‘ไชยา’ลงพื้นที่กระบี่ดันโครงการ’กระบี่เมืองแพะ’ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน BCG Model

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770903

'ไชยา'ลงพื้นที่กระบี่ดันโครงการ'กระบี่เมืองแพะ'ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน BCG Model

‘ไชยา’ลงพื้นที่กระบี่ดันโครงการ’กระบี่เมืองแพะ’ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน BCG Model

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.31 น.

‘ไชยา’ลงพื้นที่กระบี่ดันโครงการ’กระบี่เมืองแพะ’ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน BCG Model

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2566 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ และรับฟังผลการปฏิบัติงานตามนโยบายขับเคลื่อนยุทธการปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยมีหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกระบี่เข้าร่วม ณ ห้องประชุมแพะอันดา มหา’ลัยแพะนานาชาติจังหวัดกระบี่ (ศรีผ่องฟาร์ม) ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ โดยได้รับฟังบรรยายสรุปโครงการเลี้ยงแพะครบวงจรตามมาตรฐานฮาลาลภายใต้แผนงานขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันในพื้นที่จ.กระบี่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมเกษตรผสมผสานกับการปลูกพืชเชิงเดียว อาทิ สวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา ตามโครงสร้าง Bio Circular Green Economy model (BCG Model) และเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงแพะเป็นอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรและมูลค่าผลิตภัณฑ์ รวมถึงยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะโดย ได้มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานและเวชภัณฑ์สัตว์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะแปลงใหญ่อีกด้วย
    
ทัังนี้นายไชยา กล่าวว่า สินค้าทางด้านปศุสัตว์ โดยเฉพาะแพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีโอกาสที่จะเติบโตทางการตลาดสูงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สำหรับโครงการกระบี่เมืองแพะ เป็นโครงการต้นแบบจากการร่วมมือของภาคการศึกษาและภาคเกษตรที่สามารถต่อยอดให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยมอบหมายกรมปศุสัตว์ในการพัฒนาสายพันธุ์แพะที่มีคุณภาพ การเลี้ยงอย่างเป็นระบบมาตรฐาน GFM การดูแลสุภาพสัตว์ปลอดโรค ตลอดจนการพัฒนาโรงชำแหละและแปรรูปแพะ ที่ได้มาตรฐานฮาลาลซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะขยายตลาดส่งออกแพะไทย ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มมุสลิม และเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตร ให้มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน —017

‘กรมข้าว’จับมือภาคเอกชน​ มุ่งยกระดับแปรรูปสินค้า​ข้าว​ ดันสู่สินค้าเวชสำอางค์​-เครื่องดื่ม เพิ่มรายได้’ชาวนา​’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770702

'กรมข้าว'จับมือภาคเอกชน​ มุ่งยกระดับแปรรูปสินค้า​ข้าว​ ดันสู่สินค้าเวชสำอางค์​-เครื่องดื่ม เพิ่มรายได้'ชาวนา​'

‘กรมข้าว’จับมือภาคเอกชน​ มุ่งยกระดับแปรรูปสินค้า​ข้าว​ ดันสู่สินค้าเวชสำอางค์​-เครื่องดื่ม เพิ่มรายได้’ชาวนา​’

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 21.03 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 กรมการข้าว​ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ​ (MOU) เรื่อง​ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว​ ระหว่าง​ ​บริษัท ปุริ จำกัด​ และบริษัทไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ จำกัด​ (TSI)​ ​โดยมี​ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ เป็นผู้แทนลงนามบันทึกข้อตกลงในส่วนของกรมการข้าว​ นายอานนท์ นนทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว​​​ ​เป็นพยาน​ และมีนายวรวิทย์​ ศิริพากย์​ กรรมการบริหาร​ บริษัท​ ปุริ จำกั​ด​ ​เป็นผู้แทน​ลงนาม​ในส่วนของ​บริษัท​ ปุริ จำกั​ด รวมไปถึง​ นายกณพ​ ปราถนาดี​ กรรมการบริหาร​ บริษัท​ ไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ จำกัด​ เป็นผู้แทนลงนามในส่วนของบริษัท​ ไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ จำกัด​ ณ​ ห้องประชุม​รวงข้าว​ ชั้น​ 2​ อาคารกรมการข้าว​

อธิบดีกรมการข้าว​​ เปิดเผยถึง​วัตถุประสงค์การลงนามบันทึกข้อตกลงของทั้ง​ 2 บริษัทว่า​ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้จัดขึ้น​เพื่อสร้างความร่วมมือการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวและจากวัสดุเหลือใช้จากการผลิตและการแปรรูปข้าว ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ และพัฒนาการเกษตรของไทยอย่างยั่งยืน​ อีกทั้งยังถือเป็นการร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวและจากวัสดุเหลือใช้จากการผลิตและการแปรรูปข้าว ทั้งในส่วนของการเป็นแหล่งวัตถุดิบ เทคโนโลยีทางการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูล ให้ได้แนวทางเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว ตลอดจนสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงให้กับกรมการข้าว เพื่อส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร

อธิบดีกรมการข้าว​ กล่าวต่อไปว่า​ กรมการข้าวได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปต่อยอดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้พี่น้องชาวนา​ โดยทางบริษัท​ ปุริ​ จำกัด​ มีชื่อเสียงในด้านการผลิตเครื่อง​หอม​ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า​ ที่เป็นออร์แกนิค​ 100​% ซึ่ง​ ทางกรมการข้าวมีแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์​​ 2​ รูปแบบ​ คือ​ Scented Rice​ (การสกัดกลิ่นจากข้าว) เพื่อนำไปผลิตเป็นเครื่องหอม​ เทียนหอม​ ก้านหอม​ และ​ Rice​ Microbiome สารสกัดเพื่อบำรุง​ (sensitive skin) เพื่อผลิตเป็นเครื่องสำอางค์

นอกจากนั้น ในส่วนของทางบริษัท​ ไทย​ สพิริ​ท​ อินดัสทรี​ (TSI)​ จำกัดนั้น​ กรมการข้าวมีความเห็นร่วมกันในการต่อยอดงานวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากข้าวให้สามารถยกระดับสู่เชิงพาณิชย์ต่อไปในอนาคต

‘ธรรมนัส’เพิ่งตื่น!! สั่งตั้ง’ทีม ฉก.พญานาคราช’ลุยปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770674

'ธรรมนัส'เพิ่งตื่น!! สั่งตั้ง'ทีม ฉก.พญานาคราช'ลุยปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน

‘ธรรมนัส’เพิ่งตื่น!! สั่งตั้ง’ทีม ฉก.พญานาคราช’ลุยปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 20.14 น.

“ธรรมนัส”เพิ่งตื่น สั่งตั้ง “ทีม ฉก.พญานาคราช” ลุยปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อนพร้อมเร่งขึ้นทะเบียนห้องเย็นทั่วประเทศ หลังนายกฯ สั่งเขิอด ขบวนการหมูเถื่อน

21 พ.ย.66 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายภายหลังมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานแก่เจ้าหน้าที่“ทีมฉก.พญานาคราช” จำนวนกว่า 50 คน โดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง พร้อมด้วย พลตำรวจตรี เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)พลตำรวจตรี ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พันเอก ธนชาติ เหมะจันทร ผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมไชยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ทีม ฉก. พญานาคราช” คือ ชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษป้องกันและปราบปรามสินค้าปศุสัตว์ และสินค้าประมงผิดกฎหมาย ที่แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อร่วมปฏิบัติการและสนับสนุนเจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์ สารวัตรประมงและสารวัตรเกษตรในการเร่งรัดตรวจสอบ ติดตาม และจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรแบบผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการร่วมกับ ปปง. ในการเข้ายึดทรัพย์ และสำนักงานอัยการสูงสุดในการดำเนินคดีทางกฎหมาย เพื่อตัดตอนขบวนการดังกล่าวให้สิ้นซาก โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ และกรมประมง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงานอัยการสูงสุด ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อลดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจจากการถูกแทรกแซงกลไกราคาตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

“วันนี้ได้มอบนโยบายแก่ ทีม ฉก. พญานาคราช ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการฯ สนับสนุนการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ที่ขึ้นตรงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข็มแข็งและเอาจริงเอาจัง เพื่อกำจัดขบวนการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายให้สิ้นซาก นอกจากนี้ ภายหลังการประชุมนัดแรก ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ กรมประมง และกรมวิชาการเกษตร ประสานความร่วมมือกับทุกจังหวัดเพื่อจัดประชุมร่วมกับผู้ประกอบการในการเร่งขึ้นทะเบียนห้องเย็นทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่จะ Set Zero ระบบการตรวจสอบขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง และให้มีการรายงานให้ทราบก่อนการประชุมครั้งต่อไป โดยจะติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานทุก ๆ 15 วัน อีกด้วย” รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าว

‘อภัย’ประชุมหารือ ความก้าวหน้างาน โครงการปลูกกาแฟ ทดแทนการนำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770431

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการนำเข้า และแก้ไขปัญหา PM2.5 บนพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับมูลนิธิชาวสวนกาแฟ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจากกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่สถาบันวิจัยพืชสวนกรมวิชาการเกษตร

ทั้งนี้ ได้จัดทำ Model แนวทางขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟแก้ไขปัญหา PM2.5 บนพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความขาดแคลนกาแฟในประเทศ และการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ผลักดันส่งเสริมให้เกษตรกรมีปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นการปลูกพืชแบบผสมผสานร่วมกับกาแฟให้มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรที่มีรายได้และช่วยรักษาป่าในชุมชน นำร่องพื้นที่ จ.น่าน เกษตรกร 30 ราย พื้นที่ 300 ไร่ ส่งเสริมการปลูกกาแฟผสมผสานภายในประเทศ ให้สามารถปลูกกาแฟในสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ทั้งพันธุ์อาราบิกา และโรบัสตา โดยเน้นให้เกษตรกรเลือกการปลูกกาแฟตามสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่เป็นหลัก คาดว่าเกษตรกรในพื้นที่นำร่องจะปรับเปลี่ยนทำการเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการเผาทำลายป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

‘สมศักดิ์’เผยน้ำพื้นที่EEC มีพอใช้รับมือผลกระทบเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770434

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามข้อห่วงใยของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับปัญหาขาดแคลนน้ำภาคอุตสาหกรรมจากสถานการณ์เอลนีโญ พบว่าแม้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจะมีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝนมีร่องมรสุมพาดผ่าน ทำให้ฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกทั้ง 6 แห่ง มีปริมาณน้ำ 82% ของปริมาณความจุ คาดว่าจะเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วน รวมถึงภาคอุตสาหกรรม โดยเน้นย้ำให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)บริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกในการเชื่อมโยงแหล่งน้ำแต่ละแห่งในลักษณะอ่างพวงให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรม

ที่ผ่านมา สทนช.มีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนรองรับสถานการณ์เอลนีโญ โดยผันน้ำผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออกเพื่อเติมน้ำทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต-คลองพานทอง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล การสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ การสูบผันน้ำจากคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่

ด้าน ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า สถานการณ์น้ำของประเทศไทยมีทิศทางดีขึ้นตามลำดับ รวมถึงสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก โดยปัจจุบัน ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6 แห่ง ในภาคตะวันออก มี 4 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 100% ของความจุ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลมีปริมาณน้ำ 164 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 100% ของความจุ อ่างเก็บน้ำประแสร์ มีปริมาณน้ำ 282 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 96% ของความจุและอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา มีปริมาณน้ำ 276 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 94% ของความจุส่วนอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำบางพระ มีปริมาณน้ำ 84 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น72% ของความจุ อยู่ในเกณฑ์ดี และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด มีปริมาณน้ำ 161 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 38% ของความจุ อยู่ในเกณฑ์พอใช้ โดย สทนช.จะบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

‘ไชยา’ลุยกาญจนบุรีเติมน้ำเขื่อนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770435

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามสถานการณ์น้ำ การปฏิบัติการฝนหลวง และปัญหาลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (วัว/หมู) ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี พร้อมทั้งมอบนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของส่วนราชการในสังกัด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารส่วนราชการ จ.กาญจนบุรี เข้าร่วม ที่ อบจ.กาญจนบุรี ว่าจากรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ พบว่ายังสามารถเก็บกักน้ำเพิ่มเติมได้ จึงสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุด STB ณ สนามบินนครสวรรค์ ระดมกำลังเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวง เติมน้ำแบบเต็มอิ่มในเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี อ่างเก็บน้ำกระเสียวจ.สุพรรณบุรี อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานีรวมถึงพื้นที่การเกษตรภายใน จ.กาญจนบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ให้เพียงพอรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบห้องเย็นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงเส้นทางการนำเข้าทุกเส้นทางตามนโยบายประกาศสงครามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ยกเลิกการนำเข้าชิ้นส่วนเนื้อสุกรทุกประเภท และชะลอการนำเข้าโคเนื้อ-กระบือ เพื่อแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสุกร โคเนื้อ และกระบือผิดกฎหมายมาจำหน่ายในราคาถูก ทำให้กลไกราคาบิดเบือน สำหรับปัญหาโรคระบาดในสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาญจนบุรี ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโคนมทุก 4 เดือน และโคเนื้อทุก 6 เดือน ขณะนี้ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยในโคและกระบือรอบที่ 1/2567 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2566 เพื่อเร่งกำจัดโรคระบาดให้คืนสู่สถานภาพปลอดโรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า

รมว.เกษตรฯถกมท.-ทส. แก้ปัญหาสมัชชาฯ-กลุ่มพีมูฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770437

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายมงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หารือร่วมกับแกนนำสมัชชาคนจน (สคจ.) เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 กระทรวง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ดินที่เป็นปัญหาค้างคา แบ่งเป็นกระทรวงมหาดไทย 14 กรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ 7 กรณี ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบกรอบการทำงานจากนี้ร่วมกันระหว่าง สคจ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามข้อร้องเรียนในแต่ละประเด็น เสนอต่อสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ดี หลังจากหารือร่วมกับกลุ่มสมัชชาฯ แล้ว รมว.เกษตรฯ ได้เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล พบปะตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ เพื่อหารือการขับเคลื่อนการทำงานของคณะอนุกรรมการ ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรรมการ ลงนามแต่งตั้งทั้งหมด 7 คณะอนุกรรมการ ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินทั้งระบบ 2.คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม 3.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาผลกระทบจากโครงการของรัฐ 4.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ 5.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาสิทธิสถานะ และบุคคล 6.คณะอนุกรรมการสิทธิที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และ 7.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาใน 10 ประเด็นข้อเสนอเชิงนโยบาย และปัญหารายกรณีทั้งสิ้น 266 กรณี ร่วมกันตามที่กลุ่มพีมูฟ ได้ยื่นข้อเสนอการแก้ปัญหา ซึ่งสำนักปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ จะประสานงานฝ่ายเลขาฯ ของคณะกรรมการและอนุกรรมการทุกชุด

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770392

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.37 น.

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม!! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล 20 – 21 พ.ย.นี้ ที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.จัดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตร โชว์ศักยภาพงานวิจัย กับ 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก ในงาน “เปลี่ยนวิถีเกษตรไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” ยกระดับประสิทธิภาพภาคเกษตร เพื่อแสดงถึงการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับกลไกการขับเคลื่อนประเทศไทยจากการเกษตรแบบเดิมไปสู่ยุคการเกษตรที่ขับเคลื่อนด้านนวัตกรรม ตอบโจทย์รัฐบาล ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายใน 4 ปี ระหว่างวันที่ 20 – 21 พ.ย.นี้ ณ ฮอลล์ 5 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ของการจัดตั้งสำนักงานฯ จึงได้จัดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตร ภายใต้หัวข้อ “เปลี่ยนวิถีเกษตรไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” โดยการจัดงานครั้งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดการประชุมฯ พร้อมพระราชทานโล่รางวัล ให้กับนักวิจัยดีเด่น และงานวิจัยดีเด่น จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลโครงการวิจัยดีเด่น ได้แก่ ชุดโครงการความต้องการโภชนะของโคนมในประเทศไทย (กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น)

2.รางวัลนักวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2566 ได้แก่ ผศ.ดร.สุภัทร์ ไชยกุล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 3.รางวัลนักเรียนทุน สวก.ที่มีผลงานวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2566 ได้แก่ นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งมีผลงานวิจัยที่สนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านดิจิทัล (Big data) ด้านการเกษตรของประเทศไทยสู่เวทีโลก 4.รางวัลผู้ประกอบการ สวก.ดีเด่น ที่นำผลงานวิจัยด้านการเกษตรไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ไฟโตไบโอติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ จัดภายใต้ธีมงาน “พลิกโฉมเกษตร สู่ตลาดสากล ด้วย 6 เมกาเทรนด์เปลี่ยนโลก” โดยนำผลงานความสำเร็จจากงานวิจัยและนวัตกรรมของ สวก.และเครือข่ายพันธมิตร มาจัดแสดงภายในงาน ประกอบด้วย 4 โซนหลัก ได้แก่

1.นิทรรศการเทิดพระเกียรติ นำเสนอผลงานของ สวก.ที่สนองพระราชปณิธานด้านการเกษตร เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรในประเทศไทย เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชการที่ 10 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยด้านการเกษตรของไทย

2.นิทรรศการ 20 ปี สวก.และ ARDA Award นำเสนอผลงานวิจัยเด่นของ สวก.ในรอบ 20 ปี ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ที่ช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร รวมถึงสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยเป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมในด้านต่างๆ อาทิ Smart Farm for Future Agriculture , Machinery Plus for Value Added , Miracle of Biodiversity , Food for the Future , Better Forecast for Better Life , Policy for Life and Trade

3.โซนนิทรรศการ 6 Mega Trends เปลี่ยนโลก นำเสนองานวิจัยที่ร่วมขับเคลื่อนและพัฒนา ภาคเกษตรไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก ประกอบด้วย 1) Agritechnology 2) Coffee & Tea 3) Food & Beverage 4) BCG 5) Health & Beauty 6) Agricultural Sustainability

4.โซนนิทรรศการของหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยในระบบ ววน.นำเสนอ บทบาท ภารกิจและผลงานของหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยในระบบ ววน. ที่ทำหน้าที่  เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและบริหารงบประมาณวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

สำหรับตัวอย่างผลงานวิจัยเด่นที่จัดแสดงภายในงาน อาทิ เทคโนโลยีน้ำแข็งเหลวโอโซน หรือ Slurry ice สำหรับยืดอายุการเก็บรักษาสัตว์น้ำ สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในอาหารทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ปลากะพงขาวที่เก็บรักษาในน้ำแข็งเหลวโอโซน พบว่า ไม่มีจุลินทรีย์ก่อโรค ตลอดช่วงระยะเวลาในการเก็บรักษานานถึง 12 วัน นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่น่าสนใจ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโปรตีนสูงจากไข่น้ำ/ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนวัตกรรมสมุนไพรจากพลูคาว / ผลิตภัณฑ์ไฮโดรเจลสมานแผล / ผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงจากสารสกัดข้าวสังข์หยด

ภายในงานยังมีปาฐกถาและการบรรยายที่น่าสนใจ อาทิ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ภาพรวมผลกระทบที่มีต่อภาคเกษตร และการเตรียมการรับมือ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” โดย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ สศก. / การบรรยาย หัวข้อ “เกษตรไทยจะเปลี่ยนไปด้วยวิจัยและพัฒนา” โดย ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ / การเสวนา หัวข้อ “ก้าวทันสภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป กับอนาคตเกษตรไทยเปลี่ยนแปลง” และหัวข้อ “นวัตกรรมอาหารไทย สู่ความมั่นคงอาหารโลก” ส่วนในวันที่ 21 พฤศจิกายน ยังมีพิธีลงนาม MOU การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ระหว่าง สวก.กับ องค์การเภสัชกรรม และ MOU การพัฒนางานด้านปศุสัตว์ ระหว่าง สวก. กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น อีกด้วย

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานรวมทั้งนำเสนอความสำเร็จและความภาคภูมิใจของ สวก.แล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงศักยภาพงานวิจัย และยังต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศทุกวัย ได้มาศึกษาหาความรู้ อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน นักลงทุนและนักธุรกิจได้พบปะนักวิจัยและสัมผัสกับงานวิจัยของจริง เพื่อนำผลงานวิจัยไปต่อยอดในเชิงธุรกิจต่อไปด้วย

– 006

รมช.เกษตรฯถก สมาคมไร่อ้อยฯ รับฟัง-แก้ปัญหา มอบทุนนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770222

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจสมาคมชาวไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ และเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมใหญ่สามัญ สมาคมชาวไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ ประจำปี 2566 ที่หอประชุมสมาคมไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ ว่ารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการเป็นประธานเปิดประชุมสามัญใหญ่ของสมาคมชาวไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ ประจำปี 2566 เนื่องจากได้รับทราบกิจกรรมรวมถึงปัญหาต่างๆ ของเกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยเฉพาะปัญหาการขอรับเงินชดเชย 120 บาท/ตัน จากการตัดอ้อยสด เพื่อลด PM2.5 ในช่วงปี 2565-2566 ยืนยันว่าพร้อมสานต่อและเร่งดำเนินการให้พี่น้องเกษตรกรได้รับเงินชดเชยแน่นอน

“เห็นควรเร่งผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลอีกครั้งภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาล ให้มีความทันสมัยมีสิทธิประโยชน์ที่ก่อให้เกิดกำไรต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยมากขึ้น เช่น ผลผลิตที่เกิดขึ้นเป็นรายสินค้าต้องนำมาคำนวณผลกำไรแบ่งให้เกษตรกร รวมถึงพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ปลูกเพียงแค่อ้อยแต่ปลูกพืชอื่นผสมด้วย จึงควรนำ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล มาอยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรฯ อาจจะตรงตามภารกิจมากกว่า” นายไชยา กล่าว พร้อมกันนั้นได้ร่วมมอบปัจจัยการผลิตการเกษตร (พันธุ์อ้อย) ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย รวมทั้งมอบทุนการศึกษาให้นักเรียน 15 ทุน

จากนั้น นายไชยา ได้ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด พร้อมให้กำลังใจ และรับฟังปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ ดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

‘ไชยา’-DSIค้นห้องเย็นซุกหมูเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770225

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเย็นขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พร้อมด้วย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ว่าได้ขยายผลจากการตรวจค้นของดีเอสไอ ในคดีพิเศษ 59/2566 ที่ตรวจพบบริษัทนำเข้าเนื้อหมูเถื่อน และสามารถตรวจยึดของกลางได้ 200 กิโลกรัม ซึ่งคาดว่าอาจนำหมูเถื่อนมาซุกซ่อนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ตรวจสอบเอกสารสำแดงการนำเข้าของซากสัตว์ที่กำลังตรวจค้นเรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการห้องเย็นที่อยู่ในฐานะผู้รับฝาก ซึ่งต้องมีหลักฐานการรับฝากเก็บสินค้านำเข้าอย่างถูกต้อง

นายไชยากล่าวอีกว่า เบื้องต้นตรวจสอบพบเนื้อกระบือ และโค ที่ส่วนหนึ่งมาจากประเทศที่สามารถนำเข้าได้อย่างออสเตรเลีย ซึ่งผู้นำเข้าต้องเตรียมเอกสารมาสำแดงการนำเข้าให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ และแสดงตนว่านำเข้ามาอย่างถูกต้อง ในส่วนเครื่องในสุกรที่ตรวจพบ 75 ตันมีความคล้ายคลึงกับซากสัตว์ที่ตรวจพบ 161 ตู้คอนเทนเนอร์ ที่ท่าเรือแหลมฉบังก่อนหน้านี้ คาดว่ามีความเชื่อมโยงกัน และอยู่ในระหว่างการพิสูจน์หลักฐาน โดยการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารแก้ปัญหาการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย เพื่อประกาศสงครามการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์เถื่อนและสร้างกลไกตลาดให้กลับมาเป็นปกติ รวมถึงช่วยปกป้องเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ จะตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ รวมถึงเน้นย้ำว่าหากมีกระบวนการที่ขัดกับการแก้ปัญหา เช่น ระเบียบ หรือตัวบุคคล จะต้องแก้ไขให้สามารถดำเนินการตามนโยบายต่อไปได้