‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.เปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ จิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

'อธิบดีกรมฝนหลวง'เป็นปธ.เปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ จิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.เปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ จิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในการเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ จิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง ระหว่างวันที่ 15 – 17 ธันวาคม 2568 โดยมี นางสาวปราณี วงศ์บุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นายแทนไทร์ พลหาญ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการฝนหลวง กล่าวต้อนรับ โดยมีนายสุรพันธุ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) นางสาวหนึ่งหทัย ตันติพลับทอง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) และหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมต้อนรับด้วย

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ จิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวงจัดขึ้นเพื่อเพิ่มเครือข่ายอาสาสมัครฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ครอบคลุม 20 จังหวัด ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้อาสาสมัครฝนหลวงและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับภารกิจการปฏิบัติงานฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านอุตุนิยมวิทยาและวิทยาการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

– 006

หยุดปล่อย‘ปลาสวยงาม’ลงแหล่งน้ำ ปิดทางระบาดเอเลี่ยนสปีชีส์

หยุดปล่อย‘ปลาสวยงาม’ลงแหล่งน้ำ ปิดทางระบาดเอเลี่ยนสปีชีส์

หยุดปล่อย‘ปลาสวยงาม’ลงแหล่งน้ำ ปิดทางระบาดเอเลี่ยนสปีชีส์

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.00 น.

หยุดปล่อย‘ปลาสวยงาม’ลงแหล่งน้ำ ปิดทางระบาดเอเลี่ยนสปีชีส์

แหล่งน้ำหลายแหล่งกำลังเผชิญหน้ากับการรุกรานของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น หรือที่รู้จักกันในนาม “เอเลียนสปีชีส์” (Alien Species) กระแสข่าวการแพร่ระบาดของปลาสวยงามจากต่างประเทศในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็น ปลาซัคเกอร์ ผู้ทนทาน ปลาหมอสีคางดำ ผู้ขยายพันธุ์เร็ว ปลาหมอมายัน และ ปลาหมอบัตเตอร์ กำลังเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ

ปลาเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ แต่พวกมันคือผู้แย่งชิงทรัพยากรตัวฉกาจ เข้ามายึดพื้นที่ ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และแย่งแหล่งอาหารจากสัตว์น้ำพื้นถิ่นดั้งเดิมของไทยอย่างถึงรากถึงโคน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความสูญเสียครั้งใหญ่ของความหลากหลายทางชีวภาพ และการทำลายห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศน้ำจืดในวงกว้างอย่างยากจะเยียวยา

ดร.สรณัฏฐ์ ศิริสวย หัวหน้าศูนย์บริหารงานวิจัยและสนับสนุนวิชาการ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นถึงที่มาของปลาเหล่านี้ว่า แท้จริงแล้วพวกมันเคยเป็นเพียงปลาสวยงามจากต่างประเทศที่ถูกนำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเรานานก่อนที่กรมประมงจะออกประกาศห้ามนำเข้าและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 13 ชนิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เพื่อปกป้องพันธุ์สัตว์น้ำหายากและระบบนิเวศ

คำถามคือ ปลาเหล่านี้ “หลุดรอด” ออกสู่ธรรมชาติได้อย่างไร? ดร.สรณัฏฐ์ ให้ความกระจ่างว่า สาเหตุมีหลากหลาย ทั้งจากเหตุสุดวิสัยอย่าง ภาวะน้ำท่วม ที่พัดพาปลาหลุดไปตามกระแสน้ำ และที่น่าเศร้ากว่าคือ ความตั้งใจของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เลี้ยงที่เบื่อ ไม่อาจแบกรับภาระค่าเลี้ยงดูเมื่อปลาเติบโตขึ้น หรือด้วยนิสัยใจบุญที่ไม่กล้าฆ่า จึงเลือกที่จะ “ปล่อยปลา” ลงในแม่น้ำลำคลอง โดยมองข้ามผลกระทบมหาศาลที่จะตามมา อย่างเช่นกรณีของปลาหมอบัตเตอร์ที่พบในเขื่อนเขาแหลม ก็ถูกสันนิษฐานว่ามีผู้ลักลอบนำไปปล่อยไว้

ในกลุ่มเอเลียนสปีชีส์นี้ ปลาซัคเกอร์ถือเป็นตัวอย่างของสายพันธุ์ที่น่ากังวลเป็นพิเศษ ด้วยความสามารถในการปรับตัวที่สูงลิ่ว มันสามารถกินอาหารได้ทุกชนิดและอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำได้ทุกรูปแบบ แม้แต่ในน้ำเสียที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำจนปลาชนิดอื่นอยู่ไม่รอด ความทนทานเช่นนี้ทำให้มันสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ปลาต่างถิ่นสร้างขึ้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดสายพันธุ์ ดร.สรณัฏฐ์ ยกตัวอย่างปลาหางนกยูง ซึ่งเป็นปลาตัวเล็กที่แพร่พันธุ์ง่าย แต่ปัจจุบันกลายเป็นประโยชน์ในฐานะปลากินยุง หรือกรณีของปลาหมอเทศที่การแพร่ระบาดลดลงหลังชาวบ้านหันมาจับไปทำอาหารมากขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาต้องอาศัยการศึกษาและทำความเข้าใจในแต่ละสายพันธุ์

สำหรับปัญหาปลาหมอคางดำ ซึ่งแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในหลายจังหวัด กรมประมงกำลังดำเนินการอย่างจริงจัง เช่น การวิจัยพัฒนาปลาหมอคางดำ 4n เพื่อผสมพันธุ์ให้ลูกเป็นหมัน ซึ่งต้องใช้เวลาในการทดลองเพื่อให้มั่นใจ 100% ว่าจะไม่มีปัญหาตามมา แต่การแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำและเอเลียนสปีชีส์ทั้งหมดนี้ จะไม่หมดไปง่าย ๆ หากไม่มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ดร.สรณัฏฐ์ ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดที่สำคัญยิ่งสำหรับคนรักปลาสวยงามทุกคนว่า “ปลาสวยงามทุกชนิดเลี้ยงได้แต่อย่าไปปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ” การตัดสินใจเลี้ยงสัตว์น้ำขนาดใหญ่และมีอายุยืนยาวอย่างปลาช่อนอเมซอน ควรมาพร้อมกับการเตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และจิตใจ เพื่อให้การเลี้ยงปลาเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ใช่การสร้างปัญหาให้กับระบบนิเวศในอนาคต การไม่ปล่อยปลาคือความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของไทย

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมสังเกตการณ์โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ จิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมสังเกตการณ์โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ จิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมสังเกตการณ์โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ จิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมสังเกตการณ์โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ จิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง พร้อมด้วย นายสุรพันธุ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) นางสาวหนึ่งหทัย ตันติพลับทอง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) เข้าร่วมในครั้งนี้ โดยมีอาสาสมัครฝนหลวงและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับภารกิจการปฏิบัติงานฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านอุตุนิยมวิทยาและวิทยาการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

– 006

กรมชลฯkick off หนุน‘นาเปียกสลับแห้ง’สู่พื้นที่ชลประทาน แปลงต้นแบบ‘สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม’

กรมชลฯkick off หนุน‘นาเปียกสลับแห้ง’สู่พื้นที่ชลประทาน แปลงต้นแบบ‘สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม’

กรมชลฯkick off หนุน‘นาเปียกสลับแห้ง’สู่พื้นที่ชลประทาน แปลงต้นแบบ‘สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม’

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

‘กรมชลประทาน’ kick off ส่งเสริม‘นาเปียกสลับแห้ง’ สู่การขยายผลพื้นที่ชลประทาน แปลงต้นแบบ‘สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม’

15 ธันวาคม 2568 สำนักงานชลประทานที่ 10 กรมชลประทาน จัดกิจกรรม kick off ส่งเสริมนาเปียกสลับแห้งสู่การขยายผลพื้นที่ชลประทาน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อลดการใช้น้ำและเพิ่มผลผลิตเชื่อมโยงการลดภาวะโลกร้อน (Carbon Credit) นำสู่การเพิ่ม Water Productivity  โดยมี นายองอาจ แสนอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 พร้อมด้วย ดร.วัชระ เสือดี ที่ปรึกษากรมชลประทาน และประธาน INWEPF  นายไชยวัฒน์ คุณวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง  ผู้แทนจากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และภาคเอกชน  ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องและเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม  ณ แปลงต้นแบบ “สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม” อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี

ภายในงานประกอบด้วยการบรรยาย การขับเคลื่อนโครงการฯ ในพื้นต้นแบบทุ่งบางกุ่ม การส่งเสริมนาเปียกสลับแห้งสู่การขยายผลพื้นที่ชลประทาน  การสาธิตการเพาะกล้า และความรู้เกี่ยวกับปุ๋ย Low Carbon  โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมให้ความรู้เพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ  และร่วมกิจกรรมปักดำกล้าและสาธิตการทำนาโดยใช้รถดำนา ภายในแปลงนาต้นแบบ “สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม”

สำนักงานชลประทานที่ 10 มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 2.5 ล้านไร่ มีแผนการเพาะปลูกนาปรังปีละประมาณ 1.43 ล้านไร่ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เกษตรกรส่วนใหญ่ยังทำนาน้ำขังรูปแบบเดิม การสร้างต้นแบบนาหว่านและนาดำ จำนวน 50 ไร่ ที่ตำบลบ้านหลวง อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี ภายใต้ชื่อแปลงต้นแบบ “สุขเต็มนา Rio10@ทุ่งบางกุ่ม” เพื่อใช้เป็นแหล่งสาธิตและเรียนรู้กระบวนการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง สู่การขยายผลพื้นที่ชลประทานของกลุ่มผู้ใช้น้ำทุ่งบางกุ่ม จำนวน 83,400 ไร่ รวมถึงพื้นที่ชลประทานในเขตสำนักงานชลประทานที่ 10  

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายเพื่อผลิตข้าวคุณภาพ สร้างแบรนด์เฉพาะของกลุ่มผู้ใช้น้ำบางกุ่มสู่ตลาดสากล สร้างรายได้ให้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 3 เท่าจากปัจจุบัน  โดยใช้ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ พลิกฟื้นการทำนาโดยใช้รูปแบบนาเปียกสลับแห้ง เพื่อมุ่งลดการใช้น้ำให้น้อยลง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการชลประทานให้สูงขึ้นและเพิ่มผลผลิตต่อไร่จากกระบวนการเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว สามารถเชื่อมโยงกับมาตรการแนวทางการลดโลกร้อน โดยการขายคาร์บอนเครดิต เพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่งให้เกษตรกร นำมาซึ่งการเพิ่ม water productivity ให้สูงขึ้นอีกด้วย

ส.ป.ก.จัดโครงการงานรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ‘ฮักบ้านเฮา หยุดเผากันเน้อ’

ส.ป.ก.จัดโครงการงานรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน 'ฮักบ้านเฮา หยุดเผากันเน้อ'

ส.ป.ก.จัดโครงการงานรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ‘ฮักบ้านเฮา หยุดเผากันเน้อ’

วันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.31 น.

ส.ป.ก.จัดโครงการงานรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “ฮักบ้านเฮา หยุดเผากันเน้อ” พร้อมเชื่อมโยงกิจกรรม กับ ส.ป.ก.จังหวัดภาคเหนือ (16 จังหวัด) ผ่านระบบออนไลน์

รมช.เกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ารณรงค์หยุดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “ฮักบ้านเฮา หยุดเผากันเน้อ” พร้อมตั้งศูนย์รณรงค์หยุดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ 17 จังหวัด ชูมาตรการเข้ม “ไม่เผาในพื้นที่เกษตร” แก้ปัญหาวิกฤต PM 2.5

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานรณรงค์หยุดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “ฮักบ้านเฮา หยุดเผากันเน้อ” ณ ที่ว่าการอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5

งานรณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน “ฮักบ้านเฮา หยุดเผากันเน้อ” จัดขึ้นโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมกับหน่วยงานความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเผา และนำเสนอทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผา รวมทั้งสร้างต้นแบบในการทำการเกษตรปลอดการเผาเพื่อสนับสนุนการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรในระยะต่อไป

นายนเรศ ได้กล่าวเน้นย้ำถึงมาตรการสำคัญที่จะนำมาใช้ในช่วงฤดูกาลผลิตที่จะถึงนี้ว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และได้กำหนดให้การลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ ดังนั้น เพื่อให้เกิดการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM 2.5 ภาคการเกษตร พ.ศ. 2568 (ฉบับที่ 2) โดยเกษตรกรที่มีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตร ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 – 31 มีนาคม 2571 จะหมดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากรัฐทุกรายการ เป็นเวลา 2 ปี ยกเว้นการช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติ รวมทั้งดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อรณรงค์และส่งเสริมให้เกษตรกรหยุดการเผา และหันมาใช้เทคโนโลยี และวิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“การเผาในพื้นที่เกษตรกรรมนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและพี่น้องเกษตรกรทุกคน ซึ่งการจัดตั้ง “ศูนย์รณรงค์หยุดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน” ถือเป็นรูปแบบกิจกรรมที่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วม และเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการดำเนินงานในระดับพื้นที่ ให้มีความเท่าทันต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการไม่เผานอกจากจะช่วยลดต้นทุน สภาพดินอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังดีต่อสุขภาพของเกษตรกรอีกด้วย และเชื่อมั่นว่ามาตรการต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เดินหน้าขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น รวมทั้งกิจกรรมในวันนี้นั้นจะสามารถทำให้การเผาและฝุ่น PM 2.5 ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม” รมช.นเรศ กล่าว

ด้าน นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวเสริมว่า นอกจากมาตรการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบให้เป็นแนวทางขับเคลื่อนงานแล้ว ในด้านของกฎหมาย ส.ป.ก.ยังมีมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 8/2566 เรื่องกำหนดหน้าที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ห้ามกำจัดวัสดุทางการเกษตรโดยการเผามาดำเนินการและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ด้วย

ทั้งนี้ ส.ป.ก.ได้ร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกร เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และภาคเอกชน ในการประกาศเจตนารมณ์ไม่เผาในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อหยุดปัญหาควันพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พร้อมกับเปิด “ศูนย์รณรงค์หยุดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน” เพื่อเป็นกลไกการรณรงค์และขับเคลื่อนการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งขยายผลองค์ความรู้การบริหารจัดการทรัพยากรในภาคการเกษตรให้เกิดการใช้ประโยชน์และมีประสิทธิภาพตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไป

‘ประมงนครศรีธรรมราช’ขยายผลใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ ลดต้นทุน สร้างรายได้มั่นคง

‘ประมงนครศรีธรรมราช’ขยายผลใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ ลดต้นทุน สร้างรายได้มั่นคง

‘ประมงนครศรีธรรมราช’ขยายผลใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ ลดต้นทุน สร้างรายได้มั่นคง

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

‘ประมงนครศรีธรรมราช’ขยายผลใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ ลดต้นทุน สร้างรายได้มั่นคง

ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชส่งต่อความมั่นคงในอาชีพ สนับสนุนเกษตรกรเลี้ยง “ปูขาวอินทรีย์” ใช้ปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบอาหาร ช่วยลดต้นทุนการผลิต เป็นส่งเสริมให้นำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ให้กว้างขวางขึ้น เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญตามมาตรการของกรมประมงในการควบคุมจำนวนประชากรปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม

นายกอบศักดิ์ เกตุเหมือน ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า สำนักงานประมงจังหวัดยังคงดำเนินมาตรการกำจัดและควบคุมปลาหมอคางดำตามแนวนโยบายของกรมประมงอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของท้องถิ่น

การนำปลาหมอคางดำมาทำน้ำหมักชีวภาพบำรุงดิน การแปรรูปเป็นเมนูอาหาร และการทำเหยื่อตกปลาแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลากะพง และปูทะเล ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี และเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำในระบบนิเวศ

ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงได้ริเริ่ม “โครงการเลี้ยงปูทะเล พลิกวิกฤตพิชิตปลาหมอคางดำ” ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงปูขาว หรือปูทองหลาง โดยใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเลี้ยงปู ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของกรมประมงในการส่งเสริมอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกรรายย่อยผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการสูง เพราะปูมีรสชาติอร่อยและหวาน และจำหน่ายได้ในราคาที่ดี และการนำปลาหมอคางดำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารปูช่วยบริหารจัดการต้นทุนอาหาร ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันการใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเลี้ยงปู พบว่าช่วยลดต้นทุนการผลิต  เป็นไปตามมาตรการของกรมประมงในการลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำและหยุดยั้งการแพร่ระบาดอย่างเป็นระบบ

“โครงการนี้มุ่งเน้นให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง ทั้งในด้านการมีพันธุ์ปูขาวเริ่มต้นเลี้ยงโดยไม่ต้องลงทุนเอง และการสร้างแรงจูงใจผ่านการนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ และสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแปรสภาพเป็นอาหารปู เกษตรกรได้ลดภาระต้นทุน และช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในระยะยาว” นายกอบศักดิ์ กล่าว

ในปีแรก โครงการฯ ได้นำร่องสนับสนุนพันธุ์ปูขาวให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ รายละ 500 ตัว รวมทั้งสิ้น 20,000 ตัว โดยจัดซื้อพันธุ์ปูจากกลุ่มเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูขาวอินทรีย์แปลงใหญ่ต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย ที่จะมาช่วยให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรรายใหม่ กระบวนการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ใช้ปลาคางดำมาบดหรือตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมกับจุลินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ช่วยเนื้อปูมีรสชาติหวานขึ้น ปลอดภัย รวมถึงเทคนิคการป้องกันการแพร่พันธุ์เพิ่มเติม

ปลาหมอคางดำที่นำมาใช้เป็นอาหารต้องถูกแช่แข็งในอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียสนานเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนนำมาบดใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าไข่และตัวอ่อนจะไม่สามารถฟักตัวและแพร่พันธุ์ได้อีก

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวนโยบายส่งเสริมอาชีพประมงเชิงคุณภาพของกรมประมง ช่วยยกระดับความมั่นคงของอาชีพเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างยั่งยืน และต่อยอดให้เกิดความต้องการใช้ปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของชุมชนอย่างมีระบบ

‘กรมชลประทาน’เปิดรับจ้างแรงงานทั่วประเทศ 8.4 หมื่นอัตรา เสริมรายได้ต้อนรับปีใหม่2569

‘กรมชลประทาน’เปิดรับจ้างแรงงานทั่วประเทศ 8.4 หมื่นอัตรา เสริมรายได้ต้อนรับปีใหม่2569

‘กรมชลประทาน’เปิดรับจ้างแรงงานทั่วประเทศ 8.4 หมื่นอัตรา เสริมรายได้ต้อนรับปีใหม่2569

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าจ้างแรงงานช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรต้อนรับปีใหม่ ปี 2569  หวังให้เกษตรกรมีรายได้เสริม ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเป้าจ้างแรงงานกว่า 8.4 หมื่นคน

นายสุริยพล นุชองนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีรายได้เสริมด้วยการจ้างแรงงานในระบบชลประทาน ในปีงบประมาณ 2569 โดยในปีนี้มีเป้าหมายการจ้างแรงงานกว่า 84,000 คน ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้วกว่า 5,800 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 638 คน จังหวัดกาฬสินธุ์ 616 คน และจังหวัดเชียงใหม่ 411 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568)

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้ารับสมัครจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่องให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ในวันและเวลาราชการ

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักภาคใต้

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักภาคใต้

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักภาคใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

กรมชลฯ สั่งเฝ้าระวังและเตรียมเครื่องจักรรับมือฝนหนักภาคใต้ 11–15 ธ.ค. นี้

วันนี้ (11 ธ.ค.) ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำว่า ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 9 ธ.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 69,198 ล้าน ลบ.ม. (90% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวม 24,350 ล้าน ลบ.ม. (98% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)

จากการติดตามคาดการณ์สภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พบว่า ช่วงวันที่ 11 – 15 ธันวาคม 2568 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อาจมีฝนตกหนักบางแห่ง สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เกิด น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม รวมถึงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองจากการระบายน้ำไม่ทัน และระดับน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำได้

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ ติดตามสถานการณ์น้ำฝน–น้ำท่า และข้อมูลสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งตรวจสอบและเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยทุกชนิด ให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันที นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว รวมถึงจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

015

กรมประมงเร่งฟื้นฟูปลายี่สกไทย

กรมประมงเร่งฟื้นฟูปลายี่สกไทย

กรมประมงเร่งฟื้นฟูปลายี่สกไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

อธิบดีกรมประมง ขานรับนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์  เดินหน้าเร่งฟื้นฟู “ปลายี่สกไทย” หลังเสี่ยงจัดเป็นสัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์ตามบัญชีไซเตส (CITES) เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตลูกพันธุ์ในปี 2569 จำนวนกว่า 500,000 ตัว เพื่อปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ และจำหน่ายให้เกษตรกรนำไปเพาะเลี้ยงขยายผลทางเศรษฐกิจต่อไป

วันนี้ (11 ธ.ค.) นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลายี่สก” (Probarbus jullieni) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่พบในแม่น้ำสายสำคัญของประเทศไทย อาทิ แม่น้ำโขง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และน่าน  ถือเป็นปลาที่มีรสชาติดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 200–250 บาท นอกจากนี้ ยังเป็นที่ต้องการของตลาดปลาสวยงามทั้งในประเทศและต่างประเทศ  โดยปลาขนาด 30 เซนติเมตร สามารถจำหน่ายเป็นปลาสวยงาม ที่มีมูลค่าตัวละหลายร้อยบาท  ด้วยความต้องการของตลาดรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในแหล่งน้ำ จึงส่งผลให้ประชากรปลายี่สกในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES)

ที่ผ่านมากรมประมงได้ดำเนินการเพาะขยายพันธุ์เพื่อเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรปลายี่สกในธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการผสมเทียมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2517  ด้วยการใช้พ่อแม่พันธุ์ทั้งที่ได้จากแม่น้ำโขงและพ่อแม่พันธุ์ที่มีการเลี้ยงไว้ในหน่วยงานของกรมประมง นอกจากนี้ยังมีการจัดทีมเฉพาะกิจเพื่อตั้งแคมป์ริมฝั่งแม่น้ำโขงร่วมกับชุมชนประมงในการเฝ้าสังเกตการณ์และรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลายี่สกที่ขึ้นมาวางไข่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ของทุกปี โดยจะนำแม่พันธุ์ปลาที่มีความพร้อมมาฉีดกระตุ้นการวางไข่และเก็บน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ปลาไว้สำหรับการผสมเทียม เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตลูกพันธุ์ปลายี่สกในธรรมชาติเป็นประจำทุกปี

ล่าสุดได้รับรายงานจากทีมชุดเฉพาะกิจว่า ขณะนี้สามารถรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติใช้ผสมเทียมเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรปลายี่สกในพื้นที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาในปี 2568 ดำเนินการใน 2 พื้นที่ คือบ้านสองคอน จังหวัดมุกดาหาร และ บ้านไคสี จังหวัดบึงกาฬ  และปัจจุบันสามารถผสมเทียมปลายี่สกได้แล้ว 7 คู่ โดยปลายี่สกที่ได้จากแม่น้ำโขงคู่แรกที่เพาะพันธุ์ในปีนี้ ผสมเทียมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยปลาเพศเมีย น้ำหนัก 13 กิโลกรัม ความยาว 102 เซนติเมตร  และปลาเพศผู้ น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ความยาว 90 เซนติเมตร สามารถรีดไข่ปลาได้ 500 กรัม คิดเป็นจำนวนไข่ปลาประมาณ 120,000 ฟอง โดยลูกปลายี่สกจากธรรมชาติรุ่นแรกของปี ได้ฟักออกจากไข่ในวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 05.00 น. ได้ลูกปลาแรกฟักประมาณ 60,000 ตัว สำหรับอีก 6 คู่ ยังอยู่ระหว่างดำเนินการเพาะพันธุ์และนำไปอนุบาลในหน่วยงานของกรมประมง และจะทยอยปล่อยคืนแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา ปริมาณไม่น้อยกว่า 100,000 ตัว ต่อไป

อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อสั่งการของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้กรมประมงเร่งปล่อยปลายี่สกลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดราชบุรี หลังได้รับรายงานว่า ปลายี่สกเป็นปลาประจำถิ่นที่มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ และยังเป็นสัตว์น้ำประจำจังหวัดราชบุรีด้วย จึงทำให้มีความห่วงใยต่อทรัพยากรปลายี่สกในจังหวัดราชบุรี  ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดราชบุรี สามารถผลิตปลายี่สกได้กว่า 320,000 ตัว นำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญ เช่น แม่น้ำแม่กลอง และอ่างเก็บน้ำห้วยสำนักไม้เต็ง ฯลฯ รวมถึงจำหน่ายให้เกษตรกรเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงอีกด้วย
สำหรับปี 2569 กรมประมงมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตลูกพันธุ์ปลายี่สกทั่วประเทศให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าผลิตไว้ไม่น้อยกว่า 500,000 ตัว เพื่อปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำประจำถิ่นและสัตว์น้ำหายากใกล้สูญพันธุ์ และจำหน่ายลูกพันธุ์ให้เกษตรกรได้นำไปเพาะเลี้ยงต่อยอดทั้งในด้านการผลิตเพื่อบริโภค และการเพาะเลี้ยงเป็นปลาสวยงามเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานของกรมประมงหลายแห่งได้รับการรับรองจาก CITES ให้ขึ้นทะเบียนเป็นสถานเพาะพันธุ์ปลายี่สกเพื่อการค้าระหว่างประเทศ เกษตรกรสามารถซื้อลูกพันธุ์จากกรมประมงไปอนุบาลและส่งออกได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับมูลค่าสินค้าสัตว์น้ำของไทย อีกทั้งยังลดการจับจากธรรมชาติ อันจะช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาวอย่างยั่งยืนต่อไป

015

ก.เกษตรฯถกศูนย์ฯบริการพัฒนาแอปฯพิรุณราช

ก.เกษตรฯถกศูนย์ฯบริการพัฒนาแอปฯพิรุณราช

ก.เกษตรฯถกศูนย์ฯบริการพัฒนาแอปฯพิรุณราช

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เรียกประชุมโครงการศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร เล็งพัฒนาแอปพลิเคชัน “พิรุณราช” มุ่งยกระดับการบริการภาครัฐ เน้นการเข้าถึงประชาชน

(วันนี้ 11 ธ.ค.) นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ โครงการศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช ก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2566 ซึ่งจากรายงานสรุปภาพรวมการให้บริการสะสมตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2568 พบว่า มีการให้บริการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรกว่า 23,873 เรื่อง โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 23,750 เรื่อง อีกทั้ง พบว่าประเภทเรื่องที่มีการขอรับบริการสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ด้านพืช 2) ด้านหนี้สิน 3) ด้านดินและการปรับปรุงบำรุงดิน 4) ด้านปศุสัตว์ และ 5) ด้านการช่วยเหลือและสนับสนุนที่ดินทำกิน ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้เร่งรัดดำเนินการในส่วนงานบริการที่เหลืออยู่ให้แล้วเสร็จตามระบบ พร้อมทั้ง ให้ดำเนินการชี้แจงขั้นตอนการปฏิบัติงานแก่พี่น้องเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันอีกด้วย

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชใหม่ ทั้งในรูปแบบ Web Application และ Mobile Application ที่สามารถรองรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ภายใต้ชื่อ “พิรุณราช” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและเกษตรกรในการเข้าถึงบริการมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะพัฒนาระบบเสร็จสิ้นและพร้อมใช้งานต้นปี 2569

015