‘อัครา’ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำฟื้นฟูแหล่งน้ำใน จ.พะเยา

'อัครา'ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำฟื้นฟูแหล่งน้ำใน จ.พะเยา

‘อัครา’ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำฟื้นฟูแหล่งน้ำใน จ.พะเยา

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.07 น.

‘อัครา’ ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 1 ล้านตัว ฟื้นฟูแหล่งน้ำพะเยา สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

วันนี้ (6 มี.ค.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ จ.พะเยา ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตุ้ม หมู่ 6 ต.ท่าจำปี อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง มีแนวทางในการเร่งเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ฟื้นฟูทรัพยากรประมง มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน ให้คงความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งน้ำในชุมชนที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนสำคัญที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย สามารถสร้างรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี โดยภายในงานมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทั้งหมด 1,076,000 ตัว ประกอบด้วย พันธุ์สัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจทั้ง 7 ชนิด เช่น ปลาบึก และกุ้งก้ามกราม เป็นต้น รวม 76,000 ตัว และพันธุ์ปลาตะเพียนที่ได้จากการเพาะพันธุ์ด้วยชุดเพาะพันธุ์ปลาเคลื่อนที่ (Mobile hatchery) จำนวน 1,000,000 ตัว

สำหรับอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตุ้มเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งของ จ.พะเยา มีพื้นที่ 324 ไร่ มีประชาชนอาศัยอยู่โดยรอบกว่า 1,300 ครัวเรือน ซึ่งใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร และมีศักยภาพเหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางการผลิตสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 กรมประมง ได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการทรัพยากรประมง กิจกรรมบริหารจัดการทรัพยากรประมงน้ำจืด ค่าใช้จ่ายในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนเพื่อเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพของประชาชน โดยคัดเลือกแหล่งน้ำชุมชนที่มีศักยภาพเหมาะสมในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ และจัดตั้งคณะกรรมการประจำแหล่งน้ำ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้หลักการมีส่วนร่วมและการพึ่งพาตนเองของชุมชน มีแผนดำเนินการในแหล่งน้ำชุมชนที่เป็นแหล่งน้ำปิด ขนาด 10 – 60 ไร่ รวม 1,500 แห่งทั่วประเทศ จำนวนสัตว์น้ำที่ปล่อยแหล่งละ 77,600 ตัว ประกอบด้วย กุ้งก้ามกราม ปลาเกล็ดเงิน (ปลาจีน) ปลายี่สกเทศ ปลาตะเพียน ปลาบ้า และปลานิล พร้อมส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว มาเป็นวัตถุดิบในการสร้างอาหารสัตว์น้ำจากธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการเผาฟางข้าวได้ถึง 1,500 ตัน ตลอดการดำเนินงาน และสามารถเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำได้มากกว่า 10,100 ตัน คิดเป็นมูลค่า 539.5 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและชุมชนให้สามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

015

มข.ผนึกกำลัง ‘สร้างเกษตรยั่งยืน’ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต-ศก.ฐานราก

มข.ผนึกกำลัง ‘สร้างเกษตรยั่งยืน’ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต-ศก.ฐานราก

มข.ผนึกกำลัง ‘สร้างเกษตรยั่งยืน’ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต-ศก.ฐานราก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

มข.ผนึกกำลังวิชาการ-ท้องถิ่น ‘สร้างเกษตรยั่งยืน’ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากคนอีสาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดยฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน นำโดย ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน พร้อมด้วย รศ.ดร.เพชรรัตน์ ธรรมเบญพล และ ผศ.ดร.สุกัลยา เชิญขวัญ อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ รวมถึง นางสาววราภรณ์ ผิวพรรณงาม รองผู้อำนวยการศูนย์วิสาหกิจและสังคมยั่งยืน ลงพื้นที่ประชุมหารือแนวทางการพัฒนาโครงการส่งเสริมเกษตรกรอย่างยั่งยืน ณ กลุ่มแปลงใหญ่หน่อไม้ฝรั่ง หมู่ 8 ตำบลวังสวาป อำเภอภูผาม่าน และกลุ่มแปลงใหญ่พืชผัก หมู่ 2 ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น การประชุมครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก นางสาวสุนันทา หมื่นแก้วณภา หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดขอนแก่น ร่วมรับฟังปัญหาและเสนอแนวทางการสนับสนุน

ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรโดยตรง “เราต้องการเห็นการบูรณาการองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโรคพืชที่กระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร มหาวิทยาลัยขอนแก่นพร้อมสนับสนุนทั้งด้านวิชาการและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่”

ในการนี้ นางสาวปิยะมาศ แสนสุนนท์ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่หน่อไม้ฝรั่ง ตำบลวังสวาป และ นางพูลทรัพย์ อุปสีดา ประธานกลุ่มแปลงใหญ่พืชผัก ตำบลไชยสอ พร้อมสมาชิกกลุ่ม ซึ่งได้นำเสนอสถานการณ์ปัญหาและความต้องการของเกษตรกร โดยเฉพาะการจัดการโรคพืชที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและรายได้ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้วางแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป ประกอบด้วย การจัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการโรคพืช การพัฒนาระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริการวิชาการเพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคมของมหาวิทยาลัย และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน /// – 026

‘กรมการข้าว’เปิดตัวข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ใหม่ ต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง

'กรมการข้าว'เปิดตัวข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ใหม่ ต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง

‘กรมการข้าว’เปิดตัวข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ใหม่ ต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.46 น.

“กรมการข้าว”เปิดตัวข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ใหม่ ต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง พร้อมส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี ปอยข้าวสาลีล้านนา ครั้งที่ 5 โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว ตลอดจนเกษตรกรในพื้นฐาน เข้าร่วมพิธี ณ ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว จัดขึ้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การผลิตข้าวสาลีในประเทศไทยและเป็นการจัดแสดงเชื้อพันธุกรรมข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และโอ๊ต มากกว่า 700 พันธุ์ ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจ รวมทั้งเป็นการเปิดตัวข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ดีเด่น FNBL #140 เพื่อการทำมอลต์ ที่จะเตรียมรับรองพันธุ์ในปีงบประมาณ 2569 เนื่องจากไทยไม่มีพันธุ์รับรองข้าวบาร์เลย์ ตั้งแต่ปี 2528 โดยสายพันธุ์นี้สามารถต้านทานโรคใบจุด รวมทั้งมีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุดถึง 339 กก./ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์เดิมร้อยละ 20 ที่รับรองพันธุ์ไว้ เมื่อปี 2528 และที่สำคัญมีคุณภาพเพื่อการทำมอลต์ตามมาตรฐานสากล

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย 1) นิทรรศการด้านพันธุ์ และเทคโนโลยีการผลิต 2) การสาธิตและการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากธัญพืชเมืองหนาว 3) การประกวดภาพถ่าย และการแข่งขันประกอบอาหารจากธัญพืชเมืองหนาว 4) การสาธิตอาหารแนวใหม่สไตล์ฟิวชั่นล้านนา (Fusion Food Lanna) 5) กิจกรรมกาดมั่ว ตลาดนัดล้านนา และ 6) กิจกรรมชุมชนพบปะกันระหว่างนักวิจัย ผู้ผลิต และผู้ประกอบการที่ใช้ประโยชน์ธัญพืชเมืองหนาว

– 006

‘รัฐสภา’ไฟเขียวความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน

‘รัฐสภา’ไฟเขียวความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน

‘รัฐสภา’ไฟเขียวความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

‘นฤมล’เสนอรัฐสภาฯ พิจารณาข้อบังคับความปลอดภัยอาหารอาเซียน ลดมาตรการทางการค้า หนุนส่งอาหารไทยขยายตลาดอาเซียน ก่อนที่ประชุมฯ ลงมติเห็นชอบ 

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2568 ในการประชุมรัฐสภาที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ เรื่องความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement) โดยมี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ชี้แจงต่อที่ประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ

นางนฤมล กล่าวว่า ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน มีสาระสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแนวทางการดำเนินการทั้งหมดที่ครอบคลุมและมีการบูรณาการเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคและอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของอาหารปลอดภัยภายในอาเซียนโดยประกอบด้วยข้อบทสำคัญจำนวน 18 ข้อ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงาน ด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Coordinating Committee; AFSCC) การดำเนินการจัดทำพิธีสาร และการกำหนดให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับเมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ มอบสัตยาบันสารแก่เลขาธิการอาเซียน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 ความตกลงฯ ได้รับการลงนามโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนครบทั้ง 10 ประเทศเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

นางนฤมล กล่าวต่อว่า เมื่อความตกลงฯ มีผลใช้บังคับแล้ว จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงาน ด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งจากหน่วยงานด้านเกษตร การค้า และสุขภาพ จำนวน 10 ประเทศ โดยมีหน้าที่ในการกำกับดูแลและทบทวนการดำเนินการของความตกลงฯ ประสานงานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องของอาเซียน รวมถึงพิจารณาและเห็นชอบข้อเสนอสำหรับการจัดทำพิธีสารในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ด้านเศรษฐกิจอาเซียน และด้านการพัฒนาสาธารณสุข

โดยการจัดทำความตกลงฯใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและการบูรณาการด้านความปลอดภัยอาหารระหว่างหน่วยงานด้านเกษตร การค้า และสุขภาพของอาเซียนและประเทศสมาชิก โดยมีเป้าหมายหลักในการคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค และการอำนวยความสะดวกด้านการค้าอาหารปลอดภัยในภูมิภาค โดยการส่งเสริมการปรับมาตรการ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืชให้สอดคล้องกัน ลดอุปสรรคทางเทคนิคด้านการค้าอาหาร และลดความแตกต่างของระบบการควบคุมอาหารของแต่ละประเทศ 

”ประเทศไทย เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารลำดับต้นๆ ของโลกและของอาเซียน โดยหลายประเทศในอาเซียนมีการนำเข้าสินค้าอาหารจากประเทศไทยเป็นตลาดหลัก การจัดทำพิธีสารภายใต้ความตกลงๆจะช่วยลดมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งส่งผลให้การส่งออกสินค้าอาหารของไทยที่มีคุณภาพและความปลอดภัยไปยังตลาดอาเซียน ทำให้มีโอกาสขยายตัวได้มากขึ้น คณะรัฐมนตรีจึงขอเสนอความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหาร อาเซียนนี้มาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ“นางนฤมล กล่าว

จากนั้น ที่ประชุมรัฐสภาได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่า ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียนคร้้งนี้ จะทำให้ไทยได้พัฒนามาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้าที่จะส่งออกอย่างเช่น อาหารหรือพืชให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ปัญหาการตีกลับสินค้าลดน้อยลงได้ และเมื่อสินค้าอาหารของไทยมีคุณภาพและความปลอดภัยก็จะสามารถขยายตลาดในประเทศแถบอาเซียนได้มากขึ้น จนพัฒนาต่อยอดให้ไทยเป็นครัวโลก สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย สามารถไปแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้ เกษตรกรอาจจะต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องขอให้รัฐบาลให้ความรู้และชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการต่อมาตรฐานใหม่ให้เกษตรกรรับทราบด้วย 

หลังจากการอภิปรายที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบกับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement)ด้วยคะแนนเสียง 547 ไม่เห็นชอบ 1 งดออกเสียง 1 และ ไม่ลงคะแนนเสียง 3 

ส.ป.ก.จับมือมทร. พัฒนาโครงสร้าง ภาคเกษตรกรรม เน้นใช้เทคโนโลยี

ส.ป.ก.จับมือมทร.  พัฒนาโครงสร้าง  ภาคเกษตรกรรม  เน้นใช้เทคโนโลยี

ส.ป.ก.จับมือมทร. พัฒนาโครงสร้าง ภาคเกษตรกรรม เน้นใช้เทคโนโลยี

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านวิชาการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตปฏิรูปที่ดิน ระหว่าง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) รัตนโกสินทร์ โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ร่วมลงนาม ที่อาคารพระมิ่งขวัญ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

“ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และ ส.ป.ก.ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน โดยการผนึกกำลังด้านวิชาการของผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ร่วมกับบุคคลากรของ ส.ป.ก.เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและใช้เทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่ ส.ป.ก.ให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริมและต่อยอดพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้พี่น้องประชาชนได้รับการพัฒนาทั้งในด้านระบบสาธารณูปโภคและภาคการเกษตรอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ทั้ง 2 หน่วยงาน ยังเตรียมขับเคลื่อนภารกิจเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างประโยชน์ให้แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างสูงสุดต่อไป” นายอิทธิ กล่าว

‘อัครา’ดีเดย์ปิดอ่าวไทย พื้นที่3จังหวัดคุ้มครองฤดูวางไข่

‘อัครา’ดีเดย์ปิดอ่าวไทย  พื้นที่3จังหวัดคุ้มครองฤดูวางไข่

‘อัครา’ดีเดย์ปิดอ่าวไทย พื้นที่3จังหวัดคุ้มครองฤดูวางไข่

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2568 (ปิดอ่าวไทย) โดยมี นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร ว่ากรมประมง เตรียมประกาศปิดอ่าวไทย ใน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงที่ 1 วันที่ 15 กุมภาพันธ์–15 พฤษภาคม 2568 กำหนดมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลาง ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึง อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี โดยเพิ่มเติมรายละเอียดการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมงบางชนิด และช่วงที่ 2 วันที่ 16 พฤษภาคม–14 มิถุนายน 2568 กำหนดมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมทั้งได้ออกประกาศกรมประมงเพิ่มเติม4 ฉบับ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ครอบคลุมรายละเอียดด้านเครื่องมือและอุปกรณ์การทำประมง

นอกจากนี้ยังรวมถึงมาตรการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี พ.ศ.2568 ลงวันที่ 22 มกราคม 2568, 2.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2568 ลงวันที่ 22 มกราคม 2568, 3.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568, 4.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตามตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ 5,000-30 ล้านบาท โดยขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับ 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และต้องได้รับโทษทางปกครอง

นายอัครา กล่าวว่า สำหรับมาตรการ “ปิดอ่าวไทย” เป็นมาตรการสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในฝั่งทะเลอ่าวไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ซึ่งให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับปรุงมาตรการในครั้งนี้จะช่วยคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ ให้ได้มีโอกาสผสมพันธุ์ วางไข่ และสร้างประชากรสัตว์น้ำรุ่นใหม่ขึ้นมาหมุนเวียนในระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

‘อิทธิ’รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปฯ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” และผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับ ส.ป.ก.52 จังหวัด ที่บ้านด่านพัฒนา ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ว่าได้กำหนดให้การลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ มีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการเผาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาหมอกควันสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังส่งผลเสียทำให้ดินเสื่อมโทรม และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

นายอิทธิ กล่าวอีกว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดโครงการรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “หยุดเผา เอาบุญ” เพื่อส่งเสริมการหยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีเป้าหมายในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผา รวมทั้งสร้างต้นแบบในการทำการเกษตรปลอดการเผาเพื่อสนับสนุนการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ได้ประกาศเรื่องมาตรการบริหารการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) รวมทั้งดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหยุดการเผา และหันมาใช้เทคโนโลยี และวิธีจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ส.ป.ก.มีมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 8/2566 เรื่อง กำหนดหน้าที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ห้ามกำจัดวัสดุทางการเกษตรโดยการเผา ดำเนินการและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ด้วย

‘นฤมล’สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

'นฤมล'สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

‘นฤมล’สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

“นฤมล”สั่งคุมเข้มมาตรการส่งออกผลไม้ให้ได้มาตรฐาน ย้ำ Lab ตรวจ BY2 เพียงพอให้บริการช่วงฤดูกาลผลิตทุเรียน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกลำไยสดไปฟิลิปปินส์

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ส่งออกของประเทศไทย ในกลุ่มสินค้าเกษตร 3 ชนิด ประกอบด้วย 1.ทุเรียน 2.ลำไย และ 3.มะม่วง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติให้แก่เกษตรกร และผู้ประกอบการในการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในสินค้าเกษตรส่งออก อาทิ มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันในกระบวนการผลิต มาตรการตรวจสอบสารเคมีตกค้างและศัตรูพืช ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ประเทศคู่ค้ากำหนด ตลอดจนมาตรการ Big Cleaning เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีในสินค้าทุเรียน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

“ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ผลไม้ไทยใกล้จะออกผลผลิต และเตรียมจำหน่ายสู่ตลาด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการติดตามสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมในการเจรจาเปิดตลาดใหม่เพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผลผลิตของเกษตร และลดผลกระทบจากการกระจุกตัวของสินค้าเกษตร สำหรับสินค้าทุเรียน ปัจจุบันเรามีห้องปฏิบัติการทดสอบสาร BY2 แล้วจำนวน 13 ห้อง โดยจะสามารถทดสอบตัวอย่างได้วันละ 3,000 ตัวอย่าง ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับปริมาณทุเรียนที่จะต้องตรวจก่อนส่งออก ในส่วนของลำไย ได้มีการเจรจาเปิดตลาดการส่งออกผลลำไยสดไปยังประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรไทยเพิ่มเติม ทั้งนี้ได้กำชับทุกภาคส่วนให้ทำตามมาตรการที่กำหนดเพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างเคร่งครัด” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากภารกิจด้านการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ แล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังให้ความสำคัญทางด้านวิชาการในการศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนาสายพันธุ์พืชมูลค่าเกษตรสูง เพื่อให้เกษตรกรมีต้นพันธุ์ที่มีความแข็งแรง ต้านทานโรค และยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับสถานการณ์การผลิตและข้อมูลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2568 ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง พบว่า มีแนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของไม้ผล ในขณะที่สถานการณ์ประมาณการไม้ผลภาคเหนือ ปี 2568 พบว่า ผลผลิตลำไยภาคเหนือจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม ประมาณร้อยละ 38.63 และผลผลิตลิ้นจี่ภาคเหนือจะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม ประมาณร้อยละ 60.80

– 006

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

สบก.ประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารสำนักบริหารโครงการ ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นางสาวลภิณโกฬร์ จาตะวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์เศรษฐกิจโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ นางดรรชณี เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการส่วน หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับนโยบาย RID UNITED ของอธิบดีกรมชลประทาน ภายใต้แนวคิด ร่วมกันสร้างความมั่งคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 8 นโยบาย 36 แนวทาง รวมถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสายงานวิชาการ ของ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ ประกอบด้วย 6 นโยบาย 12 แนวทาง

ทั้งนี้ ผส.บก.ได้รับนโยบายของผู้บริหาร นำไปสู่แนวทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับสำนักบริหารโครงการ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนงาน ระยะเวลาที่กำหนด และบรรลุตามเป้าหมายในภารกิจที่สำนักบริหารโครงการรับผิดชอบ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และร่วมแสดงความยินดีกับ นายชนินทร์ ทรงชน ที่ได้รับแต่งตั้งให้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนโครงการเงินกู้และกิจการต่างประเทศ ณ ห้องประชุม กรม ชั้น 3 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ zoom

‘รมช.อัครา’เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

'รมช.อัครา'เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

‘รมช.อัครา’เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป “โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68” โดยมี นาย ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท

นายอัครา กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนาที่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวจะทำให้มีปริมาณข้าวในตลาดเป็นจำนวนมากและส่งผลต่อราคาข้าวนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาด พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ยังได้แนวทางในการนำโรงเรียนร้างมาเข้าร่วมโครงการศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อปรับปรุงเป็นลานตากชุมชน สามารถใช้พื้นที่เพื่อเสริมศักยภาพของเกษตรกรที่ขาดแคลนลานตาก หรือการปรับเปลี่ยนเป็นยุ้งฉางเพื่อเข้าโครงการชะลอการขายข้าวได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นในเรื่องของการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งจะมีโครงการต่าง ๆ เข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรให้สามารถแปรรูปสินค้าได้ต่อไปด้วย

สำหรับสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ได้ดำเนินการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา สำหรับการดำเนินงานตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 มีสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,138 ราย สหกรณ์เก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกตามโครงการ จำนวน 18,094 ตัน รวมมูลค่า 162,850,500 บาท โดยได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ส่งผลให้สหกรณ์ สมาชิก และเกษตรกรทั่วไป ได้รับเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก รวมจำนวน 27,141,000 บาท แบ่งเป็น สหกรณ์ 18,094,000 บาท สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป 9,047,000 บาท