยบายแจกเงินที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจนและไม่สามารถทำได้จริง

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึง ศ.ดร.นฤมล หัวหน้าพรรคกล้าธรรมว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง จบการศึกษาด้านบัญชีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังมาตั้งแต่ปี 2557 ดังนั้น อาจารย์แหม่มถือเป็นกำลังสำคัญที่จะมาวางระบบการเงิน การคลัง และการปฏิรูปธนาคารเพื่อประชาชนและเกษตรกร ให้ดอกเบี้ยต่ำอย่างแท้จริง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ยังมีหนี้สินกันอยู่จำนวนมาก

“พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคการเมืองที่มีทั้งวิสัยทัศน์ ความรู้ และความกล้าตัดสินใจ พร้อมย้ำจุดยืน “กล้าคิด กล้าทำ และทำจริง” เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ”

ทั้งนี้ บรรยากาศเวทีปราศรัยเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมรับฟังจนเต็มพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเย็น

– 006