ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนหน้าฝน! ระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาด’โค-กระบือ-แพะ-แกะ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502404

ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนหน้าฝน! ระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาด'โค-กระบือ-แพะ-แกะ'

ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนหน้าฝน! ระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาด’โค-กระบือ-แพะ-แกะ’

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 14.18 น.

30 มิถุนายน 2563 นายอภิชาติ สุวรรณชัยรบ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้จังหวัดบุรีรัมย์ สภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศชื้น จะทำให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพอ่อนแอ เอื้อต่อการติดเชื้อโรคง่าย จึงได้ขอแจ้งให้เกษตรกรผู้เลี้ยง โค-กระบือ หมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดบุรีรัมย์ มีประชากรโค อยู่กว่า 250,000 ตัว กระบือกว่า 98,000 ตัว แพะกว่า 5,300 ตัว แกะกว่า 1,200 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่ 23 อำเภอ ทั้งจังหวัด

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับปศุสัตว์อำเภอ ได้ระดมเจ้าหน้าที่ออกให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยและโรคคอบวมให้โค กระบือ แพะ แกะ ของเกษตรกรที่เลี้ยงไว้ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคปากเท้าเปื่อยในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศชื้นเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดสัตว์ได้ง่าย จึงแนะให้เกษตรกรควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพสัตว์เลี้ยงของตนเอง ทั้งให้หมั่นทำความสะอาดเล้า โรงเรือนอยู่เสมอ       

“ทั้งนี้ ได้กำชับให้ปศุสัตว์อำเภอทั้ง 23 อำเภอ เร่งออกฉีดวัคซีนให้โค กระบือ แพะ แกะ หรือสัตว์กลีบคู่ที่เสี่ยงต่อการระบาดของโรคดังกล่าวให้ครอบคลุม ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ได้นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย และโรคคอบวมระบาดที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอได้ทุกแห่งให้ครบทุกตัว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวด้วย” นายอภิชาติ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ได้เฝ้าระมัดระวัง หากพบว่า โค-กระบือ มีอาการป่วยผิดปกติ มีแผลตามริมฝีปาก กลีบเท้า น้ำลายไหล เซื่องซึม หรือป่วยตายผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัด เข้าไปตรวจสอบเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ไม่ให้มีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือได้

ติดดาบ‘ผู้ตรวจสอบกิจการ’ อบรมเสริมความรู้ก้าวทันธุรกิจสหกรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502211

x

ติดดาบ‘ผู้ตรวจสอบกิจการ’ อบรมเสริมความรู้ก้าวทันธุรกิจสหกรณ์

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผู้ตรวจสอบกิจการถือเป็นบุคคลสำคัญทำหน้าที่ในสหกรณ์ หากสหกรณ์ใดมีผู้ตรวจสอบกิจการเข้มแข็งมีความรู้มั่นใจได้ว่า กิจการสหกรณ์นั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์กฎ ข้อบังคับ และความเสี่ยงประกอบกิจการน้อยซึ่งกรมรับผิดชอบฝึกอบรมให้ผู้ตรวจสอบกิจการ มีหลักสูตรเสริมศักยภาพให้ผู้ตรวจสอบกิจการได้รับความรู้เข้าไปตรวจสอบกิจการของสหกรณ์ต่อเนื่อง ให้ดูบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็น รู้จักประเมินกิจกรรมความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ รู้ปัจจัยเศรษฐกิจสังคมที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ว่า หากดำเนินธุรกิจใดแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้เหมาะสมกับสหกรณ์เพียงใด

“ผู้ตรวจสอบกิจการต้องเป็นอิสระ ที่ประชุมใหญ่สหกรณ์จะเป็นผู้เลือกตั้งอาจมาจากสมาชิกสหกรณ์หรือเลือกจากบุคคลภายนอกก็ได้ แต่บุคคลที่มาทำหน้าที่ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ตรวจสอบกิจการจากกรมมาแล้ว กรมเห็นว่าหากให้ตรวจสอบกิจการของสหกรณ์ดำเนินไปอย่างดีทุกปี ควรให้ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ได้รับการฟื้นฟูความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ หรือสาระเป็นประโยชน์ที่ไปปรับปรุงดูแลกิจการสหกรณ์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ก้าวทันธุรกิจสหกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อการแข่งขันกับธุรกิจภาคเอกชนที่ดำเนินการลักษณะเดียวกับสหกรณ์”นายโอภาส กล่าว

นายโอภาสกล่าวอีกว่า เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ส่วนใหญ่จะมาจากการฝาก ถอน กู้ ยืม ซึ่งไม่สามารถแข่งขันกับสถาบันการเงินภาคเอกชนได้ เพราะแนวทางบริหารจัดการและการแก้ปัญหาต่างๆ ของภาคเอกชนจะไม่ยุ่งยากเหมือนกับการบริหารจัดการของระบบสหกรณ์ เช่น การปล่อยกู้ของภาคเอกชนจะง่ายกว่าสหกรณ์ จึงช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้กู้ได้ อีกทั้ง เอกชนมีระบบการตีมูลค่าหลักทรัพย์ตามความเป็นจริง มีรูปแบบบริหารจัดการที่เน้นความรวดเร็ว และมีระบบติดตามแบบทันทีทันใด เข้าถึงตัวบุคคล ซึ่งจะแตกต่างจากระบบบริหารจัดการของสหกรณ์ ที่หากสมาชิกจะกู้ยืมต้องค้ำประกันตัวเองโดยใช้เงินหุ้นของผู้กู้เป็นหลักประกัน ซึ่งในรูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหา

ส่วนรูปแบบที่ 2 คือใช้ตัวบุคคลค้ำประกัน ในกรณีนี้มักเจอปัญหาหลายแห่ง โดยเฉพาะในสหกรณ์ที่สมาชิกผู้กู้สังกัดอยู่นั้นมีปัญหาเกิดขึ้น ทำให้มีผลกระทบต่อผู้กู้และผู้ค้ำประกันไปพร้อมกัน ซึ่งจะนำมาสู่ความไม่แน่นอนในการชำระเงินกู้ที่มีอยู่กับสหกรณ์นั้นได้ รูปแบบที่ 3 คือ ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งพบว่าบางสหกรณ์มักประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ไม่เป็นตามราคาที่แท้จริง ทำให้มูลหนี้กับมูลค่าหลักทรัพย์ไม่เท่าเทียมกัน เมื่อเกิดปัญหา ผู้กู้จึงไม่สามารถชำระหนี้ได้ หลักทรัพย์ที่ยึดคืนได้จึงด้อยกว่ามูลหนี้ค่อนข้างมาก นำมาสู่ความเสียหายแก่สหกรณ์ในที่สุด แต่ปัญหาเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ตรวจสอบกิจการช่วยวิเคราะห์วางแผนให้สหกรณ์ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตได้ สามารถประเมินความเสี่ยงได้ว่า ในกิจกรรมของสหกรณ์นั้น เรื่องใดเสี่ยงหรือต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร เมื่อผู้ตรวจสอบกิจการตรวจพบให้เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป ปัจจุบันปัญหาที่พบมากคือ ทุจริตรายบุคคลที่เกิดขึ้นหลายรูปแบบ เช่น ปลอมลายมือชื่อ การรับฝากเงินแล้วไม่นำฝากจริง กรณีแบบนี้ผู้ตรวจสอบกิจการสามารถสอดส่องดูแลพฤติกรรมของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องลดความเสี่ยงและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดี

เกษตรฯ-พาณิชย์เปิดตัวแอพฯ‘M-Help Me’ ขับเคลื่อนนโยบาย‘ตลาดนำการผลิต’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502210

x

เกษตรฯ-พาณิชย์เปิดตัวแอพฯ‘M-Help Me’ ขับเคลื่อนนโยบาย‘ตลาดนำการผลิต’

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังแถลงข่าวเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “M-Help Me”ว่า ตามนโยบายดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เน้นการตลาดนำการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวงเกษตรฯจึงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ทำยุทธศาสตร์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ช่วยหาตลาดจำหน่ายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ รองรับผลผลิตและสินค้าเกษตรฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ขณะนี้ทั่วโลกต้องการอาหารและสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพผลิตภาคเกษตรสูง รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตร 4 หมวด คือ พืช ปศุสัตว์ ประมงและการแปรรูป กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ได้ขยายการรับซื้อของตลาดเดิมและหาตลาดส่งออกใหม่ไปทั่วโลก ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกร ผลิตสินค้าเกษตรที่ตรงความต้องการของตลาด เกษตรกรขายผลผลิตได้แน่นอน ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น พร้อมส่งเสริมสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน กลุ่ม SME กลุ่มเกษตรกรรายย่อยและ Young Smart Farmers ให้มีทางเลือกจำหน่ายผลผลิตและสินค้าแปรรูปผ่านระบบออนไลน์ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับช่องทางออกสู่ตลาดของสินค้าเกษตร จึงบูรณาการร่วมระหว่างภาครัฐเอกชน รวม 30 หน่วยงานจัดระบบขนส่งของประเทศ โดยจัดพิธีลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือแนวทางบริหารจัดการการขนส่งผลไม้ไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด 19” เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่กระทรวงพาณิชย์ ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อให้ความสำคัญด้านบริหารจัดการขนส่งผลไม้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 เพื่อใช้ระบบขนส่งในประเทศไทยช่วยกระจายผลผลิตผลไม้ที่ออกสู่ตลาดมากปี 2563 ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง และองุ่น รวมถึงไม้ผลอื่นที่เป็นพืชเศรษฐกิจจากแหล่งผลิตโดยตรง นั่นคือ เกษตรกรหรือโรงงานผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศหรือตลาดปลายทางให้ได้โดยเร็ว โดยอาศัยกลไกทำงานของระบบโลจิสติกส์ การขนส่งทางอากาศ ทางบก และทางเรือ และในส่วนขนส่งสินค้าในสถานที่ต่างๆ รวมถึงการซื้อขายผ่านออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มในการช่วยอำนวยความสะดวกแบบเบ็ดเสร็จ

“M-Help Me เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ของคนไทยส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภคภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และนโยบายตลาดนำการผลิต รวมทั้งพันธกิจร่วมเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด ซึ่งเชื่อมั่นว่า M-Help Me จะเป็นกลไกสำคัญของประเทศช่วยเหลือเกษตรกรให้ขายสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ รวมทั้ง SMEs และโรงงานอุตสาหกรรมในภาคเกษตร เชื่อมโยงไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้เช่นกัน และสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศในยุค COVID-19 ระบาด เพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ประเทศผู้ส่งออกอาหาร 1 ใน 10 ของโลกได้ตามที่รัฐบาลกำหนด และเป้าหมายสำคัญที่สุดคือ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายอลงกรณ์ กล่าว

ด้านนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ผู้ก่อตั้งสมาคมการค้าธุรกิจบริการและผลิตภัณฑ์ผสมผสานร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้และสร้างความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่ดูแลสินค้าเกษตร เพื่อวางแผนผลิตไปจนถึงมือผู้บริโภคและสนับสนุนธุรกิจเกษตรด้วย องค์ความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยพัฒนาระบบแพลตฟอร์มช่องทาง การตลาดออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่น M-Help Me หรือ M-Man เป็นระบบ ซื้อ-ขาย-ขนส่ง-ประกัน-ชำระเงิน-ออนไลน์ ครบจบบนแอพฯเดียว ช่วยอำนวยความสะดวกเบ็ดเสร็จ ภายใต้โครงการคืนคุณแผ่นดิน ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อลดผลกระทบความเสียหายของผลผลิต และช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ เพราะกระจุกตัวภายในประเทศมากเกินความต้องการ

อย่างไรก็ตาม แม้วิกฤติการระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปทั่วโลก แต่ความต้องการอาหารและสินค้าเกษตรยังมีอัตราสูง จึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จะช่วยกระจายผลผลิตการเกษตรและอาหารสู่ตลาดถึงมือผู้บริโภค ด้วยช่องทางการตลาด ออนไลน์ ผ่าน แอพพลิเคชั่น M-Help Me ซื้อ-ขาย-ขนส่ง-ประกัน-ชำระเงิน-ออนไลน์ ครบจบบนแอพฯ เดียว

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502212

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง  ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาหารปิ้ง ย่าง เป็นอาหารการกินที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และได้รับความนิยมทุกระดับกลุ่มผู้บริโภค ร้านอาหารปิ้ง ย่างมักเลือกใช้เตาปิ้งย่างที่ใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิงหลัก เพราะได้กลิ่นหอมจากถ่าน แต่ปัญหาที่พบคือ ถ่านเชื้อเพลิงกระจายตัวในเตาไม่สม่ำเสมอ ทำให้การสุกของอาหารแต่ละชิ้นไม่พร้อมกัน “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” เวอร์ชั่นล่าสุด ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ประกอบการและส่งเสริมพัฒนาการประกอบอาชีพยั่งยืนเป็นรูปธรรม ผลงานวิจัยพัฒนาของผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนาผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนิสิต และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิจัยได้แก่นายธนัตถ์ ศรีสุขสันต์ และน.ส.ต้องใจ สัตราศรี พัฒนาทุกองค์ประกอบตั้งแต่สูตรหมักไก่ย่าง กระบวนการใช้งานเตา พัฒนาสูตรน้ำจิ้มไก่ย่างและปลาเผาไปจนถึงทดลองประกอบธุรกิจจริง (ออกขายอาหารปิ้งย่างตามตลาดนัด)รวมถึงออกงาน เพื่อเผยแพร่ผลงานและทดสอบตลาดต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค

ผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่า เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU ประกอบด้วย แผ่นสเตนเลส ฉนวนความร้อน สำหรับห่อหุ้มสเตนเลส (ฉนวนเส้นใยเซรามิกทนความร้อนได้มากกว่า 600 องศาเซลเซียส) กระจกสำหรับปิดเตาย่าง (กระจกทนความร้อน 500 องศาเซลเซียส) มอเตอร์ไฟฟ้า และพัดลมดูดอากาศ ทำการออกแบบเป็นถังรูปทรงกระบอก ขนาด กว้างxยาวxสูง = 844 x 890 x 1,640มิลลิเมตร ด้านนอกเตาย่าง หุ้มด้วยฉนวนกันความร้อน พร้อมติดระบบดูดควันสำเร็จรูปในตัวมีฝาปิดไม่ให้ควันออก ตัวเตาย่างจะวางขนานกับพื้น ตั้งอยู่บนขาตั้งที่แยกออกจากกันได้ เพื่อความสะดวกในการขนย้าย ภายในเตาย่างทรงกระบอก จะมีวงล้อที่มีเดือย 6 รูรอบวง เพื่อรองรับการเสียบของแกนเหล็กสเตนเลสสำหรับใส่อาหารที่จะย่าง คือ ไก่ หรือ ปลา ในเตานี้จะมีแกนเหล็กทั้งหมด 6 แกน 1 แกนเหล็ก จะใส่ไก่ได้ 2 ตัว ถ้าย่างไก่ได้ครั้งละ 12 ตัว (ปลาเผา 1 ตัวต่อ 1 แกนเหล็ก) โดยวงล้อจะหมุนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีถาดใส่ถ่านเชื้อเพลิง 2 ถาด ภายในเตาย่างมีถาดใส่ถ่านเชื้อเพลิง 1 ถาดพร้อมล้อเลื่อนเพื่อความสะดวกในการดึงออกมาเปลี่ยนถ่านเชื้อเพลิง โดยจะอยู่ตรงแกนกลางของเตาย่างทรงกระบอก ส่วนอีก 1 ถาด สำหรับใส่ถ่านเชื้อเพลิงจะอยู่ด้านล่างนอกเตาย่าง เวลาย่างไก่จะได้รับความร้อนและสุกพร้อมกัน ทั้ง 2 ด้าน โดยไม่เสียเวลาในการพลิกไก่

การทำงานของ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” ขณะย่างไก่ เมื่อไก่หมุนมาอยู่ในตำแหน่งแนวดิ่ง น้ำมันจากไขมันของไก่ในช่วงนี้ จะหยดใส่ผนังเตา แล้วน้ำมันจะไหลลงไปยังร่องเอียง เพื่อลำเลียงน้ำมันไปในถังใส่น้ำมันทั้ง 2 ด้านของเตา โดยน้ำมันดังกล่าวจะไม่หยดใส่ถ่านเชื้อเพลิงที่อยู่นอกเตาย่าง ทำให้ไม่มีควัน ส่วนฝาปิด-เปิดเตาทำด้วยกระจกจึงมองเห็นไก่ย่างภายในเตา เพื่อสังเกตอาหารที่ย่างว่าสุกหรือยัง มีปุ่มสวิตช์สำหรับปิด-เปิดพัดลมดูดอากาศ และมีปุ่มสวิตช์สำหรับปิด-เปิดมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อหยุดการหมุนของวงล้อ เพื่อดึงแกนเหล็กนำไก่ที่สุกแล้วออกจากเตา หรือนำไก่ดิบเสียบในแกนเหล็กใส่เข้าไปในเตาย่าง ส่วนระบบดูดควันสามารถดูดควันได้เกือบ 100% และสามารถต่อท่อดูดควันออกไปนอกร้านได้

จุดเด่นของ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” สามารถย่างไก่สุกทั่วถึงภายในโดยที่ยังคงความชุ่มฉ่ำและมีรสชาติดี หนังกรอบ ที่สำคัญไม่เกิดรอยไหม้ ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารย่างที่สดใหม่ต่อเนื่องทุก 6-8 นาที ประหยัดถ่านเชื้อเพลิงได้มากกว่าเตาย่างแบบเปิดทั่วไป 2-3 เท่า โดยไก่ย่างจะใช้เวลาย่าง 30-45 นาที ส่วนปลานิลเผา ใช้เวลา 10-12 นาที สามารถย่างไก่และปลาเผาได้ 20 ตัว / ชั่วโมง และที่สำคัญคือ ลดใช้แรงงาน สะดวกสบาย ลดความร้อน และขนย้ายสะดวก

ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU”ติดต่อได้ที่ ผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทรศัพท์ 08-1927-0098 และคุณธนัตถ์ ศรีสุขสันต์ โทรศัพท์ 08-3030-6609

ชาวสวนยางลุ้น!‘เฉลิมชัย’ชงประกันรายได้เฟส2เข้าครม.พรุ่งนี้ ทุ่มงบ3หมื่นล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502173

ชาวสวนยางลุ้น!‘เฉลิมชัย’ชงประกันรายได้เฟส2เข้าครม.พรุ่งนี้ ทุ่มงบ3หมื่นล้าน

ชาวสวนยางลุ้น!‘เฉลิมชัย’ชงประกันรายได้เฟส2เข้าครม.พรุ่งนี้ ทุ่มงบ3หมื่นล้าน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 15.03 น.

ชาวสวนยางลุ้น!‘เฉลิมชัย’ชงประกันรายได้เฟส2เข้าครม.พรุ่งนี้ ทุ่มงบ3หมื่นล้าน

29 มิถุนายน 2563 นายสุนทร รักษ์รงค์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ดกยท.) เปิดเผยว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ในกรอบงบประมาณ 30,000 ล้านบาท ประกันรายได้จากยาง 3 ชนิด โดยกำหนดราคายางแผ่น 60 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) น้ำยางสด 57 บาทต่อ กก. ยางก้อนถ้วย 46 บาทต่อ กก. มีระยะเวลาการประกันรายได้ 5 เดือน รายละไม่เกิน 25 ไร่ เริ่มโครงการเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2563 เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับ กยท.ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 จำนวนประมาณ1.8 ล้านคน ในพื้นที่เปิดกรีด 18 ล้านไร่ เงินชดเชยจะจ่ายเป็น 5 งวด(เดือนละครั้ง) โดยโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงให้เจ้าของสวนยาง 60% และคนกรีดยาง 40% โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์นำเข้า ครม.พิจารณา วันที่ 30 มิถุนายน นี้

ดีเดย์ 1 ก.ค.นี้! เปิดโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รัฐจ่ายให้ร้อยละ 3 ต่อปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502146

ดีเดย์ 1 ก.ค.นี้! เปิดโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รัฐจ่ายให้ร้อยละ 3 ต่อปี

ดีเดย์ 1 ก.ค.นี้! เปิดโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รัฐจ่ายให้ร้อยละ 3 ต่อปี

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.52 น.

​กรมประมง เปิดรับสมัครชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ เข้าร่วม “โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง” สามารถกู้เงินไปเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี (จ่ายเองร้อยละ 4 ต่อปี รัฐชดเชยให้ร้อยละ 3 ต่อปี) สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ ตั้งแต่วันที่   1 กรกฎาคม 2563 – 25 พฤษภาคม 2564 ณ สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทั้ง 22 จังหวัด และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กองนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาการประมง กรมประมง http://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/site/strategy  โทร. 02 561 3353 ในวันเวลาราชการ

​ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ได้มีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ด้วยการจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำช่วยเสริมสภาพคล่องให้ชาวประมงสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้อีกครั้ง ซึ่ง ดร.เฉลิมชัย  ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีนโยบายให้กรมประมงเร่งดำเนินการเปิดโครงการดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อจะได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวประมง 

​นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง มีระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี นับจากวันที่ ค.ร.ม.มีมติอนุมัติโครงการฯ โดยกรมประมงจะเปิดรับสมัครให้ชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์เข้าร่วมโครงการฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 – 25 พฤษภาคม 2564 ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้เป็นเงินกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับพี่น้องชาวประมงให้สามารถกู้เงินทุนได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี กล่าวคือ รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปีและผู้ประกอบการประมงจะต้องจ่ายสมทบอีกร้อยละ 4 ต่อปี ซึ่งกำหนดชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 7 ปีนับตั้งแต่วันที่กู้  

สำหรับรูปแบบสินเชื่อแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) สินเชื่อเงินกู้ระยะสั้น เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน ค่าน้ำมัน ค่าน้ำแข็ง ฯลฯ (2) สินเชื่อเงินกู้ระยะยาว เพื่อเป็นเงินทุนในการไปปรับปรุงเรือ ปรับเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์ทำการประมง  โดยมีธนาคารของรัฐที่เข้าร่วม จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส)  ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,300 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดต่ำกว่า 60 ตันกรอส ในวงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท 

และธนาคารออมสิน ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไป ในวงเงินรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท  ผู้ประกอบการประมงที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ สามารถกรอกคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการฯ และยื่นความประสงค์ในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 – 25 พฤษภาคม 2564 ได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามพื้นที่ที่เรือประมงลำที่ยื่นกู้ทำการประมงอยู่ พร้อมแนบหนังสือรับรองการเข้าร่วมโครงการฯ จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย หรือ สมาคมประมงในพื้นที่ หรือ สมาคมประมงพื้นบ้านในพื้นที่ ในกรณีที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมฯ สามารถติดต่อขอหนังสือรับรองได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดที่ยื่นคำขอ 

​อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมประมงได้สั่งการไปยังสำนักงานประมงจังหวัดทุกแห่ง และขอความร่วมมือไปยังสมาคมประมงต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและประชาสัมพันธ์ให้กับพี่น้องชาวประมงได้รับทราบโครงการดังกล่าว ซึ่งกรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงให้สามารถประกอบอาชีพให้เกิดความมั่นคงได้มากขึ้น รองอธิบดีฯ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 29 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502025

ชายคาพระพิรุณ : 29 มิถุนายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 29 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้ กำลังจะผ่านครึ่งปีแรกของปี 2563 ซึ่งต้องยอมรับว่าปีนี้ ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากหลายด้าน ทั้งจากภาวะภัยแล้ง ที่ทำให้หลายพื้นที่มีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตร และยังต้องมาได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลให้การซื้อขายสินค้าหลายชนิดชะลอตัว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้ว ถือว่ายังสามารถประคองตัวจนฝ่าฟันช่วงครึ่งปีแรกมาได้ด้วยดี สินค้าเกษตรหลายชนิดที่เคยคาดการณ์กันว่าจะล้นตลาด ก็สามารถขายหมดและได้ราคาค่อนข้างดี โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มผลไม้ ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด หลายคนที่อุตส่าห์รอกินทุเรียนราคาถูกก็ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน ซึ่งขณะนี้ ผลไม้ภาคตะวันออกกำลังจะวาย และกำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลของผลไม้ของภาคใต้ ที่แม้ว่าปีนี้ ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องตลาดมากนัก ด้วยเพราะความต้องการยังมีมากทั้งส่งออกและในประเทศ อีกทั้ง ขณะนี้ สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลายล็อกลงบ้างแล้ว การรวบรวม การกระจายสินค้า ก็ทำได้สะดวกขึ้น

ในส่วนของภาคเกษตรอื่นๆ เช่น พืชไร่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โดย นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก็ออกมายืนยันข้อมูล ว่า สถานการณ์พืชไร่หลายชนิดปีนี้ มีแนวโน้มสดใสกว่าปีที่แล้ว การผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญปีนี้คาดว่าผลผลิตสินค้าหลายชนิดจะเพิ่มขึ้นทั้งข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังโรงงาน โดยหากพิจารณาสินค้าแต่ละชนิด พบว่า ข้าวนาปี ปี 2564 (ปีเพาะปลูก 2563/64) เริ่มปลูกเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนตุลาคม 2563 เก็บเกี่ยวช่วงสิงหาคม 2563 ถึง กุมภาพันธ์ 2564 คาดว่าเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 60.49 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 0.15 ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 25.18 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.17 โดยผลผลิตต่อ เนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 416 กิโลกรัมต่อไร่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ทั้งนี้ จากการที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทยปี 2563 จะมีปริมาณมากกว่าปี 2562 ทำให้คาดว่าปริมาณน้ำจะเพียงพอเมื่อเทียบกับปี 2562 ประกอบกับราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกจากที่นาที่ปล่อยว่างเมื่อปีที่แล้วและบางส่วนปลูกแทนอ้อยโรงงานที่ครบอายุ เนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี จึงเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยผลผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกันแต่ไม่มากนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วง ระหว่างฤดูกาลเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ความเสียหายจะน้อยกว่า ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งยาวนาน และอุทกภัยในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว

ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2563 (ปีเพาะปลูก 2563/64) แบ่งเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 เริ่มปลูกเดือนมีนาคม ถึง เดือนตุลาคม 2563 เก็บเกี่ยวช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ถึง กุมภาพันธ์ 2564 และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 เริ่มปลูกเดือนพฤศจิกายน 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เก็บเกี่ยวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม 2564 ซึ่งคาดว่า ทั้ง 2 รุ่น เนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 6.66 ล้านไร่ ลดลงร้อยละ 0.97 ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 4.67 ล้านตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.36 ส่วนผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก ทั้งประเทศ 701 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.53 ซึ่งภาพรวมแม้ว่าเนื้อที่เพาะปลูกจะลดลง แต่เนื่องจากปีที่แล้วผลผลิตเสียหายจากภัยแล้งและการระบาดของหนอนกระทู้ ปีนี้เกษตรกรเริ่มมีการจัดการควบคุมและกำจัดหนอนกระทู้ได้ดีขึ้น ทำให้คาดว่าการระบาดของหนอนกระทู้จะลดลง ประกอบกับปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝนปีนี้ก็จะมากกว่าปีที่แล้ว ส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงเพิ่มขึ้น สำหรับเนื้อที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีแนวโน้มลดลงทั้ง 2 รุ่น โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 ลดลง เนื่องจากเกษตรกรเกรงว่าจะประสบปัญหาภัยแล้งและหนอนกระทู้ดังเช่นปีที่ผ่านมา อีกทั้งต้นทุนการบำรุงดูแลรักษาที่สูงขึ้น จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลังที่ทนแล้ง และปลูกสับปะรดโรงงานที่ราคากำลังปรับตัวดีขึ้น รวมถึงมีการปล่อยเป็นที่ว่าง ส่วนเนื้อที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 ลดลง เนื่องจากเกษตรกรเกรงว่าจะขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก ประกอบกับภาครัฐยังไม่มีโครงการส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เหมือนปีที่ผ่านมา เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดตัดต้นสด ถั่วเขียว ปอเทือง และปล่อยว่าง

มันสำปะหลังโรงงานปี 2564 (ปีเพาะปลูก 2563/64) เริ่มปลูกมากช่วงมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2563 เก็บเกี่ยวช่วงตั้งแต่ ตุลาคม 2563 ถึง กันยายน 2564 คาดว่า เนื้อที่เก็บเกี่ยว รวมทั้งประเทศ 8.84 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.20 ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 29.90 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.83 ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว ทั้งประเทศ 3,382 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 โดยเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น ทุกภาค จากที่เกษตรกรขยายเนื้อที่ปลูกมันสำปะหลังแทนอ้อยโรงงานที่ราคามีแนวโน้มลดลง ปลูกแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้รับความเสียหายจากหนอนกระทู้ และบางพื้นที่ปลูกแทนในพื้นที่ยางพารา โดยผลผลิตปีนี้อาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในช่วงต้นปี 2563 แต่ในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ถึงปี 2564 คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะเพียงพอในช่วงมันสำปะหลังเริ่มลงหัวและสะสมอาหาร ประกอบกับเกษตรกรสามารถควบคุมการแพร่ระบาดและกำจัดโรคใบด่างได้มากขึ้น ใช้ท่อนพันธุ์ดีและไม่เป็นโรค จึงส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย…

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502027

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน  เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ตามมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ระบุความหมายของสหกรณ์ว่า หมายถึงคณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกสหกรณ์ โดยช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น เจตนารมณ์การตั้งสหกรณ์มีหลักการสำคัญอยู่ 2 ด้าน ประการแรก คือ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม ประการที่สองคือ ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังนั้น การดำเนินกิจการของสหกรณ์จึงไม่ใช่การทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร แต่การทำธุรกิจของสหกรณ์ ต้องอยู่ภายใต้หลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามภารกิจเข้าไปตรวจสอบบัญชีให้สหกรณ์ต่างๆ พบว่ายังมีสหกรณ์หลายแห่งขาดสมดุลการบริหารจัดการภายใต้หลักการของสหกรณ์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่ยังไม่มีประสิทธิภาพดีพอ

ทั้งนี้ ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละแห่งจะมีคณะกรรมการดำเนินการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก 15 คน และอีกส่วนหนึ่งคือ พนักงานและเจ้าหน้าที่ที่สหกรณ์จัดจ้างมา แต่ผลการตรวจสอบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พบว่ามีสหกรณ์จำนวนมากที่มีค่าใช้จ่ายคงที่ โดยเฉพาะด้านค่าจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในสหกรณ์ ที่มากกว่ารายได้ของสหกรณ์ และน่าจะเกินกว่าความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานในสหกรณ์นั้นๆ ซึ่งควรจัดจ้างตามความจำเป็นของงานอย่างสมเหตุสมผล

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การวิเคราะห์ความต้องการของกำลังคนเพื่อปฏิบัติงานในแต่ละสหกรณ์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วน และต้องคำนึงถึงประโยชน์และผลที่จะได้รับจากการจ้างงานแต่ละครั้งเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหารายจ่ายคงที่ ซึ่งจะเป็นภาระให้สหกรณ์ จนอาจทำให้เกิดข้อสงสัยของสมาชิกได้ว่า ทำไมรายได้สุทธิของสหกรณ์จึงมีน้อยหรือไม่มีเลย นอกจากนั้น อัตราการจ้างงานแต่ละตำแหน่ง ควรได้รับการประเมินในอัตราที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากขนาดของธุรกิจ จำนวนของทุนสหกรณ์ และความหลากหลายของกิจการที่ดำเนินการ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะใช้ประเมินค่าจ้างของพนักงานให้สมประโยชน์ เช่น บางสหกรณ์มีรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่ถึง 2 ล้านบาท แต่มีการจ้างงานในบางตำแหน่งในอัตราเงินเดือนที่สูงถึงหนึ่งแสนบาทต่อเดือน จึงส่งผลให้รายได้สุทธิของสหกรณ์ที่จะนำมาสู่การปันผลให้สมาชิกแทบจะไม่เหลือเลย

“การสร้างความสมดุลในสหกรณ์ โดยเฉพาะความสมดุลระหว่างรายได้และรายจ่าย เป็นสิ่งที่ผู้บริหารสหกรณ์ต้องคำนึงถึง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สมาชิกของสหกรณ์ทั้งมวล ซึ่งการจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่สหกรณ์ เป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่งที่สหกรณ์ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความจำเป็น และผลประโยชน์ที่สมาชิกทุกคนควรได้รับโดยเท่าเทียมเป็นธรรม ดังนั้น เรื่องจำนวนการจ้างงานและอัตราค่าจ้าง ทั้งสองส่วนนี้ต้องสัมพันธ์กับงานที่ให้ทำ ทุกคนที่ถูกจ้างงานต้องมีงานทำในชั่วโมงทำงานปกติ จึงจะคุ้มค่ากับการจ้างงานและเป็นธรรมกับสมาชิกทุกคน ที่ถือเป็นเจ้าของเงินค่าจ้างตัวจริง”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ฝากทิ้งท้าย

กยท.ชูนวัตกรรม‘หมวกกันฝน’ เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณใช้ยางพารา นำร่องแจกเกษตรกรทั่วปท.5หมื่นชุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502024

x

กยท.ชูนวัตกรรม‘หมวกกันฝน’ เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณใช้ยางพารา นำร่องแจกเกษตรกรทั่วปท.5หมื่นชุด

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กยท. เดินหน้าขยายผลนวัตกรรมหมวกยางพารากันฝน นำร่องแจกชาวสวนยางทั่วประเทศ 50,000 ชุด ใช้กันน้ำฝนไหลลงจอกยาง ช่วยเพิ่มวันกรีด ผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง พร้อมผลักดันขยายการผลิตหวังเพิ่มการใช้ยางในประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยท. ได้ผลิตหมวกยางพารากันฝนให้ต้นยาง ที่ผลิตจากยางพาราธรรมชาติ 100% รวมกว่า 50,000 ชุด โดยวางเป้าหมายแจกจ่ายให้เกษตรกรผู้ที่สนใจ และขึ้นทะเบียนปลูกยางกับ กยท. ทั่วประเทศ นำไปติดตั้งกับต้นยางเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลลงไปในจอกยาง จะช่วยให้เกษตรกรยังคงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แม้ในช่วงฝนตกซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรชาวสวนยางต้องประสบในฤดูฝน

“หมวกยางพารากันฝนให้ต้นยาง ทำหน้าที่เสมือนร่มกันน้ำฝนไม่ให้ไหลลงไปในจอกยาง เกษตรกรสามารถออกไปกรีดยาง เก็บน้ำยางได้ตามปกติแม้ฝนจะตก ก็ตาม ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้นเนื่องจากเพิ่มวันกรีดได้อย่างน้อยเฉลี่ย 30 วัน/ปี เป็นการเพิ่มรายได้ให้โดยตรง โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคใต้ที่มีหน้าฝนติดต่อกันหลายเดือนในแต่ละปี คาดว่าการนำหมวกยางพารากันฝนไปใช้ในสวนยางจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มจากเดิมอย่างน้อย 3,000 บาท/ไร่/ปี ” รอง
ผู้ว่าการ กยท.กล่าวย้ำ

รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า นอกจากจะแจกจ่ายนวัตกรรมไปให้แก่ผู้สนใจแล้ว กยท. ยังได้นำหมวกยางพารากันฝนไปใช้ในแปลงสาธิต ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา จ.ระยอง จำนวน 2,000 ชุด และที่สวนยางพารา กองจัดการสวนยาง 2 จ.นครศรีธรรมราช อีก 6,000 ชุด เพื่อเก็บข้อมูล สถิติ ความคุ้มค่า ก่อนที่จะขยายผลต่อยอดไปยังพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ โดยการผลิตหมวกยางพาราดังกล่าวในอนาคต กยท.มีโครงการนำชิ้นงานไปให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความพร้อมดำเนินการผลิต ทั้งนี้ เพื่อเป็นการผลักดันการใช้ยางในประเทศมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งหมวกยางพารา 1 ชุด ใช้ยางธรรมชาติ ประมาณ 0.5 กิโลกรัม จึงเป็นอีกทางหนึ่งการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนายางพารา แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เพิ่มขึ้นด้วย

“กยท.มุ่งมั่นยกระดับความเป็นอยู่ และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้ปลูกยางไทย ซึ่งเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรทุกรายสามารถเสนอแนวทาง วิธีเพิ่มรายได้หรือผลผลิตร่วมกันกับกยท. เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงและบรรลุประสิทธิภาพได้สูงสุด ผ่านช่องทาง กยท.ใกล้บ้านท่าน หรือโทรศัพท์ 0-2433-2222 ต่อ 511 ในวันและเวลาราชการ” นายณกรณ์กล่าว

แม็คโครชูนโยบาย‘เคียงข้างเกษตรกรไทย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502026

แม็คโครชูนโยบาย‘เคียงข้างเกษตรกรไทย’

แม็คโครชูนโยบาย‘เคียงข้างเกษตรกรไทย’

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ชูนโยบาย “แม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย” ตอกย้ำหลัก 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน พร้อมบูรณาการภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ เพิ่มขีดความสามารถเกษตรกร ปักธงธุรกิจสู่ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพ

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า
แม็คโครให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาผลผลิตจากเกษตรกรไทยทุกประเภทต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายสำคัญขององค์กร “แม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย”ยึดหลัก 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ได้แก่ ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ เกษตรกร และลูกค้าของแม็คโครตามลำดับ โดยแต่ละปีเราให้การสนับสนุนเกษตรกร 3 บริบทหลัก ได้แก่ 1.ให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดธุรกิจร้านอาหารที่เป็นลูกค้าส่วนใหญ่ของแม็คโคร ที่มีความต้องการผลผลิตคุณภาพ มีความสม่ำเสมอเป็นจำนวนมากและอย่างต่อเนื่อง อันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการดำเนินนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ของภาครัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

2.ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆของภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ จัดอบรมให้ความรู้ พัฒนาและเลือกสายพันธุ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ขนส่ง ตลอดจนการตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีเกษตรกรที่ได้รับการอบรมไปแล้วกว่า 1,200 คน และ 3.การเป็นช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมทางการตลาด เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการบริโภคสินค้าเกษตรไทย ของประชาชนในภูมิภาคต่างๆผ่านแม็คโคร 134 สาขาทั่วประเทศ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ เช่น สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้สินค้าเกษตรส่งออกได้น้อย จึงเกิดภาวะล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ เป็นต้น โดยปีนี้แม็คโครได้รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรจากเกษตรกรไทยโดยตรง มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆ มากว่า 20%

“แม็คโครมองการพัฒนาสินค้าเกษตรแบบครบวงจร เนื่องจากเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การจัดจำหน่าย รู้ความต้องการของลูกค้า เราจึงนำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไปถ่ายทอดและเน้นการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเป้าหมายที่สำคัญคือ เกษตรกรต้องมีรายได้เพียงพอ มั่นคง สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ระยะยาวอีกทั้ง ยังขานรับนโยบายการตลาดนำการผลิตของภาครัฐบูรณาการความร่วมมือกับ กระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงเกษตรฯภายใต้แพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” อย่างต่อเนื่อง ในการสร้างศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นการเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของแม็คโคร

นางศิริพรกล่าวอีกว่า การดำเนินตามพันธกิจและนโยบายที่ชัดเจนและเข้มแข็งของแม็คโคร จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วม เกิดการกระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก สร้างความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยในอาหาร ในระยะยาวให้กับประเทศไทย