คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 5 ร่างมาตรฐาน ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776447

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 5 ร่างมาตรฐาน ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 5 ร่างมาตรฐาน ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.19 น.

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 5 ร่างมาตรฐาน “ลำไย-ปาล์มน้ำมัน-ข้าวโพดหมัก-กุ้งทะเล” ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย เพิ่มขีดความสามารถการส่งออก   

21 ธ.ค.2566 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2566 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานการออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ 9 เรื่อง ภายใต้ พ.ร.บ. มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 (ข้อมูล ณ วันที่1 พฤศจิกายน 2566) รวมทั้งสิ้น 4,532 ราย และความคืบหน้าของการดำเนินการเกี่ยวกับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement; AFSRF Agreement) ปัจจุบันมี 8 ประเทศได้ลงนามแล้วเมื่อเดือน ส.ค. 2566 และจะเร่งให้ครบทั้ง 10 ประเทศโดยเร็ว ทั้งนี้ AFSRF Agreement จะมีผลบังคับใช้เมื่อได้รับสัตยาบันสารจากประเทศสมาชิกครบทั้ง 10 ประเทศ จากนั้นจะมีการจัดตั้งคณะ AFSCC เพื่อดำเนินงานต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่  1.ลำไย (ทบทวน) 2.หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (ทบทวน) 3.หลักการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อยอิสระ 4.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวโพดหมัก และ 5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (ทบทวน) ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป 

ด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ( มกอช.)กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ลำไย (ทบทวน) ปี 2546 มกอช. ได้ประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ลำไย เป็นมาตรฐานของประเทศ แต่ด้วยสถานการณ์การผลิตและการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงมาตรฐานให้สอดคล้องกับการปฏิบัติและเกณฑ์กำหนดทางการค้าในปัจจุบันของประเทศผู้นำเข้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับผู้ที่จะนำมาตรฐานไปใช้ส่งเสริมการผลิตลำไยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกให้สูงขึ้น

2.หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (ทบทวน) เนื่องจากองค์กร Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) ประกาศใช้มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน เพื่อใช้รับรองระบบการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งมาตรฐานสินค้ำเกษตร เรื่อง หลักกำรผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (มกษ. 5909-2563) ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2563 เมื่อมาตรฐาน RSPO ได้มีกำรปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับใหม่ มกอช. จึงเห็นควรให้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน และเพิ่มเติมการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อยอิสระ ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO เพื่อยกระดับการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

3.หลักการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อยอิสระ เป็นการดำเนินการให้ครอบคลุมหลักการ เกณฑ์กำหนด และตัวชี้วัด สำหรับการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรรายย่อยอิสระที่มีพื้นที่ปลูกน้อยกว่า 312.5 ไร่ เพื่อให้การจัดการของกลุ่มและเกษตรกรมีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

4.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวโพดหมัก มาตรฐานนี้ ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตข้าวโพดเพื่อหมักเป็นอาหารสัตว์ ตั้งแต่การเพาะปลูกจนถึงการวางแผนการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง มีคุณภาพปลอดภัยและเหมาะสมต่อการนำไปผลิตข้าวโพดหมักเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ ในการใช้ทดแทนหญ้าสดและอาหารหยาบในบางฤดูที่ขาดแคลน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน แต่ไม่ครอบคลุม ข้าวโพดที่เป็นผลพลอยได้จากข้าวโพดหวานหลังเก็บฝัก ข้าวโพดฝักอ่อนหลังเก็บฝักอ่อน และข้าวโพดอื่นๆ ที่ไม่ได้ปลูกเพื่อผลิตเป็นข้าวโพดหมัก

และ 5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (ทบทวน) ได้มีการเพิ่มเติมข้อกำหนดการจัดทำและดำเนินการตามแผนการจัดการสุขภาพกุ้ง การห้ามใช้ยาต้านจุลชีพในการป้องกันโรคและเร่งการเจริญเติบโต รวมถึงเพิ่มเติมแนวปฏิบัติตามมาตรฐานสำหรับข้อกำหนดในแต่ละข้อให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถนำมาตรฐานไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เพิ่มเติมรายการยาสัตว์และสารเคมีที่ห้ามใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล รายชื่อกฎหมายของประเทศเกี่ยวกับสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ วิธีการป้องกันสัตว์พาหะนำโรคและสัตว์อื่นเข้ามาในฟาร์ม วิธีป้องกันการหลุดรอดของกุ้งที่เลี้ยง

กรมชลฯ เตรียมยกเครื่องเขื่อนลำปาวแก้ปัญหาการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776440

กรมชลฯ เตรียมยกเครื่องเขื่อนลำปาวแก้ปัญหาการเกษตร

กรมชลฯ เตรียมยกเครื่องเขื่อนลำปาวแก้ปัญหาการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.43 น.

กรมชลประทานประชุมปัจฉิมนิเทศ ศึกษาความเหมาะสม เพื่อปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ แก้ปัญหาการใช้น้ำด้านการเกษตร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นชลประทานกว่า 306,963 ไร่

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กล่าวว่า กรมชลประทานได้เริ่มโครงการศึกษาความเหมาะสม “การปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์” รวมระยะเวลากว่า 540 วัน เริ่มตั้งแต่ 13 พฤษภาคม 2565 หลังจากคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) มีมติเห็นชอบให้พิจารณาแนวทางในการปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยคํานึงถึงความเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันและความต้องการใช้น้ำในอนาคต เพราะปัจจุบันเกษตรกรประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงต้นฤดูทํานาปีและในช่วงฤดูแล้ง ส่วนฤดูฝนมีปัญหาน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมที่ราบลุ่มริมลำน้ำ หากไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็วจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง

โดยอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวมีความจุกักเก็บ 1,980.00 ล้าน ลบ.ม. ที่ตั้งโครงการอยู่ที่หมู่ 11 บ้านสะอาดนาทม ต.ลำปาว อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ และมีพื้นที่ชลประทาน 306,963 ไร่ ครอบคลุมบางส่วนของ อ.ยางตลาด อ.กมลาไสย อ.เมืองกาฬสินธุ์ อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ และ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ฉะนั้นการศึกษาโครงการต้องประเมินสถานภาพและแนวทางการปรับปรุงเพื่อบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างประชาชน อย่างจริงจัง และในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อสรุปผลการศึกษา รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ มาปรับปรุงรายงานฉบับสุดท้ายให้ครบถ้วน

สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการประกอบด้วย การปรับปรุงพื้นที่โครงการชลประทาน 4 ส่วน ได้แก่ 1) พื้นที่หัวงานเขื่อนลำปาว 2) ระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งซ้าย (LMC) 3) ระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งขวา (RMC) และ 4) พื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ รวม ราคาการก่อสร้างโครงการเบื้องต้น 2,644.718 ล้านบาท แบ่งเป็น ปรับปรุงระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งซ้าย (LMC) 757.571 ล้านบาท ปรับปรุงระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งขวา (RMC) 1,865.803 ล้านบาท ปรับปรุงคลองรับน้ำหลากจากป่าดงระแนง 13.115 ล้านบาท และก่อสร้างระบบส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 8.229 ล้านบาท

โดยกรมชลประทานมีแผนบริหารจัดการการใช้น้ำ คือ ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยและมีมูลค่าสูง บริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ในแต่ละปี กําหนดพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน และในอนาคตได้เสนอติดตั้งระบบโทรมาตรและระบบควบคุมทางไกล (SCADA) มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพน้ำ และอุปกรณ์ควบคุมระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยําในการตรวจวัดปริมาณน้ำและควบคุมการเปิด-ปิด ประตูระบายน้ำ

นายสุรชาติ กล่าวอีกว่า การปรับปรุงระบบชลประทานจะทำให้การส่งน้ำเพื่อการชลประทานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นส่งน้ำได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ ลดการสูญเสียน้ำ มีปริมาณน้ำเพียงพอสําหรับบริหารจัดการน้ำให้กับพื้นที่ 306,963 ไร่ ในฤดูฝน และ 207,100 ไร่ ในฤดูแล้ง รวมทั้งพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 8,350 ไร่ ขณะเดียวกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานให้สามารถใช้น้ำได้คุ้มค่า ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ สามารถกักเก็บน้ำและระบายน้ำบรรเทาอุทกภัยได้ ตั้งแต่พื้นที่ในเขตโครงการไปจนถึงบริเวณลำปาวที่บรรจบกับแม่น้ำชี ส่วนอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนก็ใช้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำ รวมทั้งใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังใช้เพื่อใช้อุปโภคบริโภค และใช้ในการประปาส่วนภูมิภาค ตลอดจนอุตสาหกรรมขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ได้

นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่ายังมีโครงการที่มีศักยภาพพัฒนาในอนาคตอีก หากมีปริมาณน้ำจากภายนอกลุ่มน้ำผันมาเติมให้กับอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว เบื้องต้นได้แก่ โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ พื้นที่ อ.เมืองกาฬสินธุ์, โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบส่งน้ำในพื้นที่ อ.ยางตลาด และ อ.ห้วยเม็ก, โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบส่งน้ำบึงเลิงเปือย พื้นที่ อ.กมลาไสย และ อ.ร่องคํา ซึ่งเป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำทำการเกษตร ตามที่ได้มีการร้องขอพระราชทานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ

นายสำเริง ม่วงสังข์ รองผวจ. กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่าจังหวัดกาฬสินธุ์มีพื้นที่กว่า 4.3 ล้านไร่ และประชากรถึง 980,000 คนโดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และบางส่วนเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งต้องยอมรับว่าในการทำเกษตรกรรมมีความจำเป็นต้องอาศัยน้ำเป็นอย่างมาก ปัจจุบันเรามีการจัดสรรน้ำยังไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ด้วยเราสามารถจัดสรรการใช้น้ำได้แต่เพียงพื้นที่ใต้เขื่อนลำปาว ในส่วนพื้นที่เหนือเขื่อนยังไม่สามารถนำน้ำไปใช้ได้ ทำให้เมื่อเวลาเกิดภัยแล้งเราไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้เลย

ในขณะเดียวกันเมื่อถึงฤดูน้ำหลากกับต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยเป็นอย่างมากเพราะเราไม่สามารถทำการผันน้ำในเขื่อนได้ เมื่อมีน้ำมากจนเกินไปจึงต้องปล่อยลงมาสู่ด้านล่าง ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่เกษตรกรรมใต้เขื่อน ในขณะเดียวกันพื้นที่ทางตะวันออกของจังหวัดกาฬสินธุ์ก็ประสบปัญหาอุทกภัยจากเทือกเขาภูพาน โดยเฉลี่ยแล้วขณะนี้เราสามารถใช้น้ำได้เพียง 10% ของเขื่อนลำปาว เราเชื่อว่าในการบริหารปรับปรุง รวมถึงการจัดสรรน้ำในเขื่อนลำปาวจะช่วยให้ จังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งเป็นพื้นที่มีรายได้น้อยเป็นอันดับต้นๆของประเทศ จะมีการพัฒนาด้านการเกษตรกรรมได้อย่างดีขึ้นและทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป

นายเดช โขลา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านโนนภักดี ตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม มีความเห็นว่า พื้นที่ ตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชรพเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันมานานมีประสบการณ์พอสมควร แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือเรามีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้คุณภาพของกุ้งไม่ได้มาตรฐานตามสมควร ดังนั้นเมื่อสามารถแก้ปัญหาในการจัดสวนน้ำได้การเลี้ยงกุ้งก็จะได้มาตรฐาน ซึ่งกุ้งก้ามกรามถือเป็นสินค้าการเกษตรที่โดดเด่นอันหนึ่งของจังหวัดกาฬสินธุ์เพราะมีรสชาติดีเนื้อนุ่ม และคงสภาพของเนื้อได้เป็นเวลานาน เนื่องจากภูมิภาคในบริเวณเขื่อนลำปาวมีความเหมาะสมในการเลี้ยงกุ้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำหรือดินในบ่อที่ใช้เพาะเลี้ยง จึงอยากจะฝากผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดูแลในเรื่องนี้ต่อไป

เกษตรฯมอบ3นโยบาย ขับเคลื่อนงานของกยท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776314

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์มอบนโยบายขับเคลื่อนการบริหารยางพารา โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัทผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และผู้เกี่ยวข้อง ที่ กยท. สำนักงานใหญ่ โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ได้พบปะและหาแนวทางการขับเคลื่อนงาน ซึ่งต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการการทำงานไปพร้อมกัน โดยมุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การปรับสมดุลปริมาณยางพาราในประเทศ ได้มอบหมายให้ กยท.ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ตรวจสอบสต๊อกยางพาราให้ตรงกัน รวมถึงให้ตรวจสอบจำนวนสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและไม่ขึ้นทะเบียน เพื่อจัดทำเป็น Big data ใช้ในการบริหารจัดการยางให้เกิดเสถียรภาพ 2.การปราบปรามการนำเข้าสินค้าภาคการเกษตรมาสู่ราชอาณาจักรแบบผิดกฎหมาย จะต้องเอาจริงเอาจัง และมีบทลงโทษอย่างเด็ดขาดสำหรับผู้กระทำผิด และ 3.ดึงภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนกับ กยท.โดยมีแนวทางในการสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา เพื่อใช้ในส่วนราชการ และใช้ภายในประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร

“เชื่อมั่นว่าภายใต้การกำกับดูแลของผู้บริหาร กยท.จะเดินหน้าหามาตรการต่างๆ ขับเคลื่อนให้ราคายางดียิ่งขึ้นเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางอยู่ดีกินดีและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘สจล.’ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ อบรมมารตรฐานผู้ตรวจรับรอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776334

รายงานพิเศษ : ‘สจล.’ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์  อบรมมารตรฐานผู้ตรวจรับรอง

รายงานพิเศษ : ‘สจล.’ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ อบรมมารตรฐานผู้ตรวจรับรอง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. ร่วมกับ มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ (EarthSafe) ในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเร่งสร้างบุคลากรเป็น “ผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์” และ “ผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์” ตามหลักมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล เพื่อเสริมทัพการตรวจประเมินและให้การรับรองเกษตรอินทรีย์ พืช สัตว์ อาหารแปรรูป โรงคัดแยกบรรจุ สนามกอล์ฟ และรีสอร์ทออร์แกนิก มุ่งเป้าพัฒนาเครือข่ายต้นแบบสังคมการเกษตร–อาหารออร์แกนิก ไร้สารพิษ

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สจล. สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ (RIMOA) และ มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ (EarthSafe) ซึ่งเป็นเครือข่ายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์วิถีไทยตามแนวศาสตร์พระราชา ได้ลงนามผนึกความร่วมมือตามข้อตกลง MOU เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการทำเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ซึ่งเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ซึ่งนอกจากการใช้นวัตกรรมในการทำเกษตรอินทรีย์สนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เผยแพร่งานวิจัยจุลินทรีย์ ผลิตภัณฑ์และชีวภัณฑ์แล้ว ทำอย่างไรที่จะช่วยให้เกษตรกรมีความรู้เพิ่มในการใช้นวัตกรรม พัฒนาตลาดช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วประเทศที่เข้าถึงง่าย และการรับรองเพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

ดังนั้น สจล. จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการและผลิตบุคลากรผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ (Organic Inspector) และผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์ (Organic Expert) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการให้คำแนะนำแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ตรวจประเมินคุณภาพ และการออกใบรับรองเกษตรอินทรีย์ของ Earthsafe powered by AATSEA-RIMOA-KMITL โดยสมาคมเทคโนโลยีการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Associaion of Agricultural Technology in Southeast Asia : AATSEA) ซึ่งเป็นองค์กรสากลที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร

รับรองเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า ทั้งนี้ ด้วยจุดมุ่งหมายพัฒนา “กิน-อยู่-เที่ยว-เล่น ปลอดภัย” เพื่อประโยชน์ต่อประเทศไทยและประชาคมโลกในภาพรวม ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นของนานาชาติในด้านการเกษตรแม่นยำและยั่งยืน ยกระดับผลิตผลเกษตรและอาหารไร้สารเคมี ผลักดันให้ครัวไทยเป็นครัวโลกที่มีคุณภาพและสุขภาพดี ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารอย่างเพียงพอ (Food Security) ตลอดจนช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

รศ.ดร.เกษม สร้อยทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. กล่าวว่า การอบรมผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ และผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์จัดขึ้นปีละครั้ง ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่ต้องผ่านการคัดเลือก เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม เสียสละ และต้องการช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งผู้ตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์จะได้รับใบอนุญาตระยะ 1 ปี การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรเป็นการประกันว่าสินค้าเกษตรที่ผลิตขึ้นมีคุณภาพปลอดภัย ภายใต้หลักเกณฑ์การรับรองระดับสากล

ซึ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติการและประสบการณ์แก่บุคลากรผู้ตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์และผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์ครั้งนี้ ประกอบด้วย การสาธิตและฝึกอบรม การตรวจสารพิษตกค้าง (PesticideDetection), ฟอร์มาลีน, Salmonella E coli, Nitrate เป็นต้น ในผลผลิตพืชอินทรีย์ (Organic), GAP จากตลาดสด รวมถึงการตรวจธาตุอาหารพืช ไนเตรท และโลหะหนักที่ตกค้างในดิน-น้ำ

การทำดินออร์แกนิกเพื่อปลูกพืช เรียนรู้การเปรียบเทียบดินเคมีและดินธรรมดา สามารถให้คำแนะนำเกษตรกรหยุดใช้สารเคมีทุกชนิด แนะนำเทคนิคต่างๆ ที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร เพื่อใช้ทดแทนสารเคมียาฆ่าหญ้า ยาฆ่าเชื้อรา ยารักษาโรคพืชต่างๆ ฯลฯ ซึ่งครอบคลุมทั้ง พืช สัตว์ อาหารแปรรูป โรงคัดแยกบรรจุ สนามกอล์ฟออร์แกนิก และรีสอร์ทออร์แกนิก พร้อมทั้งแนะนำแนวทาง Zero Waste อาทิ การนำเศษหญ้า เศษอาหารเหลือทิ้งมาทำปุ๋ยใช้เองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการตรวจวิเคราะห์หาสารพิษตกค้างในพืชผล ผลิตภัณฑ์ หรือแหล่งผลิต จะดำเนินการผ่านศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์ และการเกษตรแห่งเอเชีย (AMARC) ซึ่งเป็นแล็บมาตรฐาน ISO ด้านเกษตร อาหาร และยา แบบครบวงจร โดยจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Earthsafe-AATSEA-KMITL 4 ด้าน ได้แก่ 1.ไร้สารพิษ สารเคมีตกค้างในผลผลิต 2.ปลอดสารไนเตรท ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในผู้บริโภคและเกษตรกร

3.ปลอดภัยเชื้อโรคมนุษย์ เช่น Salmonella, E. coli และ 4.ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสารโลหะหนัก อีกทั้งช่วยย่นระยะเวลาดำเนินการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยมีความแตกต่างจากหน่วยงานรับรองอื่นทั่วโลก ซึ่งหากผ่านการตรวจวิเคราะห์สารเคมีตกค้างจาก AMARC แล้ว จะได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทันที

SCOOP@NAEWNA.COM

รมว.เกษตรฯเตรียม จ่ายเงินช่วยชาวนา 2โครงการปลูกข้าว ปีการผลิต2566/67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776321

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2566/67 ประกอบด้วย 1.สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี มีเป้าหมาย3 ล้านตัน วงเงินรวม 44,557.71 ล้านบาทเป็นวงเงินสินเชื่อ 34,437 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด10,120.71 ล้านบาท ช่วยค่าฝาก 1,500 บาทต่อตัน (สหกรณ์รับ 1,000 บาท ต่อตัน เกษตรกรรับ 500 บาท ต่อตัน) ให้เก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง 1-5 เดือน เริ่ม 1 ตุลาคม 2566 ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567 ในราคาข้าวหอมมะลิตันละ 12,000 บาท ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 10,500 บาท ข้าวหอมมะลิปทุมธานี ตันละ 10,000 บาท ข้าวเจ้า ตันละ 9,000 บาท ข้าวเหนียวตันละ 10,000 บาท และ 2.สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2566/67 มีเป้าหมาย 1 ล้านตัน เป็นวงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 481.25 ล้านบาท สหกรณ์จ่ายดอกเบี้ย 1% รัฐช่วยดอกเบี้ย 3.85% ระยะเวลา 15 เดือน เริ่ม 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 ซึ่งทั้ง 2 โครงการดำเนินการทันที หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบ

นอกจากนี้ ยังเตรียมชงมาตรการพักหนี้ให้เกษตรกร โดยเสนอขอชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ร้อยละ 4.5 เป็นระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566–30 กันยายน 2569 คาดว่าจะใช้งบประมาณ 4,296 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งมาตรการทั้งหมดจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ยกระดับและการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้เกษตรกร

กรมพัฒนาฯทำMOUป้องกันดินพังทลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776313

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมลงนาม MOU กับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรธรณี และกรมทรัพยากรน้ำเรื่องการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และป้องกันการชะล้างพังทลายของดินแบบบูรณาการ ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี

นายปราโมทย์กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำที่มีปัญหาการชะล้างพังทลายของดินและดินถล่ม ได้มีแผนงานโครงการ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้านที่ 4 การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำแผนงานลดการชะล้างพังทลายของดิน 2.65 ล้านไร่

ทั้งนี้ การลงนามทำ MOU ดังกล่าวส่งผลต่อการขับเคลื่อนงานภายใต้โครงการ “การอนุรักษ์ฟื้นฟู ระบบนิเวศ และป้องกันการชะล้างพังทลายของดินแบบบูรณาการ” ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี โดยมีความยินดีและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนข้อมูลวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรดินและน้ำ การป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและดินถล่ม และการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดิน ตามกรอบแห่งบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ทุกประการ พร้อมร่วมพิธีเปิดงานโครงการบูรณาการสื่อสารแผนบริหารทรัพยากรน้ำลดเสี่ยงขาดแคลนน้ำจากสถานการณ์เอลนีโญ นำเสนอผลงานผ่านนิทรรศการ “งานบริหารจัดการลุ่มน้ำด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ” ที่ได้วางแผนและบริหารจัดการดินและน้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่ามีประสิทธิภาพและยั่งยืน

‘ธรรมนัส’ชูนวัตกรรม เสริมแกร่งถั่วเหลืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776317

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่มอบนโยบายและพบปะเกษตรกร พร้อมลงแปลงสาธิตการปลูกถั่วเหลืองด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่แปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาและเกษตรกรได้มีความรู้ความเข้าใจถึงศักยภาพของถั่วเหลืองไทยและต่อยอดร่วมกัน

จากนั้น รมว.เกษตรฯ เป็นประธานเปิดงาน “นวัตกรรมเสริมแกร่งถั่วเหลืองไทย เพิ่มรายได้เกษตรกร” พร้อมมอบโล่รางวัลนักปลูกถั่วเหลืองมือทอง ให้เกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จในการปลูกถั่วเหลืองได้ผลผลิตสูง ที่นิคมสหกรณ์แม่แตง จ.เชียงใหม่ โดยภายในงานมีการออกบูธ นิทรรศการ การเสวนา และนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมมอบปัจจัยการผลิต นำร่องพื้นที่ อ.แม่แตง เป็นโมเดลต้นแบบ ยกระดับพืชเศรษฐกิจถั่วเหลืองไทย ผลักดันสู่ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง จัดเสวนา เรื่อง “โมเดลเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการปลูกถั่วเหลือง”

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบโล่รางวัลนักปลูกถั่วเหลืองมือทอง ประจำปี 2566 ให้แก่เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกถั่วเหลืองเป็นปีแรก โดยมีเกษตรกรที่ได้รับรางวัล 5 รางวัล ได้แก่ อันดับ 1 นายสุทิน แสงมณีเกษตรกรจากหมู่บ้านสันป่ายาง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 492 กก.ต่อไร่ อันดับ 2 นายเจน เตวิน จากหมู่บ้านสันป่าตึง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 487 กก.ต่อไร่ อันดับ 3 นายสงัด เตวิน จากหมู่บ้านสันป่าตึง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 464 กก.ต่อไร่ และ รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ นายบุญทา มณี จากหมู่บ้านหนองบัวหลวง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 449 กก.ต่อไร่ และ นายสมบูรณ์ สุริยา จากหมู่บ้านสันป่ายาง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 429 กก.ต่อไร่

ด้าน นายฉันทานนท์กล่าวว่า ได้ร่วมกับทางสมาคมการค้าผู้ผลิตอาหารจากถั่วเหลืองไทยและสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว ดำเนินการโครงการนำร่องโมเดลเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนการปลูกถั่วเหลืองเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ที่ จ.เชียงใหม่ เน้นส่งเสริมถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ผู้ประกอบการนิยมใช้ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการนำร่องดังกล่าว 26 ราย พบว่าสามารถส่งเสริมเกษตรกรปลูกถั่วเหลืองให้ได้ผลผลิตต่อไร่เกิน 400 กิโลกรัม 12 ราย และได้ผลผลิตต่อไร่เกิน 300 กิโลกรัม 12 ราย ซึ่งมากกว่าผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 267 กิโลกรัมต่อไร่ และถ้าผลผลิตเพิ่มขึ้นไร่ละ 300-400 กิโลกรัม เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ หรือกำไร ประมาณไร่ละ 3,500-4,700 บาท ซึ่งมากกว่าผลตอบแทนสุทธิของข้าวเหนียว

‘ก.เกษตรฯ’เตรียมแถลงแจก‘ของขวัญปีใหม่’21 ธ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775972

‘ก.เกษตรฯ’เตรียมแถลงแจก‘ของขวัญปีใหม่’21 ธ.ค.

‘ก.เกษตรฯ’เตรียมแถลงแจก‘ของขวัญปีใหม่’21 ธ.ค.

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.10 น.

‘ก.เกษตรฯ’เตรียมแถลงแจก‘ของขวัญปีใหม่’21 ธ.ค.

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 19 ธันวาคม 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯจะมอบให้ประชาชนว่า เรื่องนี้กระทรวงฯจะแถลงในวันที่ 21 ธ.ค. ซึ่งเป็นเรื่องที่เราทำมาหลายอย่างตั้งแต่ ตั้งแต่เรื่องดินทำกิน การแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ การแก้ปัญหาให้เกษตรกร การแก้ปัญหาประมง ซึ่งเราได้เคาะกฎหมาย 19 ฉบับเรียบร้อยแล้วโดยจะทยอยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

‘ไชยา’ร่วมมหกรรมควาย ชูพัฒนาพันธุ์ทางปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775918

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยพื้นที่บ้านโคกใหญ่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู ว่าได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนประชาชน สำหรับการวางแผนการบริหารจัดการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด และให้กำลังใจผู้ประสบภัย โดยมอบถุงยังชีพ 104 ชุด และหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร 7 หมู่บ้าน พร้อมทั้งมอบแนวคิดเกษตรเพิ่มมูลค่า สร้าง Storytelling ให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาทิ ข้าวฮาง ผ้าทอมือท้องถิ่น เป็นต้น

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลำภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก ที่สนามกีฬา อบต.หนองบัวใต้ โดยนายไชยา กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมควายไทยในครั้งนี้เป็นการพัฒนามูลค่าสายพันธุ์ทางปศุสัตว์ที่สำคัญ รวมถึงเป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ในสังคมได้เห็นคุณค่าของสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ตามวิถีชีวิตเกษตรกรไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และเป็นการแสดงศักยภาพควายไทย ที่มีความโดดเด่นทางด้านสายพันธุ์และเอกลักษณ์ให้ต่างชาติเห็นว่าควายไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งปัจจุบันควายเป็นสัตว์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อตัวสูงกว่า 10 ล้านบาท ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ในการพัฒนาสายพันธุ์ควายไทย ให้มีความมั่นคง มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ และเป็นสัตว์เศรษฐกิจในอนาคต เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล

รมว.เกษตรฯรุดถก หน่วยงานท้องถิ่น พัฒนาสินค้าพะเยา พืช-ประมง-ปศุสัตว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775917

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมส่วนราชการ จ.พะเยา และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เทศบาลเมืองพะเยา อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อรับฟัง
แนวทางและมอบนโยบายการพัฒนาสินค้าภาคการเกษตร ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ โดยจะต้องบูรณาการระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานส่วนท้องถิ่น มุ่งหวังให้เกิดการยกระดับสินค้า การแปรรูป การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การตลาด การบริหารจัดการน้ำ และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ในส่วนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้นำเสนอสินค้าที่ต้องการพัฒนาในพื้นที่ จ.พะเยา อาทิ สินค้าข้าว การส่งเสริมสินค้าปลานิล และกุ้งก้ามกราม โคเนื้อ การสนับสนุนการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย ในโครงการชุมชนต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองถั่วเขียวคุณภาพดี การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อลด PM2.5 การส่งเสริมการปลูกไผ่พลังงาน ส่งเข้าโรงงานไฟฟ้าชีวมวล จัดทำ Soft Power สุดยอดกาแฟพะเยา สู่สุดยอดกาแฟไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแนวทางปรับภูมิทัศน์รอบกว๊านพะเยา ด้วย

ทั้งนี้ จ.พะเยา มีพื้นที่ทั้งหมด 3,959,412 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1,243,952 ไร่ (31.41% ของพื้นที่ทั้งหมด) แบ่งเป็นที่นา 693,169 ไร่ ที่ไร่ 176,437 ไร่ ที่ไม้ผล/ไม้ยืนต้น 278,505 ไร่ ที่สวน 22,583 ไร่ และที่การเกษตรอื่นๆ 73,258 ไร่ โดยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทาน 665,843 ไร่ และนอกเขตชลประทาน 578,109 ไร่