อนุทิน ปัดตอบ ย้ายรองผู้ว่าฯภูเก็ต

อนุทิน ปัดตอบ ย้ายรองผู้ว่าฯภูเก็ต

อนุทิน ปัดตอบ ย้ายรองผู้ว่าฯภูเก็ต

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.43 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 มิ.ย. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม นายกฯ ได้เรียกรัฐมนตรีสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยเข้าหารือเป็นการภายในบนตึกไทยคู่ฟ้า โดยมีการขอความร่วมมือให้คณะผู้ติดตามของรัฐมนตรีแต่ละคนออกมารออยู่ด้านนอก

ทั้งนี้ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีรัฐมนตรีหลายคนถูกตำหนิเรื่องการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต หลังจากเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ในวงประชุมมอบนโยบายหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทย นายกฯได้ตำหนิการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล จนเป็นเหตุให้มีคำสั่งโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ 5 คน 

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันเดียวกันนี้มี ครม.แจ้งลาการประชุม 3 คน ได้แก่ 1.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 2.พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ3.พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม

กมธ.ป.ป.ช. รับลูก อนุทิน จ่อลุยภูเก็ต สางปมมาเฟียฮุบ หาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา-นอมินี

กมธ.ป.ป.ช. รับลูก อนุทิน จ่อลุยภูเก็ต สางปมมาเฟียฮุบ หาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา-นอมินี

กมธ.ป.ป.ช. รับลูก อนุทิน จ่อลุยภูเก็ต สางปมมาเฟียฮุบ หาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา-นอมินี

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.47 น.

“กมธ.ป.ป.ช.”รับลูก “อนุทิน” ลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบ “หาดฟรีด้อม” กวาดล้างทุนสีเทา-นอมินี ดึงตัว 3 สส. เจ้าของพื้นที่ มีฝ่ายค้านด้วย ตั้งเป้าสรุปผลส่งข้อมูลเชือดตามกฎหมายเด็ดขาด

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร และ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะกรรมาธิการฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 26-27 มิถุนายน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบุกรุกที่สาธารณะและป่าสงวนแห่งชาติบริเวณหาดฟรีด้อม ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต ซึ่งที่ผ่านมาเคยพบการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้และมีการดำเนินคดีมาแล้วหลายคดี

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งกวาดล้างผู้มีอิทธิพล และกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองธุรกิจ รวมถึงการบุกรุกพื้นที่สาธารณะในจังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ นายอาสพลธ์ ได้ทำหนังสือเชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 เขต ได้แก่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ นายเฉลิมพงศ์ แสงดี จากพรรคประชาชน และ น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ จากพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมประชุมและลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับคณะกรรมาธิการฯ เพื่อสะท้อนปัญหา รับฟังความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเปิดเผย โปร่งใส และรอบด้าน

พร้อมกันนี้ จะเปิดโอกาสให้ตัวแทนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหากลุ่มธุรกิจและผู้มีอิทธิพลสีเทาที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคารถาวร การตัดถนน การเก็บค่าเข้าพื้นที่ หรือการเปิดร้านค้าให้บริการนักท่องเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเอาจริงในการทวงคืนสมบัติของชาติ โดยหลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเสร็จ จะนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้บุกรุกและผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

และยังช่วยตรวจสอบ และสนับสนุนให้เกิดการจัดระเบียบพื้นที่หาดฟรีด้อม รวมถึงพื้นที่สาธารณะอื่นในจังหวัดภูเก็ต ให้กลับมาเป็นสมบัติของส่วนรวมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ปลุก 4.5 ล้านเสียงเข้าคูหา กทม. ปล่อยขบวนรณรงค์ Bangkok Vote สู่ 50 เขต

ปลุก 4.5 ล้านเสียงเข้าคูหา กทม. ปล่อยขบวนรณรงค์ Bangkok Vote สู่ 50 เขต

ปลุก 4.5 ล้านเสียงเข้าคูหา กทม. ปล่อยขบวนรณรงค์ Bangkok Vote สู่ 50 เขต

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.36 น.

กทม. “รวมพลัง เลือกตั้งโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม” ปล่อยขบวนรณรงค์ Bangkok Vote สู่ 50เขต ปลัดฯกำชับเขตดูแลความสะดวก เผยผู้มีสิทธิครั้งนี้ 4.5 ล้านคน 

วันที่ 16 มิ.ย.69  เวลา 08.00น. นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานกิจกรรมแสดงพลังข้าราชการกรุงเทพมหานคร “รวมพลัง กทม. เลือกตั้งโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม” โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) คณะผู้บริหาร กทม. ร่วมกิจกรรมประกาศเจตนารมณ์ของข้าราชการและบุคลากร กทม. จำนวนกว่า 700 คน ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) พร้อมปล่อยขบวนรถรณรงค์ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง Bangkok Vote สู่พื้นที่ 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ

เลือกตั้ง

ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวต้อนรับคณะกรรมการการเลือกตั้งและให้โอวาทแนวทางการปฏิบัติงานแก่ข้าราชการและบุคลากร กทม. โดยเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.69 เป็นวาระสำคัญยิ่ง ในฐานะข้าราชการของประชาชน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ ยึดมั่นในระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ยึด “ความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และวางตัวเป็นกลางทางการเมือง” ไม่เอนเอียง ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ให้คุณหรือให้โทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งท่านใดท่านหนึ่ง และต้องปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน และโปร่งใสต่อสายตาของ กกต. และสาธารณชน ขอให้ทุกคนร่วมมือกันขับเคลื่อนให้สำเร็จจุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย

จากนั้นนายณรงค์ กล่าวนำแสดงเจตนารมณ์ ความโปร่งใสและการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง โดยมี คณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมเป็นสักขีพยาน ใจความ 4 ข้อ  

เลือกตั้ง

1. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด  

2. จะวางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ไม่เอนเอียง และไม่เอื้อประโยชน์แก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง  

3. จะมุ่งมั่นจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เพื่อรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของข้าราชการกรุงเทพมหานคร  

4. จะร่วมมือร่วมใจ ป้องกันและต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้งทุกรูปแบบเพื่อประโยชน์สุขของชาวกรุงเทพมหานคร และความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย

เลือกตั้ง

หลังประกาศเจตนารมณ์ ปลัดกทม. กกต.กทม. และผู้บริหาร ร่วมปล่อยขบวนรถรณรงค์ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง โดยโบกธงสัญลักษณ์ พร้อมกดแตรสัญญาณปล่อยขบวนรถรณรงค์ Bangkok Vote จากสำนักงานเขต เคลื่อนตัวออกจากลานคนเมือง เพื่อมุ่งหน้าไปรณรงค์เชิญชวนประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 50 เขตต่อไป

นายณรงค์ เปิดเผยภายหลังการจัดกิจกรรมว่า สำนักประชาสัมพันธ์ และ กกต.กทม. พยายามสื่อสารไปถึงประชาชนในหลายช่องทาง หลังจากที่มีประชาชนร้องเรียนว่ารณรงค์เลือกตั้งของ กทม. มีน้อยมากแทบจะไม่รู้ว่าวันเลือกตั้งคือวันใด สำหรับบัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จะใช้บัตรสีเขียว ส่วนบัตรเลือกตั้ง ส.ก.จะใช้บัตรสีชมพู ซึ่งเป็นไปตามที่ กกต.กำหนด 

เลือกตั้ง

อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนักงานเขตพยายามประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนอาศัยอยู่ในเขตไม่ถึง 1 ปีจึงไม่มีสิทธิเลือกตั้ง  ส.ก.ซึ่งประชาชนจะต้องไปแจ้งชื่อที่สำนักงานเขตเดิมที่เคยมีชื่ออยู่ ติดต่อกันเกิน 1 ปี ภายในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ โดยมอบหมายให้แต่ละสำนักงานเขตลงพื้นที่เคาะประตู เข้าถึงประชาชนที่ยังไม่เข้าใจ  เพื่อสื่อสารให้ทั่วถึง

ขณะที่การย้ายหน่วยเลือกตั้งในบางเขต นายณรงค์ กล่าวว่า ได้มีการแจ้งประชาชนในหน่วยเลือกตั้งที่มีการย้ายสถานที่ หากไม่ได้รับความสะดวกให้แจ้งมาที่ตนโดยตรง ส่วนหน่วยเลือกตั้งที่เขตพญาไทที่มีการร้องเรียนเรื่องการย้ายหน่วยเลือกตั้ง ตนจะไปตรวจสอบและให้สำนักงานเขตประชาสัมพันธ์เพื่อประชาชนเลือกตั้งได้สะดวก

เลือกตั้ง

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปีนี้มีอยู่ 4,500,000 คน ซึ่งขณะนี้ใกล้ถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย.69 ขอให้ประชาชนศึกษารายละเอียดและข้อมูลว่าตนมีสิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งใด เมื่อดูสถานที่ตั้งเรียบร้อยแล้วก็ต้องศึกษาเรื่องการเดินทาง หากจุดใดที่ไม่สะดวกสามารถแจ้งมาได้ที่ศูนย์อำนวยการการเลือกตั้ง กทม. หรือสายด่วน 1444 

เลือกตั้ง
เลือกตั้ง
เลือกตั้ง
เลือกตั้ง

เลขาสภาพัฒน์​ฯ​ ขอรอประเมินสถานการณ์​เศรษฐกิจ​ ท่าที​สหรัฐฯ​-อิหร่าน​ ดีลสันติภาพจริงหรือไม่​

เลขาสภาพัฒน์​ฯ​ ขอรอประเมินสถานการณ์​เศรษฐกิจ​ ท่าที​สหรัฐฯ​-อิหร่าน​ ดีลสันติภาพจริงหรือไม่​

เลขาสภาพัฒน์​ฯ​ ขอรอประเมินสถานการณ์​เศรษฐกิจ​ ท่าที​สหรัฐฯ​-อิหร่าน​ ดีลสันติภาพจริงหรือไม่​

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.32 น.

เลขาสภาพัฒน์​ฯ​ ขอรอประเมินสถานการณ์​เศรษฐกิจ​ ท่าที​สหรัฐฯ​- อิหร่าน​ ดีลสันติภาพจริงหรือไม่​

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา​ 09.10 น.​ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ​ (สศช.) กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจหลังจากที่สหรัฐอเมริกา​ -​ อิหร่านลงนามสันติภาพ​ ว่า คงดีขึ้น แต่คิดว่า สถานการณ์ยังไม่แน่นอน ตนต้องขอดูให้เกิดความชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่า จะทำให้ GDP ของไทยดีดตัวสูงขึ้นหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า สถานการณ์การปรับตัวของ GDP มีหลายปัจจัย ซึ่งอาจมีเรื่องเงินเฟ้อเข้ามาด้วย ฉะนั้น จึงขอประเมินสถานการณ์ก่อน เพราะต้องรอดูความชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาแม้จะบอกว่า จะมีการยุติสงคราม แต่ก็กลับไปกลับมา ฉะนั้นจึงขอเวลาในการประเมินสถานการณ์อีกครั้งก่อน

กรวีร์ ฟาด พรรคส้ม ปมปูด ฝากเลี้ยงสส.ฝ่ายค้าน หลักล้าน ยันรัฐบาล 300 เสียงมีเสถียรภาพ ไม่จำเป็นต้องซื้อ

กรวีร์ ฟาด พรรคส้ม ปมปูด ฝากเลี้ยงสส.ฝ่ายค้าน หลักล้าน ยันรัฐบาล 300 เสียงมีเสถียรภาพ ไม่จำเป็นต้องซื้อ

กรวีร์ ฟาด พรรคส้ม ปมปูด ฝากเลี้ยงสส.ฝ่ายค้าน หลักล้าน ยันรัฐบาล 300 เสียงมีเสถียรภาพ ไม่จำเป็นต้องซื้อ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.25 น.

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความ ระบุว่า ได้อ่านข่าว “ฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน” ให้นั่งเป็นองค์ประชุม แลกกับเงินตอบแทนหลักล้านบาท

ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า…

พื้นฐานความคิดแบบนี้มาจากไหน? และจะทำไปทำไม?

การมาประชุมสภาเป็นหน้าที่โดยตรงของ สส. ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

แล้วทำไมการที่ สส.ฝ่ายค้านมาทำหน้าที่ของตัวเองจึงกลายเป็น “ต้องมีคนจ่ายเงินเพื่อให้เป็นองค์ประชุม” ?

หรือกำลังจะบอกว่า สส.ฝ่ายค้านไม่อยากทำหน้าที่ จนต้องมีคนเอาเงินมาจ้างให้นั่งประชุมเลยหรอ?

ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่ถูกดูถูกมากที่สุด ไม่ใช่รัฐบาล แต่คือ สส.ฝ่ายค้าน ก็พวกท่านเองนั่นละครับ

รัฐบาลปัจจุบันมีเสียงประมาณ 300 เสียง มีเสถียรภาพเพียงพอในการบริหารประเทศ

จึงอยากถามกลับว่า จะต้องไปซื้อ สส.ฝ่ายค้านมานั่งเป็นองค์ประชุมเพื่ออะไร?

และถ้าตรรกะแบบนี้ถูกต้อง…

วันใดที่ สส.พรรคประชาชน หรือฝ่ายค้านมาประชุมครบทุกคน เราจะสรุปได้หรือไม่ว่า

“ขายตัวกันทั้งพรรค” ?

แน่นอนว่าไม่มีใครยอมรับตรรกะแบบนั้น เพราะมันไร้เหตุผลสิ้นดี

การมาประชุมสภา คือหน้าที่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีใครมาซื้อ มาจ้าง หรือมาตอบแทนเป็นพิเศษเพื่อให้เป็นองค์ประชุม

ที่สำคัญคนพูดเองเองก็ยอมรับว่า ไม่มีหลักฐาน

เมื่อไม่มีหลักฐาน ก็ไม่ควรกล่าวหาลอย ๆ ให้สังคมเข้าใจผิด ทำลายความน่าเชื่อถือของสภา และทำลายเกียรติของเพื่อนสมาชิกผู้แทนราษฎรด้วยกันเอง

หากมั่นใจว่าเรื่องนี้มีจริง…

ขอให้นำหลักฐานออกมาเปิดเผยให้ชัดเจนว่าเป็นใคร พรรคไหน คนใด เกี่ยวข้องอย่างไร หาคนผิดมาให้ชัดเลย

แต่หากไม่มีหลักฐาน ก็ไม่ควรใช้การคาดเดา หรือคำบอกเล่าแบบ “เขาว่ากันว่า” มาพูดให้สภาเสียหาย

การกดคนอื่นให้ต่ำลง มันไม่ทำให้เราสูงขึ้นนะครับ

และที่สำคัญคนที่โดนดูถูก กดให้ต่ำลง ไม่ใช่ใคร แต่กลับกลายเป็นเพื่อน พวกพ้อง ของตัวเองทั้งสิ้น

อ่านข่าวทีเกี่ยวข้อง : พรรคส้ม ปูดดีลฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน ไม่ต้องย้ายพรรค แค่นั่งให้ครบองค์ประชุม-โหวตตามสั่ง

กระทรวงการต่างประเทศ ยินดี สหรัฐ-อิหร่าน บรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง

กระทรวงการต่างประเทศ ยินดี สหรัฐ-อิหร่าน บรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง

กระทรวงการต่างประเทศ ยินดี สหรัฐ-อิหร่าน บรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.03 น.

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 กระทรวงการต่างประเทศ แถลงการณ์ท่าทีไทยต่อการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยระบุว่า ประเทศไทยยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และชื่นชมบทบาทที่สร้างสรรค์ของปากีสถานและโอมานในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยในการเจรจา รวมถึงความพยายามของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการใช้การทูตเพื่อคลี่คลายความตึงเครียด

ประเทศไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อตกลงจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ และจะนำไปสู่การเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างทุกฝ่าย เพื่อนำมาซึ่งสันติภาพในภูมิภาคและความมั่นคงของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างยั่งยืน

ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย รัฐบาลดันเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจหลัก ยกระดับแรงงานสู่ระดับโลก

ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย รัฐบาลดันเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจหลัก ยกระดับแรงงานสู่ระดับโลก

ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย รัฐบาลดันเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจหลัก ยกระดับแรงงานสู่ระดับโลก

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.33 น.

รัฐบาลดันเซมิคอนดักเตอร์สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เอกชนขานรับ

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต สร้างงานคุณภาพ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโรดแมปอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ภายในปี 2593

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง แต่เป็นการสร้างกลไกกลางที่มีเจ้าภาพชัดเจน สามารถบูรณาการการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และนักลงทุนต่างชาติ ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนากำลังคน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

รัชดา ธนาดิเรก

“นายกรัฐมนตรีเห็นว่า เซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะเป็นชิ้นส่วนที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีสำคัญที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ การสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึงโรงงานเข้ามาลงทุน แต่เป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยมีงานที่มีรายได้สูงขึ้น มีทักษะที่เป็นที่ต้องการของโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศในระยะยาว” น.ส.รัชดา กล่าว

น.ส.รัชดา ยังกล่าวว่า สัญญาณการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเซมิคอนดักเตอร์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีมูลค่าคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 277,645 ล้านบาท เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมดิจิทัล และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ยังมีมูลค่าการลงทุนใหม่กว่า 40,456 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย
รัฐบาลมองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบ รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอยู่แล้ว สิ่งที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการคือการต่อยอดจากฐานเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยก้าวสู่งานคุณภาพที่มีรายได้สูงขึ้น

เซมิคอนดักเตอร์

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้แสดงการสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าว สะท้อนว่าแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยตอบโจทย์ภาคการผลิตและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญ พัฒนาผู้ประกอบการไทย และสร้างบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ แต่ต้องทำให้การลงทุนเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นโรงงานจริง งานจริง ทักษะจริง และรายได้จริงของคนไทย หากเดินหน้าตามโรดแมปได้อย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างงานทักษะสูง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และทำให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก” น.ส.รัชดา กล่าว

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อดีตข้าราชการครู ผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดนไล่ออกตั้งแต่ปี 65

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อดีตข้าราชการครู ผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดนไล่ออกตั้งแต่ปี 65

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อดีตข้าราชการครู ผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดนไล่ออกตั้งแต่ปี 65

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.18 น.

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ความว่า

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย ซึ่ง น.ส.รัตนา อดีตข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู คศ.1 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับพระราชทาน เนื่องจากได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานขาดราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร

อันเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ตามข้อ 2(2) แห่งกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ.2549 กรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตาม ม.87 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2565 โดยคำสั่งอันถึงที่สุด

อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามข้อ 6 และข้อ 7(4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 และ น.ส.รัตนา เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามประกาศบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569

ผู้รัยสนองพระบรมราชโองการ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

รองนายกรัฐมนตรี

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ประเทศไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด แต่ในฐานะรัฐอธิปไตย เรามีสิทธิป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ หากมีความจำเป็น กองทัพไทยมีความพร้อม มีแผนเผชิญเหตุ และมีการซักซ้อมรองรับทุกสถานการณ์”

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี

ผอ.ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

อนุทินลุยโครงการTH-AI อุ้ม‘ไชยชนก’

อนุทินลุยโครงการTH-AI  อุ้ม‘ไชยชนก’

อนุทินลุยโครงการTH-AI อุ้ม‘ไชยชนก’

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินลุยโครงการTH-AI อุ้ม‘ไชยชนก’ ลั่นถ้ามีทุจริตจะล้มเอง ครม.เงาแฉพิรุธเอกสาร

ปชน.งัดเอกสารแฉพิรุธ TH-AI  Passport พบเอกสารบริษัทเอกชน เริ่มโครงการก่อนประมูล จ่อยื่นป.ป.ช.สอบเอาผิด “เท้ง” ซัด “อนุทิน” อย่าลอยตัว บี้สั่งระงับโครงการทันที ขณะที่‘ไอซ์’ถามแรง‘ไม่กล้าแตะลูกนาย’ แนะ‘ไชยชนก’ยืดอกรับ อย่าหลบหลังปลัดกระทรวง มีหลักฐาน’ธนาธร-ปิยบุตร’ทุจริต ส่งมาจัดการเอง ขณะที่‘อนุทิน’ชี้ใครเข้าไม่ถึงAIล้าหลัง ระบุดีอีชี้แจงแล้ว ลั่นไม่รู้จัก’มีนอกมีใน ย้ำ’รบ.รังเกียจการทุจริต

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประกอบด้วย นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 6 ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport

โดย น.ส.รักชนก เปิดหลักฐานเอกสารMeta Dataของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคิ๊กออฟTH-AI Passport โดยระบว่าเป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B ซึ่งมีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.2568 แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์วันที่ 15 ธ.ค. 2568 และมีการประมูลช่วงปลายเดือนธ.ค.ดังนั้นตนจึงคิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่า“ส่อ”แต่เป็นการทุจริตจริงๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์และฝากไปถึงโครงการลักษณะเดียวกันของกระทรวงอื่นๆ ทั้งนี้ จะได้นำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป ซึ่งเดิมตั้งใจว่าลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้หากเอกสารพร้อม ปรึกษาทีมนโยบาย ทีมสื่อสาร เมื่อพร้อมแล้วก็ยื่น คากว่าน่าจะช่วงที่กระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 ก.ค.นี้

ปชน.แฉพบพิรุธเอกสารTH-AI

ด้าน นายธีระชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติในเอกสารชุดเดียวกัน โดยวันที่ 10 พ.ย. 2568 เอกสารที่ใช้สำหรับเสนอประชุม ครม.เศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 90 วัน และจะเริ่มให้บริการภายใน 120วัน ขณะเดียวกันทีโออาร์ฉบับจริง เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 กลับมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา โดยเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน จึงถามว่าเหตุใดต้องเปลี่ยนแปลงระยะเวลาดำเนินโครงการ เพราะรัฐบาลทราบใช่หรือไม่ว่าช่วงวันที่ 15 ธ.ค.2568 เป็นได้เพียงรัฐบาลรักษาการ

ขณะที่นายภาวุธ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาท ที่ใช้กับครงการ AI ไปเปลี่ยนประเทศไทยจากในฐานะผู้เช่าใช้ มาทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ ซึ่งประเทศเราก็มี AI อยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่จะซื้อ AI ต่างชาติผ่านคนกลาง แต่เห็นด้วยที่จะให้จัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) นอกจากนี้ ตนเสนอให้รัฐทุ่มงบฯกับการสร้างทักษะคนทั่วไปและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้ AI ในการจับทุจริต ผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ส่วนของกระทรวงดีอีฯ ควรถอยตัวเองออกมา และเป็นผู้สร้างกรอบสร้างมาตรฐานกลางในเรื่องAI

‘เท้ง’จี้’อนุทิน’สั่งระงับโครงการ

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.งมหาดไทย ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว ครั้งล่าสุดที่เรียกประชุมอยู่ในยุคของรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีฯ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ จะมีการปรึกษากับทีมนโยบายและทีมสื่อสารว่าหากเตรียมเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้

นักการเมือง-ขรก.ฟอกขาวรับผิดอบ

เมื่อถามว่า หลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษหรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากิน เพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริงๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริงๆในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน เช่น งบไอที งบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท

ไม่ใช่โยง’ลูกนาย’แล้วทำหูทวนลม

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ ตนคิดว่าเทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอน ซึ่งเราได้เห็นจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว หลังจากมีคนออกมาให้ความเห็น และเป็นผู้เชี่ยวขาญในแวดวงดังกล่าวทั้งนั้น คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชนหรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับคือนายไชยชนก อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้

“ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่าสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว เมื่อถามว่า ในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย

‘ธนาธร-ปิยบุตร’พบโกงสอบแน่

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดภาพ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า แต่ดูเหมือนสังคมบางส่วนไม่เข้าใจ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้ และเปิดต่อเนื่อง เป้าหมายสุดท้ายของตนคือต้องการให้พับโครงการ ซึ่งคิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่าไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตน ซึ่งตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศขาติเป็นหลัก โดยการทำงานของตนในวันนี้ การที่นำข้อมูลมาเปิดในวันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร ถามย้ำว่า ประเด็นภาพนายธนาธรและนายปิยบุตร จะไม่ได้เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่านายปิยบุตรและนายธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเป็กหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน ซึ่งจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก

‘อนุทิน’ชี้ใครเข้าไม่ถึงAล้าหลัง

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านท้วงติงโครงการ th-ai passport ว่า เราต้องเติบโตไปกับโลกเทคโนโลยี วันนี้ใครเข้าไม่ถึง AI จะเป็นคนที่ล้าหลังไม่ทันโลก การดำรงชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเราต้องมีทุกสิ่งที่ประกอบเพื่อให้เราอยู่ในเวทีหรือมีความพร้อมมากกว่าคนอื่น ประเทศไทยเรามีความมั่นคงเรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นลำดับต้นของโลกอยู่แล้ว เรามีทั้งผู้ที่สามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมาและผู้ที่พัฒนาระบบต่างๆขึ้นมาเอง เราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีของต่างประเทศเลย เพียงแต่เอาแพลตฟอร์มและองค์ความรู้ต่างๆเข้ามาพัฒนาแล้วกระจายเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ไปให้ประชาชน

ดีอีชี้แจงไปแล้วเหตุผลทำโครงการ

เมื่อถามย้ำว่าเขาไม่ได้ติงที่แนวคิดแต่ติงที่ทีโออาร์ที่เกี่ยวพันกับคนที่ใกล้ชิดตระกูลชิดชอบ นายอนุทิน กล่าวว่า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้ดำเนินการ รมว.ดีอี เป็นผู้รับผิดชอบและอธิบายเรื่องนี้ให้เข้าใจเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องกังวลก็คือดำเนินการด้วยความสุจริตและเป็นไปตามขั้นตอนที่ระเบียบกำหนดหรือไม่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามนั้นก็ถือว่าผู้ที่ดำเนินการได้ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนดให้ทำ เพราะถ้าเขาไม่ทำเขาก็จะมีปัญหาเรื่องผลงานและการประเมินของเขา

ลั่นไม่รู้จักคำว่า’มีนอกมีใน’

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าโครงการนี้จะไม่มีนอกมีในหรือไม่โปร่งใส ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “รัฐบาลนี้ไม่รู้จักคำว่ามีนอกมีใน มีแต่ให้ประชาชน พวกผมทำงานอยู่ตรงนี้ ผมไม่ทนเรื่องพวกนี้อยู่แล้วเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกผมดีขึ้น มีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีเงินมีทอง ทุกวันนี้ผมว่าผมก็อยู่ได้ ท่านก็เห็น มีแต่ที่ผมไม่ได้เข้า 60/40 เท่านั้นเพราะเห็นว่าตัวผมไม่จำเป็นต้องไปตัดสิทธิ์คนอื่น ผมก็ใช้ชีวิตปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี เป็นประชาชนธรรมดา หรือนายกฯ ชีวิตผมไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นในเรื่องพวกนี้ผมไม่มีความจำเป็นต้องไปเกรงใจใครหรือเกรงกลัวใครที่จะทำทุจริต โดยเฉพาะในรัฐบาลที่ผมเป็นนายกฯอยู่”

นายกฯ-ครม.รังเกียจการทุจริต

เมื่อถามว่าพร้อมให้ตรวจสอบตลอดใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “น้องต้องไม่ถามนำ นายกฯและคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ทุกคนรังเกียจการกระทำทุกชนิดในเรื่องการทุจริตและผิดกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การแต่งตั้งโยกย้าย นโยบายการปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ถ้ามีทุจริตเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ย้ำว่าเราจะเป็นศัตรูกับเรื่องทุจริตทุกรูปแบบ และทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการถ้ามันไม่ถูกต้องระบบจะทำให้มันล้มไปเอง และถ้าผิดกฎหมายระบบก็จะทำให้มันผ่านไปไม่ได้ แต่แน่นอนว่าประชาชนรอ AI อยู่ AI ต้องตอบไม่ใช่ถามอยู่ 3 คำถามแล้วค่อยๆช้าลงไปรอสักครู่เวลาทำมาหากินมันรอไม่ได้ ถามปุ๊ปต้องตอบปั๊ป”

‘ภราดร’ยังไม่เห็นร่างเพื่อไทย

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยจะยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากที่มีการปรับปรุงแก้ไขแล้วพรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุนหรือไม่ ว่า ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหาที่จะสนับสนุน แต่วินาทีนี้ยังไม่เห็นเนื้อหาว่าร่างของเขามีลักษณะอย่างไร แต่หลักใหญ่คือ 1.จะต้องไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 2. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและ3.จะต้องไม่มีการแก้ไขหมวดหนึ่งและหมวดสอง หากไม่มีทั้ง 3เรื่องนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยจะไม่สนับสนุน ทั้งนี้คงต้องเอาร่างมาดู เพราะเท่าที่ทราบร่างของเขายังไม่เสร็จ มีแค่การให้ข่าวว่าเนื้อหาจะเป็นแบบใด เมื่อถามว่า เนื้อหาพรรคเพื่อไทยใช้ อิงตามรัฐธรรมนูญปี 2540 พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นเนื้อหา แต่ย้ำว่า โดยหลักการไม่ขัดข้อง แต่ต้องไม่ขัดแย้งจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 3ข้อ

เมื่อถามว่า ในส่วนร่างของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือยัง นายภราดร กล่าวว่า พรรคประชาชนเขาให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้ง แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นร่างของพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่ทราบคือให้มีการฟังเสียงประชาชนผ่านออนไลน์ ในส่วนของพรรคประชาชน เราคิดว่า ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคือการให้ประชาชนเลือกโดยตรง

นายกฯบินรัสเซีย17-18มิถุนายนนี้

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมุ่งใช้เวทีดังกล่าวขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศไทยและประชาชน ซึ่งนายกฯจะออกเดินทางจากประเทศไทยช่วงบ่ายวันที่ 16 มิถุนายนนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

เปิดประตูเศรษฐกิจให้ประเทศไทย

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า นายกฯ ให้ความสำคัญกับการใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ โดยในการเดินทางครั้งนี้ จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ การหารือกับภาคเอกชนอาเซียน-รัสเซีย และพบปะผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ตลอดจนผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเป็นการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตนายกฯ กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ให้ประเทศ ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่ต้องเปิดตลาดใหม่ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ดึงดูดการลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เน้นส่งออกสินค้า-เจรจาพลังงาน

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ช่วงที่เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวน ไทยจำเป็นต้องกระจายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยรัสเซียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือและขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีกมาก การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างช่องทางใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อันจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ไทยยังจะใช้เวทีดังกล่าวผลักดันความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงภาคธุรกิจและประชาชนระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย และถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศและประชาชนไทย

‘สีหศักดิ์’จับตา‘อนุทิน’ถก‘ปูติน ‘

ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศกล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางร่วมประชุมอาเซียน- รัสเซีย ระหว่างวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ ว่า เป็นการประชุมในกรอบอาเซียน-รัสเซีย โดยจะมีการหารือถึงสถานการณ์โลกและภูมิภาค รวมไปถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ในสาขาใหม่ๆระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย

เมื่อถามว่า จะมีการเจรจาการค้าอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คงไม่ดีล เพราะการซื้อปุ๋ยก็มีการหารือกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของราคาและรายละเอียด ส่วนจะมีการหารือต่อหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ เพราะเราไปในกรอบอาเซียน ขึ้นอยู่กับจังหวะการหารือกับนายวลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ว่ามีจังหวะอย่างไร