ปลัดฯ-ทูตออสซี่ปลื้ม ปลูกข้าวพิธีพืชมงคล หารือกระชับสัมพันธ์ นำเข้า-ส่งออกสินค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738357

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมกิจกรรมปลูกข้าวจากงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2566 โดยมีผู้แทนส่วนราชการฝ่ายไทยและฝ่ายออสเตรเลีย เข้าร่วม ที่สถานเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ว่ายินดีและเป็นเกียรติที่ ดร.แองเจลล่า แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียฯให้ความสำคัญกับข้าวจากพระราชพิธีที่สำคัญของประเทศไทย หวังว่าความร่วมมือของทั้งสองประเทศจะแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าการค้าและส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน รวมถึงประเด็นการจัดการกับโรคระบาดต่างๆ ทั้งในพืชและสัตว์ โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยใส่ใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าว่า สินค้าเกษตรของไทยมีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าในการเจรจาการเปิดตลาดเป็ดปรุงสุกจากไทยไปออสเตรเลีย และอะโวคาโดสดจากออสเตรเลียมาไทย ทั้งสองฝ่ายได้ประสานการทำงานทำให้กระบวนการด้านเทคนิคเพื่อจัดทำเงื่อนไขการนำเข้าของทั้งสองสินค้าสำเร็จเรียบร้อย คาดว่าจะสามารถส่งออกเป็ดปรุงสุกของไทยไปออสเตรเลียได้ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ได้หารือการเพิ่มโอกาสและปริมาณการค้าสินค้าเกษตรกับเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียฯ เพิ่มเติม ได้แก่ ทุเรียนแกะเนื้อแช่เย็น และทุเรียนแช่เยือกแข็งจากไทย เนื่องจากมีปริมาณการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น และอาหารจากพืช ที่กำลังเป็นที่สนใจของผู้บริโภคออสเตรเลีย

เกษตรฯยกระดับคุณภาพ ทุเรียนภาคตะวันออกส่งตลาดจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738116

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพและการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรเพื่อการส่งออกทุเรียนของประเทศไทยครั้งที่ 3/2566 โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้ความสำคัญในการควบคุมและป้องกันทุเรียนด้อยคุณภาพ เพื่อให้ผลผลิตทุเรียนที่จะส่งออกได้คุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานการส่งออกที่กำหนด โดยในปี 2566 หน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)ตลอดจน ผวจ.ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคเอกชน ได้ร่วมกันผลักดันการดำเนินงานอย่างเข้มข้น ยืนยันว่าทุเรียนไทยเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานเพื่อการส่งออก จึงขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยกันขับเคลื่อนจนเกิดความสำเร็จ ขณะนี้ได้รับรายงานว่าทุเรียนภาคตะวันออก มียอดการส่งออกสูงถึง 4.7 แสนตัน มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท

“หลังจากที่คณะทำงานฯ ได้ติดตามและขับเคลื่อนคุณภาพและมาตรฐานของทุเรียนภาคตะวันออกโดยกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจก่อนตัด-หลังตัด และการตั้งด่านคัดกรองตลอดจนการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออกไปจีน ตั้งแต่ 1. การควบคุมคุณภาพที่แหล่งผลิต (สวน) 2.การควบคุมคุณภาพผลผลิตที่ตลาดส่งออก (โรงคัดบรรจุ) และ 3.การเพิ่มความเข้มข้นโดยตั้งด่านตรวจคัดกรองเอกสารแหล่งผลิตทุเรียน มือตัดและล้งที่จะนำส่ง ก่อนส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศและในประเทศ ขณะนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งในเดือนมิถุนายน-ตุลาคมนี้ เป็นช่วงที่ผลผลิตผลไม้ภาคใต้จะเริ่มออกสู่ตลาด โดยภาคใต้กำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนและวันเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูกาลทุเรียนในฤดูกาลผลิต ปี 2566 ในพื้นที่ จ.ชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี พันธุ์หมอนทอง เป็นวันที่ 10 มิถุนายน 2566 จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม โดยใช้โมเดลของภาคตะวันออกที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว เป็นต้นแบบดำเนินการในภาคใต้ เน้นย้ำให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ เข้าใจขั้นตอนและมาตรการต่างๆ โดยเตรียมลงพื้นที่ติดตามการควบคุมคุณภาพทุเรียนสำหรับส่งออกและบริโภคในประเทศในพื้นที่ภาคใต้เร็วๆ นี้” นายสุรเดช กล่าว

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร รายงานสถานการณ์การส่งออกทุเรียนสดจากประเทศไทยไปประเทศจีน สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-25 พฤษภาคม 2566 มีการส่งออก 28,755ชิปเมนต์ ปริมาณ 477,741.80 ตัน มูลค่า 62,387.97 ล้านบาท ในส่วนของการส่งออกผลไม้สดรวมส่งออก 52,128 ชิปเมนต์ ปริมาณ 911,204.37 ตันมูลค่า 81,671.07 ล้านบาท

‘เฉลิมชัย’ร่วมงาน วันทะเลทรายฯ’66 เน้นย้ำบทบาทสตรี จัดการที่ดินยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738118

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก ปี 2566 (Desertification and Drought Day 2023) ภายใต้แนวคิด “Her Land, Her Rights.บทบาท สิทธิสตรีกับการจัดการที่ดินและสิ่งแวดล้อม” โดยมี น.ส.ฉัตรประอร นิยม รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน หน่วยงานภายใต้คณะกรรมการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (United Nations Convention to CombatDesertification : UNCCD) ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า สหประชาติประกาศให้วันที่ 17 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ความเสื่อมโทรมของที่ดินและภัยแล้ง โดยปีนี้ UNCCDกำหนดหัวข้อ “Her Land, Her Rights. บทบาท สิทธิสตรีกับการจัดการที่ดินและสิ่งแวดล้อม” เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการจัดการที่ดินสู่การฟื้นฟู และการบรรลุเป้าหมายความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน ความเท่าเทียมทางเพศ แบ่งเป็น 4 ด้าน ส่วนงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 3 มิถุนายน 2566 และสร้างความตระหนักในการเพิ่มโอกาสและบทบาทของสตรีต่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

ชู‘โคกเคียนโมเดล’สวนยางฯนราธิวาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738112

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนการยางแห่งประเทศไทย และหน่วยงาน/ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานเพื่อบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ ที่สวนยางพาราของนายสุวิทย์ เพชรเกลี้ยงต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยเป็นสวนยางพาราต้นแบบที่มีการบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับน้ำหมักชีวภาพ และมีการทำการเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปกับการปลูกยางพารา ได้แก่ การปลูกโกโก้ในสวนยางพารา และการเลี้ยงไก่เนื้อ ทั้งนี้ รองปลัดฯ กล่าวชื่นชมและสนับสนุนให้มีการทำการเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปกับการปลูกยางพาราดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนะให้ทดลองเลี้ยงแพะซึ่งถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีช่องทางรายได้เพิ่มขึ้น และมีทุนหมุนเวียนในการทำการเกษตร โดยมอบหมายให้หน่วยงาน/ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พิจารณาความเป็นไปได้ในการทดลองดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าว

จากนั้นรองปลัดฯ และคณะได้ตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานสหกรณ์ชาวสวนบ้านโคกเคียนจำกัด ต.โคกเคียน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และรับฟังการบรรยาย เรื่อง “โคกเคียนโมเดล” โดยนายณัฐกิตติ์ ปิ่นทอง ประธานกรรมการ ซึ่งนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการสหกรณ์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสวนยางพารา โดยนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ การพัฒนาระบบตรวจสอบพิกัดและพื้นที่การปลูกยางพาราของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ พร้อมทั้งได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสวนยางพาราต้นแบบ ที่มีการปลูกพืชชนิดอื่นแซมการปลูกยางพารา เช่น พริกไทย เพื่อเป็นช่องทางรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ รองปลัดฯ ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของสหกรณ์ชาวสวนบ้านโคกเคียน จำกัด และมีข้อเสนอแนะให้ขยายผลและต่อยอดการดำเนินงานไปยังสหกรณ์อื่นๆ ต่อไป

‘อภัย’จับมือทส.ลดปลูกข้าวโพด แก้ปัญหาหมอกควันที่ภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738114

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมร่วมกับนายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อหารือแนวทางลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อแก้ปัญหาหมอกควัน (PM 2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เสนอแนวทางการแก้ปัญหา ดังนี้ 1.ส่งเสริมการปลูกข้าวกล้องในพื้นที่ลุ่มเพื่อทดแทนอาหารสัตว์ โดยการลดปริมาณการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เสื่อมโทรมหรือพื้นที่มีการเผาหลังเสร็จการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

2.สร้างอาชีพในพื้นที่เสื่อมโทรมที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มาเป็นการปลูกกาแฟ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยยังมีการนำเข้ากาแฟจำนวนมาก ทั้งนี้ ขอให้มีการส่งเสริมปลูกกล้วยน้ำหว้าเพื่อป้องกันการปลูกกาแฟเบื้องต้น และเมื่อกาแฟโตได้ระยะหนึ่งก็ปลูกถั่วเขียวแบบ 45 เก็บเกี่ยวเพื่อเป็นอาหารสัตว์ เป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรช่วงที่รอกาแฟเติบโตพร้อมเก็บผลผลิต และยังสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตและแปรรูปจากกล้วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง และ 3.ปลูกยางพาราเป็นแนวป้องกันป่าและเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรในการปลูกพื้นที่ป่าทดแทนต่อไป

เตือนทายาทเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ต้องยื่นคำขอรับมรดกให้เป็นไปตามระเบียบใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738020

เตือนทายาทเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ต้องยื่นคำขอรับมรดกให้เป็นไปตามระเบียบใหม่

เตือนทายาทเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ต้องยื่นคำขอรับมรดกให้เป็นไปตามระเบียบใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.02 น.

เตือนทายาทเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ต้องยื่นคำขอรับมรดกให้เป็นไปตามระเบียบใหม่ กรณีผู้ได้รับจัดสรรที่ดินเสียชีวิตก่อน 16 ก.ค. 64 ทายาทต้องยื่นคำขอภายในวันที่ 15 ก.ค.66 นี้ ผ่าน 2 ช่องทาง ส.ป.ก.จังหวัดและออนไลน์ หากเพิกเฉยจะกลายเป็นที่ดินแปลงว่างรัฐนำออกจัดสรรให้เกษตรกรรายอื่นได้

18 มิถุนายน 2566 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกและจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร การโอนหรือตกทอดทางมรดกสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อ และการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 64 เป็นต้นมา

ตามข้อ 22 และข้อ 23 ของระเบียบดังกล่าวได้กำหนดให้ทายาทของเกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินต้องยื่นคำขอรับสิทธิตกทอดทางมรดกในที่ดิน ส.ป.ก. ภายในปี 1 นับแต่เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินถึงแก่ความตาย และในบทเฉพาะกาลของระเบียบฯ  ได้กำหนดว่ากรณีถึงแก่ความตายก่อนระเบียบฯ มีผลบังคับ(ก่อน16ก.ค.64) ทายาทจะต้องยื่นคำขอรับการตกทอดทางมรดกภายใน 1 ปี หรืออาจขยายได้รวมไม่เกิน 2 ปีนับแต่ระเบียบฯ มีผลบังคับ ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวจะครบ 2 ปีตามบทเฉพาะกาลในวันที่ 15 ก.ค. 66 นี้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ด้วยผลของระเบียบฯ ทายาทของเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินซึ่งเสียชีวิตก่อนวันที่ 16 ก.ค. 64 จึงต้องดำเนินการยื่นคำขอรับการตกทอดทางมรดกในที่ดิน ส.ป.ก. ภายในวันที่ 15 ก.ค. 66  ซึ่งในระยะที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้สำนักงาน ส.ป.ก. ได้ทยอยทำหนังสือแจ้งและประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆให้ทายาทของเกษตรกรที่เสียชีวิตแล้วเข้ามายื่นคำขอรับมรดกสิทธิในที่ดิน ส.ป.ก. โดยสามารถดำเนินการได้ 2 ช่องทาง คือ ส.ป.ก.จังหวัด ทั่วประเทศ ในวันเวลาราชการ หรือยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://servicecenter.alro.go.th/

“ตามระเบียบฯ ที่มีผลบังคับตั้งแต่ 16 ก.ค. 64 ใครก็ตามที่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เป็นผู้ได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. และท่านเหล่านั้นเสียชีวิตลง ทายาทจะต้องยื่นคำขอรับมรดกสิทธิในที่ดิน ส.ป.ก.ภายใน 1 ปี และขยายได้รวมแล้วไม่เกิน 2 ปี ส่วนกรณีที่การเสียชีวิตนั้นเกิดก่อน 16 ก.ค. 64 ทายาทจะต้อง ยื่นคำขอภายใน 15 ก.ค. 66 หากพ้นระยะเวลาที่ดังกล่าว ส.ป.ก. จะประกาศเป็นที่ดินแปลงว่าง และจัดให้เกษตรกรหรือผู้ประสงค์จะทำเกษตรกรรมรายอื่นตามระเบียบฯ ต่อไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า  ตามรายงานของสำนักงาน ส.ป.ก. ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 48 ปีที่ผ่านมา ส.ป.ก. ได้จัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรประมาณ 2.9 ล้านราย พื้นที่รวมประมาณ 36 ล้านไร่  ซึ่งตั้งแต่ระเบียบฯ ปี 64 มีผลบังคับ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของผู้ได้รับการจัดที่ดินกับฐานข้อมูลของกรมการปกครอง พบว่า มีเกษตรกรผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินเสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น 205,930 ราย และมีผู้ยื่นคำขอจัดที่ดินแทนที่ตามระเบียบฯ แล้ว จำนวน 18,542 ราย เนื้อที่รวม 349,561 ไร่ ประชาชนที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับยื่นคำขอรับการตกทอดทางมรดกสิทธิในที่ดิน ส.ป.ก. สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขสายด่วน ส.ป.ก. 1764 หรือหมายเลข 0-2282-9004

เกษตรโชว์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์‘กวก.สุพรรณบุรี 1’ ในงานประชุมวิชาการน้ำตาลนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737671

เกษตรโชว์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์‘กวก.สุพรรณบุรี 1’ ในงานประชุมวิชาการน้ำตาลนานาชาติ

เกษตรโชว์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์‘กวก.สุพรรณบุรี 1’ ในงานประชุมวิชาการน้ำตาลนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 09.43 น.

เกษตรโชว์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์‘กวก.สุพรรณบุรี 1’ ในงานประชุมวิชาการน้ำตาลนานาชาติ

16 มิถุนายน 2566 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่าศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรีกรมวิชาการเกษตร ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ “กวก.สุพรรณบุรี 1”ที่มีผลผลิตน้ำอ้อยและผลผลิตอ้อยสูงกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 50เพื่อเป็นพันธุ์ทางเลือกให้ปลูกทดแทนพันธุ์เดิมที่ปลูกเกษตรกรนิยมปลูกและได้ปลูกติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า 20 ปีที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการใช้พันธุ์เชิงเดี่ยวเป็นระยะเวลานาน

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยคั้นน้ำอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ มีพื้นที่ปลูกประมาณ 120,000 ไร่ กระจายทั้งในเขตชลประทาน น้ำเสริม และเขตน้ำฝน ซึ่งอ้อยคั้นน้ำพันธุ์กวก.สุพรรณบุรี 1มีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอาชีพและอุตสาหกรรมน้ำอ้อยที่สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูก และผู้ผลิตอ้อยคั้นน้ำอ้อยคั้นน้ำพันธุ์ กวก.สุพรรณบุรี 1มีลักษณะเด่นคือให้ผลผลิตน้ำอ้อยเฉลี่ย 3,622 ลิตรต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ถึงร้อยละ 26 โดยให้ผลผลิตอ้อยเฉลี่ย 11.43 ตันต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ถึงร้อยละ 21 มีกลิ่นหอม รสชาติหวานความหวานอยู่ที่ 21.54 องศาบริกซ์สีน้ำอ้อยมีสีเหลืองอมเขียวเจริญเติบโตเร็ว ลำแตกน้อยกว่าเดิม

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ “กวก.สุพรรณบุรี 1” ได้นำเสนอผลงานวิจัยผ่านการประชุมวิชาการทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ได้แก่ การประชุมวิชาการน้ำตาลนานาชาติ“SUGARCON 2022” 7th IAPSIT International Sugar Conference & Expo ณ สถาบันวิจัยอ้อยแห่งประเทศอินเดีย เมืองลักเนา ประเทศอินเดียรวมทั้งยังมีการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เกษตรกร นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐและเอกชนด้วย

กรมส่งเสริมฯหนุนสหกรณ์นักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737609

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปีเป็น “วันสหกรณ์นักเรียน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระราชดำริในการส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียน และปลูกฝังหลักการและวิธีการสหกรณ์ไปสู่เยาวชนผ่านกิจกรรมวันสหกรณ์นักเรียน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องของสหกรณ์นักเรียน ระหว่างโรงเรียนต่างๆ ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และมีทักษะในการทำงานร่วมกัน ฝึกการวางแผน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และแก้ไขปัญหาตามแนวคิดและวิธีการของสหกรณ์

ปัจจุบันมีโรงเรียนที่ได้รับการบรรจุไว้ในแผนงานการส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น30,135 โรงเรียน และมีครูผู้สอนที่ผ่านการอบรมครูสหกรณ์ รวมทั้งสิ้น 15,090 คนมีการปลูกฝังแนวคิด แนวปฏิบัติตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ให้แก่เด็กและเยาวชนไทย โดยจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในสถานศึกษา ประกอบด้วยภาควิชาการและภาคปฏิบัติกิจกรรม 4 ด้าน ได้แก่ 1.กิจกรรมออมทรัพย์ ส่งเสริมการออม สร้างวินัยทางการเงินให้แก่เด็ก รู้จักวางแผนใช้จ่ายเงิน ประหยัดอดออม และมีความซื่อสัตย์ 2.กิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเขียนและผลิตภัณฑ์ของนักเรียน และรับซื้อผลผลิตการเกษตรจากฟาร์มของโรงเรียน เพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียน

3.กิจกรรมส่งเสริมการผลิต/อาชีพ สอนให้เด็กได้ปลูกพืชผัก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา ทำการเกษตร หรือทำงานอาชีพอื่นๆ งานฝีมือ การผลิตต่างๆ ตามความเหมาะสม และ 4.กิจกรรมส่งเสริมการศึกษาและสวัสดิการ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้แก่คณะกรรมการสหกรณ์นักเรียนหรือสมาชิก โดยพาไปทัศนศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานสหกรณ์กับโรงเรียนต่างๆ และเรียนรู้การดำเนินงานสหกรณ์จากของจริง

รองปลัดฯลงพื้นที่ เยี่ยมตลาดกลาง ยางพาราที่สงขลา แนะนำข้อปฏิบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737606

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา โดยมีนายจักรพงศ์ อมรทรัพย์ นักวิชาการตลาด 4 สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา และคณะ ต้อนรับ พร้อมด้วยผู้แทนการยางแห่งประเทศไทยที่สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา โดยนายเศรษฐเกียรติ เน้นย้ำให้พัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceabilitysystem) ของการผลิตยางพาราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล และส่งเสริมการให้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ตลอดจนการขยายตลาดต่างประเทศ

จากนั้นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้คำแนะนำแก่เกษตรกรยางพารา ที่สวนยางพาราของนายสมพงษ์ ราชสุวรรณ อ.นาทวี จ.สงขลา และสวนยางพาราของนางพิมพ์ใจ อ่อนแก้ว อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งเป็นสวนยางพาราต้นแบบในการบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ด้วยปุ๋ยน้ำชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับไตรโคเดอร์มา พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรนาทวี ทั้งนี้ นายเศรษฐเกียรติ ให้ข้อแนะนำในการขยายผลการบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เช่น ระบบโดรน เพื่อพ่นละอองสารกำจัดเชื้อราโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา เป็นต้น พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการปลูกพืชชนิดอื่นควบคู่ไปกับการปลูกยางพาราเพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกร

เกษตรฯร่วมแลกเปลี่ยน พลิกโฉมเกษตร-อาหารยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737608

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก (UN Food Systems Summit : UNFSS) โดยเป็นประธานประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Reconnecting the Partnerships : Thailand Food and Agriculture Systems Stocktaking ครั้งที่ 1 โดยมี Mr.Sridhar Dharmapuri, Senior Food Safety and Nutrition Officer, FAO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กทม.โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน ทบทวนความก้าวหน้า ประเด็นการพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ตามที่ประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก เมื่อเดือนกันยายน 2564 และรวบรวมข้อคิดเห็นประสบการณ์การดำเนินงานด้านเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนของแต่ละหน่วยงานเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับจัดทำ Food and Agriculture Systems Stocktakingของประเทศไทย เตรียมความพร้อมการประชุม Food and agriculturestocktaking moment ระดับรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคมนี้ และเตรียมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Summit) ในเดือนกันยายน 2566

น.ส.นฤมลกล่าวว่า ได้ดำเนินการในส่วนต่างๆ เพื่อแสดงเจตจำนงและความมุ่งมั่นที่จะพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ครอบคลุม ยืดหยุ่นและยั่งยืน ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการเตรียมความพร้อมเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก สำนักการเกษตรต่างประเทศ ได้จัดเวที National Dialogue มากกว่า 10 ครั้ง โดยร่วมกับภาคประชาสังคม ภาคเอกชน สถาบันการวิจัย รวมถึงหน่วยงานในระดับนานาชาติ นำหลักการของการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก มาเป็นแนวทางเชื่อมโยงระบบอาหารกับมิติความยั่งยืนและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 เป้าหมาย และใช้หารือกับภาคส่วนต่างๆ ผ่านกิจกรรม “อิ่ม..และ..ดี..2030” ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มาร่วมทำงาน และร่วมขับเคลื่อนประเด็น “ระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน”

“การประชุมครั้งนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการ Technical assistance for national pathway for food andagriculture systems transformationเพื่อจัดทำกรอบนโยบายการพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ครอบคลุม ยืดหยุ่นและยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และขอบคุณ FAO ที่สนับสนุนประเทศไทยเสมอมา ตั้งแต่การจัดทำ Dialogues เพื่อเตรียมความพร้อมการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก ตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบันเพื่อให้ประเทศไทย มีกรอบการดำเนินงานเพื่อพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหาร อย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.นฤมล กล่าว