ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ขอโทษแอบอ้างชื่อ

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ขอโทษแอบอ้างชื่อ

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ขอโทษแอบอ้างชื่อ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น พร้อมขอโทษที่แอบอ้างชื่อ ย้ำเดินหน้าฟ้องหมิ่นฯ สร้างบรรทัดฐานการตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังกรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.ส้ม กับนายกฤต หรือนายพงศกร เสาร์ทน ซึ่งมีการพาดพิงถึงตนในประเด็นการทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น จนทำให้ได้รับความเสียหายและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด

ล่าสุด นายกฤตได้เปิดใจผ่านรายการ “เรื่องนี้ต้องเคลียร์” ทางสถานีโทรทัศน์ท็อปนิวส์  เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่า นายทรงศักดิ์ ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้างในคลิปเสียง พร้อมกล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจที่นำชื่อของนายทรงศักดิ์ไปแอบอ้าง อีกทั้งยืนยันว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีคนใด

“เมื่อผู้ที่อยู่ในคลิปออกมายอมรับข้อเท็จจริงแล้ว จึงอยากขอความเป็นธรรมจากประชาชนและสังคมว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมแสดงความเห็นว่า การปล่อยคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาเพื่อสร้างความเสียหาย ทำให้เกิดความพยายามล้มกระบวนการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น และดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทย”

ส่วนการดำเนินคดีกับ น.ส.ส้ม และนายกฤต ในข้อหาหมิ่นประมาท รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กรณีนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป แม้นายกฤตจะออกมา
ยอมรับว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็ตาม

“ที่ยังต้องดำเนินคดีต่อไป ก็เพื่อต้องการสร้างบรรทัดฐานว่า การตรวจสอบบุคคลสาธารณะสามารถทำได้ หากอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน หรือจงใจใส่ร้ายจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย โดยผู้กระทำต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นด้วย” รองนายกฯ กล่าว

เรียกประชุมด่วนบ่ายวันศุกร์นี้ นายกฯ ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย

เรียกประชุมด่วนบ่ายวันศุกร์นี้ นายกฯ ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย

เรียกประชุมด่วนบ่ายวันศุกร์นี้ นายกฯ ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

“นายกฯ”ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย สั่งข้ามประเทศ เรียกประชุม หน่วยงานปราบปรามยาเสพติด-AOT ประชุมด่วนช่วงบ่าย วันศุกร์นี้ (3ก.ค.69) ชี้ กระทบภาพลักษณ์-ผลักดันไทยเป็นฮับด้านการบิน 

วันที่ 1 ก.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีแอร์โฮสเตส สายการบินไทย ถูกตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) จับกุมหลังจากขนเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า และยังมีกรณีพบชาวต่างชาติขนยาเสียสาวเดินทางจากไทยไปออสเตรเลียอีกด้วย

อนุทิน ชาญวีรกูล

แฟ้มภาพ

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้สั่งการด่วนจากประเทศฝรั่งเศส ให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดทั้งหมด รวมไปถึงการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) มาประชุมในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยวันที่ 2 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

ทั้งนี้มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีไม่พอใจเป็นอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ เนื่องจากกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ และต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน และตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2571 

หมอวรงค์ ชำแหละกองทุนบำนาญ สส.-สว. จี้เลิกเบียดภาษีปชช.

หมอวรงค์ ชำแหละกองทุนบำนาญ สส.-สว.  จี้เลิกเบียดภาษีปชช.

หมอวรงค์ ชำแหละกองทุนบำนาญ สส.-สว. จี้เลิกเบียดภาษีปชช.

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ วาระพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ต่อเนื่องในวันที่สาม ว่า  ในงบรายจ่ายปี2570 มีการเสนอของบประมาณให้กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา จำนวน 294ล้านบาท เพื่อจ่ายบำนาญและสวัสดิการให้สส.และสว. โดยมีรายงานคาดการณ์ ปี69 จะใช้เงินจ่ายบำนาญให้สส.และสว.สูงถึง 941 ล้านบาท

แต่มีการสมทบจากสมาชิกรัฐสภา เพียงปีละ 29.4ล้านบาท ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงเกือบ 30เท่า มองว่าเอาเปรียบประชาชนและในปีงบประมาณ 2570 เชื่อว่าจะเกิดปัญหากองทุนติดลบ เพราะตั้งงบไว้ 294ล้านบาท จะติดลบกว่า 645ล้านบาท การแก้ปัญหาอาจต้องของบกลาง แม้รัฐบาลตั้งงบกลางไว้ 9แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ภัยพิบัติ แต่งบกลางไม่ได้ตั้งไว้ เพื่อช่วยเหลือนักการเมือง ดูจากระบบบัญชีแล้วกองทุนเพื่อช่วยเหลือสมาชิกรัฐสภาน่าจะไปต่อลำบาก ขอเรียกร้องให้เสียสละ ให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นที่พึ่ง ไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน

มท.4 เผยจ่อเปิดผลข้อเท็จจริง ทุจริตสอบท้องถิ่น ภายใน 1-2 วันนี้ อุบต้นตอหวั่นไหวตัวทัน

มท.4 เผยจ่อเปิดผลข้อเท็จจริง ทุจริตสอบท้องถิ่น ภายใน 1-2 วันนี้ อุบต้นตอหวั่นไหวตัวทัน

มท.4 เผยจ่อเปิดผลข้อเท็จจริง ทุจริตสอบท้องถิ่น ภายใน 1-2 วันนี้ อุบต้นตอหวั่นไหวตัวทัน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

‘มท.4’ เผยคกก.สอบข้อเท็จจริงจ่อแถลงเปิดผล ’ทุจริตสอบท้องถิ่น‘ ภายใน 1-2 วันนี้ ยังอุบเปิดเชิงลึกสาวถึง ’ต้นตอ‘ ของเรื่อง หวั่น ‘คนผิด’ ไหวตัวทัน ขอเวลาทำข้อมูลให้ชัวร์ ป้องวินิจฉัยผิดพลาด ยันทุกฝ่ายเข้มตั้งใจทำงาน

1 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ภายหลังคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการครบ7วันว่า การสรุปข้อมูลจากการสอบสวนข้อเท็จจริงจะครบกำหนดภายในช่วงวันที่ 2-3 ก.ค.นี้ ก่อนจะรายงานผลต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยต่อไป สิ่งที่คณะกรรมการฯตรวจสอบ เราเห็นพฤติการณ์อยู่แล้ว ดังนั้นการสรุปข้อเท็จจริงจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการภายใน1-2วันนี้ สำหรับภาพรวมทั้งหมดว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยเฉพาะบุคคลภายนอกที่มีเยอะพอสมควร เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ แต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย จะโฟกัสเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระทรวงมหาดไทย

“ขณะนี้มีหลายคนบอกว่าวันก่อนก็ไปเจอแล้ว จับแล้ว จนตอนนี้เงียบแล้ว ยังหาคนผิดไม่ได้ จริงๆไม่ใช่แบบนั้น เราทำงานบนข้อเท็จจริงที่มีกระจัดกระจาย มีคนเกี่ยวข้องเยอะมาก อยากขอเวลาให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯได้ทำงาน เพราะสิ่งที่แย่กว่าการทำงานช้า คือการวินิจฉัยผิด ถ้าเกิดคณะกรรมการฯไม่ชัดเจนในข้อมูล หรือไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน วินิจฉัยออกมาแล้วมีความผิดพลาด มันยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ แต่ขอให้สบายใจขั้นตอนการตรวจสอบ เพราะทุกหน่วยงานมีความตั้งใจทำเรื่องนี้อยู่แล้ว” รมช.มหาดไทย กล่าว

เมื่อถามว่าพอจะสามารถบอกข้อมูลที่สาวไปถึงต้นตอของเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ต้นตอขณะนี้ยังไม่บอก ไม่ใช่ว่าจะไม่บอก แต่ขอให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการฯสรุปข้อมูลให้แล้วเสร็จก่อน หากเปิดเผยข้อมูลเชิงรายละเอียดเยอะเกินไป มันส่งผลต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะขณะนี้ข้อมูลกระจัดกระจาย ถ้านำออกมาเปิดเผยเลย ก็อาจชี้ช่องให้เขาตั้งตัว หรือสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น 

เมื่อถามว่าในกระบวนการตรวจสอบจะมีการพิจารณาเรื่องคลิปเสียงที่มีการปล่อยออกมาหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เชื่อว่าทางป.ป.ช. และตำรวจ ก็ทำงานอยู่ ซึ่งคลิปเสียงมีมาก่อนหน้านี้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งข้อมูลเหล่านี้ให้ทางป.ป.ช.ไปแล้วด้วย ทั้งนี้ ในการแถลงสรุปข้อเท็จจริงจะแถลงเฉพาะส่วนของทางกระทรวงมหาดไทยก่อน ไม่ได้แถลงร่วมกับหน่วยงานอื่นเพราะกรอบเวลา และอำนาจหน้าที่ของแต่ละทีมตรวจสอบแตกต่างกัน

‘ภคมน’จับพิรุธสอบท้องถิ่นรั่ว จี้คืนอำนาจท้องถิ่นจัดสอบเอง

'ภคมน'จับพิรุธสอบท้องถิ่นรั่ว จี้คืนอำนาจท้องถิ่นจัดสอบเอง

‘ภคมน’จับพิรุธสอบท้องถิ่นรั่ว จี้คืนอำนาจท้องถิ่นจัดสอบเอง

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 10.50น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงยประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันที่สาม โดยน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า แม้ในงบรายจ่ายปี2570 จะตัดงบกลุ่มจังหวัดและจังหวัด แต่ในส่วนท้องถิ่นยังได้งบเท่าเดิมคือ 29.35% ห่างไกลเป้าหมาย 35% ควรจัดสรรงบให้มากกว่านี้ หรือปลดล็อกกฎหมายกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างท้องถิ่น ปัจจุบันมีองค์กรปกครองท้องถิ่น 7,000แห่ง ทำให้มีบุคลากรไม่พอทำงาน และมีปัญหาการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำงาน เดิมให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดสอบเอง แต่ขณะนี้ส่วนกลางดึงมาเป็นคนจัดสอบเองตามคำสั่งคสช. อ้างหากให้ท้องถิ่นจัดสอบจะมีระบบอุปถัมภ์ เรียกผลประโยชน์ เชื่อว่า ส่วนกลางเป็นคนดี ไม่โกง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ มีการทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นที่จัดโดยส่วนกลาง ควรให้ท้องถิ่นกลับมาเป็นผู้จัดสอ ยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ให้ส่วนกลางเป็นคนจัดสอบท้องถิ่น เพื่อประสิทธิภาพการหาบุคลากรตามที่ท้องถิ่นต้องการ

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ความตลกร้ายของการทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นรอบนี้คือ โรงงานที่พิมพ์ข้อสอบเป็นโรงงานเดียวกับที่พิมพ์บัตรเลือกตั้ง การทุจริตที่เกิดขึ้นเกิดจากการฮั้วกันของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง ในทีโออาร์มีหลายจุดที่น่าตั้งคำถาม มีการไปนำไฟล์กระดาษคำตอบออกมาได้อย่างไร ทั้งที่ควรถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย และยังพบว่า แก๊งทุจริตครอบครองเอกสารเฉลยคำตอบ เหตุใดเฉลยคำตอบหลุดออกมา เป็นไปได้ว่า ใบเฉลยรั่วตั้งแต่ตอนออกข้อสอบ ไม่รู้ว่ามีตัวแทนกรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) หรือภาคีเครือข่าย เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท.หรือหน่วยงานต่างๆไปร่วมสังเกตการณ์ขั้นตอนตั้งแต่การออกข้อสอบไปจนสิ้นสุดกระบวนตามเงื่อนไขในทีโออาร์หรือไม่ ทั้งนี้ในทีโออาร์ระบุถึงเรื่องความปลอดภัยในการออกข้อสอบให้เจ้าหน้าที่สถ.เป็นผู้ควบคุมการเข้าออกของผู้ปฏิบัติงานด้วยระบบยืนยันตัวตน ดังนั้นเจ้าหน้าที่สถ.เป็นผู้ดูแลการเข้าออกของบุคคลในกระบวนการทั้งหมด จึงอดสงสัยไม่ได้การทุจริตครั้งนี้ทำกันเป็นระบบ ประชาชนรู้ว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับระบบราชการมาตลอด ดังนั้นการกระจายอำนาจจึงเป็นบททดสอบสำคัญ หากรัฐบาลยังอุ้มชูระบบส่วนกลาง จะไม่สามารถตอบข้อครหาประชาชนได้ 

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ศรีสุวรรณ ยื่นเอาผิด พีระพันธุ์ ปมแต่งตั้งบุคคล

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ศรีสุวรรณ ยื่นเอาผิด พีระพันธุ์ ปมแต่งตั้งบุคคล

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ศรีสุวรรณ ยื่นเอาผิด พีระพันธุ์ ปมแต่งตั้งบุคคล

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

ศาลรธน.สั่งไม่รับคำร้อง “ศรีสุวรรณ” ยื่นสอย “พีระพันธุ์” ปมตั้งคณะทำงานมิชอบจนทำตนติดร่างแหโดนคดี ชี้ชัดไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ลั่นปมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงมีกระบวนการตรวจสอบเฉพาะตามกฎหมายอยู่แล้ว

วันที่ 1 กรกฏาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ 213 โดยกล่าวอ้างว่า การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ผู้ถูกร้อง) ขณะดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและมีลักษณะ ต้องห้ามมิให้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้เป็นคณะทำงานเขตตรวจราชการที่ 11 เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้ อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นการกระทำที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือมีพฤติกรรม อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ส่งผลให้ผู้ร้องซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับบุคคลดังกล่าวต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำ ความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำของผู้ถูกร้องละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25และมาตรา 53

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสาร ประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำ ของผู้ถูกร้องอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้อง ดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ส่วนที่ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) นั้น เป็นกรณี ที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณา วินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้อง ไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

นิกร ขอสภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หวังปิดฉากขัดแย้ง 20 ปี

นิกร ขอสภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หวังปิดฉากขัดแย้ง 20 ปี

นิกร ขอสภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หวังปิดฉากขัดแย้ง 20 ปี

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.58 น.

“นิกร”ขอสภาฯ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยันไม่ล้างผิด “ทุจริต-ม.112-โกงเลือกตั้ง” หวังปิดฉากขัดแย้ง 20 ปี

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายนิกร จำนง รองประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม และอดีต กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมว่า ภายหลังจากที่วุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นการกลั่นกรองเสร็จสิ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการส่งร่างกฎหมายดังกล่าวกลับคืนมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

นายนิกร ยืนยันว่า หลักการที่มีการแก้ไขในชั้นวุฒิสภานั้น ยังคงเป็นไปตามแนวทางของร่างเดิมที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และคณะ รวมถึงร่างของครูไทย และร่างของนายวิชัย สุดสวาสดิ์ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน โดยการปรับปรุงของวุฒิสภายังคงยืนยันในหลักการสำคัญ 3 ประการอย่างเคร่งครัดตามที่สภาผู้แทนราษฎรเคยให้ความเห็นชอบไว้

สำหรับหลักการสำคัญที่ไม่มีการนิรโทษกรรมให้ ประกอบด้วย 1.การกระทำความผิดในฐานทุจริตประพฤติมิชอบ จะไม่มีการนิรโทษกรรมให้เด็ดขาด 2.การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะไม่มีการล้างผิดให้ 3.การกระทำความผิดที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือความผิดต่อส่วนตัว รวมถึงการกระทำที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ทั้งในลักษณะเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม จะไม่ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้เช่นกัน  โดยกฎหมายจะมุ่งเน้นนิรโทษกรรมเฉพาะการกระทำที่มีแรงจูงใจทางการเมืองเท่านั้น 

นายนิกร กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่มีการปรับปรุงถ้อยคำในชั้นวุฒิสภานั้น มีการตัดคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ออกจากการยกเว้นความผิด เนื่องจากในทางกฎหมายมีการยืนยันชัดเจนว่า รัฐวิสาหกิจถือเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว การใส่คำซ้ำซ้อนจึงไม่มีประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีการเติมคำว่า “สังคม” เข้าไปในบางจุดเพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งทางสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้วเห็นพ้องด้วยกับการแก้ไขดังกล่าว 

นอกจากนี้ นายนิกร  ยังมีการชี้แจงถึงกรณีข้อพิพาทเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายจากการชุมนุมปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้เป็นโจทก์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ชุมนุม โดยในร่างกฎหมายเดิมกำหนดว่าหากมีการนิรโทษกรรมแล้ว ให้คืนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ในชั้นกรรมาธิการตกลงกันว่า เงินจำนวน 5 ล้านบาทที่มีการบังคับคดีและชำระมาแล้วนั้น จะไม่มีการคืนให้ เนื่องจากเป็นความเสียหายของรัฐวิสาหกิจที่มีผู้ถือหุ้นภาคเอกชนรวมอยู่ด้วยถึงร้อยละ 30 ซึ่งวุฒิสภาได้แก้ไขตัดประเด็นนี้ออกไปทำให้ไม่มีปัญหาข้อถกเถียงอีก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ. ซึ่งเดิมระบุฐานความผิดไว้ 25 ฐานความผิดนั้น ทางวุฒิสภาได้นำมาจัดเรียงลำดับใหม่ตามศักดิ์ของกฎหมาย โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในสาระสำคัญ ย้ำชัดว่าไม่มีความผิดตามมาตรา 112 และความผิดที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตปรากฏในบัญชีแนบท้ายอย่างแน่นอน เป็นเพียงการลำดับศักดิ์ของกฎหมาย เพื่อความถูกต้องเท่านั้น

สำหรับกระแสข่าวเรื่องการนิรโทษกรรมคดีโกงเลือกตั้ง หรือคดี “ฮั้ว” นั้น รองประธานวิปรัฐบาลกล่าวยืนยันว่า จะไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับการกระทำความผิดทุจริตเลือกตั้ง การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม หรือการแจ้งคุณสมบัติอันเป็นเท็จของผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. และ สว. อย่างแน่นอน ส่วนที่จะได้รับการนิรโทษกรรมคือความผิดลหุโทษเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง เช่น การชุมนุมประท้วงไม่พอใจการทำงานของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วเกิดการกระทบกระทั่งกันเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้มีการบันทึกรายงานการประชุมกรรมาธิการครั้งที่ 9 ไว้อย่างชัดเจน

ในส่วนของกรอบเวลาการพิจารณา คาดว่าวุฒิสภาจะส่งร่างกฎหมายกลับมาถึงสภาผู้แทนราษฎรภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้(2 ก.ค.) ซึ่งจะทันเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาฯ ในสัปดาห์สุดท้ายของสมัยประชุมนี้ โดยในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ตนจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมวิปรัฐบาล เพื่อพิจารณา ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรควรมีมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขมาทันที โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของสองสภาให้เสียเวลาอีก เนื่องจากประเด็นที่แก้ไขเป็นเพียงถ้อยคำและเทคนิคทางกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่เป็นสาระสำคัญ

“กฎหมายฉบับนี้เราพยายามผลักดันกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2548 ยืดเยื้อยาวนานจนประชาชนพูดกันจนเบื่อแล้ว ดังนั้นหากสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบตามวุฒิสภา เรื่องนี้จะได้จบสิ้นกระบวนความ และเข้าสู่ขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามขั้นตอนต่อไป เพื่อปิดฉากปัญหาความขัดแย้งที่ยาวนานเสียที” นายนิกร กล่าว

จับตา! ภาวุธ เข้าแจงพนง.สอบสวนพรุ่งนี้ ปมโยงคดี ‘ฟอเร็กซ์’ DSI พบพิรุธเครือข่ายใช้ใบอนุญาตปลอม

จับตา! ภาวุธ เข้าแจงพนง.สอบสวนพรุ่งนี้ ปมโยงคดี ‘ฟอเร็กซ์’  DSI พบพิรุธเครือข่ายใช้ใบอนุญาตปลอม

จับตา! ภาวุธ เข้าแจงพนง.สอบสวนพรุ่งนี้ ปมโยงคดี ‘ฟอเร็กซ์’ DSI พบพิรุธเครือข่ายใช้ใบอนุญาตปลอม

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.51 น.

จับตา! ’ภาวุธ‘ เข้าแจงพนง.สอบสวนพรุ่งนี้ ปมโยงคดี ‘ฟอเร็กซ์’ ด้าน ‘ดีเอสไอ’ พบพิรุธบริษัทเครือข่ายใช้ใบอนุญาตปลอม-พบเงินหมุนเวียนกว่า 28 ล้านเป็นเจ้าของบริษัทโบรกเกอร์หรือไม่ 
    
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้(2ก.ค.) นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มีกำหนดการเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ  หรือ ดีเอสไอ  ที่ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ศูนย์ราชการฯ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตนเอง หลังตกเป็นประเด็นถูกเชื่อมโยงกับธุรกรรมทางการเงินในเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคดีฟอเร็กซ์ ทั้งนี้จากการสืบสวนของพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ จะสอบถามในภาวุธ หลังพบพิรุธสำคัญจากบริษัทเพย์เมนต์รายหนึ่งในเครือข่ายฟอเร็กซ์ ซึ่งมีการใช้เอกสารใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยปลอม โดยเอกสารฉบับดังกล่าวอ้างว่าได้รับอนุญาตจากนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567 ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ผิดปกติ เนื่องจากนายอุตตม พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปตั้งแต่เมื่อปี 2563 หรือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และในขณะที่เป็นช่วงเวลาที่ นายเศรษฐา ทวีสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและควบตำแหน่งรมว.คลังอีก1 ตำแหน่ง
    
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอยังจะสอบถาม ความสัมพันธ์ของนายภาวุธกับบริษัท คิวอาร์เอส โกลบอล จำกัด (QRS Global) ว่ามีสถานะเป็นเจ้าของหรือโบรกเกอร์ในเครือข่ายฟอเร็กซ์หรือไม่ โดยมุ่งเป้าไปที่เส้นทางการเงินที่มีการโอนจากบริษัท สปาร์ค ดิจิตอล (Spark Digital) ซึ่งเป็นบริษัทในระบบโอนเงินของเครือข่าย เข้าสู่บัญชีที่เชื่อมโยงกับนายภาวุธเป็นเงินจำนวน 28 ล้านบาทภายในวันเดียว คือวันที่ 18 กรกฎาคม 2567  และจากการตรวจสอบพบว่ายอดรวมค่าธุรกรรมโอนเงินและรับเงินมากกว่า28 ล้านบาทไปอีกจำนวนมาก 
    
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายภาวุธได้ออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนผ่านรัฐสภา โดยยืนยันสถานะของตนเองว่าเป็นเพียงผู้เทรดทองคำและได้รับผลขาดทุน ไม่ใช่ผู้ชักชวนหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการแชร์ลูกโซ่ พร้อมระบุว่าไม่ได้หลบหนี ไม่ลาออกจากสส. และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานทางการเงินย้อนหลังเพื่อนำมาแสดงต่อพนักงานสอบสวนให้ชัดเจนที่สุด 

อรรษิษฐ์ ขอรอผลสอบทุจริตท้องถิ่น หลังครบ 7 วัน ย้ำไม่รู้จักคนที่ชื่อ กิจ

อรรษิษฐ์ ขอรอผลสอบทุจริตท้องถิ่น หลังครบ 7 วัน ย้ำไม่รู้จักคนที่ชื่อ กิจ

อรรษิษฐ์ ขอรอผลสอบทุจริตท้องถิ่น หลังครบ 7 วัน ย้ำไม่รู้จักคนที่ชื่อ กิจ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

‘ปลัดมท.’ ขอรอ ‘ผล.คกก.สอบทุจริตท้องถิ่น’ สรุปผลครบ 7 วันรายงานตรงพรุ่งนี้ – นัดแถลงต่อสาธารณชนแน่นอน พร้อมเอาผิดขรก.มีเอี่ยว ยันไม้รู้จัก ’กิจ‘

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายอรรษิษฐ์​ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าหลัง​ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นโดยมีนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดูแลด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำเนินการ​ ครบ​ 7 วันว่า นายสันติธรได้รายงานว่าขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปข้อเท็จจริง ก่อนที่จะนำข้อสรุปในวันนี้ที่รองปลัดฯ และคณะกรรมการได้ตรวจสอบมารายงานตนอีกครั้ง  และหลังจากนั้นจะแจ้งให้ทุกคนได้รับทราบอีกครั้งถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง การตรวจสอบครั้งนี้เป็นการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีผู้ที่บกพร่องของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องดำเนินการต่อไป แต่ในอีกส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการสอบสวนคดีอาญา อยู่ในระหว่างการดำเนินการเช่นกัน ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) อยู่ระหว่างการเขียนไทม์ไลน์ ซึ่งมีกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบ 3-6 เดือน ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง เพื่อให้ข้อมูลเป็นหนึ่งเดียว แต่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะต้องชี้ให้ได้ว่ามีความบกพร่องหรือผิดพลาดอย่างไร และใครอยู่ในกระบวนการนี้ 

เมื่อถามว่ามีข้าราชการระดับใดเข้าไปเกี่ยวข้องบ้างหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอรายละเอียดจากรองปลัดฯ ที่เป็นประธานการตรวจสอบ ยืนยันว่าหากผลสอบแล้วเสร็จ จะต้องแถลงต่อสาธารณชน ไม่มีการปกปิดแน่นอน  

เมื่อถามว่าผลสอบทั้งหมดจะส่งต่อไปยัง ป.ป.ช.หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกับ ป.ป.ช.โดยตลอด และ ป.ป.ช.เองก็มีการตรวจสอบ ต้องเอาข้อมูลชนกัน  แต่ยอมรับว่ามีข้อบกพร่อง แต่ยังไม่ทราบถึงรายละเอียดจริงๆ 

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการแจ้งความดำเนินคดีกับบุคลในคลิปเสียง อ้างภรรยาปลัดกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นนั้น นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ตนได้ย้ำไปแล้วว่าต้องบังคับใช้กฎหมายในทุกกรณี เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสิ่งที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง คนที่นำเสนอข่าวผิดๆ ก็ลอยนวล แต่ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่แล้ว  

เมื่อถามว่าวันนี้มีกระแสข่าวว่าคนที่ชื่อ “กิจ” จะไปรับทราบข้อกล่าวหาที่สน.ทุ่งสองห้อง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ 

เมื่อถามว่ามองอย่างไรถึงกรณีที่คนที่ชื่อ “กิจ” จะแจ้งความจับคนที่ชื่อ “ส้ม” นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เมื่อมีการเปิดเผยความจริง เราก็ยิ่งดีใจ เพราะสุดท้ายเราต้องการหาตัวการที่อยู่ข้างหลังให้ได้ เพราะฉะนั้นใครที่มีข้อมูลอะไร อย่างที่นายกรัฐมนตรีบอกให้ไปร้องยังสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปลัดสำนักนายกระบุว่าข้อมูลที่ให้เป็นความลับชั้นสุดยอด ยืนยันว่าไม่รู้จักกับคนที่ชื่อกิจ หลังจากที่มีการเปิดเผยว่าคนที่ชื่อกิจอยู่ในแวดวงนักการเมืองท้องถิ่น 

มติเอกฉันท์ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องสอยเก้าอี้ ‘อนุทิน-พิพัฒน์’ ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

มติเอกฉันท์ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องสอยเก้าอี้ ‘อนุทิน-พิพัฒน์’ ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

มติเอกฉันท์ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องสอยเก้าอี้ ‘อนุทิน-พิพัฒน์’ ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.06 น.

มติเอกฉันท์ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องสอยเก้าอี้ “อนุทิน-พิพัฒน์” ปมแต่งตั้งนั่งคุมนโยบายพลังงานเอื้อประโยชน์ธุรกิจเครือญาติ ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ย้ำช่องทางตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นสิทธิเฉพาะของ ส.ส.-ส.ว.- กกต. เท่านั้น

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นายธนะวิทย์ วงศ์ธารทิพย์ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า กระทำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) มีคำสั่ง แต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ผู้ถูกร้องที่ 2) ให้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจกำกับดูแลและสั่งการเกี่ยวกับนโยบายพลังงาน การบริหารจัดการสถานการณ์ น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจพลังงาน อาจส่งผลให้เกิดประโยชน์ ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเองและเครือญาติ ประกอบกับผู้ถูกร้องที่ 2 แถลงข่าวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา สถานีบริการน้ำมันขาดแคลนจนเกิดผลกระทบต่อประชาชน ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายโดยตรง จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

 ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการกระทำ ที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์ที่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งกระทำการไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่มี ผลประโยชน์ทับซ้อน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกร้อง ทั้งสองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) และการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 186 อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5)

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการแต่งตั้งของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบกับการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย หรือให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณา วินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213