ก.เกษตรฯ ดันไทยศูนย์กลางอาหารฮาลาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก.เกษตรฯ ดันไทยศูนย์กลางอาหารฮาลาล

ก.เกษตรฯ ดันไทยศูนย์กลางอาหารฮาลาล18 กันยายน 2563 – 15:49 น.

“อลงกรณ์”เผยโครงการนิคมอุตสาหกรรมเกษตรฮาลาลใน3จังหวัดภาคใต้ คืบหน้าเตรียมสรุปเสนอ “เฉลิมชัย” หวังดันไทยเป็นศูนย์กลางผลิตสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาลเจาะตลาดโลก 2 พันล้านคนตอบโจทย์ยุคโควิด

18 ก.ย. 63   นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” ครั้งที่ 5/2563 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ (18 ก.ย.) ว่า ตามนโยบายของรัฐบาลและ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่วางเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับท็อปเทนของโลก รวมทั้งเป็นฮับของสินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาล

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐานฮาลาล มีคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนได้แก่

1. คณะอนุกรรมการจัดทำวิสัยทัศน์และนโยบายการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล”

2. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการค้าสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล”  

3. คณะอนุกรรรมการส่งเสริมการผลิตและการลงทุนเกี่ยวกับสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” และ

4. คณะอนุกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน   “ฮาลาล”

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อไปว่า ซึ่งการประชุมในวันนี้ คณะอนุกรรมการได้รายงานผลการดำเนินงานมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมเกษตรฮาลาล ซึ่งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตและการลงทุนฯ แจ้งว่า รูปแบบโครงการและแนวทางการลงทุนเสร็จแล้วกำลังคัดเลือกพื้นที่ของโครงการ 3 แห่งที่เสนอมาใน 3 จังหวัดภาคใต้ โดยตนจะลงไปดูพื้นที่ด้วยตัวเองในต้นเดือนหน้าก่อนสรุปเสนอรายงานต่อ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งเป็นโครงการที่เชื่อมโยงกับชุมชนเกษตรในพื้นที่ทั้งการผลิตพืชปศุสัตว์และประมง เพื่อสร้างงานสร้างรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นฮับการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาล มุ่งเจาะตลาดมุสลิมกว่า 2 พันล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียกลาง อาเซียนและจีน

นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าในการจัดทำวิสัยทัศน์และนโยบายการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล”และกรอบแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจฮาลาล ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคมเช่นกัน ทุกคณะอนุกรรมการฯ พยายามเร่งรัดดำเนินการเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่ภาคใต้อย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังให้เริ่มขับเคลื่อนโครงการระเบียงเศรษฐกิจลิมอร์ดาซาร์ (Limor Dasar) เวอร์ชั่นใหม่ 5-5-5 บนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของ 5 จังหวัดใต้สุดของไทย (ปัตตานี-นราธิวาส-ยะลา-สตูล-สงขลา)กับ 5 รัฐทางเหนือของมาเลเซีย (กลันตัน-เคดะห์-เปรัค-เปอร์ลิส-ปีนัง) ในความร่วมมือ 5 สาขา คือ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเกษตรอาหารฮาลาล เป็นการรื้อฟื้นโครงการนี้ที่เคยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 3 ปี ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ระหว่างปี 2551 – 2554 ซึ่งในการขับเคลื่อนครั้งนี้จะผนึกความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย สถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย สถาบันฮาลาล (Halal Institute) ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือศูนย์ AIC หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาพันธ์โลจิสติกส์ สมาพันธ์เอสเอ็มอี สมาคมท่องเที่ยว วิสาหกิจชุมชน อปท. จังหวัด และ ศอบต.

นายอลงกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาเนื้อวัวปลอม ว่าปัญหาได้คลี่คลายลงจนน่าพอใจแต่ยังให้สืบสวนสอบสวนและเฝ้าระวังการค้าออนไลน์หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมมือ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมปศุสัตว์ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค สถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมการค้าธุรกิจไทยมุสลิม เดินหน้า 5 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่  

 1) มาตรการสื่อสารเตือนภัยผู้บริโภค

2) มาตรการป้องปรามผู้ค้า

3) มาตรการปราบปรามผู้กระทำผิด โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค เข้าตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยกว่า 13 แห่ง และศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอำนวยความสะดวกให้บริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ  

4) มาตรการส่งเสริมมาตรฐานฮาลาล และ

5) มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Tracebility) จากโรงฆ่าสัตว์ถึงผู้บริโภค ดำเนินการตามเป้าหมาย 300 แห่งทั่วประเทศแล้ว

“เฉลิมชัย” ห่วงใยเกษตรกร สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้า 4 แผน 5 มาตรการ รับมือ ‘พายุโนอึล’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เฉลิมชัย” ห่วงใยเกษตรกร สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้า 4 แผน 5 มาตรการ รับมือ ‘พายุโนอึล’

"เฉลิมชัย" ห่วงใยเกษตรกร สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้า 4 แผน 5 มาตรการ รับมือ 'พายุโนอึล'18 กันยายน 2563 – 15:37 น.

“เฉลิมชัย” ห่วงใยเกษตรกร สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้า 4 แผน 5 มาตรการ รับมือ ‘พายุโนอึล’

18 ก.ย.63 นายอลงกรณ์ พลบุตร  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า  ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายลักษณะอากาศช่วงวันที่ 16 – 20 กันยายน 2563 เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกจะเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลาง และคาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันในระยะต่อไป โดยในช่วงวันที่ 18 – 20 กันยายนนี้ จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้อ่าวตังเกี๋ยและชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ส่งผลทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักมากในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศทั้งบนบกและในทะเล

ทั้งนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แสดงความห่วงใยไปถึงพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะในบริเวณภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน ที่จะได้รับอิทธิพลจากพายุโดยตรงดังกล่าว รวมทั้งได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตร ภายใต้ 4 แผน 5 มาตรการ ได้แก่

1.แผนการป้องกันและเตรียมความพร้อมเพื่อลดผลกระทบ

2. แผนการเผชิญเหตุ

3. แผนการหยุดยั้งความเสียหาย

4. แผนการฟื้นฟู

ส่วน 5 มาตรการ ประกอบด้วย 

1. มาตรการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรให้ทราบสถานการณ์

2. มาตรการระดมคน เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ ทุกหน่วยงาน

3. มาตรการป้องกันพื้นที่เสี่ยงทางการเกษตร

4. มาตรการเตรียมพร้อมแผนอพยพในพื้นที่เสี่ยงภัย  

5. มาตรการเตรียมมาตรการช่วยเหลือเยียวยาหลังภัยพิบัติ 

ขอให้พี่น้องเกษตรกรติดตามประกาศเตือนภัย และข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด รวมทั้ง กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นไว้อย่างพร้อมเพรียงแล้ว ตลอดจนเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดเวลาจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

“กรมเจรจาฯ” มั่นใจศักยภาพชาไทย เร่งส่งเสริมใช้เอฟทีเอ ชูจุดขายเพื่อสุขภาพเจาะตลาดบน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“กรมเจรจาฯ” มั่นใจศักยภาพชาไทย เร่งส่งเสริมใช้เอฟทีเอ ชูจุดขายเพื่อสุขภาพเจาะตลาดบน

"กรมเจรจาฯ" มั่นใจศักยภาพชาไทย เร่งส่งเสริมใช้เอฟทีเอ ชูจุดขายเพื่อสุขภาพเจาะตลาดบน15 กันยายน 2563 – 18:54 น.

“กรมเจรจาฯ” มั่นใจศักยภาพชาไทยยังไปต่อได้อีกไกล เร่งส่งเสริมใช้เอฟทีเอ ชูจุดขายเพื่อสุขภาพเจาะตลาดบน

ที่ห้องประชุมภูใจใส เมาน์เทน รีสอร์ต อ.แม่จัน จ.เชียงราย  นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ “โอกาศของชาไทยในยุคกาค้าเสรี” โดยมี นางสาวปองวลัย พัวพนธ์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สำนักสินค้ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายทรงเดช ดันสุรัต กรรมการผู้จัดการ บริษัท Export Zone co.ltd นายสมคิด โสภณอำนวยกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสตาร์ดอยคอฟฟี่จำกัด เป็นวิทยากรในร่วมเสวนา โดยมีผู้ประกอบการชาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเข้าร่วมเสวนาด้วย โดยการจัดเสวนาครั้งนี้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ลงพื้นที่ไร่ชาในจังหวัดเชียงรายเพื่อเก็บข้อมูล พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการชาเชียงราย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำตลาดอาเซียน จีน และยุโรป ขายสินค้าสนองความต้องการตลาดเฉพาะ หรือ นิชมาร์เก็ต เน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลาย โดยใช้เอฟทีเอเป็นสะพานให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่าหลังจากลงพื้นที่สำรวจศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการชาเชียงราย การดำเนินงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ในอนาคตต่อไปนี้อุตสาหกรรมชาไทยจะเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายอีกมาก เพราะ ชาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว อัตราการบริโภคชาของคนไทยยังไม่สูงมาก เฉลี่ย 0.93 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในขณะที่ชาวอังกฤษบริโภคชาเฉลี่ย 2.74 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ชาวฮ่องกงบริโภคเฉลี่ย 1.42 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แสดงให้เห็นถึงโอกาสให้การเติบโตของตลาดชาในประเทศไทย โดยอาจส่งเสริมให้ผู้บริโภคดื่มชาเพิ่มขึ้นโดยใช้จุดขายเรื่องสินค้าชาอินทรีย์และสรรพคุณเพื่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตามรสนิยมผู้บริโภคในลักษณะ DIY และรูปแบบการบริโภคใหม่ๆ การเพิ่มช่องทางการขาย

ด้าน นางสาวธัญญา วนัสพิทักษ์สกุล ผู้บริหารไร่ชาฉุยฟง กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาผลผลิตชาของไร่ชาฉุยฟงก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงกรแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ส่งผลทำให้รายได้ของตลาดชาลดลง ในช่วงปีที่ผ่านมา และในช่วงต้นปีอากาศแห้งแล้วส่งผลให้มีผลผลิตน้อยลง เพราะผลผลิตชานั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นหลัก ในส่วนของการแข่งขับกับชาต่างประเทศชาไทยได้รับผลกระทบจากส่วนแบ่งทางการตลาดน้อยมากเพราะส่วนใหญ่จะเป็นชาฝรั่งที่นำเข้ามา ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคเป็นคนละกลุ่มกันกับผู้บริโภคชาไทย ทำให้ส่วนแบ่งทางการค้าจึงไม่มีผลกระทบมากนัก แต่เมื่อเทียบกับชาที่นำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นกลุ่มชาประเภทเดียวกันกับชาที่ผลิตในไทย เช่นชาเขียว ชาดำ ก็จมีส่วนแบ่งทางการตลาดบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ สำหรับไร่ชาฉุยฟง ผลิดทั้งชาสมัยใหม่ และชาดั้งเดิม ที่ชงดื่มด้วยใบชา เช่น ชาแดง ชาอู่หลง ชาเขียว ในปัจจุบันมีการพัฒนาโดยนำชาไทยมาผลสมกับสมุนไพรท้องถิ่น เช่นตะไคร้ ข้าวคั่ว ที่เป็นข้าวของเชียงราย เปเปอร์มิ้นต์ และสมุนไพรต่างๆ 

“ในการสัมนาในครั้งนี้ เกี่ยวเรื่องภาษีฟรีเทรด ซึ่งจะสามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดในธุรกิจของเรา โดยเราอาจจะต่อยอดกับทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  ในการอองานเทรด หรือการติดต่อกับลููกค้าต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ในส่วนการเจรจาการค้าทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ก็จะมีการจับคู่ธุรกิจกันซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักธุรกิจได้เข้าถึงผู้ที่ต้องการสินค้าชาได้มาขึ้น” นางสาวธัญญา กล่าว 

จากข้อมูลพบว่าในการทำตลาดต่างประเทศ สินค้าชาไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยทำกับประเทศต่าง ๆ ได้ โดยสำหรับสินค้าชาเขียวไทยสามารถส่งออกสินค้าชาโดยไม่เสียภาษีนำเข้าในประเทศในกลุ่มอาเซียน 8 ประเทศ (ยกเว้นเมียนมา)  จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี สำหรับสินค้าชาดำ ไทยสามารถส่งออกสินค้าชาโดยไม่เสียภาษีนำเข้าในอาเซียน 9 ประเทศ จีน เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี และสำหรับผลิตภัณฑ์ชาไทยสามารถส่งออกสินค้าชาโดยไม่เสียภาษีนำเข้าในอาเซียน 9 ประเทศ จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ปี 2558 – 2562ไทยส่งออกสินค้าชาเขียว เฉลี่ย 979.6 ตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 6.34 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าชาดำ เฉลี่ย 1,401.7 ตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 6.2 ล้านเหรียญสหรัฐ. และสินค้าชาสำเร็จรูป เป็นสินค้าในกลุ่มชาและผลิตภัณฑ์ชาที่ไทยส่งออกมากที่สุด เฉลี่ย 9.1 ตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 22.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดส่งออกสำคัญของไทย คือ กัมพูชา 31% เมียนมา 20% และสหรัฐฯ 18%

สถิติในช่วง 7 เดือนแรกปี 2563 มกราคม – กรกฎาคม ไทยส่งออกชาเขียว 492.9 ตัน  คิดเป็นมูลค่า 4.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 17.92% ส่งออกชาดำ 601.8 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 45.54% และส่งออกชาสำเร็จรูป 4,971.1 ตัน  คิดเป็นมูลค่า 19.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 47.77% สำหรับ ในปี 2562 ไทยส่งออกชาเขียว 1,057.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 9.4 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดหลักคือ อินโดนีเซีย 38% เนเธอร์แลนด์ 12% และมาเลเซีย 9% ส่งออกชาดำ 2,256 ตัน คิดเป็นมูลค่า 9.6  ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดหลักคือ อินโดนีเซีย 40% สหรัฐอเมริกา 18% และกัมพูชา 14% และส่งออกชาสำเร็จรูป 7,032.3 ตัน คิดเป็นมูลค่า 24.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดหลักคือ กัมพูชา 31% เมียนมา 20% และสหรัฐอเมริกา 18%
สำหรับผู้สนใจข้อมูลการค้าระหว่างประเทศและการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ http://www.dtn.go.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูล FTA (FTA Center) โทร 0-2507-7555

ณัฐวัตร ลาพิงค์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงราย

ม. แม่โจ้จับมือ 3 บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีร่วมพัฒนา Smart Farming ทำเกษตรสมัยใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ม. แม่โจ้จับมือ 3 บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีร่วมพัฒนา Smart Farming ทำเกษตรสมัยใหม่

ม. แม่โจ้จับมือ 3 บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีร่วมพัฒนา Smart Farming ทำเกษตรสมัยใหม่15 กันยายน 2563 – 18:52 น.

มหาวิทยาลัยแม่โจ้จับมือ 3 บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีและระบบเครือข่ายร่วมพัฒนา Smart Farming ทำเกษตรสมัยใหม่ อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2563 ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย ชั้น 5 อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (Modern Agriculture Innovation Center – Maejo university) ทำพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ กับ 3 บริษัทชั้นนำ ด้านเทคโนโลยีและระบบเครือข่าย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จํากัด, บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้, ดรสุระชัย อนุตระกูลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักงานขายและบริการลูกค้าภาคเหนือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), นายวิวัฒน์ นิติสุนทรางกูร รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซียจำกัด และ นายพรรัตน์ เจนจรัสสกุล หัวหน้าส่วนงานปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคเหนือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด เป็นผู้แทนลงนามของแต่ละฝ่าย  ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดตั้งขึ้นเพื่อ จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีแก่นักวิชาการเกษตรกรและผู้ที่สนใจ เผยแพร่การใช้อุปกรณ์และระบบสนับสนุนการทำการเกษตรสมัยใหม่ (เกษตรแม่นยำและเกษตรอัจฉริยะ) สู่ชุมชนและสังคมภายนอกมหาวิทยาลัยสร้างฐานข้อมูลกลางทางการเกษตรเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ที่รับผิดชอบ การลงนามความร่วมมือกับทั้ง 3 บริษัท ชั้นนำในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ให้ภาคการเกษตรและสังคมดิจิตอลหรือที่เกี่ยวข้อง โดยทางศูนย์ความเป็นเลิศฯ ให้ความร่วมมือด้านข้อมูลทางวิชาการระบบการเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์รวมถึงระบบ Smart Farming  ส่วนทางบริษัทจะให้ความร่วมมือด้านองค์ความรู้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะช่วยในการพัฒนา Smart Farming ร่วมพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน  อีกทั้ง ร่วมการวิจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม Precision Framing และ Smart Farming  ตลอดจนความร่วมมือในการสนับสนุนเครือข่ายกำลังคนร่วมทำกิจกรรมเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างประโยชน์ให้เกิดกับสังคมและในการเรียนการสอนของนักศึกษา มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเพื่อการทำการวิจัยการพัฒนาโครงการต่างๆร่วมกันเพื่อสร้างเป็นรูปแบบธุรกิจเชิงพาณิชย์ต่อไป  

นอกจากนั้นยังเป็นการดำเนินงานที่สามารถตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ร่วมศึกษา Smart Kids Code to Farm ส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรให้สามารถนำเทคโนโลยีที่ช่วยในการผลิตมาใช้ในกระบวนการเกษตรเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพในทุกกระบวนการ ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การใช้ทรัพยากรทางวิทยาการร่วมกัน และส่งเสริมการทำวิจัยร่วมกันเพื่อพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ให้ภาคการเกษตรและสังคมดิจิตอล และร่วมในการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาในด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน…

ฟงหวิน  ศักดิือัศวิน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่ 

กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ

กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ15 กันยายน 2563 – 14:42 น.

กรมชลประทานรุกประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา (ภาคใต้) นำร่องลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.คลองท่อม จ.กระบี่  เผยกลุ่มผู้ใช้น้ำร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอด นำหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้ปฏิบัติงาน

 นายธนา สุวัฑฒน ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน   ในฐานะอนุกรรมการดำเนินการประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา/โครงการชลประทาน  ทำหน้าที่แทนประธานการประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการชลประทาน และฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ประจำปี พ.ศ.2564  เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยม และดูงานภาคสนามของกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานรักษ์อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่  ร่วมกับ นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 และคณะอนุกรรมการการประเมินฯ เมื่อเร็วๆนี้ ว่า  การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการชลประทานฯ ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ 
  

กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ

 ทั้งนี้นายศราวุธ จันทิปะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่  ได้นำเสนอผลงานฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 ซึ่งได้นํายุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน จังหวัดกระบี่ และโครงการชลประทานกระบี่ มาเป็นกรอบแนวทางเพื่อกําหนดเป็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของฝ่ายส่งน้ำและบํารุงรักษาที่ 3 พร้อมขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวทาง RID No.1      ในการพัฒนาองค์กรผู้ใช้น้ำด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม พัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการตามวัตถุประสงค์การใช้น้ำ และพัฒนาบุคลากร

                   กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ
    นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการปฏิบัติงาน ภายใต้วิสัยทัศน์ ที่ว่า “ดําเนินงานด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อจัดสรรน้ำให้ทั่วถึง และเป็นธรรม ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางของโคก หนอง นา โมเดล โดยได้สืบสาน รักษา ต่อยอดแนวพระราชดำริ ยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งนําไปสู่การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ แบบ 4 ประสาน ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน หน่วยงานราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง และกรมชลประทาน จนเกิดเป็นผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม จัดสรรน้ำได้อย่างทั่วถึง เพียงพอ และเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน                   กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ
    ด้านนายยุโสบ ขนานใต้ รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำรักษ์อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำร่วมกับฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ ทำให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้อย่างทั่วถึงเพียงพอ ที่ผ่านมามีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานอย่างต่อเนื่อง ได้รับความรู้เรื่องการจัดสรรน้ำ และคำแนะนำเรื่องการเพาะปลูกให้เพียงพอต่อปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างฯ เช่น การปลูกพืชผักใช้น้ำน้อย หรือปลูกพืชระยะสั้น การปลูกพืชแบบผสมผสาน สามารถสร้างรายได้ในครัวเรือนทำให้กลุ่มสมาชิกสามารถพึ่งตนเองได้ทุกสถานการณ์
    สำหรับฝ่ายส่งน้ำและบํารุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ สํานักงานชลประทานที่ 15 รับผิดชอบพื้นที่ 3 อําเภอ ได้แก่อําเภอลําทับ อําเภอคลองท่อม และอําเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ มีแหล่งน้ำต้นทุนประเภท  โครงการชลประทานขนาดกลาง 2 แห่ง ได้แก่อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดําริ และฝายคลองทรายขาว พื้นที่ชลประทานรวม 7,051 ไร่ โครงการชลประทานขนาดเล็ก 2 แห่ง ได้แก่โครงการทํานบดินคลองสังกาอู้อันเนื่องมาจากพระราชดําริ และโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดําริ พื้นที่รับประโยชน์ 150 ครัวเรือน โดยการเกษตรในเขตพื้นที่ชลประทาน มีการทําสวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผล พืชผัก ปศุสัตว์ เป็นต้น

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ 

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ 14 กันยายน 2563 – 11:10 น.

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ ชมผลสำเร็จโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร(ด้านปศุสัตว์)

ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมผู้บริหาร อว.ลงพื้นที่เยี่ยมชมผลสำเร็จโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร(ด้านปศุสัตว์) พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ จ.นราธิวาส ยะลาและปัตตานี
โดยจุดแรกเยี่ยมชมผลสำเร็จจากการเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร(ด้านปศุสัตว์) ที่กลุ่มเลี้ยงโคช่องเขต อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีสมาชิก ทั้งหมด 30 ราย จำนวนโค 200 กว่าตัว เป็นกลุ่มที่มีการขุนเพื่อขายทั้งตัว และมีการแปรรูปเนื้อ โดยกลุ่มจะมีพื้นที่คอกกลางสำหรับรับโคของสมาชิกมาขุนให้ได้น้ำหนักและรอจำหน่าย อีกส่วนก็จะแปรรูปเป็นเนื้อสไลด์ เนื้อเบอร์เกอร์ เนื้อสเต๊ก  โดยมีตลาดเนื้อโคแปรรูปจากการขายออนไลน์เกือบทั้งหมด สมาชิกทุกคนมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลิตโคขุนคุณภาพสูง มีการพัฒนาสายพันธุ์โค การทำผลิตภัณฑ์เพื่อจัดจำหน่าย

สิ่งที่ทางโครงการกำลังเร่งดำเนินการ มีดังนี้ 1. การพัฒนามาตรฐานฟาร์ม 2.  การพัฒนาความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากเนื้อโค 3.การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีความหลากหลาย 4.การสร้างห้องแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการผลิตที่ได้มาตรฐาน และ 5.การให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการชิ้นส่วน  แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มเลี้ยงโคช่องเขต มีความต้องการตลาดรองรับที่แน่นอน โรงเชือด/ ชำแหละ/ แปรรูป ที่ได้มาตรฐาน มาตรฐานฟาร์มที่ยได้มาตรฐานและต้องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายขึ้น   เพื่อแก้ปัญหาเนื้อที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศมีราคาถูกกว่า
 

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ 

ต่อมา ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เดินทางไปยังกลุ่มแพะอารมณ์ดี ต.บันนังสาเรง อ.เมือง จ.ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งเป็นฟาร์มภายใต้เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนมจังหวัดยะลา เป็นฟาร์มแพะนมสายพันธุ์ซาแนน ซึ่งสามารถให้น้ำนมเฉลี่ยตัวละกิโลครึ่งต่อวัน ปัจจุบันที่ฟาร์มมีแพะเลี้ยงจำนวนทั้งหมด 20 ตัว มีแพะที่พร้อมให้น้ำนมได้แล้วสามารถให้น้ำนมได้ประมาณวันละ 5– 6 กิโลกรัม ในฟาร์มมีการเปิดเพลงให้ฟังอยู่เสมอ ทั้งในช่วงเวลาให้อาหารและช่วงรีดนมแพะเพื่อให้แพะรู้สึกผ่อนคลาย อาหารที่ใช้เลี้ยงจะเป็นหญ้าหวาน ผิวถั่วเหลือง ต้นข้าวโพด เป็นต้น  มีแปลงปลูกหญ้าหวาน ประมาณ 1 ไร่  โดยหญ้าหวาน และผิวถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ให้โปรตีนสูง ส่งผลให้น้ำนมมีคุณภาพดี ให้มีความหวานในน้ำนม เพิ่มน้ำนม และช่วยให้น้ำนมแพะไม่มีกลิ่นคาว  ในด้านการทำการตลาดนั้นมีทั้งการขายตรงจากฟาร์ม และทางตลาดออนไลน์ผ่านทางช่องทางเฟสบุ๊ค

         กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ 
ปัจจุบันกลุ่มแพะอารมณ์ดี ได้ทำความร่วมมือบริษัทเอกชนเพื่อต่อยอดทางการตลาด รวมทั้งการพัฒนามาตรฐานฟาร์ม การพัฒนาความหลากหลายของสินค้าที่ใช้น้ำแพะเป็นส่วนประกอบหลัก การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีความหลากหลาย การหาโรงงานแปรรูปที่ได้มาตรฐานเพื่อจ้างผลิตนมแพะพร้อมดื่มรสชาติต่างๆ การนำนมแพะมาทำนมผง เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมา ในช่วงโควิดได้ประสบปัญหาเรื่องนมแพะล้นตลาดจึงต้องการหันมาแปรรูปนมแพะเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น ฟาร์มยังไม่ได้มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์จากนมยังไม่ได้มาตรฐาน ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากนมแพะให้หลากหลายขึ้น

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ 
จากนั้น ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เดินทางไปเยี่ยมชมห้องปฎิบัติการแปรรูปและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโค นมแพะ แพะเนื้อ และ ไก่เบตง ที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการแปรรูปต้นแบบขนาดเล็ก ในการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ด้านปศุสัตว์ (โคเนื้อ แพะเนื้อ แพะนม และไก่เบตง) ผ่านกระบวนการเทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้วยใช้เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ ในการพัฒนาเพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย และได้รับมาตรฐาน อย. และฮาลาล
ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ หลังเยี่ยมว่า โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร(ด้านปศุสัตว์) พื้นที่จังหวัดภาคใต้ชายแดน เป็นโครงการที่ดี และจะต้องสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่เป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการต่อยอดสินค้าที่ทำอยู่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดย อว.จะเข้าไปช่วย “อัพสกิล-รีสกิล” ให้กับชาวบ้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ทั้งจะเปิดรับอาสาสมัครวิทยาศาสตร์ โดยดึงชาวบ้านและประชาชน ไม่จำกัดอายุ ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัครวิทยาศาสตร์ เพื่อนำเสนอปัญหาที่แต่ละกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้กับคลินิกเทคโนโลยีของ อว.เข้าไปแก้ไข เช่น เรื่อของการรับรองมาตรฐานสินค้า การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ขณะเดียวกัน อว.จะหาช่วยโปรโมทสินค้าและหาช่องทางการตลาดกับชาวบ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เช่น อาจจะเปิดตลาดให้ใหม่ทั้งในและต่างประเทศ
 “ที่สำคัญ ผมได้สั่งการให้สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัด อว.เก็บประเด็นความต้องการของชาวบ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มต่างๆ  เพื่อนำมากแก้ปัญหาต่อ เช่น สินค้าที่ผลิตยังไม่มีการรับรองมาตรฐาน มาตรฐานฟาร์ม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เป็นต้น เพื่อแนวทางการต่อยอดทางธุรกิจของสินค้าให้กับชาวบ้าน” ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ กล่าว

กรมชลฯ ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริ เร่ง 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำชีตอนบน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมชลฯ ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริ เร่ง 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำชีตอนบน

กรมชลฯ ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริ เร่ง 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำชีตอนบน11 กันยายน 2563 – 15:03 น.

กรมชลฯ เดินหน้าขับเคลื่อน 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบน จ.ชัยภูมิ  แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 100,000 ไร่  และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย  มั่นใจปี 2567 แล้วเสร็จทุกโครงการ 

นายสนฑ์ จินดาสงวน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 13 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ 3 โครงการ ได้แก่  โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  โครงการอ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ตามกระแสพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  ทรงพระราชทานเกี่ยวกับงานชลประทาน เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526 ความตอนหนึ่งว่า 
“..เขื่อนเก็บกักน้ำลำน้ำชีในเขตอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งกรมชลประทานวางโครงการจะก่อสร้างนั้น ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องที่ดินภายในอ่างเก็บน้ำมาก จึงควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหรือฝายทดน้ำบริเวณต้นน้ำลำน้ำชี และตามลำน้ำสาขาต่าง ๆ ของลำน้ำชี เพื่อจัดหาน้ำช่วยเหลือราษฎรหมู่บ้านต่าง ๆ ในพื้นที่ที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีเดิม  ให้สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในระยะฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคตลอดปีด้วย..” 
 

กรมชลฯ ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริ เร่ง 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำชีตอนบน

ทั้งนี้ลุ่มน้ำชีตอนบนมีพื้นที่ลุ่มน้ำ ตารางกิโลเมตร มีลำน้ำชีเป็นลำน้ำสายหลักมีความยาวจากต้นน้ำถึงจุดบรรจบลำน้ำพอง 765 กิโลเมตร มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีประมาณ 786 ล้านลูกบาศก์เมตร การพัฒนาแหล่งน้ำในปัจจุบันยังไม่มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ มีเพียงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก สระเก็บน้ำขนาดเล็กเท่านั้น  ทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค การเกษตร และกิจกรรมใช้น้ำอื่นๆ ในช่วงฤดูแล้ง ในขณะที่ฤดูฝนก็เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันมาอย่างต่อเนื่อง

กรมชลฯ ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริ เร่ง 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำชีตอนบน

                       สนฑ์ จินดาสงวน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 13

 สำหรับอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรืออ่างเก็บน้ำยางนาดีเดิม  มีความจุ 70.21 ล้านลบ.ม. หัวงานเป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซน สันเขื่อนกว้าง 9 เมตร ความยาว 1,580 เมตร สูง 24 เมตร อาคารระบายน้ำล้นชนิดบานระบายแบบบานโค้งขนาดกว้าง 12.5 เมตร สูง 7.5 เมตร จำนวน 7 ช่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบ โดยในปีงบประมาณ 2562 ได้รับจัดสรรงบประมาณก่อสร้างถนนทางเข้าหัวงาน  อาคารบ้านพักชั่วคราว  อาคารที่ทำการถาวร และงานเตรียมความพร้อมเพื่อการก่อสร้าง จะเริ่มก่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบในปีงบประมาณ 2563 วงเงินค่าก่อสร้างประมาณ 939 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนสถานีสูบน้ำตามลำน้ำชีตั้งแต่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำตามลลำน้ำชี ในเขตชัยภูมิ นครราชสีมา และ จังหวัดขอนแก่น  มีพื้นที่เกษตรสองฝั่งลำน้ำชีได้รับประโยชน์ฤดูฝน 75,000 ไร่ และในฤดูแล้ง 30,000 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์ 27 หมู่บ้าน กว่า 22,000 คนในพื้นที่ อ.หนองบัวระเหว อ.บ้านเขว้า และ อ.เมืองชัยภูมิ  อีกทั้งสนับสนุนการใช้น้ำตามลำน้ำชีตอนบนให้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดปี อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนแหล่งน้ำเพื่อการทำประมง ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ไหลลงด้านล่างเร็วเกินไป บรรเทาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
ส่วนโครงการอ่างเก็บน้ำลำเจียง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีความจุ 45.17 ล้านลบ.ม พื้นที่รับประโยชน์ 30,000 ไร่ เขื่อนหัวงานสร้างปิดกั้นลำเจียงซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำชี ในท้องที่ อ.ภักดีชุมพล และ อ.หนองบัวแดง.บรรจุเข้าแผนงานก่อสร้างในปี พ.ศ. 2564 คาดว่าจะแล้งเสร็จในปี 2567  นอกจากนี้ยังมีโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางความจุ 48 ล้านลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 30,000 ไร่ เขื่อนหัวงานก่อสร้างปิดกั้นลำสะพุง ในท้องที่ อ.หนองบัวแดง เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2562 การก่อสร้างมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คาดจะแล้วเสร็จภายในปี 2567
“ปัจจุบันราษฎรเห็นคุณค่าของแหล่งน้ำ ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำมากยิ่งขึ้น การพัฒนาแหล่งน้ำต้นในลุ่มน้ำชีตอนบนครั้งนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มหรือต่อยอดคุณภาพชีวิตของราษฎรได้เป็นอย่างดี กรมชลประทานจึงได้สืบสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาและบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งลำน้ำชีเกิดผลประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดต่อไป” ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 13  กล่าวในตอนท้าย

กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน

กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน11 กันยายน 2563 – 14:47 น.

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แก้ปัญหาครบวงจรตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  เร่งขุดขยายคลองระบายน้ำ-คลองผันน้ำ พร้อมก่อสร้างอ่างฯเพิ่มอีก 2 แห่งในพื้นที่ต้นน้ำ

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แก้ปัญหาครบวงจรตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  เร่งขุดขยายคลองระบายน้ำ-คลองผันน้ำ พร้อมก่อสร้างอ่างฯเพิ่มอีก 2 แห่งในพื้นที่ต้นน้ำ มั่นใจแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 15,450ไร่ 
 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 15,450 ไร่  เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคตยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการภายในปี 2568
 

กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน

                                                        บางสะพาน

ทั้งนี้โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นการแก้ปัญหาน้ำครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำและถึงปลายน้ำตามสภาพภูมิประเทศของ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละส่วน  โดยพื้นที่ต้นน้ำจะมีความลาดชันสูง ในขณะที่พื้นที่ปลายน้ำ เป็นที่ราบสลับที่ดอน  ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะฝนตกหนักและต่อเนื่องหลายวัน น้ำจะหลากเข้าท่วมพื้นที่ตอนล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนอ.บางสะพานอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินให้ชาวบางสะพานอย่างมากเป็นเวลามากกว่าสิบปี

                 กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน
  สำหรับการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ต้นน้ำบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี  จะดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่งพื่อตัดยอดน้ำที่จะหลากและกักเก็บไว้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร ปศุสัตว์ ตลอดจาอุตสาหกรรม ในพื้นที่ อ.บางสะพาน ช่วงฤดูแล้ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านไทรทอง  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างพร้อมกับระบบส่งน้ำ  มีความจุ  13.36 ล้านลบ.ม. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566   และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่าง จะเปิดโครงการพร้อมระบบส่งน้ำในปี 2565  มีความจุ 17.46 ล้านลบ.ม. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 เมื่อแล้วเสร็จ ทั้ง 2 แห่งจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รวม 30.82 ล้านลบ.ม. ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้ 6,850 ไร่ และส่งน้ำให้ครัวเรือนได้ 481 ครัวเรือน จากเดิมที่เคยมีน้ำต้นทุนจากแหล่งน้ำขนาดเล็กและฝายที่สามารถเก็บน้ำเพียง 1.32 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เท่านั้น
 นอกจากนี้ก็จะทำการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่  3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านโป่งสามสิบ อ่างเก็บน้ำบ้านคลองลอย อ่างเก็บน้ำวังน้ำเขียว  พร้อมปรับปรุงฝายทดน้ำห้วยลึก อันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 1แห่งเพื่อให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ
 รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ส่วนพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ กรมชลประทานจะดำเนินการขุดขยายคลองระบายน้ำ 4 สายเพื่อรับมวลน้ำที่หลากมาจากเทือกเขาตะนาวศรีฝั่งตะวันตกได้มากขึ้น พร้อมงานขุดคลองผันน้ำ 3 สายเพื่อตัดยอดน้ำที่ไหลบ่าผ่านตัวเมือง และผลักออกสู่ทะเลในเวลาอันรวดเร็วซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ อ.บางสะพานได้ในอัตรา 1,025 ลบ.ม.ต่อวินาที มากกว่าอัตรารับน้ำของคลองเดิมกว่าเท่าตัว  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการขุดขยายคลองบางสะพาน ซึ่งเป็นคลองขนาดใหญ่สุดที่ไหลผ่านเมืองบางสะพาน โรงเรียนอนุบาล สถานที่ราชการ ชุมชนอีกหลายแห่ง  รวมทั้งขุดคลองผันน้ำคลองบางสะพานเ เพื่อให้แล้วเสร็จและรับน้ำได้ในฤดูฝนปีนี้ จะช่วยลดระดับน้ำหลาก ลดระยะเวลาการเกิดอุทกภัย  ตลอดจนลดปัญหาติดการขัดของเส้นทางสัญจรลงสู่ภาคใต้ทั้งทางรถยนต์ในถนนเพชรเกษม และเส้นทางรถไฟ
 ส่วนการขุดขยายคลองสายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคลองแม่รำพึง คลองปัตตามัง คลองเขาม้าร้อง คลองผันน้ำแม่รำพึง-อ่าวบ่อทองหลาง และคลองผันน้ำคลองเขาม้าร้อง-อ่าวบางสะพาน จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป  พร้อมทั้งจะดำเนินการสร้างอาคารบังคับน้ำตามลำคลองเป็นระยๆะ จำนวน 9 แห่ง เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ  ซึ่งจะได้น้ำต้นทุนเพิ่มอีกประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่การเกษตรได้รับโยชน์กว่า 10,000 ไร่  ทำให้ประชาชนในพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งคลองมีรายได้ที่ดีขึ้น และสร้างความมั่นคงให้กับชุนชนอย่างยั่งยืน

ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ

ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ9 กันยายน 2563 – 16:52 น.

ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ เปิดพื้นที่จำหน่ายผลผลิตการเกษตรของสมาชิกสหกรณ์จากทั่วประเทศ พร้อมรุกตลาดออนไลน์กระจายสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์ผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ที่ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เดินหน้าพัฒนาร้านค้าสหกรณ์ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าคุณภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร  จับมือขบวนการสหกรณ์เชื่อมโยงกัน แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย กระจายถึงมือผู้บริโภค พร้อมรุกตลาดออนไลน์กระจายสินค้าผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ
 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ณ ร้านสหกรณ์   ธ.ก.ส. จำกัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 ได้คัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ และได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพสินค้าระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ร้านค้า             ขยายช่องทางการจำหน่ายผลผลิตและสินค้าของสมาชิกสหกรณ์ผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์  

ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ
ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ

โอกาสนี้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ ระหว่างร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด กับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อเชื่อมโยงสินค้าคุณภาพของสหกรณ์ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค ผักสด ผลไม้ตามฤดูกาล อาทิ ประเภทข้าวสาร อาหารแปรรูป มีการเชื่อมโยงซื้อขายสินค้ากับเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น สกต.บุรีรัมย์ จำกัด สกต.ชัยนาท จำกัด สกต.พัทลุง จำกัด สกต.นครพนม จำกัด และ สกต.นครปฐม จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าวสารคุณภาพดี  สินค้าประเภทเนื้อ จากสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด ประเภทผักปลอดสารพิษ ผลไม้ตามฤดูกาล เชื่อมโยงกับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ประเภทเสื้อผ้าและผ้าพื้นเมือง เชื่อมโยงกับชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ได้แก่ กาแฟ นม น้ำตาลทราย น้ำตาลสด เชื่อมโยงกับชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด จากนั้นได้เยี่ยมชมสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์เครือข่ายที่นำมาจำหน่ายในร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด ด้วย

                      ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด มียอดการจำหน่ายสินค้าในรอบบัญชีที่ผ่านมา ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท สินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ ข้าวสาร กาแฟ นม น้ำตาลทราย ผักและผลไม้ โดยมีช่องทางจำหน่ายสินค้าหลากหลายช่องทาง ทั้งการวางจำหน่ายภายในร้านสหกรณ์ฯ ซึ่งได้ตกแต่งพื้นที่ดูเป็นระเบียบเพื่อให้สินค้าดูสดใหม่สะอาดและปลอดภัย ตามแนวคิด Fresh From Farm  

นอกจากนี้ยังมีการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่เฟซบุ๊คแฟนเพจ“ร้านสหกรณ์ ธกส. จำกัด”และเว็บไซต์ http://www.storebaac.com รวมทั้งเปิดให้มีการสั่งจองสินค้าล่วงหน้า ซึ่งจะมีการจัดทำปฏิทินการจำหน่ายสินค้ารายสัปดาห์แจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าด้วย 
สำหรับการเปิดโครงการประชาสัมพันธ์ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามนโยบายของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้พัฒนา ร้านสหกรณ์ให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อเป็นจุดจำหน่ายสินค้าและผลผลิตการเกษตรที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่าง ๆ  เช่น ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผัก ผลไม้ เนื้อ ปลา อาหารแปรรูป ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าสหกรณ์มากขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการสร้างเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ผู้บริโภค คัดสรรสินค้าที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สด สะอาดและปลอดภัย มาจำหน่ายภายในซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด สดจากฟาร์มถึงมือคุณ Fresh From Farm by Co-op ปัจจุบันมีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 94 แห่ง โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดอบรมให้ความรู้เทคนิคการจัดการร้าน การสร้างนวัตกรรมการบริการ การบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซุปเปอร์ มาเก็ตสหกรณ์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงประชาชนได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรม และจะขยายซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ไปยังพื้นที่และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ก.เกษตรผนึก”ปตท.-UniconX”หนุนเกษตรกรจำหน่ายสินค้าออร์กานิคทั้งออฟไลน์และออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก.เกษตรผนึก”ปตท.-UniconX”หนุนเกษตรกรจำหน่ายสินค้าออร์กานิคทั้งออฟไลน์และออนไลน์

ก.เกษตรผนึก"ปตท.-UniconX"หนุนเกษตรกรจำหน่ายสินค้าออร์กานิคทั้งออฟไลน์และออนไลน์9 กันยายน 2563 – 15:00 น.

“กระทรวงเกษตรฯ”  เดินหน้าจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เร่งจัดทำบิ๊กดาต้า พร้อมผนึก ปตท.และ UniconX หนุนเกษตรกรจำหน่ายสินค้าออร์กานิคทั้งออฟไลน์และออนไลน์

9 ก.ย.2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงวันนี้ (9 ก.ย.63) ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนโดยมุ่งเน้นการสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนทั้ง 5 รูปแบบ ไ

ด้แก่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ และวนเกษตรโดยที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงกลไกในการทำงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งมี  ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน รวมถึงติดตามการทำงานและผลักดันให้เกิดพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ตลอดจนแต่งตั้งคณะทำงาน 3 คณะ ได้แก่ คณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรผสมผสาน คณะทำงานขับเคลื่อนวนเกษตรและเกษตรธรรมชาติ และคณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

ก.เกษตรผนึก"ปตท.-UniconX"หนุนเกษตรกรจำหน่ายสินค้าออร์กานิคทั้งออฟไลน์และออนไลน์


นายอลงกรณ์ กล่าวว่า สำหรับคณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ได้รายงานความก้าวหน้าล่าสุด(8ก.ย.)ต่อคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ครั้งที่ 8/2563 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) “สกอช.”เสร็จเรียบร้อยพร้อมเสนอให้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนพิจารณาภายในเดือนนี้

2. กำหนดหลักเกณฑ์กลางระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้จัดสัมมนาระดมความเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์กลางสำหรับระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว มาประกอบการปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้แทนหน่วยงาน กลุ่มเกษตรกรที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

3.ผนึกความร่วมมือกับบริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) มีนโยบาย Living Community ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. และพร้อมให้การสนับสนุนและจัดสรรพื้นที่ให้กับกลุ่มเกษตรกรเข้ามาจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสถานีบริการ 


และ 4. จัดทำบิ๊กเดต้าฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ โดยมอบกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการ ทั้งในส่วนของเกษตรกรที่อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน และเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้วให้เป็นฐานเดียวกันของข้อมูลพืช สัตว์ และประมงอินทรีย์ รวมทั้งการเชื่อมโยงเข้าสู่ฐานข้อมูลเกษตรกรรมยั่งยืนที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการ  

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซของกระทรวงเกษตรฯสนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการเกษตรออร์กานิคออนไลน์เพื่อขยายตลาดเกษตรอินทรีย์สู่ผู้บริโภคในยุคnew normalร่วมกับผู้ให้บริการจัดส่งประเภทfood deliveryภายใต้โครงการช่วยเกษตร.คอม (www.ช่วยเกษตร.com)และโครงการยูนิคอนเอ็กซ์(UniconX)  

โครงการ”ยูนิคอนเอกซ์ UniconX”
มีวัตถุประสงค์

1.สร้างผู้ประกอบเกษตรและเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ต้นน้ำภาคการผลิตถึงภาคการตลาด 
2. สร้างงานใหม่ๆ สร้างรายได้ ให้กับประชาชน นักศึกษาและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในการพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร
3.สร้างผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร สู่ระดับสากล โดยเชื่อมโยงงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาสู่ Startup นวัตกรรม และเป็นบริษัท Unicorn ในอนาคตเพื่อเสริมสร้างการพัฒนานวัตกรในสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจเกษตร
4.พัฒนา Plateform สู่การเชื่อมโยงนักลงทุนกับผู้ประกอบการเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแต่ขาดเงินทุนเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาผู้ประกอบการภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน