‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.34 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับคณะของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วัดนามูล พุทธาวาส ตำบลดูนสาด อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น

ในการนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบนโยบายเร่งรัดการจัดที่ดินทำกิน และแนวทางการจัดที่ดินนิคมสหกรณ์คงมูล เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงมูล ตำบลดูนสาด อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง แนวทางการพัฒนาและผลักดันทุเรียนดูนสาดสู่การส่งออก และการจัดการน้ำทั้งระบบ และติดตามความคืบหน้าการขุดลอกพัฒนาแหล่งน้ำ อ่างเก็บน้ำคลองชัย หมู่ที่ 8 ตำบลดูนสาด พร้อมทั้งได้มอบโฉนดที่ดินและปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรในพื้นที่ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนปัจจัยการผล ประกอบด้วย ต้นกล้าพริก ต้นกล้ามะเขือ เมล็ดพันธุ์ผักบุ้ง เมล็ดพันธุ์กวางตุ้ง และเมล็ดพันธุ์คะน้า

จากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เดินทางไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอกระนวน พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ให้กำลังใจ และมอบแนวทางในการปฏิบัติงานในโอกาสนี้ด้วย

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมประชุมมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมประชุมมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมประชุมมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.30 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าร่วมการประชุมเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ปี 2569 และผ่านระบบการประชุมทางไกล (VCS) โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์และมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ปี 2569 การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ระดับพื้นที่ การลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร และการมอบนโยบายและข้อสั่งการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปี 2569 ดังนี้ ด้วยในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูร้อนของทุกปี จะเกิดสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีค่าสูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่อยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน คุณภาพสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศของการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปี 2568 – 2569 เป็นไปตามกฎหมายและแผนที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 -2570 และระยะ 5 ปีต่อไป ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธาธารณภัยจังหวัด และกรุงเทพมหานคร บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ ในการกำกับและควบคุมให้เป็นไปตามแนวทางการบริหารการเผาในพื้นที่เกษตร โดยให้ตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการของรัฐ หากพบการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่ขัดต่อแนวทางการบริหารการเผาในพื้นที่เกษตรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ให้มีการส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปแปรรูปหรือเพิ่มมูลค่าแทนการเผาอย่างจริงจัง ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

– 006

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว’69

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว'69

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว’69

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำ ปีงบประมาณ 2569 ผ่านระบบออนไลน์ (GDCC Space Plus)

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำ ปีงบประมาณ 2569 โดยมี นายสรรเพชร พูลศิริ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน กล่าวรายงาน การประชุมในครั้งนี้ เพื่อทราบถึงแนวทางการดำเนินโครงการสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการโครงการ ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่วางไว้ ณ ห้องประชุมสุทธิพร จีระพันธุ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ผ่านระบบออนไลน์ (GDCC Space Plus)

โครงการสร้างฝายชะลอน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นโครงการที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปี 2568 จำนวน 1,216 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 46 จังหวัด มีการจ้างแรงงานซึ่งเป็นเกษตรกร ส.ป.ก. 15,105 แรงงาน และยังสามารถสร้างความชุ่มชื้น โดยระบบฝายจะแพร่กระจายน้ำไปในพื้นที่ประมาณ 128,359 ไร่

โดยในปีงบประมาณ 2569 ส.ป.ก. ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ยุทธศาสตร์เสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ 2569  ประเภทงบดำเนินงาน งบประมาณ 8,849,800 บาท (แปดล้านแปดแสนสี่หมื่นเก้าพันแปดร้อยบาทถ้วน) ครอบคลุมเขตปฏิรูปที่ดิน 19 จังหวัด จำนวน 116 แห่ง ซึ่งเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจจากการจ้างแรงงานในชุมชน สร้างความรับรู้ ตระหนักรู้ของพี่น้องเกษตรกรในชุมชน ถึงประโยชน์ของฝายชะลอน้ำ

-(016)

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมประชุม’นบข.’ เคาะมาตรการดันราคาข้าว ดูดซับผลผลิต 3 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต 1 ล้านไร่

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมประชุม'นบข.' เคาะมาตรการดันราคาข้าว ดูดซับผลผลิต 3 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต 1 ล้านไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมประชุม’นบข.’ เคาะมาตรการดันราคาข้าว ดูดซับผลผลิต 3 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต 1 ล้านไร่

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.26 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

โดยการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบประเด็นสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ข้าวโลกข้าวไทย อธิบดีกรมการข้าวได้รายงานผลการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 ในส่วนของโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก อนุมัติเงินแล้ว 1 แห่ง 2 สัญญา 500 ล้านบาท โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร อนุมัติวงเงินแล้ว 8 แห่ง 33 สัญญา รวม 1,418.33 ล้านบาท

อีกทั้งที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาในหลายประเด็น เช่น การทบทวนโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69, การขอขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2566/67 มาตรการดูดซับผลผลิตข้าวส่วนเกิน ปีการผลิต 2568/69 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต (โครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูง) โดยกรมการข้าวได้รับมอบหมายให้พัฒนาพันธุ์ข้าว และเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาดโดยเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาการกำกับดูแลคุณภาพข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การทบทวนกฎระเบียบการนำเข้าข้าวตามพันธกรณี WTO และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ นบข. 5 คณะ (ด้านการผลิต ด้านการตลาด พิจารณาชดเชยดอกเบี้ยฯ ติดตามกำกับดูแลฯ ระดับจังหวัด และจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวไทย)

– 006

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.25 น.

‘กรมประมง’ชี้‘ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัดเจน สะท้อนผลสำเร็จมาตรการบูรณาการทั่วประเทศ

นางสาวทิวารัตน์ เถลิงเกียรติลีลา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านการประมงน้ำจืด กรมประมง ให้ข้อมูลจากงานเสวนาล่าสุด “น้องหมอคางดำ พระเอก? หรือผู้ร้าย?” ว่า จากการที่กรมประมงได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาด ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ผลสำรวจล่าสุด แสดงให้เห็นว่า จังหวัดพัทลุงและปราจีนบุรีไม่พบการแพร่ระบาดแล้ว ส่งผลให้พื้นที่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำลดลงเหลือ 17 จังหวัด ขณะที่จังหวัดตราดและปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่กันชนที่กรมประมงให้ความสำคัญในการเฝ้าระวัง ก็ยังไม่พบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญของภาคใต้ตอนล่าง ยังคงไม่พบการแพร่ระบาดมาโดยตลอด

สำหรับเกณฑ์การประเมินระดับความชุกชุมของปลาหมอคางดำ กรมประมงใช้เกณฑ์ชี้วัด “จำนวนปลา” ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร โดยระดับความชุกชุมมาก คือมากกว่า 100 ตัว ระดับปานกลาง 10–100 ตัว และระดับน้อย พบปลาต่ำกว่า 10 ตัว ซึ่งจากผลการสำรวจเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่า 8 จังหวัดอยู่ในระดับปานกลาง และอีก 9 จังหวัดอยู่ในระดับน้อย สอดคล้องกับแนวโน้มการลดลงของประชากรปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ด้านความคืบหน้าการดำเนินมาตรการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำตามแผนบูรณาการ 7 มาตรการ กรมประมงสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศรวมกว่า 7.35 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็นในแหล่งน้ำธรรมชาติประมาณ 2.5 ล้านกิโลกรัม และในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำประมาณ 4.8 ล้านกิโลกรัม

ส่วนมาตรการที่ 2  มีการปล่อยปลาผู้ล่า รวมแล้วกว่า 1.14 ล้านตัว ปล่อยปลาขนาด 4–5 นิ้ว  ตามความเหมาะสมกับระบบนิเวศ

ทั้งปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน และปลาเทพา เป็นต้น  เพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำตามกลไกธรรมชาติควบคู่กับการสนับสนุนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเลี้ยงปลาผู้ล่าในบ่อเพาะเลี้ยงเพื่อลดต้นทุนและควบคุมประชากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการที่ 4 ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดออก ซึ่งกรมประมงยืนยันว่าปลาหมอคางดำสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการผลิตปลาป่น น้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นไม้ รวมถึงการแปรรูปเป็นอาหารเมนูต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน

สำหรับมาตรการที่ 5 กรมประมงยังสร้างการรับรู้และความตระหนักสร้างการมีส่วนร่วมชุมชน และได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุก โดยเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับให้ประชาชนแจ้งพบปลาหมอคางดำได้แบบเรียลไทม์ และมีทีมสำรวจเข้าตรวจสอบทันทีเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างทันท่วงที

ในส่วนมาตรการที่ 6 กรมประมงเดินหน้าการวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการควบคุมปลาหมอคางดำในระยะยาว โดยเฉพาะการศึกษาชุดโครโมโซม 4n เพื่อทำให้ปลาหมอคางดำเป็นหมัน ซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพและถือเป็นอีกแนวทางสำคัญที่มีศักยภาพในการควบคุมประชากรในเชิงวิทยาศาสตร์

ขณะทีมาตรการที่ 7 ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ กรมประมงได้ปล่อยสัตว์น้ำพื้นถิ่นและสัตว์น้ำชายฝั่งกลับคืนสู่ธรรมชาติรวมกว่า 82 ล้านตัว ทั้งปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลานวลจันทร์ทะเล หอยหวาน หอยตลับ หอยลาย และปูม้า เพื่อเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นสมดุลของระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ

นางสาวทิวารัตน์ เสริมว่า ข้อมูลล่าสุดทั้งหมดสะท้อนชัดว่ามาตรการควบคุมปลาหมอคางดำของกรมประมงกำลังสร้างผลลัพธ์ในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่อง และกรมประมงยังคงร่วมกับชุมชน เกษตรกร และเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อควบคุมและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ เพื่อสร้างโอกาสให้กับชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ’ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกได้ผล

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ'ปลาหมอคางดำ'ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกได้ผล

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ’ปลาหมอคางดำ’ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกได้ผล

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.45 น.

วิกฤตคลี่คลาย! สำรวจพบ “ปลาหมอคางดำ” ลดลงชัด สะท้อนการจัดการเชิงรุกของไทยได้ผลจริง

นางสาวทิวารัตน์ เถลิงเกียรติลีลา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านการประมงน้ำจืด กรมประมง เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ปลาหมอคางดำในพื้นที่แพร่ระบาดว่า ข้อมูลสำรวจล่าสุดเดือนกันยายน 2568 ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดพัทลุงและปราจีนบุรีไม่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอีกต่อไป ขณะที่พื้นที่กันชน เช่น จังหวัดตราดและปัตตานียังคงปลอดภัยเช่นเดียวกับทะเลสาบสงขลาที่ไม่พบการแพร่ระบาดมาโดยตลอด จำนวนจังหวัดที่พบการแพร่ระบาดลดลงเหลือ 17 จังหวัดจากเดิม 19 จังหวัด ความชุกชุมของปลาหมอคางดำในพื้นที่ต่าง ๆ มีแนวโน้มลดลงอยู่ในระดับปานกลางและระดับน้อย

กรมประมงประเมินความชุกชุมของปลาหมอคางดำโดยใช้จำนวนปลาในพื้นที่ 100 ตารางเมตร โดยระดับมากคือมากกว่า 100 ตัว ระดับปานกลางคือ 10 ถึง 100 ตัว และระดับน้อยคือต่ำกว่า 10 ตัว ผลสำรวจเดือนกันยายนพบว่า 8 จังหวัดอยู่ในระดับปานกลาง และอีก 9 จังหวัดอยู่ในระดับน้อย สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการควบคุมที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง

การควบคุมปลาหมอคางดำเป็นไปตามแผนบูรณาการ 7 มาตรการ กรมประมงสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศรวมกว่า 7.35 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็นในแหล่งน้ำธรรมชาติ 2.5 ล้านกิโลกรัม และในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 4.8 ล้านกิโลกรัม ขณะที่การปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน และปลาเทพา รวมกว่า 1.14 ล้านตัว ถูกปล่อยลงทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อควบคุมประชากรตามกลไกธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการด้านการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดออกได้แก่ การผลิตปลาป่น น้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นไม้ และการแปรรูปเป็นอาหาร ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนควบคู่กับการควบคุมประชากร นอกจากนี้กรมประมงยังสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ประชาชนแจ้งพบปลาหมอคางดำแบบเรียลไทม์ พร้อมทีมสำรวจตรวจสอบทันที

ด้านการวิจัย กรมประมงกำลังศึกษาชุดโครโมโซม 4n ของปลาหมอคางดำเพื่อทำให้เป็นหมัน ถือเป็นแนวทางสำคัญในการควบคุมประชากรในระยะยาว และมาตรการฟื้นฟูระบบนิเวศมีการปล่อยสัตว์น้ำพื้นถิ่นและสัตว์น้ำชายฝั่งกว่า 82 ล้านตัว เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลานวลจันทร์ทะเล หอยหวาน หอยตลับ หอยลาย และปูม้า เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นสมดุลระบบนิเวศ

นางสาวทิวารัตน์ สรุปว่า มาตรการทั้งหมดกำลังสร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความร่วมมือของชุมชน เกษตรกร และเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อควบคุมและใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.42 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วาระสำคัญคือ การพิจารณามาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว เช่น โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก และการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการที่เก็บสต็อก หารือมาตรการแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อปรับโครงสร้างการผลิต เช่น การดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และส่งเสริมการปลูกพืชอื่นทดแทนข้าวนาปรัง รวมถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ภายใต้ นบข.เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการผลิต การตลาด และยุทธศาสตร์ข้าวไทย ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

– 006

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.25 น.

‘นายกสมาคมโรงสี’มั่นใจ‘ราคาข้าว’ปีนี้ดีดตัวแรง หลังจีน-สิงคโปร์ออเดอร์ล็อตใหญ่ หนุนตลาดคึกคัก พร้อมชี้ราคายังมีโอกาสขึ้นต่อ หลังประชุม‘นบข.’

18 พฤศจิกายน 2568 นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่า ข่าวดีสำหรับราคาข้าวเปลือกในประเทศช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นช่วงที่ผลผลิตใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก โดยปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการนำเข้าข้าวไทยที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะออเดอร์จากจีนจำนวน 500,000 ตัน และจากสิงคโปร์อีก 100,000 ตัน ซึ่งเป็นแรงซื้อที่ช่วยพยุงตลาดข้าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

นายบรรจงระบุว่า การที่ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ตัดสินใจสั่งซื้อในช่วงเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาด “ถือเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวปีนี้กลับปรับตัวดีขึ้นสวนทางกับฤดูกาล” ส่งผลให้ผู้ส่งออก โรงสี และเกษตรกรต่างมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าวงจรข้าวปีนี้จะเป็นปีที่ดี

ด้านสถานการณ์ราคา พบว่า ในวันที่ 17 พฤศจิกายน ข้าวเปลือกหอมมะลิ มีการปรับตัวสูงขึ้น บางพื้นที่ราคาขยับขึ้นถึงตันละ 700 บาท จากเดิม 15,100 บาทต่อตัน เป็น 15,800 บาทต่อตัน ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างมากในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ขณะที่ข้าวเปลือกเจ้าเองก็ปรับขึ้นเล็กน้อย จากราคา 6,100–6,800 บาทต่อตัน เป็น 6,100–6,900 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเหนียวคละและข้าวปทุมธานีแม้ทรงตัวในกรอบเดิม แต่มีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นายบรรจง มองว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดต่างประเทศครั้งนี้สะท้อนความต้องการข้าวไทยที่ยังแข็งแรงเกินคาด และทำให้ราคาภายในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ยังเป็นสินค้าที่ตลาดโลกต้องการสูง

“วันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมนบข. ซึ่งจะมีการพิจารณามาตรการสำคัญเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี 2568/69 เพิ่มเติม หากมีมาตรการออกมาหนุนเสถียรภาพตลาด ก็จะยิ่งทำให้ทิศทางราคาข้าวไทยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีก” นายบรรจง กล่าว

ราคาข้าวเปลือกจากสมาคมโรงสีข้าวไทย ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 14,300–15,800 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเหนียวคละ 7,000–7,300 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเจ้า 6,100–6,900 บาทต่อตัน, และข้าวเปลือกปทุมธานี 7,500–8,000 บาทต่อตัน

สำหรับราคาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 13,900–15,100 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเหนียวคละ 7,000–7,300 บาทต่อตัน, ข้าวเปลือกเจ้า 6,100–6,800 บาทต่อตัน, และข้าวเปลือกปทุมธานี 7,500–8,000 บาทต่อตัน

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.18 น.

‘กรมชลประทาน’ทยอยปรับลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายออกอ่าวไทยเต็มศักยภาพ

18 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 69,438 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 91 ของความจุรวมทุกอ่าง สะท้อนให้เห็นว่าปีนี้ประเทศไทยมีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปริมาณฝนที่มากกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 18 พฤศจิกายน 2568 มีปริมาณน้ำสะสมรวมกันกว่า 53,680 ล้าน ลบ.ม. สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 16 ปี ถึง ร้อยละ 33

ทั้งนี้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 24,562 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 99 ของความจุอ่างฯรวมกัน

ในส่วนของสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา เวลา 12.00 น. ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณไหลผ่านในอัตรา 2,856 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานรับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกอย่างเต็มศักยภาพ รวม 647 ลบ.ม./วินาที ทำให้ปัจจุบันระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณไหลผ่าน 2,688 ลบ.ม./วินาที

กรมชลประทาน คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2568 จะสามารถ ปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ลงเหลือ 2,400 – 2,700 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะช่วยให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ลดลงเพิ่มอีก 0.40 – 0.75 เมตร

กรมชลประทาน ได้เร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง มีการใช้โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงจังหวะน้ำทะเลลง ออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เข้าสู่ฤดูการส่งน้ำฤดูแล้งปี 2568/69 แล้ว ได้มีการกำหนดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ เพื่อให้การใช้น้ำของทุกภาคส่วนเพียงพอและยั่งยืน ครอบคลุมด้านอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหน้า การเกษตร  อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว

กรมชลประทาน ยังคงติดตามและบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนมีน้ำใช้อย่างพอเพียงและเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ พร้อมกันนี้ ยังได้ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกล เครื่องมือ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยง

‘ธรรมนัส’ผนึก 3 กระทรวง ดัน’บี7’รองรับผลผลิตปาล์มปี 69

'ธรรมนัส'ผนึก 3 กระทรวง ดัน'บี7'รองรับผลผลิตปาล์มปี 69

‘ธรรมนัส’ผนึก 3 กระทรวง ดัน’บี7’รองรับผลผลิตปาล์มปี 69

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.03 น.

“ธรรมนัส”ผนึก 3 กระทรวง ดัน”บี7″รองรับผลผลิตปาล์มปี 69 พร้อมไฟเขียวเปิดตลาดนำเข้า 3 ปี สนับสนุนการใช้พลังงานในประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน , นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

ในที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญและมีมติมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งทบทวนหลักเกณฑ์และขอความร่วมมือในการพิจารณาปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จาก บี5 เป็น บี7 ซึ่งการเร่งรัดมาตรการดังกล่าว มีขึ้นเพื่อเตรียมรองรับปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ที่คาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบสูงขึ้น และอาจกระทบต่อราคาผลปาล์มน้ำมันให้ปรับตัวลดลง รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการแนวทางส่งเสริมการส่งออกปาล์มน้ำมัน และมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมหารือแนวทางพัฒนาสินค้ามูลค่าสูงจากปาล์มน้ำมัน

รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับการปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จาก บี5 เป็น บี7 จะเป็นการช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันทั่วประเทศ อีกทั้งยังตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ (เช่น โรงสกัดฯ ผู้ผลิตไบโอดีเซล) พร้อมทั้งผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานในประเทศ ซึ่งจากการประชุม GACC ที่ผ่านมา ฝ่ายจีนได้เน้นย้ำให้ประเทศไทยยกระดับสินค้าเกษตร GI ของแต่ละพื้นที่ให้ทันสมัยทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน พร้อมผลักดันให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างศักยภาพใหม่ให้ภาคเกษตรไทยบนเวทีนานาชาติอีกด้วย

นอกจากนี้ ในที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ปี 2568 และเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ 3 คณะ ได้แก่ 1) คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงสร้างราคาผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม 2) คณะอนุกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม และ 3) คณะอนุกรรมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ รวมถึงประเด็นการค้าระหว่างประเทศให้เปิดตลาดน้ำมันปาล์มและน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม และบริหารการนำเข้าคราวละ 3 ปี (ปี 2569 – 2571) ภายใต้เงื่อนไขตามข้อผูกพันของกรอบการค้าต่างๆ โดยให้มีการบริหารการนำเข้าเช่นเดียวกับความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) และมอบหมายให้ องค์การคลังสินค้า เป็นผู้นำเข้าและกระจายสินค้าให้ผู้ผลิตภายในประเทศตามที่สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มเป็นผู้จัดสรร

สำหรับกรอบการค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย – ญี่ปุ่น (JTEPA) ความตกลงการค้าเสรีไทย – ชิลี (TCFTA) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น (AJCEP) (เฉพาะน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม) และเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ทั้งนี้ ยกเว้นความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ที่ไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าและปฏิบัติตามมาตรการการบริหารการนำเข้า

ทั้งนี้ สถานการณ์ปาล์มน้ำมัน ปี 2568 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ ตุลาคม 2568) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่า เนื้อที่ให้ผล 6.44 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 6.32 ล้านไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9) ผลผลิต 19.64 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 18.55 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.88) และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 3,049 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นจาก 2,934 กก./ไร่ (ร้อยละ 3.92) ปัจจัยบวกมาจากพื้นที่ที่ปลูกทดแทนยางพารา พื้นที่นา และพื้นที่รกร้าง ในปี 2565 เริ่มให้ผลผลิต ประกอบกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในปี 2568 ทำให้ปาล์มน้ำมันได้รับปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ ส่งผลให้น้ำหนักทะลายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สำหรับราคาผลปาล์มน้ำมันทั้งทะลายคละที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 6.13 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงขึ้นจาก 5.72 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงเดียวกันของปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.20

– 006