รมว.เกษตรฯหนุนวิจัยพลิกโฉมเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777473

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายและการขับเคลื่อนงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตร ในโอกาสเป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงผลงานวิจัย และนวัตกรรมด้านการเกษตร “เปลี่ยนวิถีเกษตรไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” AgriTech and Innovation (Moving Forward: From Local to Global) จัดโดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่างผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(สกว.) รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 4 ปี สอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูง พัฒนาทรัพยากรเกษตรให้ยั่งยืน เพื่อให้ภาคเกษตรไทยคือผู้นำสินค้าเกษตรในตลาดโลก และหนึ่งในนโยบายที่ให้ความสำคัญ คือการผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรสร้าง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาสให้พี่น้องเกษตรกรรวมทั้งส่งเสริมการทำเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม(Go Green) ด้วย BCG/CarbonCredit เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งรากฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของนโยบายต่างๆ คือองค์ความรู้ในการทำการเกษตร และการนำงานวิจัยและนวัตกรรม เข้ามาช่วยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาภาคการเกษตร

“ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อการเกษตร และผลักดันงานวิจัยมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และกรมวิชาการเกษตร ต้องร่วมกันนำผลงานวิจัยไปเผยแพร่และขยายผลในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ซึ่งงานวิจัยและนวัตกรรม จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร” รมว.เกษตรฯ กล่าว

อธิบดีกรมข้าว ลงพื้นที่ภาคเหนือ​ มอบนโยบาย​ ผอ.วิจัยข้าวทั่วประเทศ​ พร้อมพบปะพี่น้องกลุ่มผู้ผลิตเม็ดพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777438

อธิบดีกรมข้าว ลงพื้นที่ภาคเหนือ​ มอบนโยบาย​ ผอ.วิจัยข้าวทั่วประเทศ​ พร้อมพบปะพี่น้องกลุ่มผู้ผลิตเม็ดพันธุ์

อธิบดีกรมข้าว ลงพื้นที่ภาคเหนือ​ มอบนโยบาย​ ผอ.วิจัยข้าวทั่วประเทศ​ พร้อมพบปะพี่น้องกลุ่มผู้ผลิตเม็ดพันธุ์

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 18.45 น.

“อธิบดีกรมข้าว” ลงพื้นที่ภาคเหนือ​ มอบนโยบาย​ ผอ.วิจัยข้าวทั่วประเทศ​ พร้อมพบปะพี่น้องกลุ่มผู้ผลิตเม็ดพันธุ์ 

วันที่​ 26​ ธ.ันวาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ เป็นประธานการประชุม​กองวิจัยและพัฒนาข้าว​ เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามภารกิจของกองวิจัยและพัฒนาข้าว​  โดยมี​ ​ดร.ชิษณุชา  บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ น​นทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว​ พร้อมด้วยผู้บริหารกองวิจัยและพัฒนาข้าวจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้าร่วมการประชุม​ ณ​ ห้องประชุม​ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย​ จ.เชียงราย

▫️ในการนี้​ อธิบดีกรมการข้าว​ ได้มอบนโยบายการทำงาน​ และติดตามการดำเนินงานด้านการวิจัยพันธุ์ข้าว​ ตลอดจนรับฟังปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานด้านการวิจัย​ เพื่อให้งานวิจัยพันธุ์ข้าวดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

▫️ต่อจากนััน​ อธิบดีกรมกรมการข้าวและคณะ​ ได้เดินทางไปยังศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา​ เพื่อพบปะพี่น้องกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์จำนวน​ 77 กลุ่ม​ พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและอุปสรรค​จากพี่น้องเกษตร​กร​ ณ​ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา​ จ.พะเยา

‘ไชยา’มุ่งผลักดัน ผ้าไหมฯบ้านโพน ชูเป็นSoft Power สร้างรายได้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777252

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวาบ้านโพน หรือศูนย์วิจิตรแพรวาบ้านโพน ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ โดยมี นายธวัชชัย รอดงาม รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ ต้อนรับ ทั้งนี้ นายไชยา ได้มอบนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลให้กรมหม่อนไหม นำไปผลักดัน ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตผ้าไหมแพรวาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อยกระดับผ้าไหมแพรวาบ้านโพน เป็น Soft Power ที่เกิดจากภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงคิดค้นลายผ้าเพิ่มเติมให้เป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภค ในราคาที่เข้าถึงและจับต้องได้ ซึ่งปี 2565 อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ได้ออกแบบลายผ้าไหมแพรวา ชื่อว่าลายพันมหาพัน ให้เป็นลายประจำ อ.คำม่วง มีมูลค่าเบื้องต้น 5 แสนบาท

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหม สนับสนุนการดึงศักยภาพผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ผ้าไหมแพรวา ออกสู่ตลาดโลก และเพิ่มช่องทางจำหน่าย โดยการร่วมมือกับจังหวัดต่างๆ คัดเลือกลายผ้าที่มีความโดดเด่นมาส่งเสริมการขาย และผลักดันให้ผ้าไทยเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์แบรนด์เนม หรือออกสู่เวทีโลก สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม รวมถึงสร้างรายได้เข้าประเทศ

ในการนี้ นายไชยา ได้ร่วมสาธิตการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้าการสางไหม การย้อมสีไหมด้วยวัสดุธรรมชาติในพื้นที่ และเยี่ยมชมคูหาจัดแสดงสินค้า GI อาทิ ผ้าไหมแพรวาของกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าไหมแพรวาบ้านหนองแก่นทราย เยี่ยมชมโครงการสร้างทายาทหม่อนไหม ด้วย

รมว.เกษตรฯจี้แก้ปัญหาปลากะพงขาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777248

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ฉะเชิงเทรา และเป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ฉะเชิงเทรา 70 ราย พร้อมทั้งรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว นำโดย นายสุทธิ มะหะเลา นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทยที่ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า มีนโยบายขับเคลื่อนปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเอาจริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคต่อการบริโภคสินค้าเกษตรที่ต้องมีความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นต่อพี่น้องเกษตรกรให้มีความมั่นคงทางอาชีพ ซึ่งขณะนี้ได้รับข้อร้องเรียนจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว
ถึงปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งสาเหตุจากมีการนำสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลากะพงขาวจากประเทศมาเลเซีย เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งมีการนำเข้าทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ทำให้สัตว์น้ำของเกษตรกรที่เลี้ยงมีราคาตกต่ำ ประกอบกับมีต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงขาวได้รับความเดือดร้อน จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณการทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ฉะเชิงเทรา 70 ราย สำหรับเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ฉะเชิงเทรา ได้ประกาศเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 1,023,775 ไร่ ในพื้นที่ 10 อำเภอ 50 ตำบล เนื้อที่ดำเนินการหลังกันพื้นที่สาธารณูปโภคและหนังสือสำคัญออกแล้ว 919,603 ไร่ แยกเป็น ที่ดินรัฐ 865,104 ไร่ พื้นที่ 4 อำเภอ 11 ตำบล ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกร 32,871 ราย 45,146 แปลง เนื้อที่ประมาณ 647,350 ไร่ และที่ดินเอกชน ประกอบด้วย ที่พระราชทานที่ราชพัสดุ ที่บริจาค และที่ดินจัดซื้อ 54,499 ไร่ ในพื้นที่ 7 อำเภอ 41 ตำบล ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกร 3,429 ราย 4,920 แปลง เนื้อที่ประมาณ 52,114 ไร่

‘ธรรมนัส’สัมมนาเชิงปฏิบัติ ป้องปรามทุจริต-ยกระดับสหกรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777251

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องยกระดับผู้บริหารสหกรณ์ในยุคดิจิทัล ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กทม.โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหารกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์จากทั่วประเทศ และบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตระหนักถึงสถานการณ์การทุจริตของสหกรณ์ การป้องกันการทุจริตและแนวทางการบริหารสหกรณ์ยุคดิจิทัล เล็งเห็นความสำคัญของระบบการควบคุมภายในที่ดีของสหกรณ์ พร้อมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจประโยชน์จากการใช้งานแอปพลิเคชั่น Smart4M เพื่อการบริหารจัดการสหกรณ์

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า การนำเครื่องมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการสหกรณ์ มีความสำคัญ เพื่อใช้วิเคราะห์ปัญหาจุดอ่อนจากการควบคุมภายในและให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมของตนเองและข้อมูลการดำเนินงานของสหกรณ์ สร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้ ป้องกันการทุจริต ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น Smart4M ช่วยในการบริหารข้อมูลทางการเงินได้สะดวกรวดเร็ว สมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และตรวจสอบฐานะทางการเงินของสหกรณ์และของตนเอง ช่วยป้องปรามการทุจริตและลดข้อผิดพลาด

ด้าน น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า มีความมุ่งมั่นในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนด้านการเงินการบัญชีแก่เกษตรกรและระบบสหกรณ์ โดยเสริมสร้างระบบการเงินการบัญชีที่มีเกณฑ์การตรวจสอบบัญชีตามมาตรฐานสากล ให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนำไปใช้ปฏิบัติ สามารถใช้ข้อมูลทางการเงิน วางแผนบริหารจัดการ มีการกำหนดเกณฑ์การควบคุมภายในที่ดี ควบคุมดูแลการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส โดยมีแผนงานขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการป้องกันป้องปรามการทุจริตและยกระดับสหกรณ์ ผ่าน Quick win 4 โครงการเร่งด่วน

นอกจากนี้ยังมีแผนดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายพักชำระหนี้สมาชิกสหกรณ์ผ่านการจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรด้วยระบบสหกรณ์เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการพัฒนาความรู้และความสามารถในการบันทึกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการพักชำระหนี้และบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีและสินเชื่อ 1,700 แห่ง รวมทั้งขยายผลการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในโครงการต่างๆ ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตรด้านการเงินและบัญชีให้สอดคล้องกับโครงการแต่ละโครงการและพัฒนาแนวทางการถ่ายทอดความรู้ผ่านการสร้างครูบัญชีอาสาการสอนบัญชีรับ-จ่าย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในถิ่นทุรกันดารและการสอนบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนเพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้แก่ผู้รับบริการ

เกษตรฯรับฟัง-แก้ปัญหา ผู้ค้าสะพานปลาอ่างศิลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777250

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ เข้ารับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากตัวแทน
ผู้ประกอบการสินค้าทะเลตลาดสะพานปลา (อ่างศิลา) จ.ชลบุรี กรณีผู้ค้าได้รับหนังสือจากองค์การสะพานปลาบอกเลิกสัญญาเช่าทรัพย์สินองค์การสะพานปลาและขอให้ชำระหนี้ ซึ่งทำให้ผู้ค้าได้รับความเดือดร้อน นำโดยนายชุมพล ลีลานนท์ ประธานเครือข่ายสภาพประชาชนแห่งชาติ 77 จังหวัด โดยมีคณะที่ปรึกษารมช.เกษตรฯ (นายอนุชา นาคาศัย) นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผอ.องค์การสะพานปลา ตัวแทนพ่อค้าแม่ค้าสะพานปลา (อ่างศิลา) เข้าร่วมหารือ และเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมและให้เกิดการสร้างรายได้ พัฒนาแหล่งทำกินให้เกิดความยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมจะนำข้อร้องเรียนดังกล่าวและแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น เสนอต่อนายอนุชา เพื่อรับทราบและเร่งหาแนวทางแก้ไขให้ชัดเจนอย่างเร่งด่วนต่อไป

สวพส.แก้ปัญหาบนพื้นที่สูง ทำเกษตรอินทรีย์โครงการหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777031

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.เพชรดา อยู่สุข รอง ผอ.สถาบันด้านการพัฒนา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า ได้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง และการนำองค์ความรู้และผลสำเร็จของโครงการหลวงไปปรับใช้ในพื้นที่สูงอื่นๆ ของประเทศ โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั่นคือ การปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทำการเกษตรบนพื้นที่สูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดปัญหาความยากจนโดยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่าการทำการเกษตรแบบเดิม ตลอดจนสร้างโอกาสทางการตลาดทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

ทั้งนี้ ได้เน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรบนพื้นที่สูง นักวิจัย นักพัฒนาและส่งเสริม และหน่วยงานร่วมบูรณาการทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเพื่อจัดการปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ได้แก่ ปุ๋ยหมักอินทรีย์ ปัจจัยการผลิตชีวภาพ เช่นชีวภัณฑ์ น้ำหมักชีวภาพ ฯลฯ และวางแผนการผลิตผักอินทรีย์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด รวมถึงทีมนักวิจัยของ สวพส.และมูลนิธิโครงการหลวงร่วมกันศึกษาวิจัยเทคโนโลยี อาทิ การคัดเลือก/ทดสอบพันธุ์พืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การวิจัยและพัฒนาชีวภัณฑ์สำหรับป้องกันกำจัดโรคแมลงทดแทนสารเคมีเกษตร

รวมทั้งมีการวางแผนการขนส่งร่วมกัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า สำหรับการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ อาทิ บริษัทเอกชนบางแห่งยังช่วยสนับสนุนปัจจัยการผลิต คิดเป็นมูลค่า 300,000 บาท ให้กับกลุ่มเกษตรกรในการจัดทำโรงเรือนเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มปริมาณการปลูกให้เพียงพอต่อความต้องการของบริษัทด้วย โดยเจ้าหน้าที่ของ สวพส.จะเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งอาศัยกลไกของแผนแม่บทหรือแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) และแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ระยะ 5 ปี(พ.ศ.2566-2570) ซึ่งจะมีหน่วยงานร่วมบูรณาการประมาณ 33 หน่วยงาน

ปัจจุบันในพื้นที่ซึ่ง สวพส.ดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 19 แห่ง และโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน 2 แห่ง ใน 8 จังหวัด มีเกษตรกร 452 คน พื้นที่รวม 1,441.702 ไร่ ได้รับการรับรองแหล่งผลิตมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ประเทศไทย (Organic Thailand) แบ่งเป็น เกษตรกรที่ปลูกกาแฟอินทรีย์ 339 ราย พื้นที่ 1,245.72 ไร่ และเกษตรกรที่ปลูกผักอินทรีย์ 113 ราย พื้นที่ 195.982 ไร่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562-2565 รวมเป็นเงิน 44,264,549 บาท

กรมตรวจบัญชีฯมุ่งควบคุมความเสี่ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777032

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ได้นำเครื่องมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการสหกรณ์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริหารสหกรณ์มีสารสนเทศประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ ลดความเสี่ยง ป้องปรามการทุจริต เพิ่มโอกาสการพัฒนาสหกรณ์ ซึ่งส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน เกษตรกรกินดี อยู่ดี มีรายได้ มีอาชีพที่มั่นคง

ทั้งนี้ มีแผนงานขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกัน ป้องปรามการทุจริต และยกระดับสหกรณ์ ผ่าน Quick Win 4 โครงการเร่งด่วน อาทิ จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านการเงินและการบัญชี ผ่านโครงการ THINK & DO TOGETHER และโครงการสำคัญที่จะเร่งขับเคลื่อนในปี 2566 คือการตรวจประเมินการควบคุมภายในเพื่อป้องกันความเสี่ยงการทุจริตด้านดิจิทัลในสหกรณ์ เร่งรัดตรวจประเมินสหกรณ์การเกษตรที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ 1,500 แห่ง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน-31 ธันวาคม 2566 ซึ่งเป็นการป้องปรามปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ด้านดิจิทัลโดยขับเคลื่อนผ่านสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกจังหวัด เข้าตรวจประเมินประสิทธิภาพการควบคุมภายในด้านคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ดี มีการดำเนินการภายใต้มาตรการการควบคุมภายในที่ดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 5 ด้าน อาทิ การควบคุมทางด้านกายภาพ การควบคุมการเข้าถึงระบบงาน การควบคุมข้อมูลและฐานข้อมูล การควบคุมข้อมูลและฐานข้อมูล การควบคุม กำกับและติดตามการปฏิบัติตามระเบียบและนโยบาย การควบคุมและติดตามการเปลี่ยนรหัสผ่าน และการผลักดันสมาชิกให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมของตนเองกับสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นยกระดับให้มีระบบการควบคุมภายในที่ดี

กรมพัฒนาฯผลิตพด.6 บำบัดน้ำเสีย-ฟื้นฟูสภาพดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777036

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้เร่งผลิตสารบำบัดน้ำเสีย และขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน และส่งเสริมการนำวัสดุอินทรีย์ที่มีอยู่ในชุมชน มาใช้ประโยชน์ทำปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับปรับปรุงบำรุงดิน และรักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชน ที่ผ่านมาได้สนับสนุนสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น มาโดยตลอด

สำหรับปีนี้มีนโยบายให้สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่แจกจ่ายสารบำบัดน้ำเสีย และขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6พร้อมให้คำแนะนำ ให้ความรู้ในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งในกรณีเร่งด่วนสามารถใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ขยายเชื้อในกากน้ำตาล น้ำสะอาด โดยหมักเป็นเวลา 4 วัน นอกจากนี้ ยังสามารถกำจัดลูกน้ำยุงได้ด้วย แต่ควรใช้ในสภาพน้ำนิ่งเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น

นายปราโมทย์กล่าวอีกว่า ในส่วนของการปรับปรุงดิน ได้ให้ความรู้และการจัดการดิน โดยแนะนำให้ฟื้นฟูดินตามชนิดพืช โดยทั่วไปให้ทำการระบายน้ำออก ถ้าในพืชผักให้ยกร่อง ส่วนนาข้าวให้ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อให้ตอซังย่อยสลายได้เร็วขึ้นและทำการไถกลบ เนื่องจากสภาพน้ำท่วมทำให้เกิดการพัดพาธาตุอาหารออกไปจากพื้นที่และดินมีความแน่นทึบ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ในแปลงปลูกเพื่อเพิ่มความร่วนซุยของดิน และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ร่วมด้วยเพื่อกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผล ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชนสามารถขอรับบริการผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด.เพื่อนำไปปรับปรุงดิน ได้ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1–12 และสถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัดทั่วประเทศ

‘ไชยา’เปิดสัมมนา อนาคตเกษตรไทย มุ่งพัฒนาฐานข้อมูล ให้เกษตรกรยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777029

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงานสัมมนาอนาคตเกษตรไทยในยุคดิจิทัล ว่าวัตถุประสงค์ของงานก็เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกษตรกรไทยในยุคดิจิทัล เปิดมุมมองเกษตรกรไทยให้ใช้เทคโนโลยีทำการตลาดเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค สร้างรายได้มากขึ้น ต้องปรับเปลี่ยนตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งรัฐบาลพยายามสนับสนุนอาชีพเกษตรกร ภายใต้นโยบายตลาดนำนวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้ จากนี้ภาคการเกษตรต้องวิเคราะห์ตลาดก่อนผลิตสินค้า เพื่อให้มีตลาดรองรับ ลดภาวะสินค้าล้นตลาด และเกษตรกรต้องใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตให้มีคุณภาพสำหรับจำหน่ายในตลาด และแม้ว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์การเกษตรจะมีเพียงร้อยละ 8 ของประเทศ แต่มีความสำคัญและเป็นต้นน้ำของภาคอุตสาหกรรมอื่น เช่น ข้าว พืช สัตว์ ประมง

นายไชยากล่าวอีกว่า ได้เร่งพัฒนาฐานข้อมูลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือแอปพลิเคชั่น ให้ทุกภาคส่วนสามารถใช้งานวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด รวมถึงวางแผนการผลิตสินค้า มุ่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตรเถื่อน เริ่มจากป้องกันการนำเข้า เพื่อไม่ให้กลไกตลาดเสียหาย แก้ปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์ สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ การนำเข้าหัวอาหารสัตว์ (ข้าวโพดและถั่วเหลือง) ที่มีอัตราภาษีนำเข้าสูง โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงมอบหมายกรมปศุสัตว์ เตรียมมาตรการรองรับการส่งออกปศุสัตว์ที่มีชีวิต (วัว และแพะ) ไปยังตลาดที่ความต้องการสูง จัดทำวัคซีนที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการป้องกันโรคสัตว์