อนุทิน เช็กกระแส ไทยช่วยไทย พลัส ทดสอบระบบสแกนจ่ายเอง

อนุทิน เช็กกระแส ไทยช่วยไทย พลัส ทดสอบระบบสแกนจ่ายเอง

อนุทิน เช็กกระแส ไทยช่วยไทย พลัส ทดสอบระบบสแกนจ่ายเอง

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

“อนุทิน” เดินชิล ตลาดศรีย่าน เช็กกระแสไทยช่วยไทย พลัส ทดสอบระบบสแกนจ่ายเอง ปลื้มประชาชน ช็อปกระจาย แจกทุเรียนชาวบ้าน 

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน เวลา 12.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ย่านศรีย่าน เพื่อพบปะประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โดยมีการไลฟ์สดผ่าน Facebook ส่วนตัว 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรี ได้แวะซื้อผลไม้จากร้านประจำ โดยจ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก่อนจะแวะทักทายประชาชนและเข้าไปเลือกซื้อสินค้าในร้านขายของชำ โดยเลือกซื้อเงาะกระป๋อง ระหว่างนั้นมีประชาชนเข้ามาทักทาย พร้อมกล่าวว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส ใช้งานได้ดีมาก สะท้อนให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี โดยมีประชาชนทุกเพศทุกวัยมาขอถ่ายภาพร่วมกับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินข้ามถนนไปยังร้านจิว ลูกชิ้นปลาเยาวราช ซึ่งเป็นร้านที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมถ่ายภาพทำท่าพลัส ร่วมกับเจ้าของร้าน ก่อนแวะร้านจำหน่ายเครื่องครัว เลือกซื้อช้อนสเตนเลสตราม้าลาย จำนวน 2 กล่อง และกล่องใส่รองเท้า โดยชำระเป็นเงินสด

อนุทิน ชาญวีรกูล

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้แวะซื้อน้ำจากร้านกาแฟภายในพื้นที่ โดยสั่งเมนูนมชมพู และซื้อทุเรียน แจกวินมอเตอร์ไซค์ แวะพูดคุยทักทายผู้ประกอบการและประชาชนที่มาใช้บริการอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก โดยมีประชาชนขอถ่ายภาพและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง   

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

กองทัพไทย แจงปมรั้วชายแดนโป่งน้ำร้อน เร่งปิดช่อง-เสริมเหล็ก

กองทัพไทย แจงปมรั้วชายแดนโป่งน้ำร้อน เร่งปิดช่อง-เสริมเหล็ก

กองทัพไทย แจงปมรั้วชายแดนโป่งน้ำร้อน เร่งปิดช่อง-เสริมเหล็ก

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

โฆษกกองทัพไทยแจงปมรั้วชายแดนโป่งน้ำร้อน ภาพช่องว่างเป็นงานก่อสร้าง ยังไม่ประกอบสมบูรณ์ เร่งปิดช่อง-เสริมเหล็ก

วันที่ 3 มิ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต. วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ชี้แจงกรณีมีการโพสต์ภาพ แนวรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งปรากฏช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างแนวกำแพง พร้อมระบุข้อความตั้งคำถามว่า เหตุใดรั้วชายแดนที่สร้างขึ้นเพื่อความมั่นคงจึงยังมีช่องเปิดอยู่

พล.ต.วิทัย ระบุว่า แผ่นปูนและโครงเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นวัสดุสำเร็จรูป สามารถนำไปติดตั้งได้ทันที โดยขั้นตอนการดำเนินงาน เจ้าหน้าที่จะติดตั้งแยกเป็นจุด ก่อนนำแผ่นปูนและโครงเหล็กมาประกอบเชื่อมต่อกันเพื่อความรวดเร็วในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ในบางจุดพบว่าแผ่นปูนไม่สามารถบรรจบกันได้พอดี จึงจำเป็นต้องจัดทำแผ่นปูนเพิ่มเติม พร้อมเสริมโครงเหล็กอีก 1 ชิ้น เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและปิดช่องว่างดังกล่าว

พล.ต.วิทัย ยืนยันว่า ภาพที่ปรากฏไม่ได้เป็นการจัดทำช่องทางหรือประตูเข้า-ออกแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีแนวกำแพงที่ยังไม่เชื่อมต่อกันสมบูรณ์ โดยกำแพงถูกออกแบบให้มีความยาวแผ่นละประมาณ 3 เมตร ขณะที่พื้นที่ดังกล่าวมีระยะยาวเกินกว่าขนาดมาตรฐานของแผ่น จึงทำให้เกิดช่องว่าง และจำเป็นต้องจัดทำแผ่นเพิ่มเติมเพื่อนำมาติดตั้งให้ครบแนว

ทั้งนี้ การก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จะดำเนินการคร่อมแนวหลักเขต โดยวางอยู่กึ่งกลางระหว่างหลักเขต ไม่ล้ำแนวอธิปไตยของทั้งสองประเทศ และไม่สามารถใช้วัสดุคอนกรีตปิดทับหลักเขตได้ จึงต้องออกแบบโครงเหล็กและแผ่นปูนให้สามารถถอดประกอบได้ โดยลักษณะเป็นบานพับเพื่อยกเปิดได้เมื่อจำเป็นต่อการตรวจสอบหลักเขต

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวอีกว่า กรมแผนที่ทหารของไทยและกัมพูชาได้หารือร่วมกัน และเห็นตรงกันว่า หลักเขตไม่ควรถูกปิดทับด้วยวัสดุถาวร จึงออกแบบให้เป็นโครงเหล็กแบบบานพับที่สามารถเปิด-ปิดได้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบหรือดำเนินการเกี่ยวกับหลักเขตได้ในอนาคต โดยจุดที่เป็นประเด็นอยู่ระหว่างหลักเขตที่ 52 และหลักเขตที่ 53

สำหรับความคืบหน้าโครงการดังกล่าว มีระยะทางรวมกว่า 1.3 กิโลเมตร ปัจจุบันดำเนินการแล้วประมาณ 40% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากเหลือเพียงการนำแผ่นปูนและโครงเหล็กมาประกอบติดตั้งให้ครบแนว

“เสมือนการสร้างรั้วบ้าน ที่ไม่สามารถให้ขนาดเท่ากันได้ตลอดแนว ย่อมมีบางช่วงเป็นรอยต่อ ซึ่งต้องเติมเต็มให้สมบูรณ์”พล.ต. วิทัย กล่าว

ช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ สุริยะ สั่ง กรมปศุสัตว์ รับมือฤดูฝน เตรียมแผนอพยพสัตว์ สำรองเสบียง

ช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ สุริยะ สั่ง กรมปศุสัตว์ รับมือฤดูฝน เตรียมแผนอพยพสัตว์ สำรองเสบียง

ช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ สุริยะ สั่ง กรมปศุสัตว์ รับมือฤดูฝน เตรียมแผนอพยพสัตว์ สำรองเสบียง

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

“สุริยะ”สั่งการกรมปศุสัตว์เตรียมพร้อมรับฤดูฝน ดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ พร้อมเร่งจัดทำแผนอพยพสัตว์ เตรียมหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่และสำรองเสบียงอาหารสัตว์ รองรับความเสี่ยงโรคระบาดและน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า  จากปัญหาฝนตกค่อเนื่อง และอาจ้กิดปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ จึงได้สั่งการกรมปศุสัตว์เตรียมความพร้อมดูแลและช่วยเหลือเกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ วัคซีน เวชภัณฑ์ ถุงยังชีพด้านปศุสัตว์ และเสบียงอาหารสัตว์ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที​ หากพบสัตว์ป่วยหรือได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ทั้งนี้ได้กำชับให้กรมปศุสัตว์จัดทำแผนอพยพสัตว์ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เตรียมจุดพักสัตว์ชั่วคราว และประสานหน่วยงานในพื้นที่ให้พร้อมรองรับกรณีเกิดน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งให้คำแนะนำในการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างเหมาะสม

ด้านนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สภาพอากาศในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจทำให้สัตว์เกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันลดลง และเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโค กระบือ สุกร แพะ แกะ และสัตว์ปีก จึงได้สั่งการให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและสำนักงานปศุสัตว์อำเภอทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของสัตว์อย่างใกล้ชิดเช่น ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ ไอ จาม หรือมีอัตราการตายผิดปกติ หากพบความผิดปกติควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังแนะนำให้เกษตรกรปรับปรุงโรงเรือนให้มีการระบายอากาศที่ดี ป้องกันฝนสาดและน้ำท่วมขัง รักษาความสะอาดคอกเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ จัดเตรียมน้ำสะอาดและอาหารที่มีคุณภาพให้เพียงพอ รวมถึงดำเนินการฉีดวัคซีนตามโปรแกรมที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคสำคัญต่างๆ ในสัตว์

สำหรับเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ควรเตรียมพื้นที่สูงสำหรับอพยพสัตว์ จัดหาอาหารสัตว์สำรองและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น รวมทั้งติดตามประกาศเตือนภัยและพยากรณ์อากาศจากหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยกรมปศุสัตว์พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรที่เตรียมไว้เข้าช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อลดความสูญเสียต่อสัตว์เลี้ยงและอาชีพของเกษตรกร

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการคำปรึกษาด้านการป้องกันโรคสัตว์ การดูแลสุขภาพสัตว์ แจ้งเหตุสัตว์ป่วยผิดปกติ หรือขอรับการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ สามารถติดต่อสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา.

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

พรรคเศรษฐกิจ เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเคสทุจริตในพื้นที่ กทม. พร้อมติดแฮชแท็ก #ระบอบอากง

พรรคเศรษฐกิจ เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเคสทุจริตในพื้นที่ กทม.  พร้อมติดแฮชแท็ก #ระบอบอากง

พรรคเศรษฐกิจ เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเคสทุจริตในพื้นที่ กทม. พร้อมติดแฮชแท็ก #ระบอบอากง

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคเศรษฐกิจ – Economic Party” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า  #พรรคเศรษฐกิจ เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียน การทุจริตใน กทม. #ระบอบอากง ที่เบอร์ 02-0556765 หรือ พิมพ์มาใต้คอมเม้น หรือส่งข้อความหลังไมค์ #กรุงเทพต้องเด็ดขาด

#ชาญเทพSaveBangkok #ผู้ว่ากทม

บิดเบือนมีความผิดอาญา ชัชชาติ สวนหมัด คริส ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน

บิดเบือนมีความผิดอาญา ชัชชาติ สวนหมัด คริส ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน

บิดเบือนมีความผิดอาญา ชัชชาติ สวนหมัด คริส ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

”ชัชชาติ“ สวนกลับ “คริส พรรคเศรษฐกิจ” ปมจ่อแถลงแฉซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้าน ลั่น! ไม่มีทางทำเพราะเป็นจุดหายนะ! บอก “ถ้ามีหลักฐานจริง ผมไม่รอดมาถึงปัจจุบันนี้หรอก” ถามทำไมเพิ่งพูดช่วงเลือกตั้ง ท้าให้ยื่น ป.ป.ช. ถ้ากล่าวหาบิดเบือนมีความผิดอาญา พร้อมสยบข่าวลือ ไม่เคยตั้ง “สุรพล นิติไกรพจน์” คุมกรุงเทพธนาคม-ม.นวมินทร์ฯ

วันที่ 3 มิ.ย.69  จากกรณีที่ นายคริส โปตระนันทน์ พรรคเศรษฐกิจ เตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่ามีการซื้อขายตำแหน่งระดับผู้อำนวยการเขต (ผอ.เขต) สูงถึง 4 ล้านบาทนั้น

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ไม่กังวลต่อการแถลงข่าวที่จะมีขึ้น โดยขอให้นายคริส นำหลักฐานมาเปิดเผยให้เกิดความชัดเจน และมองว่า ตนเองก็คุ้นเคยกับทีมงานนี้เป็นอย่างดี และที่ผ่านมาในสภากทม. ก็มีการพูดคุยกับสมาชิกบางคนตลอด ถึงขั้นเคยชวนตนเองไปร่วมทำทีมด้วยกัน

“เอาเลย เอาเลย แจ้งมาเลย แต่พูดก็ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเองนะ ถ้ามีหลักฐานจริง ผมไม่รอดมาถึงปัจจุบันนี้หรอก ถ้าเกิดมีข้อมูลชัดเจนก็ขอให้ไปแจ้ง ป.ป.ช. เลย อย่ามาแต่พูดอย่างเดียว”

นานชัชชาติ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการออกมาเปิดประเด็นในช่วงเวลานี้ โดยเห็นว่า ถ้ามีข้อมูลจริงๆ ก็ไม่ต้องมาพูดตอนนี้ ควรพูดตั้งแต่สมัยที่ทำงาน เพราะช่วงที่ทำงานอยู่ในสภากทม. ก็พูดคุยกันตลอด ดังนั้น การออกมาพูดในช่วงเวลานี้ อาจจะมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงหรือเปล่า 

“เรื่องซื้อขายตำแหน่ง เราไม่ทำอยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นจุดแห่งความหายนะเลย ถ้ามีคนที่ไปรับเงิน ไปแอบอ้างชื่อผม ถ้ามีก็บอกชื่อมาเลย จะได้ไปจัดการให้ถูกต้อง”

นายชัชชาติ ยังกล่าวอีกว่า ถ้าตนเองตั้งทีมงานที่ทุจริต ที่ซื้อขายตำแหน่งมาอยู่ในทีม จะได้ผลงานที่ดีได้อย่างไร เพราะต้องไม่ลืมว่า เจ้านายของเราคือประชาชน

“ถ้าเกิดพวกนี้เข้ามาทุจริต มันก็ต้องไปทุจริตต่อ สุดท้ายนโยบายเราก็ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างแน่นอน มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะทำ อนาคตเรามันไม่ใช่มีแค่นี้ อนาคตเราอีกตั้งไกล ถ้าคุณคริสมั่นใจ ผมว่าก็แถลงมา แล้วก็ไปแจ้งความจับเลย”

ส่วนข้อกล่าวอ้างเรื่องระบบอากง ว่าอยู่เบื้องหลังการโยกย้ายไม่เป็นธรรมนั้น นายชัชชาติ ยืนยันว่า ไม่มี ซึ่งคำว่าระบบอากงเป็นคำที่ตั้งขึ้นมาเอง และบุคคลที่นายคริสกล่าวอ้างถึง ก็เพิ่งจะพูดคุยกับสมาชิกของพรรคเศรษฐกิจ และที่ผ่านมา ก็คุยกันตลอด ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่พอใกล้จะเลือกตั้ง จึงเกิดมีปัญหาขึ้นมา

นายชัชชาติ ย้ำถึงนโยบายเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายว่า ต้องการเน้นคนที่เก่ง ที่มีความสามารถ ซึ่งผลงานของกทม. ที่สะท้อนออกมา ก็คือผลงานของทีมงาน และของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้ง 

“ผมยินดีและยอมรับให้เกิดการตรวจสอบทุกอย่างนะครับ ไม่มีปัญหาครับ แต่ผมก็อยากเตือนผู้ที่ร้องว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการเลือกตั้ง การให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับผู้สมัคร มีผลความผิดทางอาญา เพราะฉะนั้นใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งผมก็ให้ทีมกฎหมายคอยดูอยู่ตลอด” นายชัชชาติกล่าว

นอกจากนี้ นายชัชชาติ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความชัดเจน หลังมีกระแสอ้างว่าเป็นผู้แต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT.) ว่า ตนเองไม่เคยแต่งตั้ง และไม่เคยตั้งอาจารย์สุรพลเป็นตำแหน่งอะไรเลย มีเพียงการแต่งตั้งอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธานบอร์ด KT เพราะท่านเป็นนักกฎหมายที่มีคุณภาพ เช่นเดียวกับ ตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชของอาจารย์สุรพล ก็เป็นการแต่งตั้งในสมัยอื่น ก่อนที่ตนเองจะเข้ามาบริหารงาน

อย่าหาทำ รัฐบาลย้ำแลกสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เป็นเงินสด ผิดกฎหมาย

อย่าหาทำ รัฐบาลย้ำแลกสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เป็นเงินสด ผิดกฎหมาย

อย่าหาทำ รัฐบาลย้ำแลกสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เป็นเงินสด ผิดกฎหมาย

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.04 น.

รัฐบาลย้ำเตือน ห้ามนำสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แลกเป็นเงินสดเด็ดขาด มีความผิดฐาน “ฉ้อโกง” จำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.69.นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตือนร้านค้าและประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ห้ามนำสิทธิจากโครงการไปแลกเป็นเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง พร้อมเน้นย้ำว่า การนำสิทธิจากโครงการไปแลกเงินสด เป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์โครงการและผิดกฎหมาย มีบทลงโทษทั้งผู้รับแลกและผู้ใช้ ความผิดฐาน “ฉ้อโกง” เป็นการเจตนาหลอกลวงผู้อื่น ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 341 

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

“รัฐบาลสั่งการให้ติดตามตรวจสอบโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างใกล้ชิด หากพบทำความผิดจริงจะระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านดังกล่าว พร้อมทั้งระงับไม่ให้เข้ารับสิทธิ์อื่นๆ ในโครงการของรัฐ และต้องชดใช้เงินคืนรัฐ นอกจากนี้ ผู้ที่โพสข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด จะถูกส่งข้อมูลให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมายในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1569  กระทรวงการคลัง โทร 02 273 9020 ต่อ 3697 3527 3548 3509  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1144 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1559 ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาพลังงาน โดยมุ่งเน้นบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงประคับประคองเศรษฐกิจฐานราก ไปพร้อมกับการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศผ่านร้านค้ารายย่อย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยภาครัฐช่วยจ่ายให้สูงถึง 60% และประชาชนจ่ายเองเพียง 40% ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ แลกสิทธิเด็ดขาด เข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” 

โสภณ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

โสภณ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

โสภณ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

“โสภณ”  ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล  ลงนามถวายพระพร  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 07.00 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569  ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

โสภณ ซารัมย์

พร้อมกันนี้ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ถวายแจกันดอกไม้และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569  ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

ขณะที่ช่วงเย็นจะร่วมพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล และวางพานพุ่มถวายเครื่องราชสักการะ  เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ ท้องสนามหลวง

ย้ำ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยันสิทธิ 4 – 21 มิ.ย. นี้

ย้ำ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยันสิทธิ 4 - 21 มิ.ย. นี้

ย้ำ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยันสิทธิ 4 – 21 มิ.ย. นี้

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.39 น.

ย้ำ เฉพาะผู้ถือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ“ ยืนยันสิทธิ  4 – 21 มิถุนายน  นี้ 

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือผู้มีความจำเป็นตัวจริงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลเดิมที่ไม่ได้ถูกทบทวนมานานหลายปี

รัชดา ธนาดิเรก

ด้วยเกรงว่าจะมีความสับสนในเรื่องการลงทะเบียน จึงขอย้ำว่า ขอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ฯ อยู่แล้ว ทำการยืนยันสิทธิตั้งแต่ 4 – 21 มิถุนายน  และจะมีการประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ  17 กรกฎาคม  2569 ทั้งนี้  ควบคู่กันไป กระทรวงมหาดไทย กทม เมืองพัทยา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจผู้ตกหล่นจากครั้งก่อน และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามสิทธิให้เข้าถึงการดูแลจากโครงการ

สำหรับช่องทางยืนยันสิทธิเพื่อรอการพิจารณาตามเกณฑ์ใหม่ มีดังนี้

– แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ 

– เว็บไซต์ของโครงการ: welfare.mof.go.th หรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th

– เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)

– หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่และคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ 

1.คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน

1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ 

– ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

– ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา

– ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

– พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี

– ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ

– ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน 

– ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้

– ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป 

– ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร 

3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

4) ไม่มีบัตรเครดิต

5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท 

6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี

7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้

-ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร

-บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา

-กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่

-กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่    

8) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน

ย้อนรอย’เขากระโดง’ จากพื้นที่พิพาทชาวบ้าน-รฟท. สู่ทุ่นระเบิดทางการเมือง

ย้อนรอย'เขากระโดง' จากพื้นที่พิพาทชาวบ้าน-รฟท. สู่ทุ่นระเบิดทางการเมือง

ย้อนรอย’เขากระโดง’ จากพื้นที่พิพาทชาวบ้าน-รฟท. สู่ทุ่นระเบิดทางการเมือง

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.22 น.

กรรมสิทธิ์ที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลอิสาน และตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กลับมาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เดินทางไปยังบริเวณหน้าบ้านพักของนายเนวิน ชิดชอบ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อทวงถามเรื่องการคืนที่ดินของรัฐ และเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 

ต่อมา ในวันที่ 2 มิถุนายน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมายืนยันความมั่นใจในเอกสารสิทธิ์ที่ครอบครัวรวมถึงประชาชนชาวบุรีรัมย์ถือครองอยู่ 

ในขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า คดีที่ดินเขากระโดงอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมายหรือฝ่าฝืนกฎหมายได้ 

อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า คำพิพากษาของศาลมีความผูกพันเฉพาะรายแปลง การที่ศาลตัดสินไม่ให้ออกโฉนดในคดีที่ชาวบ้านฟ้อง รฟท. นั้น ไม่สามารถนำมาตีความได้ว่าที่ดินแปลงอื่นผิดกฎหมายทั้งหมด ดังนั้น รฟท. จึงต้องดำเนินการฟ้องร้องเป็นรายแปลงต่อไป ท่าทีและการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันนี้ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงทิศทางของคดีที่ยืดเยื้อมานานกว่า 100 ปี 

จุดเริ่มต้นแห่งข้อพิพาท (พ.ศ. 2462 – 2552)

เพื่อทำความเข้าใจปัญหา ต้องย้อนกลับไปในช่วง พ.ศ. 2462 ถึง 2464 ซึ่งรัฐได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวง เส้นทางนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี กระบวนการนี้มีการเวนคืนที่ดินจำนวน 5,083 ไร่ เพื่อนำไปสร้างทางรถไฟ ในช่วงเวลาต่อมา มีชาวบ้านทยอยเข้าไปตั้งถิ่นฐานและใช้ประโยชน์ในที่ดินผืนดังกล่าว 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2513 เมื่อ รฟท. ได้ทำการเจรจากับชาวบ้านในพื้นที่เขากระโดง รวมถึงนายชัย ชิดชอบ โดย รฟท. ยินยอมให้ชาวบ้านทำหนังสือขออยู่อาศัยภายใต้กรรมสิทธิ์ของ รฟท. แต่ในทางปฏิบัติ ชาวบ้านบางส่วนได้นำที่ดินไปขอออกโฉนด หรือมีการซื้อขายเปลี่ยนมือโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของพื้นที่ 

ล่วงเลยมาถึงปี พ.ศ. 2539 รฟท. เริ่มดำเนินการตรวจสอบและเรียกร้องสิทธิในที่ดินเขากระโดงอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2552 นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น มีหนังสือตอบ รฟท. ระบุว่าที่ดินเขากระโดงไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเป็นที่ดินของ รฟท. 

4 คดีชี้ชะตา (พ.ศ. 2554 – 2567)

ความไม่ชัดเจนเรื่องกรรมสิทธิ์นำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่ยืดเยื้อ โดยสามารถสรุปการต่อสู้ทางกฎหมายออกเป็น 4 คดีหลัก ดังนี้

คดีที่ 1 การสกัดการออกโฉนดใหม่

ในปี พ.ศ. 2554 ชาวบ้านจำนวน 35 รายที่มีเอกสาร ส.ค.1 ยื่นฟ้องขอให้กรมที่ดินออกโฉนดที่ดินจำนวน 40 แปลง โดย รฟท. ได้ยื่นฟ้องแย้งเพื่อคัดค้าน 

ปี พ.ศ. 2557 ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำพิพากษาให้ชาวบ้านแพ้คดี สั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืน รฟท. 

ปี พ.ศ. 2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุด ยืนยันว่าที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. อย่างสมบูรณ์ 

คดีที่ 2 การเพิกถอนเอกสาร น.ส.3

ชาวบ้านอีกกลุ่มนำที่ดินที่มีเอกสาร น.ส.3 ไปขอออกโฉนดกับกรมที่ดิน และ รฟท. เข้าคัดค้าน ในปี พ.ศ. 2561 ศาลฎีกาตัดสินว่าที่ดินนี้เป็นของการรถไฟฯ จึงไม่สามารถออกโฉนดได้ ส่งผลให้กรมที่ดินต้องเพิกถอนเอกสารดังกล่าว 

คดีที่ 3 การฟ้องผู้รุกล้ำบริเวณทางแยก

รฟท. ฟ้องชาวบ้านที่รุกล้ำที่ดินบริเวณทางแยก 8 กิโลเมตร (จากสถานีบุรีรัมย์ไปเขากระโดง) ศาลจังหวัดบุรีรัมย์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตัดสินว่าที่ดินเป็นของ รฟท. และให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนด 

คดีที่ 4 รฟท. ปะทะ กรมที่ดิน

ช่วงปี พ.ศ. 2561-2564 รฟท. เริ่มฟ้องร้องเพิ่มเติมกับผู้บุกรุก แต่ไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากขัดแย้งกับกรมที่ดิน กรมที่ดินปฏิเสธที่จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่เหลือในพื้นที่ 5,083 ไร่ โดยอ้างว่า รฟท. ไม่สามารถนำส่งพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ โดยเฉพาะแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2462 รฟท. จึงยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินต่อศาลปกครองกลาง กล่าวหาว่าละเลยต่อหน้าที่ 

ในปี พ.ศ. 2566 ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าอธิบดีกรมที่ดินละเลยต่อหน้าที่จริง และมีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิที่ออกโดยมิชอบ ศาลปกครองกลางยังระบุด้วยว่า กรมที่ดินต้องเพิกถอนเอกสารที่ออกผิดกฎหมาย โดย รฟท. ไม่ต้องฟ้องทุกแปลงเพื่อให้ศาลตัดสิน การที่กรมที่ดินไม่เพิกถอนเอกสารจึงถือว่าผิดกฎหมายและขัดคำตัดสินของศาล 

ในปี พ.ศ. 2567 คณะกรรมการสอบสวนฯ กลับมีมติไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน โดยอ้างว่า รฟท. ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ 

สถานการณ์ล่าสุด (พ.ศ. 2568 – ปัจจุบัน)

ความพยายามในการทวงคืนพื้นที่เขากระโดงกลับมามีความคืบหน้าอีกครั้งในปี พ.ศ. 2568 คณะกรรมการกฤษฎีกามีมติว่าที่ดินบริเวณเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. ตามกฎหมายจัดวางการรถไฟฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าที่ดินเขากระโดงเป็นของรัฐ พร้อมสั่งการให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ออกโดยมิชอบตามคำพิพากษาศาล 

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ข้อพิพาทนี้ก็ยังคงมีการเดินหน้าดำเนินคดีและสู้รบกันทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นการลงพื้นที่ทวงถามกรรมสิทธิ์และการเตรียมแจ้งความเอาผิดกลุ่มผู้ถือครองที่ดินโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส รวมถึงการตีความข้อกฎหมายเพื่อต่อสู้คดีของฝั่งรัฐบาลตามที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น

อนาคตที่ยังต้องจับตา

มหากาพย์ 100 ปีของที่ดินเขากระโดงยังคงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ทั้งในแง่ของการบังคับใช้กฎหมายและอิทธิพลทางการเมือง ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของการทวงคืนพื้นที่ 5,083 ไร่จะจบลงอย่างไร และชะตากรรมของชาวบ้านในพื้นที่จะได้รับการดูแลด้วยวิธีใด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมยังคงต้องติดตามความคืบหน้า และรอดูกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ประชาธิปัตย์ ถวายราชสักการะ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 69

ประชาธิปัตย์ ถวายราชสักการะ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 69

ประชาธิปัตย์ ถวายราชสักการะ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 69

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

“ประชาธิปัตย์ ”ถวายราชสักการะ “พระบรมราชินี” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย. 69

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 08.30 น. ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โดยมี นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กรรมการบริหารพรรคฯ สส.พรรคฯ  อดีต สส.พรรค คณะผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)  สมาชิกพรรค และเจ้าหน้าที่พรรคประชาธิปัตย์ฯ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ประชาธิปัตย์

ในพิธีดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ ได้นำคณะร่วมวางพานพุ่มทอง-พุ่มเงิน เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ บริเวณลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569

ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์
ประชาธิปัตย์