กษ.เตรียมเปิดรับสมัครเกษตรโครงการ’1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’รอบ2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517847

กษ.เตรียมเปิดรับสมัครเกษตรโครงการ'1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่'รอบ2

กษ.เตรียมเปิดรับสมัครเกษตรโครงการ’1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’รอบ2

วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.46 น.

กระทรวงเกษตรฯเตรียมเปิดรับสมัครเกษตรโครงการ”1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่”รอบ2 พร้อมกันทั่วประเทศ14-22ก.ย.63นี้ หลังคณะกรรมการเห็นชอบปลดล็อคคุณสมบัติเกษตรกรเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรเข้าโครงการเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2563 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม – 9 กันยายน 2563 ผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ http://ntag.moac.go.th และยื่นใบสมัครที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ในรูปแบบหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมุ่งเน้นเกษตรกรที่มีความตั้งใจเอาใจใส่อย่างจริงจัง ต่อยอด เพิ่มรายได้ กำหนดเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 96,216 ราย แบ่งเป็น เป้าหมายเกษตรกร 64,144 ราย เป้าหมายการจ้างงานเกษตรกร 32,072 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 4,009 ตำบล 75 จังหวัด นั้น

ทั้งนี้ ผลการรับสมัครเกษตรกรและจ้างแรงงานระดับตำบล ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ย.63 มีจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 48,699 ราย แบ่งเป็น เกษตรกร 23,239 ราย และการจ้างงาน 25,460 ราย โดยได้รับการสะท้อนปัญหาจากระดับพื้นที่ ว่าคุณสมบัติเกษตรกรในบางประเด็นทำให้เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการไม่ได้ ดังนั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดกับขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรและยังคงหลักเกณฑ์หลักการการดำเนินงานตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ขยายเวลารับสมัครรอบที่ 2 ในช่วงวันที่ 14 – 22 กันยายน 2563 ตลอดจนปรับแก้คุณสมบัติเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ใน 3 เรื่องที่สำคัญ คือ

1.จากเดิม ต้องมีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี เป็น มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย กรณีอายุเกิน 60 ปี ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะทำงานระดับอำเภอ โดยคำนึงถึงศักยภาพของเกษตรกรในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และประโยชน์ของโครงการโดยเฉพาะการรวมกลุ่มเกษตรกร

2.จากเดิม ผู้สมัครต้องมีที่พักอาศัยในพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็น ผู้สมัครต้องมีที่พักอาศัย หรือเป็นที่พักที่สามารถเข้ามาพักอาศัยเพื่อทำกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ หรือมีการสร้างที่พักภายหลังประกาศรายชื่อเข้าร่วมโครงการภายใน 30 วัน

3.ปรับแก้คุณสมบัติ จากเดิม เจ้าของเอกสารสิทธิต้องยินยอมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อดำเนินโครงการฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี เป็น เจ้าของเอกสารสิทธิ์ ต้องยินยอมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อเป็นจุดเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ รอบที่ 2 สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นใบสมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัครกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่วันที่ 14 – 22 กันยายน 2563

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย’บางสะพาน’ แก้ปัญหาครบวงจร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517846

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย'บางสะพาน' แก้ปัญหาครบวงจร

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย’บางสะพาน’ แก้ปัญหาครบวงจร

วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.40 น.

กรมชลฯเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย”บางสะพาน” แก้ปัญหาครบวงจร เร่งขุดขยายคลองระบายน้ำ-คลองผันน้ำ พร้อมก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มอีก2แห่งในพื้นที่ต้นน้ำ มั่นใจแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า15,000ไร่

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2563 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน นับว่าโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำตามสภาพภูมิประเทศของ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน โดยพื้นที่ต้นน้ำจะมีความลาดชันสูง ในขณะที่พื้นที่ปลายน้ำเป็นที่ราบสลับที่ดอน เมื่อเกิดภาวะฝนตกหนักและต่อเนื่องหลายวัน น้ำจะหลากเข้าท่วมพื้นที่ตอนล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนอ.บางสะพานอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบางสะพานมาเป็นเวลามากกว่าสิบปีแล้ว กรมชลประทาน จึงเข้าดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 15,000 ไร่  เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต และยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการภายในปี 2568

สำหรับการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ต้นน้ำบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี จะทำการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านไทรทอง  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างพร้อมกับระบบส่งน้ำ สามารถเก็บกักน้ำได้ 13.36 ล้าน ลบ.ม.คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566 และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่าง มีแผนดำเนินการในปี 2565 สามารถเก็บกักน้ำได้ 17.46 ล้าน ลบ.ม.คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 หากทั้ง 2 โครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้กว่า 30 ล้าน ลบ.ม.สามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 6,000 ไร่ และมีประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้กว่า 480 ครัวเรือน นอกจากนี้จะทำการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านโป่งสามสิบ อ่างเก็บน้ำคลองลอย อ่างเก็บน้ำวังน้ำเขียว พร้อมปรับปรุงฝายทดน้ำห้วยลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 1 แห่ง เพื่อให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ

ส่วนพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ กรมชลประทาน จะดำเนินการขุดขยายคลองระบายน้ำจำนวน 4 สาย เพื่อรับมวลน้ำที่หลากมาจากเทือกเขาตะนาวศรีฝั่งตะวันตกได้มากขึ้น พร้อมงานขุดคลองผันน้ำอีกจำนวน 3 สายเพื่อตัดยอดน้ำที่ไหลบ่าผ่านตัวเมือง พร้อมทั้งเร่งผลักออกสู่ทะเลในเวลาอันรวดเร็ว โดยจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้ประมาณ 1,025 ลบ.ม.ต่อวินาที มากกว่าอัตรารับน้ำของคลองเดิมกว่าเท่าตัว

ขณะที่การขุดขยายคลองสายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น คลองแม่รำพึง คลองปัตตามัง คลองเขาม้าร้อง คลองผันน้ำแม่รำพึง-อ่าวบ่อทองหลาง และคลองผันน้ำคลองเขาม้าร้อง-อ่าวบางสะพาน จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป พร้อมทั้งจะดำเนินการสร้างอาคารบังคับน้ำตามลำคลองเป็นระยะ จำนวน 9 แห่ง เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะได้น้ำต้นทุนเพิ่มอีกประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม.มีพื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์กว่า 10,000 ไร่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งคลองมีรายได้ที่ดีขึ้น และสร้างความมั่นคงให้กับชุนชนอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดโครงการสัมมนาติดตามผลสำเร็จการดำเนินงานกรมปศุสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517752

'อธิบดีปศุสัตว์'เปิดโครงการสัมมนาติดตามผลสำเร็จการดำเนินงานกรมปศุสัตว์

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดโครงการสัมมนาติดตามผลสำเร็จการดำเนินงานกรมปศุสัตว์

วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563, 18.42 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัมมนาการติดตามผลสำเร็จการดำเนินงานกรมปศุสัตว์ ปีงบประมาณ 2563 และมอบนโยบายการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2564 (เขต 5 และ 6)

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 กันยายน 2563 ณ โรงแรมวินทรี ซิตี้ รีสอร์ท จ.เชียงใหม่ นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ นายสุรเดช สมิเปรม นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ นายสัตวแพทย์ ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายธีระ อนันต์วรปัญญา ปศุสัตว์เขต 5 นายสุรพล ธัญญเจริญ ปศุสัตว์เขต 6 ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่เขต 5 และ 6 ผู้อำนวยการกอง/สำนัก หัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเยี่ยมชมบูธจัดแสดงผลงานโดดเด่นในพื้นที่เขต 5 และ 6 ซึ่งมีการจัดแสดงผลงานที่โดดเด่นและสำคัญในพื้นที่เขต 5 ประกอบด้วย โครงการคุณภาพสูงล้านนา โครงการนมหน้าฟาร์ม ผู้พิทักษ์มาตรฐานการปศุสัตว์ (Mobile Lab) เชียงรายหัวใจอินทรีย์ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะเพื่อสร้างทางเลือก โครงการธนาคารไก่พื้นเมืองจังหวัดพะเยา สมรรถนะการผลิตของโคนมลูกผสมโฮสไตล์ฟรีเซี่ยน×ซิมเมนทอล สถานพักพิงอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ในพื้นที่เขต 6 ประกอบด้วย ปศุสัตว์ OK มาตรการการควบคุม ป้องกันและกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า มาตรการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในม้า แปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ดีเด่น และโรงฆ่าจะเถื่อนหรือไม่เถื่อน ทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ต้องช่วยกัน

จากนั้นเวลา 13.30 น.อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาการติดตามผลสำเร็จการดำเนินงานกรมปศุสัตว์ ปีงบประมาณ 2563 และมอบนโยบายการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2564 (เขต 5 และ 6) ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพสัตว์ ด้านบริหารจัดการ ด้านมาตรฐานปศุสัตว์ และด้านการผลิต สนับสนุน และส่งเสริม โดยเน้นการบริหารด้านบุคลากรให้มีความรู้และเพียงพอในการปฏิบัติงานในพื้นที่ การเบิกจ่ายงบประมาณให้คุ้มค่า และการดำเนินงานให้เชิงรุก มีการติดตามผลงานสม่ำเสมอ ร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนงานของกรมปศุสัตว์

จากการมุ่งมั่นพัฒนากระบวนงานอย่างต่อเนื่อง การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงานและการบริการ นำไปสู่ระบบราชการ 4.0 และองค์การคุณภาพในระดับสากล ทำให้กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัล ประจำปี พ.ศ.2563 จากสำนักงาน ก.พ.ร. จำนวน 3 รางวัล ดังนี้ 1.รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 ซึ่งกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานเดียวในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับรางวัล และ 2.รางวัลบริการภาครัฐ จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ประเภทนวัตกรรมการบริหารผลงาน “E-smart plus” ระบบประเมินความเสี่ยงฟาร์มสุกรกับเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ของสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ และประเภทพัฒนาบริการผลงาน “การผลิตพ่อโคนมทรอปิคอลโฮลสไตน์” ของสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ โดยสำนักงาน ก.พ.ร.จะมีกำหนดการมอบรางวัล ในวันที่ 16 กันยายน 2563 ณ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี มีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธานในพิธี

เกษตรแถวหน้า : ทำเกษตรโดยใช้บัญชีนำทาง ช่วยวิเคราะห์วางแผนการผลิต-กำหนดราคาสินค้าได้เอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517433

เกษตรแถวหน้า : ทำเกษตรโดยใช้บัญชีนำทาง ช่วยวิเคราะห์วางแผนการผลิต-กำหนดราคาสินค้าได้เอง

วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพที่อยู่บนความไม่แน่นอนหลายๆ อย่าง หากไม่คิดวิเคราะห์วางแผนให้รอบคอบ โอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพได้ คือการทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ เพื่อให้เรารู้ที่มาที่ไปของรายรับรายจ่ายรู้ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และรู้ว่าสิ่งที่ทำมาแล้ว ถูกต้อง เหมาะสมแล้วหรือยัง เพื่อจะได้นำไปเป็นข้อมูลในการคิดวิเคราะห์ก่อนลงมือทำในรอบการผลิตต่อๆ ไป ไม่ใช่ทำๆ ไปเรื่อย ไม่รู้ลงทุนอะไรไปบ้าง ถึงเวลาขายผลผลิตก็เอาเงินไปใช้หนี้จนหมด บางทีก็ไม่พอใช้หนี้ด้วยซ้ำ ต้องกู้ยืมเป็นหนี้ใหม่หมุนเวียนไม่จบสิ้น ดังนั้น ปัจจัยสำคัญหนึ่งที่จะช่วยให้ทำเกษตรประสบความสำเร็จคือการจดบันทึกทางบัญชีที่สม่ำเสมอ ให้เป็นเรื่องเคยชิน

วันก่อนผมได้มีโอกาสคุยกับ นายชยุตม์โตสำราญ เกษตรกรวัย 35 จากจังหวัดสิงห์บุรี ที่อดีตเคยเป็นพนักงานโรงงาน แต่ผันตัวมาทำเกษตรด้วยความคิดที่ว่า การเป็นลูกจ้างก็เพียงทำงานให้เจ้าของกิจการรวย แต่เราเองมีเงินเดือนเท่าเดิมแค่พออยู่พอกินเท่านั้น ไม่มีเงินเก็บเงินออม จึงตัดสินใจกลับบ้านและเลือกที่จะเป็นนายของตัวเอง ด้วยการทำเกษตรผสมผสาน และทำเกษตรปลอดสารพิษ โดยน้อมนำแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ เมื่อประสบการณ์ยังไม่มี ก็ขวนขวายหาความรู้เติมเต็ม แม้ช่วงแรกจะล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ เป็นเจ้าของสวนฝรั่งปลอดสารพิษและผักปลอดภัยที่ได้รับมาตรฐาน GAP มาตรฐานออแกนิกส์ไทยแลนด์ จากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ ตอกย้ำคุณภาพของผลผลิตจากสวน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค มีร้านจำหน่ายผลผลิตในห้างสรรพสินค้าในจังหวัด มีจำหน่ายผ่านออนไลน์ จนผลิตแทบไม่ขายเลยทีเดียว

ซึ่ง นายชยุตม์ บอกกับผมว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จเหล่านี้ เกิดจากการวางแผนที่ดีโดยการนำข้อมูลทางบัญชีมาคิดวิเคราะห์ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดสิงห์บุรี เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำปรึกษา เมื่อลงมือจดบันทึก จึงทำให้เรารู้ต้นทุนการผลิตในทุกๆ กิจกรรมที่ทำ ทั้งค่าแรง ค่าปัจจัยการผลิต ค่าแพ็กเกจ ค่าขนส่ง เป็นต้น และเมื่อเรารู้ต้นทุนที่แท้จริงเหล่านี้ ก็จะทำให้เราสามารถกำหนดราคาผลผลิตได้เองหรือสามารถต่อรองกับพ่อค้าได้ในราคาที่เรารับได้และมีกำไร การจดบันทึกทางบัญชีนอกจากจะช่วยให้เรารับรู้ รายรับ รายจ่ายแล้ว ยังจะช่วยให้เรามีระเบียบวินัยในการวางแผนการใช้จ่ายที่เหมาะสม ทั้งในส่วนของการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต เป็นข้อมูลสำคัญต่อการวางแผนการผลิตที่เหมาะสม ว่าเราผลิตได้เท่าไหร่ ส่งจำหน่ายที่ไหนบ้าง มีสต๊อกสินค้าเท่าไหร่ มีการตีกลับสินค้าหรือไม่เพราะเหตุใด สินค้าประเภทไหนควรผลิตเมื่อไหร่เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดและขายได้ราคาดีในช่วงไหน เป็นต้น

จะเห็นว่า เรื่องของบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราจดบันทึกเป็นประจำจะทำให้เรารู้ตัวตนที่แท้จริง ว่ามีรายรับ รายจ่ายเท่าไหร่ จากทางไหนบ้าง โดยเฉพาะหากเรารู้ต้นทุนในการผลิตสินค้า เราก็จะกำหนดราคาสินค้าได้เอง เมื่อมีการต่อรองจากพ่อค้าเราก็จะรู้ราคาในระดับที่เราสามารถรับได้ ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ขาดทุนและมีกำไรเพิ่มขึ้น…เริ่มต้นจดบันทึก ทำบัญชีกันตั้งแต่วันนี้นะครับ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ติดต่อสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ของท่านได้เลยครับ

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

กษ.เดินหน้าตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517432

กษ.เดินหน้าตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนโดยมุ่งเน้นสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 5 รูปแบบได้แก่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ และวนเกษตร โดยที่ผ่านมาได้ปรับปรุงกลไกการทำงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งมีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯเป็นประธาน ติดตามการทำงานและผลักดันให้เกิดพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนตั้งคณะทำงาน 3 คณะได้แก่ คณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรผสมผสาน คณะทำงานขับเคลื่อนวนเกษตรและเกษตรธรรมชาติ และคณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

สำหรับคณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์รายงานความก้าวหน้าล่าสุด (8 ก.ย.2563)ต่อคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ครั้งที่ 8/2563 มีประเด็นสำคัญดังนี้ 1.จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) “สกอช.”เสร็จ พร้อมเสนอให้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนพิจารณาเดือนนี้2.กำหนดหลักเกณฑ์กลางระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดสัมมนาระดมความเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์กลางสำหรับระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว มาประกอบการปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้แทนหน่วยงาน กลุ่มเกษตรกรที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา 3.ผนึกความร่วมมือกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR มีนโยบาย Living Community ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. และพร้อมสนับสนุนจัดสรรพื้นที่ให้กลุ่มเกษตรกรเข้ามาจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสถานีบริการ และ4.จัดทำบิ๊กดาต้าฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ โดยมอบกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการ ทั้งในส่วนเกษตรกรในระยะปรับเปลี่ยน และเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้วให้เป็นฐานเดียวกันของข้อมูลพืช สัตว์และประมงอินทรีย์รวมทั้งการเชื่อมโยงเข้าสู่ฐานข้อมูลเกษตรกรรมยั่งยืนที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการ

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า มอบให้คณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซของกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนสร้างผู้ประกอบการเกษตรออร์กานิคออนไลน์ เพื่อขยายตลาดเกษตรอินทรีย์สู่ผู้บริโภคในยุค New Normal ร่วมกับผู้ให้บริการจัดส่งประเภท food delivery ภายใต้โครงการ “ช่วยเกษตร.คอม” (www.ช่วยเกษตร.com) และโครงการยูนิคอนเอ็กซ์ (UniconX) สำหรับโครงการ “ยูนิคอนเอกซ์UniconX” นั้น ต้องการสร้างผู้ประกอบเกษตรและเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ภาคการผลิตถึงภาคการตลาด สร้างงานใหม่ สร้างรายได้ ให้ประชาชน นักศึกษาและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในการพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร สร้างผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรสู่ระดับสากล โดยเชื่อมโยงงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาสู่ Startup นวัตกรรม และเป็นบริษัท Unicornในอนาคตเพื่อสร้างพัฒนานวัตกรในสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจเกษตร และพัฒนา Plateform สู่การเชื่อมโยงนักลงทุนกับผู้ประกอบการเพื่อช่วยผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ แต่ขาดเงินทุนเข้าถึงแหล่งทุนนำไปสู่การพัฒนาผู้ประกอบการภาคเกษตรยั่งยืน

สทนช.ติดตามความก้าวหน้า โครงการพัฒนาบ่อน้ำบาดาลยักษ์ จ.ชัยนาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517541

สทนช.ติดตามความก้าวหน้า โครงการพัฒนาบ่อน้ำบาดาลยักษ์ จ.ชัยนาท

สทนช.ติดตามความก้าวหน้า โครงการพัฒนาบ่อน้ำบาดาลยักษ์ จ.ชัยนาท

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 20.44 น.

“สทนช.”ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาบ่อน้ำบาดาลยักษ์ จ.ชัยนาท เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำชาวชัยนาท พร้อมหนุนกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเร่งเครื่องเต็มสูบ ชูเป็นแหล่งน้ำต้นทุน เสริมสร้างความมั่นคงด้านเกษตรกรรม เสริมระบบกระจายน้ำพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ยันชาวชัยนาทมีน้ำอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างบ่อน้ำบาดาลขนาดใหญ่ (RBF) ตำบลหาดท่าเสา อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท ว่า รัฐบาลมีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในขณะนี้ เนื่องจากปริมาณฝนในหลายพื้นที่ที่ยังมีปริมาณน้อยโดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุปโภคบริโภค หรือน้ำเพื่อการเกษตร ขณะเดียวกันจะต้องพิจารณาแนวทางเก็บกักน้ำฝนไว้ในทุกรูปแบบทั้งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินให้มากที่สุดเพื่อรองรับฤดูแล้งหน้าที่จะมาเยือนในปีต่อไป

สำหรับโครงการก่อสร้างบ่อน้ำบาดาลขนาดใหญ่ (RBF) ตำบลหาดท่าเสา อำเภอเมืองชัยนาท จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นการเจาะบ่อน้ำบาดาลขนาดใหญ่ที่สุดแห่งแรกของประเทศไทย เทียบเท่าระบบประปาบาดาลขนาดใหญ่ ที่เมือง Wallingford ประเทศอังกฤษ ถือเป็นอีกหนี่งนวัตกรรมด้านการพัฒนาน้ำบาดาลของประเทศไทยที่จะเป็นต้นแบบให้นำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการขาดแคลนน้ำกับพื้นที่อื่นๆ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านจำนวนเกษตรกรและพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ รวมถึงปริมาณน้ำบาดาลที่มีให้ใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจัดสร้างขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคและเป็นการหาแนวทางพัฒนาน้ำบาดาลร่วมกับน้ำผิวดินในบริเวณพื้นที่ริมชายฝั่งแม่น้ำ โดยนำองค์ความรู้เทคนิคและวิธีการในการก่อสร้างบ่อน้ำบาดาลขนาดใหญ่ แบบVertical Riverbank Filtration ไปใช้วางแผนและกำหนดทิศทางการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำบาดาลร่วมกับน้ำผิวดินในบริเวณพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำสายหลักของประเทศไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบต่อวิกฤตภัยแล้งพื้นที่จังหวัดชัยนาท และจะเป็นต้นแบบการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในพื้นที่อื่นๆที่อยู่ใกล้แม่น้ำในอนาคตได้ต่อไป

ด้าน นายกุศล โชติรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวเพิ่มเติมว่า บ่อน้ำบาดาลขนาดใหญ่ (RBF) เป็นการก่อสร้างระบบประปาขนาดความจุ 300 ลบ.ม.ความสูง 30 เมตร พร้อมระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำและระบบท่อกระจายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 150/100/75 มม.ความยาวรวม 5,800 เมตร คลอบคลุมบ้านประจำรังหมู่ที่ 2 บ้านบางก้านเหลือง หมู่ที่ 3 และบ้านธัญญอุดม หมู่ที่ 6 หากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านธัญญอุดม ตำบลหาดท่าเสา อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท รวม 8 หมู่บ้าน 1,484 ครัวเรือน ประชากรกว่า 5,000 คนมีน้ำอุปโภค-บริโภคตลอดทั้งปี อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้บริหารจัดการระบบกระจายน้ำและส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ได้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ จะมีปริมาณน้ำที่สามารถพัฒนาได้กว่า 1.46 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สามารถให้ประชาชนใช้สำหรับอุปโภคบริโภค ไม่น้อยกว่า 8 พันคน และสามารถเป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านเกษตรกรรม ไม่น้อยกว่า 6.2 พัน ไร่ ซึ่งในอนาคตจะดำเนินการขยายระบบท่อกระจายน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหาดท่าเสาและพื้นที่ใกล้เคียงด้วย

‘อลงกรณ์’เดินสายขับเคลื่อนAIC ชื่นชมเทคโนโลยีอัจฉริยะผลิตหุ่นยนต์เกษตรเมดอินไทยแลนด์สำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517538

'อลงกรณ์'เดินสายขับเคลื่อนAIC ชื่นชมเทคโนโลยีอัจฉริยะผลิตหุ่นยนต์เกษตรเมดอินไทยแลนด์สำเร็จ

‘อลงกรณ์’เดินสายขับเคลื่อนAIC ชื่นชมเทคโนโลยีอัจฉริยะผลิตหุ่นยนต์เกษตรเมดอินไทยแลนด์สำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 20.20 น.

“อลงกรณ์” เดินสายขับเคลื่อนAICชื่นชมพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะผลิตหุ่นยนต์เกษตรเมดอินไทยแลนด์สำเร็จ

10 กันยายน 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์AICเป็นประธานการประชุมศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม AIC   (Agritech and Innovation Center) กลุ่มพื้นที่เขต2 ประกอบด้วยAICจังหวัดนครปฐม AICจังหวัดนนทบุรี AICจังหวัดปทุมธานี และAICจังหวัดสมุทรปราการ  ณ ห้องประชุมวิชาการ 1 อาคารศูนย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน และ มอบนโยบาย เฟส2 (เดือนกันยายน- เดือนพฤศจิกายน 2563) 17ภารกิจ

โดยมี รศ.ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล นายทินกร อ่อนประทุม นายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด นานวิทยา จันทร์สม นายณฐกร สุวรรณธาดาคณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์  ผศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.ศิริชัย ศรีพรหม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร ม.เกษตร  รศ.ดร.ปภพ สินชยกุล ผู้อำนวยการศูนย์AIC จ. นครปฐม  ผศ.ดร. พีรพงษ์  พรวงศ์ทอง ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผู้อำนวยการศูนย์AIC จ.นนทบุรี ดร.พิมพรรณ พิมลรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ AIC จ.ปทุมธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผศ.ลือพงษ์ ลือนาม ผู้อำนวยการศูนย์ AIC จ. สมุทรปราการ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมด้วยคณะกรรมการAIC ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ภาคราชการ ภาคเอกชน  ภาคการศึกษา ภาคเกษตรกร  โดยนายอลงกรณ์กล่าวแสดงความชื่นชมความมุ่งมั่นในการดำเนินงานของAICทั้ง4จังหวัดและความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0 ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนเช่น หุ่นยนต์กรีดยาง หุ่นยนต์เก็บมะเขือเทศ แอพพลิเคชันGAP ระบบเกษตรอัจฉริยะเป็นต้นโดยจะมีการนำเสนอผลงานของAICทั้งประเทศในเดือนตุลาคมเพื่อต่อยอดการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสู่เกษตรกรในการลดต้นทุนเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรโดยเร็วต่อไป

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากพายุโซนร้อน…แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517436

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากพายุโซนร้อน...แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากพายุโซนร้อน…แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.03 น.

อิทธิพลพายุโซนร้อนซินลากู พายุโซนร้อนฮีโกส และร่องมรสุมที่พัดผ่านประเทศไทยในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ฝนตกหนักและเกิดภาวะน้ำท่วมหลายพื้นที่โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 20 จังหวัด อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมครั้งนี้นำมาถอดบทเรียนหาทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี

พื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านที่อยู่ติดกัน อิทธิพลพายุโซนร้อนและร่องมรสุมครั้งนี้ ทำให้ปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำมีปริมาณน้ำไม่ต่างกันมากนัก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่างกันชัดเจน ปริมาณฝนที่ตกในลุ่มน้ำน่าน ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะในจ.น่านเท่านั้น มวลน้ำทั้งหมดไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ส่วนพื้นที่น้ำท่วมในจ.น่าน ก็ลดลงต่อเนื่อง จนขณะนี้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว นอกจากนี้ ยังทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนมากถึง 1,594 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้ ณ วันที่ 1 กันยายน เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 4,970 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำยม ไม่มีแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ มวลน้ำทั้งหมดไหลท่วมจ.แพร่ และไหลท่วมเขตจ.สุโขทัย กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ต้องระดมสมองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนจัดการจราจรทางน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมตั้งแต่อ.เมือง จ.แพร่ ลงมาอ.วังชิ้น อ.ศรีสัชนาลัย อ.สวรรคโลก อ.ศรีสำโรงและอ.เมือง จ.สุโขทัย ถึงจ.พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ รวมทั้งพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาด้วย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. เปิดเผยว่า กอนช.ประเมินผลกระทบจากพายุโซนร้อนและร่องมรสุมครั้งนี้ ทำให้เกิดปริมาณน้ำหลากในลุ่มน้ำยมประมาณ 384 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สามารถบริหารจัดการให้พื้นที่ส่วนใหญ่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยเก็บกักปริมาณน้ำหลากไว้ในลำน้ำสายหลักและสาขาในทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเป็นปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ ส่วนปริมาณน้ำที่เหลือจะให้ไหลลงลุ่มเจ้าพระยา พร้อมมอบให้กรมชลประทานผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเก็บกักน้ำไว้ในระบบ และมาใช้เป็นน้ำต้นทุนส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรที่กำลังขาดแคลนน้ำอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นที่ตอนล่างแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำส่วนหนึ่งอีกด้วย นอกจากนี้ จะผันน้ำผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก ต่อเนื่องไปยังคลองระพีพัฒน์ พร้อมทั้งใช้สถานีสูบน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อสูบน้ำส่งไปเก็บในอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี

แม้มวลน้ำจากลุ่มน้ำยมครั้งนี้จะบริหารจัดการได้ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วมสร้างความเสียหายพอสมควร และต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดเวลา บทเรียนครั้งนี้หากนำมาพิจารณาว่า ถ้าหากลุ่มน้ำน่านไม่มีเขื่อนสิริกิติ์เก็บกักน้ำไว้แล้ว จะมีมวลน้ำอีกจำนวนมหาศาลจากลุ่มน้ำน่านไหลสมทบกับมวลน้ำจากลุ่มน้ำยม สถานการณ์อุทกภัยจะรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

2 ลุ่มน้ำ ยม-น่าน อยู่ติดกัน ได้น้ำฝนหนักพอ กัน แต่พื้นที่ตอนล่างลุ่มน้ำน่านไม่มีปัญหาน้ำท่วม ขณะที่ตอนล่างของลุ่มน้ำยมลุ้นระทึกกับสถานการณ์น้ำท่วม เพราะอะไร ต้องนำมาถอดบทเรียนหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน

ลุ่มน้ำยมเป็น 1 ใน 22 ลุ่มน้ำหลักของประเทศ และเป็น 1 ใน 4 ของสาขาลุ่มเจ้าพระยา มีพื้นที่มากกว่า 13,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ มีปริมาณฝนตกเฉลี่ย 1,369 มิลลิเมตร คิดเป็นปริมาณน้ำท่ามากกว่า 6,700 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี ในจำนวนนี้เป็นปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นในฤดูฝนไม่น้อยกว่า 2,300 ล้าน ลบ.ม.แต่กักเก็บน้ำไว้ได้ประมาณ 500 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น เนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีเพียงแหล่งกักเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลุ่มน้ำยมจะประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากช่วงฤดูน้ำหลากเช่นในฤดูฝนปีนี้ ขณะที่ฤดูแล้งจะขาดแคลนน้ำที่รุนแรงกว่าลุ่มน้ำอื่น

เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมนั้น รัฐบาลนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2535 ในการบูรณาการแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากของจ.สุโขทัย แบบยั่งยืนนั้น ต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก มาใช้แก้ปัญหาต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนหลักลุ่มน้ำยม (ปี 2564 – 2580) โดยปัจจุบันได้มีแผนหลักดำเนินการเป็น 3 ส่วน คือ ยมตอนบน ตอนกลาง และตอนล่าง

ลุ่มน้ำยมตอนบน ในระยะเร่งด่วนเริ่มดำเนิน ปี 2564 ได้แก่ อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและติดตั้งระบบเตือนภัย และระยะสั้น เริ่มปีตั้งแต่ ปี 2565 – 2566 ได้แก่ พัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงแหล่งน้ำตามแนวคิด “สะเอียบโมเดล”

ลุ่มน้ำยมตอนกลาง ระยะเร่งด่วน เริ่มปี2564 ได้แก่ จัดการจราจรน้ำและปรับปรุงลำน้ำที่ตื้นเขิน ในระยะสั้น เริ่มปี 2565 – 2570 ได้แก่ พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำในลำน้ำสาขา และเพิ่มความจุแหล่งน้ำเดิม ในระยะยาว หลังปี 2527 ได้แก่ พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำในลำน้ำยมซึ่งต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนความต้องการของประชาชนในพื้นที่มาพิจารณาด้วย

ลุ่มน้ำยมตอนล่าง ระยะเร่งด่วน เริ่มปี 2564 ได้แก่ พัฒนาอาคารบังคับน้ำในลำน้ำยม อยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 แห่ง และมีแผนดำเนินการในอนาคตอีก 7 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 11 แห่ง พร้อมจัดสร้างระบบผันน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ได้แก่ โครงการคลองผันน้ำยมน่าน ระยะกลาง เริ่มดำเนินการปี 2566 ได้แก่ พัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือจังหวัดนครสวรรค์

ทั้งนี้ เป้าหมายของแผนหลักในการพัฒนาลุ่มน้ำยม 20 ปีคือ พัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำตอนบน – ตอนกลาง 800 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชะลอน้ำตอนล่าง 833 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 253,630 ไร่ และลดปัญหาน้ำท่วมได้ 54,159 ไร่ ซึ่งรัฐบาลได้พัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำยมมาต่อเนื่อง โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดำเนินการแล้ว 697 โครงการ เก็บกักน้ำได้ 68 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 140,000 ไร่ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา อ่างเก็บน้ำแม่อ้อน 2 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลำปาง อ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แพร่ ประตูระบายน้ำท่านางงาม จ.พิษณุโลก ประตูระบายน้ำท่าแห จ.พิจิตร ประตูระบายน้ำบ้านวังจิก จ.พิจิตร การเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นทุ่งบางระกำ ปี 2563 จำนวน 500 แห่ง ได้น้ำรวม 24 ล้าน ลบ.ม. และโครงการบางระกำโมเดล

“แผนงานโครงการสำคัญที่จะเริ่มดำเนินภายในปี 2566 มีทั้งสิ้น 36 โครงการ ที่เพิ่มความจุได้ 116 ล้าน ลบ.ม. แก้มลิงชะลอน้ำ 833 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 1.67 แสนไร่ 26,949 ครัวเรือน โดยทำควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และขนาดเล็กที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน-กลาง ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 234 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงเร่งผลักดันแผนพัฒนาพื้นที่รับน้ำชะลอน้ำในลำน้ำยมตอนบนให้ได้โดยเร็วตามแผนหลักฯ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบปริมาณน้ำส่วนเกินก่อนไหลลงจ.สุโขทัย ซึ่งเป็นพื้นที่ท่วมซ้ำซากไม่ให้ประสบปัญหาอย่างในปัจจุบัน” ดร.สมเกียรติกล่าว

จะเห็นว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมนั้น ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำได้เฉพาะโครงการขนาดกลางและขนาดเล็กเท่านั้น ซึ่งตามแผนพัฒนาลุ่มน้ำยม 20 ปี จะกักเก็บน้ำต้นทุนได้ 800 ล้าน ลบ.ม. เมื่อนำมารวมกับการใช้พื้นที่ตอนล่างในการชะลอน้ำอีก 800 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็นประมาณ 1,600 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำท่าต่อปีที่มีมากกว่า 6,700 ล้าน ลบ.ม.แล้ว ปัญหาลุ่มน้ำยมยังไม่ได้ถูกแก้ไขยั่งยืน ความเสี่ยงที่จะเกิดอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก และขาดแคลนน้ำฤดูแล้งก็สูงกว่าลุ่มน้ำอื่น ที่เป็นสาขาของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

4 ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย ลุ่มน้ำปิง มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ลุ่มน้ำวัง มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนกิ่วลม ลุ่มน้ำน่าน มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนแต่ลุ่มน้ำยม รัฐบาลพยายามดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก หลายโครงการมาใช้แก้ปัญหา แต่ก็แก้ได้เฉพาะในพื้นที่โครงการนั้นๆ เท่านั้น ในภาพรวมยังไม่ได้รับการแก้ไข

พายุโซนร้อนและร่องมรสุม ที่เกิดขึ้นนี้ น่าเป็นคำตอบในการหาแนวทางแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมได้

รายงานพิเศษ : ‘ยุภาพร คงสมบัติ’ต้นแบบครูบัญชีอาสา พลิกชีวิตจากพนักงานประจำสู่เกษตรกรมืออาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517154

รายงานพิเศษ : ‘ยุภาพร คงสมบัติ’ต้นแบบครูบัญชีอาสา พลิกชีวิตจากพนักงานประจำสู่เกษตรกรมืออาชีพ

รายงานพิเศษ : ‘ยุภาพร คงสมบัติ’ต้นแบบครูบัญชีอาสา พลิกชีวิตจากพนักงานประจำสู่เกษตรกรมืออาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางยุภาพร คงสมบัติ เกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ปี 2561จากจังหวัดชัยภูมิซึ่งปัจจุบันพลิกผันชีวิตจากพนักงานบริษัท มาสู่อาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมั่นคงยั่งยืน และเป็นอีกหนึ่งต้นแบบเกษตรกรที่ใช้แนวทางการทำบัญชีมาเป็นเข็มทิศให้กับชีวิตของตนเอง สามารถพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมภายใต้การศึกษาหาความรู้ พัฒนาปรับเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างสร้างสรรค์ รวมถึงเป็นแบบอย่างทางด้านความคิดที่มีส่วนในการผลักดันให้เพื่อนพี่น้อง และเกษตรกรในพื้นที่ ได้เห็นถึงความสำคัญในการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ภายใต้บทบาทครูบัญชีอาสาอีกด้วย

นางยุภาพร เปิดเผยว่า เดิมครอบครัวปลูกอ้อยบนพื้นที่ 50 ไร่ เนื่องจาก อยู่ในเขตการส่งเสริมการปลูกอ้อยของโรงงานน้ำตาลบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ดังนั้น อ้อยจึงนับเป็นพืชเศรษฐกิจของเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่แต่การอาศัยรายได้จากการปลูกอ้อยเพียงอย่างเดียวนั้น เป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งเนื่องจาก 1 ปี เก็บผลผลิตได้เพียงครั้งเดียว และราคาอ้อยเป็นไปตามกลไกของตลาดเกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ หากปีใดราคาอ้อยตกต่ำ เกษตรกรก็แทบจะอยู่ไม่ได้ ต้องเป็นหนี้กับทางโรงงานอยู่เรื่อยไปการเปลี่ยนแปลงในด้านการเกษตรของครอบครัวเริ่มเกิดขึ้น เมื่อความต้องการทางด้านการเงินมีมากขึ้น เพราะต้องส่งลูกเรียนทั้งในระดับมัธยมศึกษา และปริญญาตรี ซึ่งในขณะนั้น ผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจขุดบ่อเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตร จากนั้นรื้อแปลงอ้อยเปลี่ยนมาปลูกพืช ผัก หมุนเวียน 5 ไร่ วางแผนให้ก่อเกิดรายได้รายวัน ด้วยการเก็บผักขายในหมู่บ้าน ชุมชนใกล้เคียง และส่งขายตลาด ทำให้มีรายได้ส่งลูกเล่าเรียนจนจบปริญญาตรีทั้ง 3 คน

ส่วนตน ภายหลังจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้รับค่าแรงเป็นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาในขณะนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ ความเป็นอยู่ของพ่อแม่ ที่ยังประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ท่านรักเหมือนเดิม ซึ่งแก่เฒ่าและไม่มีคนดูแล ทำให้เกิดความคิด อยากกลับบ้านเพื่อมาดูแลพ่อแม่และช่วยทำการเกษตร จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำการเกษตรเต็มตัว โดยขณะนั้นพ่อ แม่ เริ่มทดลองปลูกพุทราสามรส 10 ไร่ จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้นำความรู้มาช่วยครอบครัวทำการตลาด เริ่มจาก ขายในชุมชน ตลาดใกล้บ้าน ต่างอำเภอ และต่างจังหวัด และด้วยพุทราเป็นผลไม้ที่ไม่อยู่ในกระแส คนปลูกไม่มาก การเก็บเกี่ยวผลผลิตนานถึง 6 เดือน ไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคามากนัก ประกอบกับการผลิตของให้ได้คุณภาพตามความต้องการของลูกค้า จึงทำให้เป็นที่นิยมของลูกค้า จึงขยายพื้นที่ปลูกเป็น 25 ไร่ และนำความรู้ที่เรียนมาเพื่อใช้บริหารจัดการในการเกษตรทั้งด้านการวางแผนการปลูกพืช การวางแผนการตลาด โดยใช้ข้อมูลบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพเป็นพื้นฐานในการวางแผน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าอย่างสูงสุดทำการเกษตร โดยเน้นคุณภาพของผลผลิต ปลอดภัยปราศจากการเข้าทำลายของโรคและแมลงหรือสารพิษตกค้าง ตลอดจนรอยตำหนิ สร้างความแตกต่างเพื่อจูงใจในการตัดสินใจซื้อ มีความแปลกใหม่ หายากในตลาดทั่วไป และเป็นการสร้างอัตลักษณ์ของสินค้าตนเอง การตั้งราคา หลีกเลี่ยงการปลูกพืชในฤดูที่มีผู้ผลิตและผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก เพียง 4 ปี ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำการเกษตรอย่างเต็มตัวก็สามารถปลดเปลื้องภาระหนี้สินจำนวนประมาณ 600,000 บาท ที่เกิดขึ้นเมื่อคราวลงทุนทำไร่อ้อยได้สำเร็จ และเริ่มมีเก็บออมเงินส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการลงทุนปลูกพืชใหม่ๆในครั้งต่อไป และอีกส่วนหนึ่งเก็บไว้เพื่อใช้ในคราวฉุกเฉิน

ด้วยความสำเร็จและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนในปี 2559 จึงได้เข้าอบรมครูบัญชีอาสา เพื่อทำหน้าที่เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชีให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป และนับว่าเป็นโอกาสดีอีกครั้ง เมื่อพื้นที่เกษตรของตนได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เพื่อเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ตนถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากการทำการเกษตรการใช้ข้อมูลทางการบัญชีเพื่อวางแผนด้านการเกษตร ให้ผู้ที่สนใจได้อย่างกว้างขวางมากขึ้นซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้ามาเยี่ยมเยือนและเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง

นางยุภาพรกล่าวอีกว่า จากความสำเร็จในเบื้องต้นที่กล่าวมา ตนส่งเสริมทำบัญชีให้เกษตรกรรายอื่นในพื้นที่ เพื่อให้เขาหันมาประกอบอาชีพอย่างมีหลักการมากขึ้น ซึ่งใช้ประสบการณ์ของครอบครัวตนเองเป็นตัวอย่างถ่ายทอด แรกๆ ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจมากนัก กระทั่งการประกอบอาชีพของเขามาถึงทางตัน เขาจึงยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง ทำให้ขณะนี้ในต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ มีเกษตรกรที่ลดพื้นที่ปลูกอ้อยแล้วหันมาทำเกษตรผสมผสานสร้างรายได้รายวันกันมากขึ้น ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“สำหรับตนแล้วการทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่เพียงเฉพาะอาชีพเกษตรกรเท่านั้น ทุกอาชีพก็ควรให้ความสำคัญในการทำบัญชี ประชาชนทั่วไปทุกสาขาอาชีพก็สามารถนำหลักการทำบัญชีมาใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ได้เช่นกัน เพื่อให้การดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ความไม่ประมาท ลดความเสี่ยงได้อย่างมีเหตุ
มีผล ปัจจุบันพื้นที่ทำเกษตรของตนไม่ปลูกอ้อยแล้ว แต่หันมาทำเกษตรผสมผสานเต็มรูปแบบ ทั้งปลูกไม้ผล พืช ผัก ปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์ ขุดบ่อน้ำ ทำกิ่งพันธุ์ไม้ผล ทำให้มีรายได้ทุกวันตลอดทั้งปีมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง” นางยุภาพร กล่าว

สหกรณ์ฯบางระกำใช้FASเพิ่มความแม่นยำโปร่งใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517153

สหกรณ์ฯบางระกำใช้FASเพิ่มความแม่นยำโปร่งใส

สหกรณ์ฯบางระกำใช้FASเพิ่มความแม่นยำโปร่งใส

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางกฤษณา ธรรมชีวิน ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด จ.พิษณุโลกเปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ ประกอบธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดสินค้ามาจำหน่าย และธุรกิจรวบรวมผลผลิต เช่น ข้าว ข้าวโพด ธุรกิจแปรรูปเมล็ดพันธุ์ข้าวข้าวสารแบรนด์บางระกำ มีทุนดำเนินงาน ณ วันปิดบัญชี 21 มีนาคม 2563 จำนวน 354ล้านบาท มีเงินฝากจากสมาชิก 107 ล้านบาท ผลดำเนินงานปี 2563 มีกำไรสุทธิ 8,600,000 บาท มีมูลค่าจากธุรกิจขายบริการ 678 ,300,000 บาท และกำไรจากธุรกิจสินเชื่อ 11 ล้านบาท โดยสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ฯ จึงต้องเชื่อมโยงธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวบรวมผลผลิตไว้ด้วยกัน เพื่อให้สมาชิกได้รับบริการครบวงจรเป็นระบบ นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังมีโครงการส่งเสริมอาชีพให้สมาชิก โดยสหกรณ์จะให้สินเชื่อหรือสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่สมาชิกที่ร่วมโครงการ แล้วรับหน้าที่รวบรวมผลผลิตของสมาชิกเพื่อจัดจำหน่าย เมื่อสมาชิกจำหน่ายผลผลิตแล้ว จึงนำเงินกู้มาคืนให้สหกรณ์

จะเห็นว่า สหกรณ์ดำเนินธุรกิจและจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพให้สมาชิกที่หลากหลายการบริหารจัดการทางบัญชี จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการรอบคอบโปร่งใส ซึ่งในอดีตสหกรณ์เคยได้ทดลองนำโปรแกรมทางบัญชีของเอกชนมาใช้ แต่ยังพบปัญหาบางประการ กระทั่งเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) ซึ่งเป็นนวัตกรรมของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาช่วยบริหารงาน ทำให้มีประสิทธิภาพบริหารจัดการทางบัญชีมากขึ้น โดยสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด ถือเป็นสหกรณ์แรกในจ.พิษณุโลก ที่นำโปรแกรม FAS ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาใช้ ภายใต้การแนะนำของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก พบว่าช่วยให้สหกรณ์คล่องตัวหลายด้าน ทั้งผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการได้รวดเร็ว ใช้ข้อมูลแต่ละโปรแกรมตรวจสอบรายงานสถานะทางการเงินและแยกประเภทได้ทุกสิ้นวัน และปิดบัญชีประจำปีสามารถจัดพิมพ์รายงานการเคลื่อนไหวและยอดคงเหลือจัดทำรายละเอียดประกอบงบการเงิน เพื่อจัดส่งให้ผู้สอบบัญชีได้ มีระบบเตือนภัยทางการเงิน ระบบออกใบเสร็จ ที่สะดวกแม่นยำมากขึ้นรวมถึงยังดูรายงานและวิเคราะห์หนี้ของสมาชิกได้ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใช้โปรแกรมให้ดียิ่งขึ้น ปีนี้สหกรณ์ฯยังจัดทำแผนกลยุทธ์ภายใต้พันธกิจ “สหกรณ์จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ ด้วยโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจรอย่างมีประสิทธิภาพ”ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ฯ ได้กำหนดนโยบายร่วมพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจรร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้เหมาะสม สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินงานที่หลากหลายของสหกรณ์ฯ

นางกฤษณากล่าวอีกว่า การใช้โปรกรมระบบบัญชีครบวงจร ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อนและสามารถเรียนรู้ให้เข้าใจง่าย ซึ่งในส่วนสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จะอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อเสริมสร้างความรู้เพิ่มศักยภาพการทำงาน ให้มีความรู้ด้านใช้โปรแกรม และระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงเรียนรู้แก้ปัญหาระบบคอมพิวเตอร์ และแก้ระบบโปรแกรม หากเกิดกรณีมีข้อผิดพลาดขึ้นซึ่งจะมีวิทยากรทั้งในส่วนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และหน่วยงานอื่น ที่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เข้ามาให้คำแนะนำตามที่สหกรณ์ร้องขอ ทำให้การใช้โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจรของสหกรณ์คล่องตัว เมื่อเกิดข้อขัดข้องทางโปรแกรม ผู้ปฏิบัติงานสามารถเชื่อมโยงกับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก แก้ปัญหาได้ทันที ไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่เข้ามาแก้ไข ลดอุปสรรคทำงานได้ดี และปีนี้สหกรณ์ฯมีแผนที่จัดทำคู่มือใช้โปรแกรม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานแต่ละฝ่ายนำไปใช้ เพิ่มความแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพอีกด้วย

ส่วนการเชื่อมโยงระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก สหกรณ์ยังนำนวัตกรรม Smart4M ที่ใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่เข้าถึงได้ง่าย มาส่งเสริมให้ผู้บริหารสหกรณ์และสมาชิกใช้ควบคู่กันไป ซึ่งนวัตกรรม Smart4M จะช่วยให้ทั้งผู้บริหารและสมาชิกสหกรณ์ตรวจสอบฐานะทางการเงินของสหกรณ์และของตนเองได้ตลอดเวลา ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก

“โปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นระบบที่ดี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการทางบัญชีให้สหกรณ์คล่องตัว แม่นยำเชื่อมโยงระหว่างผู้บริหารสหกรณ์ สมาชิกและผู้สอบบัญชี ทำให้เกิดความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นกับสมาชิก และทำให้สหกรณ์เข้มแข็ง”นางกฤษณา กล่าว