‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ประชุมเตรียมพร้อมภารกิจ’ดัดแปรสภาพอากาศ’ บรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ประชุมเตรียมพร้อมภารกิจ'ดัดแปรสภาพอากาศ' บรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ประชุมเตรียมพร้อมภารกิจ’ดัดแปรสภาพอากาศ’ บรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.16 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมติดตามการเตรียมความพร้อมภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ณ ห้องประชุมศูนย์ฝนหลวงหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อช่วยเหลือในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงติดตามสภาพอากาศเพื่อเตรียมช่วยเหลือพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’เฝ้ารับเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’ทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และทรงเปิดงาน’โครงการหลวง 2568’

'อธิบดีกรมการข้าว'เฝ้ารับเสด็จฯ'ในหลวง-พระราชินี'ทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และทรงเปิดงาน'โครงการหลวง 2568'

‘อธิบดีกรมการข้าว’เฝ้ารับเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’ทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และทรงเปิดงาน’โครงการหลวง 2568’

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เฝ้ารับเสด็จฯ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี”เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และทรงเปิดงาน”โครงการหลวง 2568″ที่จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 18.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยัง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงเปิด “อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” และทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 2568” โดยมี พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะเลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ พร้อมคณะกรรมการจัดงาน และข้าราชการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จ

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินไปยังแท่นพิธี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา) แล้วเสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก

“อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงก่อตั้งโครงการหลวง และทรงวางรากฐานการพัฒนาทางเลือกบนที่สูงอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นอาคารเรียนรู้ของสถาบันการเรียนรู้มูลนิธิโครงการหลวง ในการสนองพระบรมราโชบายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการหลวง ที่ประสบผลสำเร็จจนเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เป็นอาคาร 3 ชั้น ประกอบด้วยห้องต่างๆ อาทิ ห้องปฏิบัติการเรียนรู้ ห้องอบรมประชุมสัมมนา ห้องนิทรรศการถ่ายทอดประวัติศาสตร์โครงการหลวง และห้องการเรียนการสอนหลักสูตรต่างๆ อีกทั้งเป็นต้นแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภาคใต้ต่อเนื่อง ภายหลังน้ำลด

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภาคใต้ต่อเนื่อง ภายหลังน้ำลด

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภาคใต้ต่อเนื่อง ภายหลังน้ำลด

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.20 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภาคใต้ต่อเนื่อง ภายหลังน้ำลด เร่งจัดการซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาล ป้องกันโรคระบาด

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดส่งหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่ดูแลสุขภาพปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงต่อเนื่องจากช่วงเผชิญเหตุ รวมถึงยังคงแจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานและอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรให้กลับมาโดยเร็ว

ก่อนหน้านี้ ในระยะเผชิญเหตุกรมปศุสัตว์ช่วยเหลือเกษตรกรใน 10 จังหวัดภาคใต้ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล ปัตตานี สงขลา ตรัง นราธิวาส และยะลา ครอบคลุมพื้นที่ 97 อำเภอ 610 ตำบล 3,822 หมู่บ้าน ด้วยการมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 809,230 กิโลกรัม อพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยง 271,203 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) 552 ชุด และแจกจ่ายถุงยังชีพสัตว์ โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจความเสียหายเพื่อเตรียมจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 ตลอดจนตามแผนฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์

จากการสำรวจเบื้องต้นพบเกษตรกรได้รับผลกระทบรวม 209,923 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 13,889,488 ตัว ประกอบด้วย โค กระบือ สุกร แพะ แกะ และสัตว์ปีก พบสัตว์ตายและสูญหาย ทั้งสิ้น 88,712 ตัว ใน 9 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี สตูล สุราษฎร์ธานี นราธิวาส สงขลา และยะลาโดยในจำนวนนี้เป็นโค 576 ตัว กระบือ 39 ตัว สุกร 61 ตัว แพะ 82 ตัว แกะ 33 ตัว และสัตว์ปีก 87,921 ตัว

มาตรการที่สำคัญอีกประการคือ การกำจัดซากสัตว์อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันโรคระบาดในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งระดับน้ำลดลงแล้ว กรมปศุสัตว์ได้จัดชุดปฏิบัติการพิเศษจากหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดการเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้ง โดยสามารถกำจัดซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาลได้ รวมทั้งสิ้น 314 ซาก ได้แก่ ไก่ 30 ตัว หมู 27 ตัว แพะ 157 ตัว โค 86 ตัว สุนัข 7 ตัว แมว 6 ตัว และกระต่าย 1 ตัว พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค และรักษาสุขอนามัยของชุมชน

กรมปศุสัตว์ขอให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมั่นใจว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยสามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด รวมถึง แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับประชาชนในพื้นที่หาดใหญ่ หากพบซากสัตว์ สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนด่านกักกันสัตว์สงขลา โทร. 089-598-1493 หรือ 080-713-8229

– 006

‘เลขาธิการ สปก.’ ลงพื้นที่ ‘หาดใหญ่’ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่ง’ หลังน้ำลด

‘เลขาธิการ สปก.’ ลงพื้นที่ ‘หาดใหญ่’ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่ง’ หลังน้ำลด

‘เลขาธิการ สปก.’ ลงพื้นที่ ‘หาดใหญ่’ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่ง’ หลังน้ำลด

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) นายสุรชัย ยุทธชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ติดตามคณะ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่กู้หาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วมคลี่คลาย เร่งเก็บกวาด เคลียร์พื้นที่ ตั้งโรงครัวเติมพลัง พร้อมแจกแผงโซลาร์เซลล์แก้ปัญหาไฟเข้าไม่ถึง ส่งกำลังใจถึงมือทุกบ้าน

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารข้าราชการทั้ง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผนึกกำลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน Big Cleaning หลังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่คลี่คลาย

โดย ร้อยเอก ธรรมนัส ได้นำทีมจัดการยานพาหนะบนพื้นผิวจราจร เนื่องจากมีรถของประชาชนที่นำมาจอดเอาไว้และยังไม่สามารถขยับเคลื่อนออกได้ จากนั้นกรมชลประทานระดมเครื่องจักรเครื่องมือและรถบรรทุก เข้าดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายบริเวณวงเวียนหน้าหมู่บ้านฉัตรทอง เขต 8 โดยเร่งทำความสะอาด เก็บขยะ และเคลียร์พื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ยังได้ตั้งโรงครัวที่โรงเรียนนานาชาติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เนื่องจากถึงแม้ว่าน้ำจะลดลงแล้ว แต่ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนจากสภาพบ้านที่อยู่อาศัยเสียหายอย่างหนัก และในพื้นที่ยังหาอาหารรับประทานได้ยาก รวมถึงโครงสร้างไฟฟ้าภายในบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมจนเสียหาย แม้การไฟฟ้าจะสามารถจ่ายไฟได้ประมาณ 80% แล้ว แต่ปลั๊กไฟ สายไฟ และตู้ไฟภายในบ้านหลายหลังยังใช้งานไม่ได้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงได้นำแผงโซลาร์เซลล์มาแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องไฟฟ้า

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ ได้มีประชาชนกล่าวแสดงความชื่นชมและขอบคุณ พร้อมทั้งขอถ่ายรูปกับ ร้อยเอก ธรรมนัส เป็นจำนวนมาก

-(016)

กระทรวงเกษตรฯ-รักบ้านเกิด-ทรู หนุนเกษตรไทย ยกระดับรับความท้าทาย Climate Change

กระทรวงเกษตรฯ-รักบ้านเกิด-ทรู หนุนเกษตรไทย ยกระดับรับความท้าทาย Climate Change

กระทรวงเกษตรฯ-รักบ้านเกิด-ทรู หนุนเกษตรไทย ยกระดับรับความท้าทาย Climate Change

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.21 น.

กระทรวงเกษตรฯ-มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด-ทรู แนะเกษตรกรไทยเร่งปรับตัวเกาะติดโจทย์ใหญ่ Climate Change ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถแข่งตลาดโลก ชี้เกษตรกรรุ่นใหม่คือผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียว

คุณบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ผู้ริเริ่มโครงการฯ กล่าวในงานประกาศผล “เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “ฟาร์มแห่งอนาคต เกษตรกรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียว” ว่า ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดงานนี้ขึ้น เพื่อยกย่องเกษตรกรต้นแบบที่ประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและความท้าทายในอนาคต ซึ่งในปีนี้เป็นการจัดประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปีที่ 17

โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยที่แท้จริงมีอยู่ 2 ส่วน คือ อาหารและการท่องเที่ยว และย้ำว่าประเทศไทยควรเน้นการเพราะปลูกสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่ต้องการของชาวโลก อีกทั้งยังเห็นโอกาสทางโลจิสติกส์ ซึ่งปัจจุบันมีการเปิดเส้นทางรถไฟสายฉงชิ่ง-มาบตาพุด/ระยอง ที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 4 วัน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดจีน อีกทั้งฝากความหวังกับเกษตรกรรุ่นใหม่ของไทย ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากให้กับภาคเกษตรของประเทศ เห็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น ไม่ได้เพียงแต่ทำอาชีพเกษตรเพื่อยังชีพเท่านั้น แต่เป็นการทำการเกษตรเพื่ออนาคตของประเทศ

นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แนวคิด “ฟาร์มแห่งอนาคต” เหมาะสมกับบริบทของประเทศอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)  เราต้องเน้นย้ำไปที่ Climate Action (การลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง) เพื่อสร้างความมั่นคงของระบบอาหารไทย พร้อมแนะว่าระบบอาหาร (Food System) ในปัจจุบันควรเริ่มพิจารณาตั้งแต่เรื่องดิน โดยยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อวิเคราะห์ธาตุในดิน เพื่อให้ทราบความหวานของมะพร้าว และอาจลดการใช้ความหวานจากน้ำตาลได้

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย และเกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ คือรากฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมให้เข้มแข็ง เพราะเป็นผู้ผลิตอาหารที่ปลอดภัย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ จึงมองเห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยี และระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร มาช่วยแก้ไขปัญหาและรับมือกับความท้าทายสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ซับซ้อนและคาดเดาได้ยากขึ้น โดยพร้อมต่อยอดนำศักยภาพด้าน Climate-Tech ของทรู ตั้งแต่การนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ไปจนถึงระบบเกษตรแม่นยำอัจฉริยะ (IoT Precision Farming) พร้อมมุ่งสนับสนุนภาคการเกษตรไทยมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ชื่นชมเกษตรกรรุ่นใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็ง ในการเผชิญกับความไม่แน่นอนภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรยุคใหม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และจำเป็นต้องใช้ระบบคิดที่มีความซับซ้อนในการออกแบบพื้นที่ทางการเกษตร และผสมผสานเทคโนโลยี ทั้งนี้ ทิศทางของกรมฯ คือการผลักดันให้เกษตรกรยุคปัจจุบันเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” อย่างแท้จริง โครงการนี้จึงเป็นแบบอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับภาคการเกษตรไทยให้ก้าวทันโลก

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น โครงการคัดเลือกเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี พ.ศ.2568 พิจารณาจากองค์ประกอบ 4 มิติ ได้แก่ 1.ด้านสังคม ความเป็นผู้นำ ถ่ายทอดความรู้ สร้างเครือข่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน 2.ด้านเศรษฐกิจ ความสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิต บริหารต้นทุน ขยายตลาด และพึ่งพาตนเอง 3.ด้านสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบ ฟื้นฟูดิน-น้ำ ใช้ทรัพยากรหมุนเวียน และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และ 4.ด้านความยั่งยืน วิสัยทัศน์ระยะยาว การสืบทอดอาชีพ และความสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม-ภูมิอากาศ

ผสานไอทีและหลักคิดแบบวิศวกรยกระดับเกษตร

ทั้งนี้ เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผ่านเข้ารอบปีนี้มีจำนวน 10 คน มีความโดดเด่น ในการนำเทคโนโลยีและวิธีการจัดการที่เป็นระบบมาใช้ นับเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตรยุคใหม่ ได้แก่ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ นายธราพงศ์ วงศ์วัฒนากิจ Gardener House จังหวัดราชบุรี นำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มความแม่นยำและการลดต้นทุน เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์รายนี้ จบจากด้านวิศวกรรม ได้นำเทคโนโลยี IoT หรือ Smart Sensor เข้ามาใช้ในการทำฟาร์ม เช่น Weather Station, Soil Tester, และระบบรดน้ำอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของผลผลิต ใช้ทักษะการคิดที่เป็นระบบของวิศวกรช่วยให้มีการวางแผนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นายอภิชาติ พูลเอียด ฟาร์มไส้เดือนบ้านเล็กในป่าใหญ่ จังหวัดพัทลุง อดีตวิศวกรโทรคมนาคม นำเทคโนโลยีมาใช้จัดการของเสีย พัฒนาฟาร์มไส้เดือนด้วยระบบ Smart Farm ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในโรงเรือน สามารถจัดการของเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ได้ถึง 5 ตันต่อเดือน พร้อมต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์และสารปรับปรุงดินคุณภาพสูง

ขณะที่ นายสุพเจตน์ สินธุพัฒน์ สวนทุเรียน แม่น้ำภูเขา จังหวัดจันทบุรี ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการควบคุมคุณภาพและการจัดการวิกฤต ครอบคลุมทั้ง IoT Sensor, Drone, และ AI เพื่อเก็บข้อมูลและเปลี่ยนเป็นแผนการทำงาน การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพการส่งออก

สร้างมูลค่า-เพิ่มความสามารถแข่งตลาดโลก

นายสันติสุข พุฒพรม  กาแฟเขาพระเจ้า จังหวัดชุมพร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตลาดส่งออก อดีตวิศวกรโยธารายนี้ ได้กลับมาทำสวนกาแฟคุณภาพพิเศษ (Fine Grade) ที่บ้านเกิด โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการดูดความชื้นระหว่างการตาก เพื่อให้ได้กาแฟที่มีคุณภาพและสะอาด สร้างการรวมกลุ่มเกษตรกรทั้งกาแฟและโกโก้ และรับซื้อผลผลิตในราคาที่สูงกว่าตลาดถึง 2 เท่า ปัจจุบัน ผลผลิตกาแฟ 90% ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น

นายพีระพงษ์ แดงสะอาด ไร่แดงสะอาด อาณาจักรมันหวานญี่ปุ่น จังหวัดราชบุรี ประยุกต์ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพเกษตรกร ให้สามารถ “คุมตลาดและตั้งราคาได้เอง” พัฒนาระบบการผลิตที่สามารถแปรรูปมันหวานญี่ปุ่นเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมทานเก็บได้นานถึง 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็นหรือใช้วัตถุกันเสีย ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้อย่างมาก

นายสุพเจตน์ สินธุพัฒน์ สวนทุเรียน แม่น้ำภูเขา จังหวัดจันทบุรี ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนภาคเกษตรไทย ให้เกิดการรวมแบรนด์เพื่ออำนาจต่อรอง มุ่งมั่นปั้นวิสัยทัศน์ให้เป็นจริงในการรวมกลุ่มเกษตรกรทุเรียนทั่วประเทศ เพื่อขายภายใต้แบรนด์ “One Brand Thailand” เพื่อเพิ่มอำนาจในการควบคุมคุณภาพและราคาในอุตสาหกรรม

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ลงพื้นที่ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่งเดย์’ หาดใหญ่

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ลงพื้นที่ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่งเดย์’ หาดใหญ่

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ลงพื้นที่ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่งเดย์’ หาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และนายภูวเดช วุฒิวงศ์วัฒ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา นำทีมเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานและสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา ร่วมกิจกรรม Big cleaning day โดยมีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) นำทัพผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จาก 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าเคลียร์พื้นที่หลังสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่คลี่คลาย โดยกรมชลประทานระดมเครื่องจักรเครื่องมือและรถบรรทุก เข้าดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายบริเวณวงเวียนหน้าหมู่บ้านฉัตรทอง เขต 8 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยเร่งทำความสะอาด เก็บขยะ และเคลียร์พื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

-(016)

พิษน้ำท่วม! อุตฯกุ้งใต้อ่วม เสียหายพันล้าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟู ชงเป็นวาระแห่งชาติ

พิษน้ำท่วม! อุตฯกุ้งใต้อ่วม เสียหายพันล้าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟู ชงเป็นวาระแห่งชาติ

พิษน้ำท่วม! อุตฯกุ้งใต้อ่วม เสียหายพันล้าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟู ชงเป็นวาระแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.11 น.

นายก​สมาคมกุ้งไทยโอดอุทกภัยภาคใต้กระทบผลผลิตอย่างหนัก สูญเสียกุ้งในบ่อจำนวนมาก–อุปกรณ์ฟาร์มจมน้ำ วอนรัฐออกมาตรการช่วยเหลือด่วน พร้อมตั้งเป้าฟื้นผลผลิตปี 69 ให้ถึง 4 แสนตัน

วันที่ 1 ธันวาคม​ 2568 นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย พร้อมด้วยผู้บริหารสมาคมฯ และผู้แทนสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ร่วมแถลงสถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งไทยและความเสียหายจากมหาอุทกภัยภาคใต้ โดยระบุว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สตูล และปัตตานี สร้างความเสียหายรุนแรงให้ผู้เลี้ยงกุ้งจำนวนมาก “ถึงขั้นหมดตัว” จากการสูญเสียทั้งกุ้งในบ่อ เครื่องตีน้ำเติมอากาศ​ และอุปกรณ์ฟาร์มที่ถูกน้ำท่วมเสียหายเกือบทั้งหมด

โดยสมาคมฯ ประเมินเบื้องต้นว่า ความเสียหายในภาพรวมมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท โดยผลผลิตกุ้งจากพื้นที่ประสบภัยคิดเป็นประมาณ 10% ของผลผลิตประเทศ ทำให้ผลผลิตรวมของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ราว 270,000 ตันซึ่งกระทบกับผลผลิต​รวมช่วงปลายปีนี้แน่นอน ซึ่งปีนี้ผู้เลี้ยงกุ้งต้องรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวนตั้งแต่ต้นปี ปริมาณฝนสูง คุณภาพน้ำผันผวน และการระบาดของโรคกุ้ง เช่น โรคขี้ขาว และโรคตัวแดงดวงขาว ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องจับกุ้งก่อนกำหนด แม้ก่อนหน้านี้ราคากุ้งครึ่งปีแรกอยู่ในระดับดีจากการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้นราว 15% ของผลผลิตทั้งหมด แต่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ซ้ำเติมภาคการผลิตอย่างหนัก

ทั้งนี้สมาคมกุ้งไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ​เกษตรกร​ โดยขอให้​กระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์​เร่งสำรวจ​ความเสียหาย​ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้​เร่งจัดงบฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในภาคใต้ ทั้งการสนับสนุนจัดซื้ออุปกรณ์เพาะเลี้ยงใหม่ การซ่อมแซมฟาร์ม และมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู รวมทั้ง​มาตรการ​ชะลอ​ดอกเบี้ย​เนื่องจาก​บางรายกู้เงิน​มาลงกุ้ง​ แล้วผลผลิต​ไหลไปกับน้ำทั้ง​หมด​ การช่วยเหลื​อดังกล่าว​จะทำให้ผู้เลี้ยงสามารถกลับเข้าสู่ระบบการผลิตได้ทันรอบเลี้ยงปีหน้า

นอกจากนี้ สมาคมฯ เสนอให้ “อุตสาหกรรมกุ้งไทย” กลับมาเป็นวาระแห่งชาติ โดยตั้งเป้าผลผลิตปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 400,000 ตัน ผ่านการยกระดับระบบฟาร์ม บริหารจัดการโรคอย่างเป็นระบบ และเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานกุ้งยั่งยืน (ASC) รวมถึงผลักดันโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำซึ่ง​ต้อง​การให้​กระทรวง​พลังงาน​มาสนับสนุน​ เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ขณะที่นายปรีชา​ สุขเกษม​ อุปนายกสมาคม​กุ้งไทยกล่าว​ในนามของ​เกษตรกร​ผู้​เลี้ยง​กุ้ง​ภาค​ใต้กล่าว​ว่า​ผู้เลี้ยงกุ้งจำนวนมากเดือดร้อนหนักจากน้ำท่วมครั้งนี้ ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อให้กลับมาเลี้ยงกุ้งได้ทันรอบหน้า นอกจาก​ความช่วยเหลือ​ในระยะเร่งด่วนแล้ว​ ในอนาคต​ที่​มีแนวโน้ม​ว่า​ เกษตรกร​ในทุกพื้นที่​มีโอกาส​ต้อง​เผชิญ​ภัยพิบัติ​เช่นนี้อีก กรมประมงซึ่ง​เป็น​หน่วยงาน​ส่งเสริม​เกษตรกรผู้​เพาะเลี้ยง​สัตว์​น้ำควรออกคำแนะนำ​การป้องกัน​และ​เตรียม​รับมือ​ภัยพิบัติเนื่องจาก​กุ้งแต่ละบ่อมูลค่า​นับล้าน​บาทจึงต้องมีแนวทางช่วยเกษตร​กร​ไม่ให้​ต้อง​เผชิญ​ความเสียหาย​หนักเช่นนี้ซ้ำอีก

อธิบดีกรมการข้าวร่วมคณะรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ดำเนินงาน Big Cleaning

อธิบดีกรมการข้าวร่วมคณะรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ดำเนินงาน Big Cleaning

อธิบดีกรมการข้าวร่วมคณะรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ดำเนินงาน Big Cleaning

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.45 น.

อธิบดีกรมการข้าวร่วมคณะรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ ดำเนินงาน Big Cleaning

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้อำนวยการ และบุคลากรจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานีและศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี ร่วมคณะ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้บริหารและบุคลากรจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ดำเนินงาน Big Cleaning หลังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่คลี่คลาย โดยเร่งทำความสะอาด เก็บขยะ และเคลียร์พื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

 ▫️นอกจากนี้ร้อยเอก ธรรมนัส ได้ตั้งโรงครัว พร้อมแจกโคมไฟสปอร์ตไลท์พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่

‘กรมการข้าว’สนับสนุน โคมไฟสปอร์ตไลท์พลังงานแสงอาทิตย์ 1,000 ชุด ช่วยเหลือน้ำท่วม

'กรมการข้าว'สนับสนุน โคมไฟสปอร์ตไลท์พลังงานแสงอาทิตย์ 1,000 ชุด ช่วยเหลือน้ำท่วม

‘กรมการข้าว’สนับสนุน โคมไฟสปอร์ตไลท์พลังงานแสงอาทิตย์ 1,000 ชุด ช่วยเหลือน้ำท่วม

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.08 น.

กรมการข้าว สนับสนุน โคมไฟสปอร์ตไลท์พลังงานแสงอาทิตย์ 1,000 ชุด ช่วยเหลือน้ำท่วม รองรับเหตุยังใช้ไฟฟ้าไม่ได้

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 กรมการข้าวได้สนับสนุนโคมไฟสปอร์ตไลท์พลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 1,000 ชุด เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังพื้นที่ประสบเหตุน้ำท่วมเป็นวงกว้างและยังไม่สามารถใช้กระแสไฟฟ้าได้ตามปกติ โดยได้รับการสนับสนุนด้านการขนย้ายจากกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อนำส่งอุปกรณ์ดังกล่าวไปยังพื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

ในการนี้ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้ลงพื้นที่ติดตามการขนย้าย และร่วมเดินทางนำสิ่งของไปสมทบกับคณะของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อมอบให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์วิกฤตต่อไป

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ลงพื้นที่ เร่งจัดการซากสัตว์หลังน้ำ’หาดใหญ่’ลด

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ลงพื้นที่ เร่งจัดการซากสัตว์หลังน้ำ'หาดใหญ่'ลด

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ลงพื้นที่ เร่งจัดการซากสัตว์หลังน้ำ’หาดใหญ่’ลด

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่กำกับเอง นำทีมเจ้าหน้าที่เก็บซากสัตว์ทั่วทั้งอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายหลังน้ำลด ดำเนินการแล้ว 211 ซาก ย้ำกำจัดถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค พร้อมเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ในทุกพื้นที่เสี่ยง

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ดำเนินการปฏิบัติงานเร่งขับเคลื่อนตามข้อสั่งการของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำชับให้ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างรวดเร็ว โดยวันนี้เป็นวันที่สองของการปฏิบัติการต่อเนื่องในพื้นที่หาดใหญ่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ย้ำว่า การจัดการซากสัตว์เป็นภารกิจสำคัญที่สุดหลังน้ำลด เนื่องจากเป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดในสัตว์และโรคติดต่อสู่คน เจ้าหน้าที่จึงเร่งดำเนินการขนย้ายซากสัตว์ไปฝังกลบยังพื้นที่ที่กำหนด พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและรักษาสุขอนามัยของประชาชนเป็นหลัก

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์จากหลายส่วนงานได้ออกตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้งเหตุจากประชาชน 57 เหตุการณ์ ล่าสุดเข้าดำเนินการแล้ว 17 เหตุการณ์ (ข้อมูล ณ เวลา 12.40 น.) กำจัดซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาลแล้วรวม 211 ซาก ประกอบด้วย ซากไก่ 1 ตัว ซากหมู 18 ตัว ซากแพะ 157 ตัว ซากโค 23 ตัว ซากสุนัข 10 ตัว ซากแมว 2 ตัว โดยสามารถช่วยเหลือโคมีชีวิตได้ 1 ตัว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ย้ำว่า การจัดการซากสัตว์เป็นภารกิจสำคัญที่สุดหลังน้ำลด เนื่องจากเป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดในสัตว์และโรคติดต่อสู่คน เจ้าหน้าที่จึงเร่งดำเนินการขนย้ายซากสัตว์ไปฝังกลบยังพื้นที่ที่กำหนด พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและรักษาสุขอนามัยของประชาชนเป็นหลัก

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือประชาชน หากพบซากสัตว์ในพื้นที่ประสบภัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีที่สายด่วนด่านกักกันสัตว์สงขลา 089-598-1493 หรือ 080-713-8229

– 006