‘รมว.กษ.’ลงพื้นที่สระบุรี ลุยแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ‘กรมชลฯ’เร่งขุดลอก-ซ่อมคันคลอง ลดเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง

'รมว.กษ.'ลงพื้นที่สระบุรี ลุยแผนพัฒนาแหล่งน้ำ 'กรมชลฯ'เร่งขุดลอก-ซ่อมคันคลอง ลดเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง

‘รมว.กษ.’ลงพื้นที่สระบุรี ลุยแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ‘กรมชลฯ’เร่งขุดลอก-ซ่อมคันคลอง ลดเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.13 น.

รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่สระบุรี เดินหน้าแผนพัฒนาแหล่งน้ำ กรมชลฯ เร่งขุดลอก-ซ่อมคันคลอง เสริมระบบชลประทาน ลดเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดสระบุรี โดยมี นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรายงานผลการดำเนินงาน ณ โดมอเนกประสงค์บ้านโคกขวิด อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี

นายอรรถกร เปิดเผยว่า จังหวัดสระบุรีมีพื้นที่ชลประทานกว่า 546,706 ไร่ ครอบคลุมโครงการหลัก 7 โครงการ และมีแหล่งน้ำสำคัญ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก รวมถึงอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็ก กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการขุดลอกอ่างเก็บน้ำและฝาย ซ่อมแซมคันคลอง และปรับปรุงประตูระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักและกระจายน้ำ รองรับทั้งฤดูน้ำหลากและภัยแล้ง

ด้าน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้จัดทำแผนงานโครงการเพิ่มศักยภาพการจัดการน้ำ ครอบคลุมระยะสั้น – กลาง – ยาว เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีกกว่า 7,350 ไร่ และสร้างประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูกกว่า 440,000 ไร่ โดยในปีงบประมาณ 2569 – 2570 จะดำเนินโครงการสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง การปรับปรุงประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 23 ขวา ตำบลรังโคก และคันคลองชัยนาท – ป่าสัก ฝั่งซ้าย อำเภอบ้านหมอ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและเสริมความมั่นคงของระบบชลประทานในพื้นที่

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ยังได้ติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างอาคารป้องกันตลิ่งในตำบลบ้านครัว อำเภอบ้านหมอ เพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ และบ้านเรือนกว่า 184 ครัวเรือน รวมทั้งเสริมประสิทธิภาพการระบายน้ำและสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ประชาชน

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้มอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตรแก่ผู้แทนเกษตรกร อาทิ เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว ปุ๋ยชีวภาพ ต้นพันธุ์หม่อน น้ำหม่อน พันธุ์ปลากินพืช เมล็ดพันธุ์ผัก สารชีวพันธุ์ ไข่ไก่ และน้ำดอกเกลือสำหรับล้างผัก เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

– 006

‘อรรถกร’สั่งจับตาสถานการณ์น้ำ 24 ชม.รับมือ’พายุคาจิกิ’

'อรรถกร'สั่งจับตาสถานการณ์น้ำ 24 ชม.รับมือ'พายุคาจิกิ'

‘อรรถกร’สั่งจับตาสถานการณ์น้ำ 24 ชม.รับมือ’พายุคาจิกิ’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.36 น.

‘อรรถกร’เผยระดมกำลังเฝ้าน้ำ 24 ชม.รับมือ’พายุคาจิกิ’ กำชับ’กรมชลฯ’พร่องน้ำเขื่อน-ระบายน้ำให้เป็นระบบ พร้อมแจ้งข่าว ปชช.ลดความเสียหายพื้นที่ท้ายน้ำ และพื้นที่การเกษตร

เมื่อเวลา 24 ส.ค.2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์พายุโซนร้อนคาจิกิ (KAJIKI) จากอิทธิพลดังกล่าวจะทำให้ในช่วงวันที่ 24 – 27 ส.ค.นี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ว่า ตนได้กำชับให้กรมชลประทานเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำหลาก น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม รวมถึงน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่เสี่ยงภัยเดิม ได้แก่ จ.น่าน, พะเยา, แพร่, บึงกาฬ, หนองคาย, เลย และจังหวัดใกล้เคียง ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบพายุโซนร้อน

นายอรรถกร เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกรมชลประทาน ได้พร่องน้ำจากเขื่อน และอ่างเก็บน้ำล่วงหน้าไว้แล้ว เพื่อให้สามารถรองรับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งตรวจสอบ และซ่อมแซมอาคารชลประทาน รวมถึงคันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำให้พร้อมใช้งาน รวมถึงกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวก นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมเครื่องจักรกล และเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยการบริหารจัดการน้ำได้บูรณาการเชื่อมโยงการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ท้ายน้ำ

“ผมได้กำชับให้ทางกรมชลประทานเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชม. และปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานกาาณ์ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที“ นายอรรถกร กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวม 50,913 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 25,593 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเขื่อนหลัก 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,527 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 7,344 ล้าน ลบ.ม.

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’สั่งลุยจับแหล่งขายอาหารสัตว์เถื่อนในสุโขทัย ผิดหลายข้อหา

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'สั่งลุยจับแหล่งขายอาหารสัตว์เถื่อนในสุโขทัย ผิดหลายข้อหา

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’สั่งลุยจับแหล่งขายอาหารสัตว์เถื่อนในสุโขทัย ผิดหลายข้อหา

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.35 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์สั่งหน่วยเฉพาะกิจเข้าจับกุมแหล่งผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์โดยไม่มีใบอนุญาต ดำเนินคดีเข้มตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ กำชับสารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางจำหน่ายออนไลน์ หากพบจะดำเนินคดีทุกราย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายสัตวแพทย์ทวี เกตุขุนทด ปศุสัตว์จังหวัดสุโขทัย ว่าเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงานปศุสัตว์เขต 6, ด่านกักกันสัตว์พิษณุโลก, สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองสุโขทัย และชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.สุโขทัย

การเข้าตรวจสอบครั้งนี้ เป็นผลจากที่สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ตรวจสอบข้อมูลว่า มีการจำหน่ายอาหารสัตว์ผ่านโซเชียลมีเดีย จึงนำมาสู่การหาที่ตั้งของแหล่งผลิตและจำหน่ายจนพบ ในการเข้าตรวจสอบสถานที่ พบผู้ประกอบการชายรายหนึ่ง ลักลอบผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากใบอนุญาตขายอาหารสัตว์หมดอายุ ซึ่งถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุโขทัยได้รวบรวมพยานหลักฐาน และเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น การกระทำของผู้ประกอบการเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ดังนี้

1. มาตรา 15 ผลิตเพื่อขาย หรือนำเข้าเพื่อขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ ตามมาตรา 6 (1) ต้อง ได้รับใบอนุญาต  มีโทษตาม มาตรา 74 จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. มาตรา 17 ขายอาหารสัตว์โดยไม่มี ใบอนุญาต มีโทษตามมาตรา 75 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

3. มาตรา 56(4) ห้ามผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ มีโทษตามมาตรา 86 จำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คณะเจ้าหน้าที่ยังได้เก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ หากผลการตรวจวิเคราะห์อาหารสัตว์ที่เก็บตัวอย่างมาพบว่ามี การใช้สารต้องห้าม จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม และโทษจะเพิ่มสูงขึ้นตามมาตราที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงนำตัวผู้กระทำความผิด พร้อมของกลางส่งดำเนินคดีที่สภ. สวนพริกไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสัตว์ทั้งปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง และการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยกรมปศุสัตว์จะควบคุมการผลิต นำเข้า และจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างเคร่งครัด ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตให้ถูกต้อง หากพบการฝ่าฝืน จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

“กรมปศุสัตว์ยังได้มอบหมายให้สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ ตรวจสอบข้อมูลการจำหน่ายอาหารสัตว์ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ หากพบว่า มีการโฆษณาหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต จะถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

พร้อมกันนี้ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นการผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อน สามารถแจ้งข้อมูลและเบาะแสได้ผ่าน แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที

จากป่าสู่แก้วกาแฟ! กษ.ผนึกกำลังขับเคลื่อน ‘กาแฟคุณภาพภาคเหนือ’

จากป่าสู่แก้วกาแฟ! กษ.ผนึกกำลังขับเคลื่อน ‘กาแฟคุณภาพภาคเหนือ’

จากป่าสู่แก้วกาแฟ! กษ.ผนึกกำลังขับเคลื่อน ‘กาแฟคุณภาพภาคเหนือ’

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

กระทรวงเกษตรฯ เปิดโครงการ ‘กาแฟไทย เติบโตไปกับป่า สร้างคุณค่าให้โลก’ ยกระดับเกษตรกรสู่การผลิตที่ยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดงาน ‘กาแฟไทย เติบโตไปกับป่า สร้างคุณค่าให้โลก’ ขึ้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลแม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกาแฟไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการกำหนดพื้นที่เป้าหมายนำร่อง 1,000 ไร่ เพื่อส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การยกระดับกาแฟครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเพิ่มผลผลิต แต่เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นให้เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่สูง มีโอกาสเข้าถึงตลาดและเป็นเจ้าของกิจการของตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือระหว่าง 36 หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

‘เรามีเป้าหมายที่จะพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือนให้เข้าสู่ระบบการผลิตกาแฟคุณภาพภายใน 3 ปี โดยวันนี้เราได้นำร่องด้วยการมอบต้นกล้ากาแฟพันธุ์อะราบิกาคุณภาพดีกว่า 66,900 ต้น พร้อมองค์ความรู้ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ’ นายอัครา กล่าว

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมภายในงานมุ่งให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่สำคัญอย่าง อ.แม่แจ่ม และ อ.แม่วาง โดยครอบคลุมตั้งแต่การเพาะกล้า การจัดการดิน การบริหารศัตรูพืช ไปจนถึงวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงความรู้เสริมด้านการตลาดและอาชีพบาริสต้า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิต

ปัจจุบันความต้องการบริโภคกาแฟในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ โดยในปี 2567/68 ประเทศไทยมีผลผลิตเพียง 14,665 ตัน ในขณะที่ความต้องการบริโภคสูงถึง 96,794 ตัน ดังนั้น การส่งเสริมและพัฒนากาแฟจึงเป็นโอกาสสำคัญของภาคเกษตรไทย

การขับเคลื่อนครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการผลิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหวังให้เกิดระบบการผลิตที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศในอนาคต ///-026

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร! ‘เครื่องพ่นปุ๋ยอัตโนมัติ’ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตอ้อย

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร! ‘เครื่องพ่นปุ๋ยอัตโนมัติ’ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตอ้อย

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร! ‘เครื่องพ่นปุ๋ยอัตโนมัติ’ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตอ้อย

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.18 น.

มข.เปิดตัวนวัตกรรม ‘เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์’ ต่อยอดเกษตรอัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต-ปลอดภัย

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สกนช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ต้นแบบระบบพ่นปุ๋ยน้ำและสารเคมีแบบอัตโนมัติสำหรับติดตั้งพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์” ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยยกระดับการทำเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลแปลงอ้อยในประเทศไทย

รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ คนใหญ่ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้คิดค้นและพัฒนาระบบนี้ เปิดเผยว่า นวัตกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนแรงงานและเวลา เพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยในการทำงานของเกษตรกร โดยระบบถูกออกแบบมาสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก 25-30 แรงม้า ซึ่งเป็นรุ่นที่เกษตรกรนิยมใช้งานอย่างแพร่หลาย

จุดเด่นของนวัตกรรมนี้คือแขนพ่นที่สามารถกางได้กว้างถึง 180 องศา และปรับระดับความสูงให้เหมาะกับความสูงของต้นอ้อยและพืชอื่นๆ ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมจากตำแหน่งคนขับ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างดีเยี่ยม

ในด้านสมรรถนะ ระบบนี้มาพร้อมถังบรรจุขนาด 200 ลิตร สามารถพ่นได้ประมาณ 5 ไร่ต่อการเติม 1 ครั้ง และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยเพียง 6.5 ลิตรต่อชั่วโมง

ล่าสุด ได้มีการส่งมอบเครื่องต้นแบบให้กับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้ง 4 ภาค ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชลบุรี และอุดรธานี เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจได้เข้าศึกษาดูงานและทดลองใช้งานจริง

โดย รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นวัตกรรมนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยให้ปลอดภัย คุ้มค่า และยั่งยืน ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อศูนย์ฯ ในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อเข้าชมและขอรับคำแนะนำได้แล้ววันนี้ ///-026

กรมชลฯ ติดตามความคืบหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำเมืองราชบุรี – กาญจนบุรี

กรมชลฯ ติดตามความคืบหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำเมืองราชบุรี - กาญจนบุรี

กรมชลฯ ติดตามความคืบหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำเมืองราชบุรี – กาญจนบุรี

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

22 สิงหาคม 2568 นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนางสาว มัทนา เจริญศรี รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และคณะ ลงพื้นที่ไปติดตามความก้าวหน้าโครงการอาคารทดน้ำบ้านสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยมีผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และสรุปผลความก้าวหน้าโครงการฯ 

สำหรับโครงการอาคารทดน้ำบ้านสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นอาคารชลประทานประเภทประตูระบายน้ำ จำนวน 6 ช่อง สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,750 ลบ.ม./วินาที เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในเขตเทศบาลตำบลสวนผึ้ง รวมทั้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ประชาชนได้รับประโยชน์ 1,217 ครัวเรือน ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้กว่า 4,000 ไร่

จากนั้น ได้รับฟังการบรรยายสรุปโครงการผันน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นงานก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.20 เมตร ความยาว 20.50 กิโลเมตร พร้อมระบบส่งน้ำ หากโครงการฯ แล้วเสร็จ จะสามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้มากกว่า 414,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ประมาณ 53,810 ครัวเรือน ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรม (ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ)

-(016)

อธิบดีฝนหลวง เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติการฝนหลวงในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้

อธิบดีฝนหลวง เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติการฝนหลวงในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้

อธิบดีฝนหลวง เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติการฝนหลวงในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

22 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตร เป็นประธานในการประชุมตรวจติดตามผลการปฏิบัติการฝนหลวงในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่ข้างเคียง โดยมีนางสาวศิริพร ทวีเดช ผู้อำนวยการกองตรวจและพัฒนาการตรวจสภาพอากาศฝนหลวง นายสุรพันธุ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนบน) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เพื่อให้ข้อเสนอแนะและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการขึ้นทำปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้สั่งการให้มีการปรับแผนนำเครื่องบินปฏิบัติการของกรมฝนหลวงมาเพิ่มยังหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่นอีก 2  ลำ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติการโดยจะทำให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่นมีเครื่องบินประจำการทั้งหมด 5 ลำ

-(016)

‘อรรถกร’ดึงสหกรณ์-โรงงานอาหารสัตว์ รับซื้อ‘ข้าวโพด’ 9 บาทต่อกก. ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต

‘อรรถกร’ดึงสหกรณ์-โรงงานอาหารสัตว์ รับซื้อ‘ข้าวโพด’ 9 บาทต่อกก. ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต

‘อรรถกร’ดึงสหกรณ์-โรงงานอาหารสัตว์ รับซื้อ‘ข้าวโพด’ 9 บาทต่อกก. ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

‘อรรถกร’ประกาศมาตรการเร่งด่วน ดึงสหกรณ์-โรงงานอาหารสัตว์ รับซื้อ‘ข้าวโพด’ 9 บาทต่อกิโลกรัม ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต

22 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ นำโดยนายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์ (PIA) รวมถึงผู้แทนจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ณ ห้องประชุม 134 – 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ และสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกร

“กระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีจุดยืนร่วมกันคือ การดูแลพี่น้องเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำโดยผลการหารือ สมาคมฯ ยืนยันพร้อมเปิดโรงงานรับซื้อข้าวโพดในราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเกษตรกรจะมีที่รองรับผลผลิตแน่นอน”นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเข้ามามีบทบาทในการรับซื้อ พร้อมทั้งประสานงานกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเพื่อร่วมกันดูแลราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รับเรื่องร้องเรียน หากมีกรณีพ่อค้าคนกลางกดราคา โดยจะประสานโรงงานรับซื้อให้พิจารณาดำเนินการอย่างเป็นธรรมซึ่งมาตรการนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และผมขอขอบคุณสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ มาโดยตลอด

ขณะที่นายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ย้ำว่า สมาคมฯ พร้อมเดินหน้าให้ความช่วยเหลือและปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดตามที่ได้ให้คำมั่นกับรัฐบาล โดยการรับซื้อจะดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐอย่างเคร่งครัด

ชป. ติดตามความก้าวหน้าก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลพบุรี

ชป. ติดตามความก้าวหน้าก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลพบุรี

ชป. ติดตามความก้าวหน้าก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลพบุรี

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

ชป. ติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดลพบุรี และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยชะเอมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบูรณ์

22 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายเจษฎา โทศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 10 นายสมคิด ศิริรูป หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจการปฏิบัติงานกรณีงานดำเนินการเอง ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี โดยมีนายประไพ สังข์ศรี หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 4 บรรยายรายละเอียดการดำเนินโครงการ ณ บริเวณจุดก่อสร้าง ต่อมา เวลา 15.00 น. ติดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยชะเอมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลคลองกระจัง อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีนายสุพันธุ์ เกตละคร หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 3 บรรยายรายละเอียดการดำเนินโครงการ ณ บริเวณจุดก่อสร้าง

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่บ้านวังมโนราห์ ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี มีแผนงานก่อสร้าง 3 ปี (2567 – 2569) เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถเก็บกักน้ำได้ 2.24 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 2,000 ไร่ ครอบคลุมตำบลยางราก อำเภอโคกเจริญ และตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยชะเอมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลคลองกระจัง อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีแผนการก่อสร้าง 5 ปี (2567 – 2571) เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 4.45 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นแหล่งน้ำในการอุปโภค – บริโภค และพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 4,000 ไร่

-(016)

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

21 สิงหาคม 2568 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้แทนกรมชลประทาน ร่วมประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่ โดยมีคณะที่ปรึกษาโครงการ ผู้แทนจากหน่วยงานราชการส่วนกลางและท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ และภาคประชาชนเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยได้รับเกียรติจาก นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม

โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่ เป็น 1 โครงการ จาก 3 โครงการเร่งด่วนที่กรมชลประทานได้คัดเลือก เพื่อนำไปศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำยม ลักษณะโครงการเป็นประตูระบายน้ำแบบบานโค้ง มีบานระบายน้ำ 10 ช่อง สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,748.31 ลบ.ม/วินาที เพื่อเก็บกักและเพิ่มระดับน้ำในแม่น้ำยมให้เกษตรกรสามารถสูบน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการสูบน้ำให้กับสถานีสูบน้ำบริเวณพื้นที่โครงการปัจจุบัน จำนวน 15 แห่ง หากโครงการแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์รวม 11 ตำบล จำนวน 28,714 ไร่

โดยการจัดประชุมในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการที่ได้รับการคัดเลือก แนวทางการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังสภาพปัญหา ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบในการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและชุมชนต่อไป

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะดำเนินการศึกษาโครงการฯอย่างรอบคอบ โปร่งใส เพื่อให้โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย สามารถตอบโจทย์ด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนชาวแพร่อย่างยั่งยืน

-(016)