‘ธรรมนัส’นำ‘อธิบดีกรมข้าว’ลุยสุรินทร์ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ‘ข้าวหอมมะลิ’ ผลักดันส่งออก

‘ธรรมนัส’นำ‘อธิบดีกรมข้าว’ลุยสุรินทร์ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ‘ข้าวหอมมะลิ’ ผลักดันส่งออก

‘ธรรมนัส’นำ‘อธิบดีกรมข้าว’ลุยสุรินทร์ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ‘ข้าวหอมมะลิ’ ผลักดันส่งออก

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.53 น.

‘รมว.ธรรมนัส’นำ‘อธิบดีกรมการข้าว’ลุยสุรินทร์ ขับเคลื่อนโครงการยกระดับคุณภาพ‘ข้าวหอมมะลิ’ เน้นพัฒนาคุณภาพข้าว ผลักดันการส่งออก พร้อมเร่งพัฒนาแหล่งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค

22 พ.ย.2568 ณ สหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด อ.เมือง.จ.สุรินทร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีโครงการยกระดับคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย และการตลาดที่ยั่งยืน เกษตรอินทรีย์อีสานล้านไร่ และโครงการวัน วัน วัน รับซื้อข้าวเพื่อชาวนาราคาที่เป็นธรรม โดยมีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นางสาวณชณฆ์ ตรงใจ ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน  จำกัด และประชาชน เข้าร่วมงานกว่า 1,200 คน

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน ว่า การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทยให้มีคุณภาพ ส่งเสริมการทำการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะมีความปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมถึงผลักดันข้าวหอมมะลิไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีเสถียรภาพ เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว มุ่งขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้ได้มาตรฐาน การบริหารจัดการแปลงนาอย่างมีประสิทธิภาพ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต รวมถึงการส่งเสริมการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการพัฒนาระบบตลาดให้มีเสถียรภาพ เพื่อให้ข้าวหอมมะลิของไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเป้าหมายสำคัญคือจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรซึ่งเปรียบเป็นกระดูกสันหลังของชาติ  ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“จังหวัดสุรินทร์เป็น 1 ใน 5 จังหวัดของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีระดับประเทศ และเป็นสินค้า GI ที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัด นอกจากนี้ จังหวัดสุรินทร์ยังมีความเข้มแข็งด้านการรวมกลุ่มของเกษตรกร เช่น เกษตรแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างตลาดให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งสหกรณ์การเกษตร วัน วัน วัน จำกัด ที่ผมได้มาตรวจเยี่ยมในวันนี้ เป็นสหกรณ์ที่รับซื้อข้าวในราคาที่เป็นธรรม และสามารถส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหภาพยุโรป โดยใช้แนวทางตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งนี้ ผมได้เน้นย้ำถึงการพัฒนาคุณภาพข้าวให้มีคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องปลูกในปริมาณที่มาก แต่ต้องปลูก ให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยกับผู้บริโภค ทั้งยังเป็นความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้กรมการข้าวพร้อมจะเดินหน้า 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการยกระดับคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยและการตลาดที่ยั่งยืน โครงการข้าวอินทรีย์อีสานล้านไร่ และโครงการวัน วัน วัน รับซื้อข้าวเพื่อชาวนาราคาเป็นธรรม ซึ่งทั้ง 3 โครงการนั้นจะเป็นการวางรากฐานใหม่ของระบบการผลิตข้าวไทยให้ก้าวสู่อนาคตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น มีตลาดรองรับที่ชัดเจนและสร้างรายได้มั่นคงให้แก่เกษตรกร ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้คุณภาพข้าวหอมมะลิไทยได้รับการยกระดับ  พื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรม และสุดท้ายจะเป็นกำลังสำคัญให้เกษตรกรรุ่นใหม่เดินหน้าสืบสานอาชีพชาวนาไทย นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวนาไทยดีขึ้นอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ภายในงานมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่การผลิต และกรมการข้าวยังได้ร่วมมอบปัจจัยการผลิต ได้แก่ สารชีวภัณฑ์ 268,275 กรัม ปุ๋ยอินทรีย์เหลว (ชนิดน้ำ) 267,375 มิลลิลิตร และเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 2,440 ตัน

อย่างไรก็ตามสำหรับเกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมาจำหน่ายในวันนี้จะได้รับราคาสูงกว่าท้องตลาด 200 บาท/ตัน โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิเกี่ยวสด (ความชื้นไม่เกิน 30%) ในท้องตลาดอยู่ที่ 13,500 บาท/ตัน

ฝนถล่ม‘หาดใหญ่’น้ำท่วมหลายจุด ‘กรมชลฯ’เร่งระบายผ่าน‘คลอง ร.1’บรรเทาน้ำท่วมชุมชนเมือง

ฝนถล่ม‘หาดใหญ่’น้ำท่วมหลายจุด ‘กรมชลฯ’เร่งระบายผ่าน‘คลอง ร.1’บรรเทาน้ำท่วมชุมชนเมือง

ฝนถล่ม‘หาดใหญ่’น้ำท่วมหลายจุด ‘กรมชลฯ’เร่งระบายผ่าน‘คลอง ร.1’บรรเทาน้ำท่วมชุมชนเมือง

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.06 น.

ฝนถล่ม‘หาดใหญ่’น้ำท่วมหลายจุด ‘กรมชลฯ’เร่งระบายผ่าน‘คลอง ร.1’บรรเทาน้ำท่วมชุมชนเมือง

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองสายหลักเพิ่มขึ้นและล้นตลิ่งหลายจุด โครงการชลประทานสงขลา สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ว่าปัจจุบันที่ คลองอู่ตะเภา วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 351.3 มม. ในรอบ 24 ชม. ระดับน้ำเริ่มล้นตลิ่งและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณน้ำนี้จะไหลไปสมทบกับที่คลองหวะ บริเวณหน้าประตูระบายน้ำหน้าควน

ขณะที่ คลองหวะ มีฝน 360 มม. ใน 24 ชม. น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนตั้งแต่คืนวันที่ 21 พ.ย.

ส่วนที่ คลองต่ำ ฝนสูงสุด 346 มม. ระดับน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมในพื้นที่ตำบลควนลัง ปริมาณน้ำนี้จะไหลลงไปสมทบกับน้ำในคลอง ร.1 ที่บริเวณท้ายตลาดเกษตร

ขณะที่ คลองวาด ฝนสูงสุด 366 มม. ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

กรมชลประทาน ได้ใช้คลองภูมินาถดำริ หรือคลองระบายน้ำ ร.1 ตัดยอดน้ำในคลองอู่ตะเภา เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านตัวเมืองหาดใหญ่ อย่างเต็มอัตราที่ 1,200 ลบ.ม./วินาที ก่อนระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ตามนโยบายของรัฐบาล

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ลงพื้นที่ติดตามงานด้านโคนมทั้งระบบของเกษตรกร พื้นที่ภาคตะวันออก-อีสานใต้

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ลงพื้นที่ติดตามงานด้านโคนมทั้งระบบของเกษตรกร พื้นที่ภาคตะวันออก-อีสานใต้

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ลงพื้นที่ติดตามงานด้านโคนมทั้งระบบของเกษตรกร พื้นที่ภาคตะวันออก-อีสานใต้

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.30 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ติดตามงานด้านโคนมทั้งระบบของเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกและอีสานใต้ พร้อมรณรงค์ดื่มนมสร้างสุขภาพ สร้างความเชื่อมั่นน้ำนมโคสดไทยปลอดภัยทุกหยด

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ของสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด พร้อมนำทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ร่วมรณรงค์ดื่มนมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค รวมทั้งมอบรางวัลคุณภาพน้ำนมดิบให้แก่เกษตรกร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่สะท้อนความใส่ใจของเกษตรกรในการดูแลสุขภาพโคนม การรักษาคุณภาพน้ำนมดิบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ณ สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้บริโภค และความมั่นคงทางอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยดูแลตั้งแต่สุขภาพและการเลี้ยงโคในฟาร์ม รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง แม่โคให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ ทำให้นมโคจากเกษตรกรไทยภายใต้การตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์มีคุณภาพ ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่า ดื่มนมโคไทย ดื่มได้ปลอดภัย โดยเฉพาะนมโคของสหกรณ์โคนมสอยดาว และสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ ตามนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับสหกรณ์เกษตรทั่วประเทศให้เป็นรากฐานเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย

กรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่ร่วมสนับสนุนสหกรณ์อย่างรอบด้าน ได้แก่ พัฒนาระบบฟาร์มให้ได้มาตรฐาน GAP ให้บริการผสมเทียมและจัดระบบการป้องกันโรค ตรวจสุขภาพสัตว์ครบวงจร รวมทั้งขับเคลื่อนการส่งเสริมและลดต้นทุนด้านอาหารสัตว์ เพื่อให้โคนมผลิตน้ำนมได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพ

“กรมปศุสัตว์ขอเชิญชวนให้ประชาชนบริโภคนมโคสดจากเกษตรกรไทยเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ยืนยันน้ำนมดิบที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ ปลอดภัย สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เนื่องจากทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภค” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

– 006

‘ธรรมนัส’ สั่ง Kick Off ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครอง ลั่นตรวจเข้ม–ยึดคืนที่ดินผิดกฎหมายทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ สั่ง Kick Off ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครอง ลั่นตรวจเข้ม–ยึดคืนที่ดินผิดกฎหมายทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ สั่ง Kick Off ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครอง ลั่นตรวจเข้ม–ยึดคืนที่ดินผิดกฎหมายทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

“รองนายกฯ ธรรมนัส” เปิดปฏิบัติการ “Kick off” ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครองที่ดินส.ป.ก. ที่ไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูป ย้ำตรวจเข้ม–ยึดคืนทุกแปลงหากพบครอบครองมิชอบ พร้อมดันกระบวนการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ เดินหน้า 27 จังหวัดทั่วประเทศ

21 พฤศจิกายน 2568 ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีไปยังแปลงราชบุรีโมเดลตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี   เพื่อเป็นประธาน “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” โดยได้ปิดป้ายประกาศให้ผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ  จากนั้นได้ขับรถแม็คโครทำการล้มปาล์มในพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ให้นำมาปฏิรูปที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 เพื่อปรับพื้นที่ที่ดินให้เหมาะสมกับการเกษตร และนำที่ดินมาจัดให้กับเกษตรกรผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาสในอนาคต

-(016)

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่คืนเจอ‘ม.44’ ขยายผลทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่คืนเจอ‘ม.44’ ขยายผลทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่คืนเจอ‘ม.44’ ขยายผลทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.ราชบุรี’ ลั่นนายทุนไม่คืนเจอ‘ม.44’ยึดคืนทุกแปลง จัดสรรใหม่ให้เกษตรกร ขยายผลทั่วประเทศ ซัด‘ล้ง-ผู้รับซื้อมะพร้าว’อย่าเอาเปรียบเกษตรกร จ่อใช้ไม้แข็งจัดการ

21พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ , นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ , นายภูผา ลิกค์ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ราชบุรี โดยมี สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม อาทิ นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ , นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ รวมถึง นางกุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี และนายวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ให้การต้อนรับ

ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดปฏิบัติการ “Kick off” ขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยมิชอบ ซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามกับการถือครองที่ดินผิดกฎหมาย และเดินหน้าจัดสรรที่ดินคืนให้เกษตรกรผู้ยากไร้เป็นรูปธรรมครั้งใหญ่ในพื้นที่ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง โดยได้ปักป้ายประกาศแจ้งเตือนผู้ครอบครองที่ดินในเขต ส.ป.ก.พร้อมทั้งขับรถแบคโฮล้มต้นปาล์ม

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส เดินทางไปยังสำนักงานเทศบาลตำบลด่านทับตะโก และที่ว่าการอำเภอบ้านคา เพื่อมอบโฉนดที่ดินและปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร รวมจำนวนกว่า 800 ราย ถือเป็นการมอบสิทธิในที่ดินทำกินครั้งใหญ่ในจังหวัดราชบุรี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวช่วงหนึ่งว่า จากการตรวจสอบของ ส.ป.ก.ราชบุรี พบพื้นที่ในตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง มีผู้ครอบครองที่ดินโดยมิชอบจำนวน 165 ราย 166 แปลง รวมกว่า 6,500 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี เดิมเป็นป่าสวนแห่งชาติ ก่อนส่งมอบให้ ส.ป.ก. เพื่อจัดสรรให้เกษตรกร แต่กลับถูกนายทุนบุกรุกถือครองเป็นเวลานาน ซึ่งขณะนี้ ส.ป.ก.ได้เพิกถอนสิทธิผู้ถือครองผิดกฎหมายแล้ว และเปิดให้ประชาชนผู้ยากไร้ยื่นขอจัดสรรที่ดินใหม่ มีผู้ยื่นคำขอกว่า 3,300 ราย ซึ่งเกินกว่าพื้นที่รองรับได้ คาดว่าระยะแรกจะจัดสรรให้เกษตรกรได้จำนวน 152 ราย รวมพื้นที่ 1,520 ไร่ โดยเกษตรกรจะเช่าที่ดินในอัตราไร่ละ 100 บาทต่อปี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้ำว่า นี่คือเป็นนโยบายของตนตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ และกลับมาคราวนี้ก็จะสานต่อนโยบายเก่าคือ ยึดคืนที่ดินที่เป็นของหลวงทุกคืนสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำไปจัดสรรให้กับพี่น้องเกษตรกรที่มีปัญหาที่ทำกินทั่วประเทศ โครงการนี้ไม่ใช่เพียงเฉพาะที่ราชบุรี แต่ดำเนินการพร้อมกันใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ และเป็นการเริ่มต้นปฏิบัติการที่จะขยายไปให้ครบ 72 จังหวัดทั่วประเทศตามเป้าหมาย

“ผมขอเตือนไปยังผู้ครอบครองผิดกฎหมายว่า หากไม่คืนที่ดินตามประกาศ จะถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้นคุยกันดี ๆ คืนดี ๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่คืน จะใช้มาตรา 44 ที่ยังใช้ได้อยู่ ผมไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องร้อง ผมจะผลักดันให้จอมบึงเป็นเมืองต้นแบบ หรือ จอมบึงโมเดล สำหรับการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ เกษตรกรจะมีที่ดินทำกิน มีแหล่งน้ำ มีอาชีพมั่นคง และมีที่อยู่อาศัยถาวร เป็นโครงการต้นแบบที่ต้องการขยายไปทั่วประเทศ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ยังสั่งการให้กรมพัฒนาที่ดิน และกรมชลประทาน ลงพื้นที่วางแผนพัฒนาระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงพื้นที่ทำกินใหม่ทั้ง 3 โซนในอำเภอจอมบึง โดยใช้งบประมาณปี 2569 ประมาณ 140 ล้านบาท นอกจากนี้ตนได้ประสานไปยัง พอช.เพื่อสร้างบ้านให้เกษตรกรผู้ย้ายเข้าพื้นที่ใหม่กว่า 100 หลัง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อเราจะเอาชาวบ้านมาอยู่ตรงนี้ ต้องส่งเสริมให้มีที่อยู่ที่มั่นคง มีอาชีพที่มั่นคง จัดระบบนิเวศให้ดี ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ที่รับทำถนนให้พี่น้องชาวบ้านในตำบลลางบัวด้วย

ในด้านปัญหาพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมะพร้าว ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ได้ติดตามปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำในราชบุรีอย่างใกล้ชิด โดยตลาดจีนยังต้องการผลผลิตจำนวนมาก แต่กลับมีความผิดปกติในห่วงโซ่การซื้อขายมะพร้าวภายในประเทศ จึงเตือนผู้รับซื้อและล้งต่าง ๆ ว่า อย่าเอาเปรียบเกษตรกรมากเกินไป ไม่อย่างนั้นตนจะใช้ไม้แข็ง ซึ่งตอนนี้ตนสามารถแก้ราคาทุเรียนและลำไยได้สำเร็จแล้ว และเตรียมดำเนินการกับมะพร้าวอย่างจริงจังเช่นกัน

“พี่น้องล้งหรือพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับต้นทางของพี่น้องเกษตรกรจนถึงผู้บริโภค อะไรที่ท่านทำไม่ถูก อย่าทำอย่าเอาเปรียบเกษตรกรมากเกินไป อย่าให้ผมต้องใช้ไม้แข็ง คุยกันดี ๆ ช่วยกันและกันนะครับ เหมือนทุเรียนที่เราผ่านพ้นวิกฤตมาแล้ว ลำไยกำลังจะผ่านพ้นวิกฤติ มะพร้าวมาอีกแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคือ ปลายี่สก ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจของพี่น้องชาวจังหวัดราชบุรี ซึ่งมันได้หายวิถีชีวิตของคนที่นี่ผมจะมาฟื้นให้มันกลับมาเหมือนในอดีต โดยได้สั่งการอธิบดีกรมประมงแล้วว่า ให้มาทำดำเนินการให้เกิดรูปธรรม และผมจะลงมาติดตามความคืบหน้าอีกครั้งหนึ่ง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงคณะกรรมการนโยบายข้าวที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่านเป็นประธานประชุมไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งตนติดภารกิจจึงมอบปลายให้นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้าประชุมแทน ทุกอย่างที่เป็นนโยบายทั้งหมด หรือที่ยังไม่เอาเข้าที่ประชุม ตนจะหารือส่วนตัวกับท่านนายกฯ ตนเชื่อว่าท่านฟังตน ซึ่งท่านก็ดีใจที่สามารถขยับราคาข้าวหอมมะลิให้สูงขึ้นแตะ 13,800 ได้ส่วนราคาข้าวเหนียวของพี่น้องภาคอีสานและภาคเหนือ ตนก็กำลังเร่งแก้ไขให้เช่นกัน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ คร้งที่ 3

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ คร้งที่ 3

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ คร้งที่ 3

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

21 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย เพื่อเพิ่มรายได้ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุม 7 ชั้น 5 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร การประชุมดังกล่าวเพื่อทราบมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คู่มือโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพฯ การใช้งานระบบสารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร ในการดำเนินงานโครงการฯ การใช้สื่อประชาสัมพันธ์โครงการฯ การจัดสรรงบประมาณโครงการฯ (ค่าบริหารจัดการโครงการ) ระเบียบ ข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง และควรระวังในการดำเนินโครงการฯ ตลอดจนข้อควรระวังในการดำเนินโครงการฯ โดยมีนายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรจังหวัด สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือเป้าหมายของโครงการเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

-(016)

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’เดินหน้าสร้างเกษตรปลอดเผายั่งยืน สู้ PM2.5

'กรมส่งเสริมการเกษตร'เดินหน้าสร้างเกษตรปลอดเผายั่งยืน สู้ PM2.5

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’เดินหน้าสร้างเกษตรปลอดเผายั่งยืน สู้ PM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลความคืบหน้าการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของภาครัฐ โดยผลการดำเนินงานตลอดปี 2568 พบว่ามีพัฒนาการเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานลดการเผาในพื้นที่เกษตรทั่วประเทศปี 2568 ส่งสัญญาณบวกทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่เกษตรลดลง 12.70% เมื่อเทียบกับปี 2566 ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดเชียงใหม่ช่วงมีนาคม 2566 – 2567 ลดลงสูงถึง 27% สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของมาตรการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนและส่งเสริมการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เช่น การไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ การทำปุ๋ยหมัก – ปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ฟางเลี้ยงสัตว์ และการสร้างรายได้จากการจำหน่ายเศษวัสดุชีวมวล เป็นต้น ทำให้สามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ให้เกิดประโยชน์แล้ว 29.7 ล้านตัน จากทั้งหมด 48.6 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 61 สร้างมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านบาท ช่วยลดต้นทุนการประกอบอาชีพแก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยในด้านการมีส่วนร่วม มีเกษตรกรเข้าร่วมอบรมความรู้ด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแล้วกว่าแสนราย เกิดเครือข่ายเกษตรกรปลอดเผาหลายพันราย และมีชุมชนต้นแบบขยายผล เช่น ชุมชนบ้านโนนงิ้ว อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ จำนวน 168 ครัวเรือน พื้นที่ 2,160 ไร่ สร้างเงื่อนไขและกฎร่วมกันของชุมชน ดำเนินการปลอดการเผาอย่างเข้มแข็ง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดทิศทางขับเคลื่อน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดการเผาในพื้นที่การเกษตรและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุเหลือใช้ในการเกษตร โดยเน้นให้ทุกพื้นที่จัดทำแผนที่ที่แสดง ระดับความเสี่ยงการใช้ไฟหรือการเผาในพื้นที่เกษตร โดยอ้างอิงจากข้อมูล hot spot และ burn scar ย้อนหลัง 3-5 ปี ประกอบกับข้อมูลชนิดพืช เพื่อให้ชุมชนเห็นภาพร่วมกันว่าพื้นที่ใดเผาบ่อย เผาซ้ำ รวมถึงร่วมกับชุมชนในการวิเคราะห์สาเหตุ และออกแบบทางเลือกแทนการเผา และศึกษาวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่าวัสดุชีวภาพ เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมชีวมวลและวัสดุชีวภาพ รวมถึงการจัดการระดับแปลงและระดับพื้นที่ เช่น ไถกลบ ปุ๋ยหมัก สับย่อยเชื้อเพลิง และการออกแบบโมเดลธุรกิจชุมชน และขยายการรณรงค์ผ่านโครงการ Green Gain และการสร้างเกษตรกรต้นแบบ รวมถึงชุมชนเกษตรปลอดเผา  ครอบคลุม 62 จังหวัด

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังสนับสนุนการนำเศษวัสดุไปใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจ เช่น กลุ่มแปลงใหญ่สหกรณ์โคนมโคกก่อ จ.มหาสารคาม ที่รวบรวมฟางข้าวและปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์กว่า 200 ตัน รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการไฟอย่างถูกต้องผ่านแอพพิลเคชั่น Burn Check ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออก ประกาศมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 ภาคการเกษตร พ.ศ.2568 (ฉบับที่ 2) โดยเกษตรกรที่มีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตร ช่วงที่ผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 – 31 มีนาคม 2571 จะหมดสิทธิ์เข้าร่วม โครงการสนับสนุนจากรัฐทุกรายการ ยกเว้นการช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า การแก้ปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 ในภาคเกษตรต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้การผลิตปลอดการเผาเป็นมาตรฐานใหม่ของเกษตรไทย และสร้างอากาศที่ดีให้ทุกคนอย่างยั่งยืน

ก.เกษตรฯจัดงานวันดินโลก 5-9 ธ.ค.นี้

ก.เกษตรฯจัดงานวันดินโลก5-9ธ.ค.นี้

ก.เกษตรฯจัดงานวันดินโลก5-9ธ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงาน “วันดินโลก 2568” เทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” และเผยแพร่ความรู้และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคม 2568 ณ กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

วันนี้ (20 พ.ย.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าวเตรียมจัดงาน “วันดินโลก (World Soil Day) ประจำปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “Healthy soils for healthy cities – ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคม 2568 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักพัฒนา พระผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพ พระมหากรุณาธิคุณด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน เน้นย้ำถึงความสำคัญของดินสุขภาพดีซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ ที่มีการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างอาหารที่ปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง โดยมี นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 2801 กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

นายนเรศ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้า เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรดินเพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ได้ จนเกิดเป็นศาสตร์พระราชาแห่งการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน เป็นที่ประจักษ์และยอมรับจากทั่วโลก สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก (World Soil Day) ประเทศสมาชิกกว่า 200 ประเทศจะจัดงานวันดินโลกพร้อมกัน เพื่อรณรงค์ตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดกิจกรรมรณรงค์ การเผยแพร่ความรู้ และการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนในระดับประเทศและระดับโลก ดังนั้น ในวันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพ่อแห่งชาติ ยังเป็นวันดินโลก เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร สร้างการรับรู้ และความเข้าใจถึงความสำคัญของวันดินโลก เพื่อให้น้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชา ด้านการดูแลทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนมาขยายผลต่อไป และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นในการจัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทรัพยากรดิน” ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำการเกษตรที่ช่วยสร้างอาหารปลอดภัย เพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง และพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ จึงอยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษา มาร่วมงานวันดินโลก ปี 2568 ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. ที่กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งได้รวบรวมผลงานภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินด้านการจัดการทรัพยากรดินทั้งหมดมาจัดแสดงให้ได้เรียนรู้ อบรม และฝึกปฏิบัติจนสามารถกลับไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดพื้นที่ของกรมพัฒนาที่ดินให้มีความสวยงามที่จัดแสดงตัวอย่างการทำการเกษตรในเมืองให้ทุกท่านได้มาเยี่ยมชม สัมผัส มาศึกษา เรียนรู้ ในบรรยากาศเหมือนเที่ยวสวนสาธารณะ งานเดียวที่รวมความรู้เรื่องดินงานนี้ต้องห้ามพลาด ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมรำลึกถึง “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม”และมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแล “ดิน” เพื่ออนาคตเมืองที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมต่อไป” นายนเรศ กล่าว

ด้าน ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการถ่ายทอดความยิ่งใหญ่แห่งศาสตร์พระราชาด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการดินและน้ำ ผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาดิน น้ำและชีวิต นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการดินโลกแสดงรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award นิทรรศการวิชาการเป็นไฮไลท์ ที่จะพาทุกท่านตระหนักถึงคุณค่าของดินและผลกระทบของดินต่อชีวิตในเมือง ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียหน้าดิน พื้นที่เกษตรที่ลดลง และความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง พร้อมชวนร่วมกันค้นหาวิธีแก้ไข เช่น การวางแผนการใช้ที่ดินให้เหมาะสม การจัดการดินเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง รวมถึงนิทรรศการรูปแบบใหม่ “ดินดี เมืองดี สุขภาพดี” ที่ชวนให้ติดตามหาคำตอบว่า ดินคืออะไร ทำไมเราต้องดูแลและแนวทางฟื้นฟูอย่างไรจึงยั่งยืน นิทรรศการมีชีวิตออกแบบเพื่อให้ทุกคนสามารถ “สัมผัส เรียนรู้และลงมือทำจริง ” เช่น แปลงนาสาธิต แปลงผักอินทรีย์บนแคร่ สวนผักดาดฟ้า สวนเกษตรในเมือง ปลูกผักแนวตั้ง ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ ตลอดจนการจัดการขยะอย่างถูกวิธี พร้อมกิจกรรม Workshop อบรม และสาธิตเทคนิคต่าง ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดทั้งงาน นอกจากนี้ ยังมีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการจัดการดินและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมได้รับเกียรติจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมบรรยายพิเศษ

นอกจากนี้ ภายในงานครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ดินโฉมใหม่” ที่พัฒนาเข้าสู่การเรียนรู้ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยสื่อมัลติมีเดีย อินเทอร์แอ็กทีฟ และการนำเสนอข้อมูลแบบทันสมัย ที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจระบบดิน ลักษณะดินของประเทศไทย การจัดการดินเพื่อการเกษตร และประวัติศาสตร์ด้านการพัฒนาที่ดินได้อย่างสนุกสนานและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดตลอดช่วงการจัดงาน งานนี้ยังเป็นเวทีที่ภาคีเครือข่ายด้านดินมารวมพลังนำเสนอผลงาน งานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ สำหรับประชาชน นักเรียน นักศึกษา และหมอดินอาสา เช่น แข่งขันหมอดินตรวจวิเคราะห์ดิน และกิจกรรม D.I.Y งานศิลป์จากดินและวัสดุธรรมชาติที่สามารถนำกลับบ้านได้ ภายในงานยังมีโซน จำหน่าย ผัก ผลไม้ตามฤดูกาล อาหาร/อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ผลผลิต สินค้าและผลิตภัณฑ์การเกษตร จากทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงฟู้ดทรัคหลากหลายร้าน เดินทางสะดวก โดยรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีเสนานิคม

ในส่วนภูมิภาค สำนักงานพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ จะจัดงานวันดินโลกตลอดเดือนธันวาคมเช่นกัน ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานวันดินโลก ปี 2568 ร่วมเรียนรู้ พัฒนา และรักษาดินไปด้วยกัน เพื่ออนาคตเมืองที่ยั่งยืนและอนุรักษ์ทรัพยากรดินให้คงอยู่อย่างยาวนานต่อไป

015

แปดริ้วนำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แปดริ้วนำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แปดริ้วนำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.04 น.

เกษตรฉะเชิงเทรานำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตที่ปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา นางวิภา จิระวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมถ่ายทอดความรู้การพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพตามระบบมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice)

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมหลักในการพัฒนาศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า

การอบรมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือ วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางคล้า จำนวน 20 ราย โดยได้รับความรู้ในเรื่องการจัดการสวนมะพร้าวเพื่อพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพ

วิทยากรผู้บรรยายให้ความรู้ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.พงษ์เพชร พงษ์ศิวาภัย อาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บรรยายในเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ นายวัชรินทร์ จำนงธรรม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปราจีนบุรี

กิจกรรมดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด เป้าหมายสำคัญคือการให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP เพิ่มมากขึ้น และมีการขอใช้ ตราสัญลักษณ์ GI (Geographical Indication) เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพูนความรู้ในการ แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และการ จัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพการผลิตที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

////-026

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมคณะ’ธรรมนัส’เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมคณะ'ธรรมนัส'เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมคณะ’ธรรมนัส’เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.31 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ร่วมคณะ”ธรรมนัส”เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร รับฟังปัญหาพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ฯ พร้อมมอบปัจจัยการผลิต เพื่อลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ร่วมคณะ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ วัดนามูลพุทธาวาส ตำบลดูนสาด อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น

จากการลงพื้นที่ฯ ในครั้งนี้ได้รับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ และได้มอบนโยบายให้แก่หัวหน้าส่วนราชการ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวเหนียว ซึ่งมอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีกรมการข้าวประสานผู้ประกอบการให้เข้ามารับซื้อข้าวเหนียวจากเกษตรกรโดยตรงในราคาที่เป็นธรรม ส่วนพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ที่มีการลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เป็นสาเหตุให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ได้สั่งการ ฉก.พญานาคราช ตรวจจับและดำเนินคดีอย่างเข้มข้น รวมทั้งการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง

“ราคาข้าวหอมมะลิขณะนี้ขยับขึ้นอยู่ที่ตันละ 13,800 บาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณดี แต่ปัญหาใหญ่ของภาคอีสานคือราคาข้าวเหนียวที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุน โดยได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้องประสานโรงสีให้รับซื้อข้าวเหนียวจากชาวนาโดยตรง ห้ามกดราคา ห้ามเอาเปรียบ พร้อมตั้งระบบติดตามราคาแบบวันต่อวัน เพื่อไม่ให้พ่อค้าคนกลางกดราคาในพื้นที่ ส่วนปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลัง และผลไม้ต่าง ๆ เช่น ทุเรียน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ได้มอบให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ นำทีม ฉก.พญานาคราช ตรวจจับอย่างเข้มงวด ดำเนินคดีเด็ดขาดกับกลุ่มลักลอบนำเข้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรในประเทศ” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

“ในส่วนของกรมการข้าวนั้น ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลในพื้นที่ ให้จัดหาโรงสีเข้ามารับซื้อข้าวเหนียวกับเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรพี่น้องชาวนาผู้ปลูกข้าว ให้สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้นต่อไป” นายอานนท์ กล่าว

โดยในโอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบโฉนดที่ดินและปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี จากกรมการข้าว จำนวน 1,566 ตัน โคเนื้อสายพันธุ์ผสมพื้นเมือง พันธุ์ปลา-พันธุ์กุ้งก้ามกราม มอบสระเก็บน้ำในไร่นา สระเก็บน้ำพร้อมระบบสูบน้ำโซล่าเซลล์ เมล็ดพันธุ์ปอเทือง เมล็ดพันธุ์ผักต่างๆ รวมทั้งมอบใบรับรอง GAP ทุเรียน และมอบเงินสนับสนุนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรด้วย