งานวิจัยสุดเจ๋ง ยกระดับข้าวไทยแข่งตลาดโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422672?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

งานวิจัยสุดเจ๋ง ยกระดับข้าวไทยแข่งตลาดโลก

17 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ประภัตร,งานวิจัย,ข้าว,กรมการข้าว,เกษตร,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

“ประภัตร”ชูงานวิจัยและพัฒนาข้าวต้องรองรับการแข่งขันตรงตามความต้องการของตลาดโลก มุ่งยกระดับการส่งออกข้าวไทย

17  มีนาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง“แนวทางการเร่งรัดและการขับเคลื่อนแผนงานโครงการปีงบประมาณ 2563”

โดยบอกว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ภัยธรรมชาติซึ่งคาดว่าจะเกิดภัยแล้งไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ตลอดจนสถานการณ์โรคติดต่อ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตร ผลไม้ ปศุสัตว์ และประมง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างวางแผนช่วยเหลือสินค้าด้านต่าง ๆ และตลอดระยะเวลาที่กำกับดูแลกรมการข้าว ได้มุ่งวางระบบการทำงานเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ อาทิ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอกับความต้องการ การพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชน การพัฒนาแปลงใหญ่ การจัดหาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อใช้ในการทำนา

รวมทั้งวางระบบการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด หรือผู้ส่งออกข้าว เช่น พันธุ์กข 79 และพันธุ์ข้าวนุ่ม PTT 03019-18-2-7-4-1 ซึ่งเป็นพันธุ์ใหม่อยู่ระหว่างเตรียมรับรองพันธุ์ สำหรับนโยบายที่จะให้มีการร่วมแรงร่วมใจกันวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ดีเพื่อการแข่งขันของศูนย์วิจัยข้าว และร่วมแรงร่วมใจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ขอย้ำว่ายังคงให้มีการดำเนินงานเช่นเดิม และต้องเร่งรัดดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว

นายประภัตร กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเกิดฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาดด้านข้าวต่าง ๆ จะส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย สร้างผลกระทบให้แก่ชาวนาเป็นจำนวนมาก ในระยะเร่งด่วนนี้ รัฐบาลจึงพยายามเร่งการชดเชยรายได้ ผ่านมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ชาวนาในฤดูกาลผลิตที่กำลังจะมาถึง

โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว และสนับสนุนให้มีการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนาผู้ประสบภัยดังกล่าว ผ่านโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปี 2563/64 ภายใต้แผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชาวนา

ทั้งนี้ กรมการข้าวยังต้องให้ความสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาข้าวเพื่อการแข่งขันของไทยตามความต้องการของผู้ส่งออกข้าว เช่น การวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น (ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ข้าวรอบที่ 1 : นาปี 666 กิโลกรัมต่อไร่ รอบที่ 2 : นาปรัง 669 กิโลกรัมต่อไร่) การวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าว

รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาข้าวต้องให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตข้าว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวนา โดยมีเป้าประสงค์ในอีก 2 – 3 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยจะมีพันธุ์ข้าวที่สามารถรองรับการแข่งขันและตรงตามความต้องการของตลาดโลกเพื่อยกระดับการส่งออกข้าวของประเทศไทย

นอกจากนี้ สถาบันการจัดการนานาชาติยังได้จัดอันดับประเทศไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ในอันดับที่ 42 ของโลก เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม อาทิ ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ประเทศไทยมีความท้าทายในด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่สำคัญ เช่น กำหนดโจทย์การวิจัยที่ตอบสนองความต้องการประชาชน ภาคการผลิตและบริหาร ดังนั้น หากมีพันธุ์ข้าวที่ดี ถือว่ามีโอกาสสูงที่จะชนะคู่แข่งได้ ซึ่งงานวิจัยและพัฒนาข้าวถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาการผลิตข้าวของไทย

ชวนสหกรณ์ทั่วประเทศผลิตหน้ากากอนามัยป้องสมาชิกจากโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชวนสหกรณ์ทั่วประเทศผลิตหน้ากากอนามัยป้องสมาชิกจากโควิด-19

16 มีนาคม 2563 – 14:03 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,โควิด-19
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

ชวนสหกรณ์ทั่วประเทศผลิตหน้ากากอนามัยป้องสมาชิกจากโควิด-19

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชวนสหกรณ์ทั่วประเทศป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าแจกให้สมาชิก หลังหน้ากากอนามัยในท้องตลาดขาดแคลน โดยใช้เงินทุนสาธารณประโยชน์ของสหกรณ์ จ้างกลุ่มอาชีพ กลุ่มแม่บ้าน หรือวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าแจกสมาชิก พร้อมทั้งเร่งชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิค- 19

        นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ในขณะนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น และการระบาดมีแนวโน้มจะเข้าสู่ระยะที่ 3 เป็นระดับการติดเชื้อจากคนสู่คนมากขึ้นและรุนแรงในวงกว้าง ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัยในท้องตลาดและมีราคาจำหน่ายที่สูงขึ้น กรมฯจึงได้แจ้งไปยังสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศให้ประสานกับสหกรณ์ทุกพื้นที่ช่วยกันดูแลสมาชิกสหกรณ์และครอบครัว รักษาสุขอนามัยเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 และขอความร่วมมือจากสหกรณ์ได้สนับสนุนการผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าแจกจ่ายให้กับสมาชิกได้สวมใส่ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในระดับชุมชน

“กรมฯขอความร่วมมือไปยังสหกรณ์ทุกแห่งทั่วประเทศ ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าแจกจ่ายให้กับสมาชิกคนละ 3 ชิ้น โดยใช้เงินทุนสาธารณประโยชน์ของสหกรณ์ หรือเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ นำไปจัดซื้อผ้าและอุปกรณ์ สำหรับตัดเย็บหน้ากากอนามัย หรือจ้างกลุ่มอาชีพและกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่ ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าตามรูปแบบที่เป็นมาตรฐานตามที่กรมอนามัยแนะนำ เพื่อนำมาแจกให้กับสมาชิก ซึ่งวัตถุดิบในการตัดเย็บหน้ากากอนามัยนั้นสามารถหาได้ในชุมชน เพราะกลุ่มแม่บ้านส่วนใหญ่ มีการรวมกลุ่มกันผลิตผ้าฝ้ายผ้าทอมือต่าง ๆ ที่สามารถนำมาตัดเย็บเป็นหน้ากากอนามัยแบบผ้าได้

ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยแล้ว ยังเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำกับสหกรณ์ทุกครั้งที่มีการประชุมกลุ่มสมาชิก ขอให้ชี้แจงและสร้างความเข้าใจในการดูแลสุขอนามัย เพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 พร้อมทั้งได้สั่งการให้สำนักสหกรณ์จังหวัด ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ได้ช่วยกันดูแลสมาชิกในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด- 19 จนกว่าจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติต่อไป” นายพิเชษฐ์ กล่าว
ด้านนางสาวสมคิด อุ่นแก้ว ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรสบปราบ จำกัด จังหวัดลำปาง กล่าวว่า ทางสหกรณ์ ได้จ้างกลุ่มอาชีพในชุมชนผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้า ในราคาพิเศษชิ้นละ 6.50 บาท ขณะนี้สหกรณ์ฯได้รับหน้ากากผ้าปิดจมูกที่ผลิตแล้วประมาณ 2,500 ชิ้น ซึ่งในพื้นที่อำเภอสบปราบมีกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และได้กลับมายังภูมิลำเนา ทางสหกรณ์ฯ จึงให้ประธานกลุ่มสำรวจว่าในแต่ละหมู่บ้านมีกลุ่มคนเหล่านี้จำนวนเท่าไหร่ แล้วแจ้งมายังสหกรณ์ฯ รับไปแจกให้ผู้นำสมาชิก โดยจะแจกจ่ายให้กับกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวก่อน จากนั้นจึงจะทยอยแจกในกลุ่มอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งขณะนี้ทางสหกรณ์ได้ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าและแจกให้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง
นางสาวสุมาลี ทองธีระ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สหกรณ์ฯ ได้จัดกิจกรรมสอนตัดเย็บหน้ากากอนามัยผ้าให้กับสมาชิกสหกรณ์และผู้ที่สนใจทุกวัน โดยสหกรณ์ได้เตรียมผ้าและอุปกรณ์ตัดเย็บให้ เปิดสอนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้ที่ฝึกตัดเย็บเป็นแล้วสามารถให้นำความรู้กลับไปสอนให้กับคนในชุมชน  ได้ฝึกทำเป็นอาชีพเสริมช่วยสร้างรายได้ คาดหวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยให้สมาชิกและคนในครอบครัวได้มีหน้ากากอนามัยไว้สวมใส่เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ได้อีกทางหนึ่ง โดยสหกรณ์ฯยังได้แจ้งประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มสมาชิก หากสนใจจะฝึกเย็บหน้ากากอนามัยแบบผ้า สามารถติดต่อได้ที่สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด หรือรวมกันเป็นกลุ่มแล้วแจ้งให้สหกรณ์ฯ ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสอนในพื้นที่ได้เช่นเดียวกัน
ขณะที่ทางสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมกับกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ตัดเย็บหน้ากากอนามัยนำไปแจกจ่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์และประชนทั่วไปที่มาใช้นำรถมาใช้บริการเติมน้ำมันที่ปั๊มของสหกรณ์ทุกคันด้วย

ตลาดขานรับหนุนเลี้ยงไก่พื้นบ้านสวยงามสร้างรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422479?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ตลาดขานรับหนุนเลี้ยงไก่พื้นบ้านสวยงามสร้างรายได้

16 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ไก่พื้นบ้าน,ไก่สวยงาม,ประภัตร,มีนบุรี,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

“ประภัตร”เปิดมหกรรมสีสัน ไก่สวยงามมีนบุรี หนุนเกษตรกรเลี้ยงไก่สวยงามคู่ไก่พื้นบ้านส่งออก​สร้างรายได้ให้เกษตรกร

16  มีนาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานการจัดประกวด “มหกรรมสีสัน ไก่สวยงามมีนบุรี 

คลิปที่ 2

นายประภัตร กล่าวว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นปรัชญาที่เหมาะสำหรับครอบครัว ชุมชน และระดับประเทศ ด้วยการยึดหลักทางสายกลางในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ หากนำมาประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องจะส่งผลดี ขณะที่ สถานการณ์ด้านการเกษตรในปัจจุบันเกิดปัญหา เช่น ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ทำให้ขาดแคลนน้ำ

จึงต้องนำอาชีพปศุสัตว์มาเป็นอาชีพทางเลือกเพื่อสร้างรายได้ เนื่องจากปศุสัตว์เป็นที่ต้องการของตลาด และมีราคาดี มีตลาดรองรับ ครม. จึงได้อนุมัติโครงการสินเชื่อให้ ธ.ก.ส. ในวงเงิน 50,000 ล้าน ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยล้านละหนึ่งร้อยบาทต่อปีให้กับเกษตรกรเพื่อช่วยเหลือให้สามารถประกอบอาชีพ สร้างอาชีพทางเลือกใหม่

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทุกพื้นที่ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการซึ่งมีอาชีพทางเลือกหลากหลาย ทั้ง เลี้ยงโคขุน ไก่ หมู แพะ-แกะ ตลอดจนด้านประมง และการปลูกพืชใช้น้ำน้อย นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ส่งเสริมเกษตรกรให้เลี้ยงไก่พื้นบ้านและไก่สวยงามควบคู่กันไป สร้างรายได้ มีราคาดี อีกทั้งในพื้นที่เขตมีนบุรีมีผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่มาก จึงควรส่งเสริมให้เลี้ยงแพะอีกทางหนึ่ง

สำหรับ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้มีการดำเนินการโดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกร และเยาวชนในพื้นที่ใกล้เคียงที่สนใจทั้งด้านปศุสัตว์ และเกษตร ได้ใช้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยว โดยได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในด้านต่างๆ ในพื้นที่ 6 ไร่

(คลิป)”คิกออฟ”คาราวานฉีดวัคซีนสุนัขบ้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422478?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

(คลิป)”คิกออฟ”คาราวานฉีดวัคซีนสุนัขบ้า

16 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
พิษสุนัขบ้า,ประภัตร โพธสุธน,กรมปศุสัตว์,ข่าววันนี้,คาราวาน
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

Kick off ปล่อยคาราวานฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าพร้อมกันทั่วประเทศฟรี ผนึกกำลังทุกหน่วย สร้างภูมิคุ้มกันในสุนัข-แมว หลังอัตราการพบโรคในสัตว์และผู้เสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง

16 มีนาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าพร้อมกันทั่วประเทศ

พร้อมกล่าวว่า เป็นโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2563 และโครงการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าระดับท้องถิ่น ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อให้สุนัขและแมวได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงให้เป็นสัตว์จรจัด และสามารถลดปัญหาการเพิ่มจำนวนของสุนัข-แมวจรจัดตามที่สาธารณะ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า และป้องกันไม่ให้มีคนเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า หวังว่าทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมโครงการฯ จะประสานความร่วมมือ และบูรณาการการทำงานเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย ประสบผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์โครงการฯ ที่ตั้งไว้ต่อไป

ขณะที่ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในนามคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสัตว์ปลอดโรค   คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กล่าวว่า สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าของประเทศไทยมีอัตราการพบโรคในสัตว์และผู้เสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยสถานการณ์การพบโรคในสัตว์ ในปี 2561 มีจำนวน 15.3% ปี 2562 จำนวน 5.3%. และ ปี 2563 จำนวน 3.3% ส่วนการพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ในปี 2561 จำนวน 18 ราย ปี 2562 จำนวน 3 ราย และ ปี 2563 ยังไม่พบผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การควบคุมและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าบรรลุผลสำเร็จตามพระปณิธานของพระองค์ท่านฯ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการร่วมกันจัดทำโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ประจำปี 2563 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนและเร่งรัดการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในระดับท้องถิ่น และเพื่อประเมินการสร้างพื้นที่ปลอดโรคขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามตัวชี้วัดทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ สถานการณ์การเกิดโรคในคน สถานการณ์การเกิดโรคในสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การสำรวจสัตว์ และการควบคุมประชากรสัตว์ ซึ่งในการเปิดโครงการฯ มีกิจกรรมประกอบด้วยการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมัน การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า และการส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงสุนัขและแมวอย่างมีความรับผิดชอบอีกด้วย

นอกจากนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ และนำคณะตัดริบบิ้นปล่อยคาราวานอาสาปศุสัตว์และทีมสัตวแพทย์ออกปฏิบัติงานฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับประชาชนทั่วประเทศ ตลอดจนเยี่ยมชมการผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมว อีกด้วย

“ชาไทย”ไปไกลต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่ารายได้งาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422241?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ชาไทย”ไปไกลต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่ารายได้งาม

15 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ชาไทย,กรมส่งเสริมการเกษตร,อินเดีย,ข่าววันนี้,เกษตร,ชาอู่หลง
เปิดอ่าน 345 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตร ลุยต่อยอดตลาด”ชาไทย”ส่งเสริมเครือข่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกชาเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาด และขยายผลโมเดลสู่พื้นที่อื่น

15 มีนาคม 2563 กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำโครงการความร่วมมือในการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการปลูกชาในพื้นที่โครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในภาคเหนือปลูกชาทดแทนพืชเสพติด ตามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของสถานีชาต็อกไลรัฐอัสสัม สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ปลูกชาอันดับสองของโลกรองจากจีน เพื่อพัฒนาการปลูกชาไทยหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าชาอัสสัมในประเทศไทย สนองพระราชดำริ

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการฯ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและใช้ประโยชน์จากชาไทยหรือชาอัสสัมในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงใหม่ และเชียงราย ได้รับการตอบรับที่ดี และได้ผลผลิตชาในปริมาณที่เพิ่มขึ้น

ที่ผ่านมา ประเทศไทย ผลิตชาได้เป็นอันดับสามของอาเซียน โดยนิยมปลูกชา 2 ชนิดคือ ชาจีน หรือ ชาอู่หลง ที่ปลูกเป็นแถวยาว แปลงใหญ่ คุ้นตาคนทั่วไป และชาไทย หรือ ชาอัสสัม ซึ่งเติบโตในแนวป่าเท่านั้น โดย 70 % ของผลิตภัณฑ์ชาในท้องตลาดแปรรูปจากชาไทย ซึ่งเป็นชาที่เหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือของไทย และสามารถปลูกแบบอินทรีย์ได้เป็นอย่างดีภายใต้ร่มเงาของป่า ปัจจุบันกระแสความนิยมบริโภคสินค้าปลอดภัยมีสูงขึ้นต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมถึงชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ปลูกชาไทยอินทรีย์ควบคู่การอนุรักษ์ผืนป่า เป็นการส่งเสริมพึ่งพาซึ่งกันและกัน

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนให้เกษตรกรใช้หลัก “ตลาดนำการเกษตร” โดยแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกชาเพื่อทำเมี่ยงเพียงอย่างเดียว มาเป็นการแปรรูปสู่ใบชาแห้งและใบชาแห้งบรรจุถุงสำหรับดื่ม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่างหลากหลาย เช่น ขนม ลูกอม อาหารต่างๆ ตลอดจน สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม และหมอนใบชาดับกลิ่น

ประกอบกับเน้นการเพิ่มช่องทางการตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร เช่น การรวมกลุ่มผู้ผลิตชา การยกระดับกลุ่มสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชน การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นต้น เพื่อผลิตชาอินทรีย์คุณภาพ ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดี สะดวกต่อการซื้อหา อันเป็นการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น

กรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนการดำเนินงานและแนวทางการขยายผลโครงการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – 2565 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ โดยมุ่งเน้นการจัดทำแปลงเรียนรู้การปลูกชาคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาไทยอย่างต่อเนื่อง เพิ่มช่องทางการตลาดและเชื่อมโยงเครือข่าย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น มีการรวมกลุ่มสร้างกลุ่มให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ส่งเสริมอาชีพการปลูกชาในพื้นที่โครงการฯ ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการตามพระราชดำริฯ และสามารถขยายผลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“ฟิลเดย์”ฤดูกาลเริ่มต้นสู่…การผลิตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ฟิลเดย”ฤดูกาลเริ่มต้นสู่…การผลิตใหม่

14 มีนาคม 2563 – 04:41 น.
ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 68 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

อีกช่วงเวลาสำคัญของคนในอาชีพเกษตร ที่ทั้งหมดมักให้ความสำคัญในเรื่องจุดเริ่มต้นที่ดี เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความสำเร็จ ที่ถึงแม้ตลอดเส้นทางภายหลังจากที่เริ่มต้นแล้วจะมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่อาจจะทำให้ไปถึงจุดที่คาดหมายได้ยาก แต่หากมีด้วยพลังแห่งศรัทธาอีกส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาผสานกับความมุ่งมั่นมีทิศทางตามสิ่งที่ถูกต้องพร้อมๆไปกับกิจกรรมต่อเชื่อมกับประเพณีปฏิบัติในแต่ละท้องถิ่น จนถึงจุดที่ผลัดออกจากความกลัวและกลายไปเป็นความเชื่อมั่นด้วยการเริ่มต้นที่ดีของวันสำคัญโดยเป็นที่รู้จักกันดีในเหล่าบรรดาเกษตรกรมืออาชีพว่า

วันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่หรือฟิลเดย์(Field Day) คือสัญญาณแห่งการเริ่มต้นในอาชีพที่ได้ถูกนับขึ้นอีกครั้งแล้ว

จุดเริ่มต้นที่มีเพียงความตั้งใจก็เท่ากับว่าได้มีการกำหนดทิศทางในเบื้องต้นมาเป็นลำดับหนึ่งแล้ว แต่ในความเป็นจริงของการที่จะก้าวไปจนสุดจุดหมายปลายทางก็คงมีอะไรอีกมากมายที่ต้องคำนึงถึง ที่นอกจากจะมีเพียงสถานที่ พร้อมกับเงินลงทุนรวมถึงสิ่งต่างๆที่เป็นปัจจัยพื้นฐานทางการผลิตให้ถึงพร้อมเสร็จสรรพแล้วทุกสิ่ง นอกจากนั้นยังมีประเด็นสำคัญที่ยังคงฝังลึกอยู่ในห้วงจิตใจและต้องปฏิบัติเพื่อช่วยให้เกิดความเป็นสิริมงคล

ด้วยขั้นตอนตามพิธีกรรมของแต่ละกลุ่มสังคมที่เห็นพ้องต้องกันในการกำหนดวันดีๆดั่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ที่ล้อมาจากงานเกษตรใหญ่ โดยมีเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จทุกกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มาเป็นต้นแบบ พร้อมถือฤกษ์วันพืชมงคลและวันแรกนา มาเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้น แต่ด้วยการเปลี่ยนไปของฤดูกาลและความเหมาะสมของงานเกษตรที่มีความหลากหลายนั้น จึงกำหนดนับวันพร้อมที่ลดหลั่นกันออกไปบ้างตามความเหมาะสมและสถานการณ์ที่มีส่วนต่างกันออกไป

งานฟิลเดย์(Field Day) หรืองานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ จึงมีความสำคัญต่อเกษตรกรและผู้สนใจได้มีการรวมตัวเพื่อจัดกิจกรรมในวันดังกล่าวขึ้นอีกครั้งในต้นฤดูกาลนี้ และที่อำเภอดำเนินสะดวกเองก็ไม่พลาดที่จะจัดขึ้นตามความพร้อมที่นับว่ามีมาก และด้วยภาพรวมในพื้นที่แห่งนี้มีต้นแบบของความสำเร็จเกิดขึ้นอยู่แล้ว จึงนับเป็นอีกโอกาสที่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรหัวก้าวหน้าในพื้นที่ของแต่ละสาขา มีความพร้อมใจกันที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้และเป็นพี่เลี้ยงให้อีกหลายคนที่ต้องการได้ก้าวข้ามผ่านพ้นอุปสรรคจนมีความสำเร็จให้เห็นในงานนี้ด้วย

สวนอุดมการ์เด้น อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี แหล่งรวมไม้ใบที่ใหญ่และหลากหลายที่สุดในประเทศก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ใช้ในการจัดงาน“ฟิลเดย์” เมื่อวันที่ 12 มี.ค.63 ที่ผ่านมา โดยมีนายชนพหล ส่งเสริม นายอำเภอดำเนินสะดวกให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และมีภาคเอกชนมาร่วมจัดนิทรรศการที่เป็นประโยชน์อย่างมากพร้อมไปกับงานสาธิตต่าง ๆ อาธิ การทำดอกไม้จากหลอดกาแฟ การตัดเย็บหน้ากากอนามัย จาก กศน.ดอนคลัง ดำเนินสะดวก ที่ดูแล้วสามารถนำไปใช้ได้จริง หรือกลับไปประกอบอาชีพได้เลย

กิจกรรมทุกอย่างในงานล้วนแล้วมีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งก็แล้วแต่ใครจะสนใจและเก็บประโยชน์จากส่วนไหนเท่านั้น ทั้งหมดล้วนแล้วเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจจากหน่วยงานและบุคคลหลายๆฝ่ายที่มีความตั้งใจให้งานฟิลเดย์มีคุณค่า

โดยเฉพาะสำนักงานเกษตรอำเภอดำเนินสะดวก สำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรีได้เป็นเจ้าภาพหลักและยังมีองค์การบริหารส่วนตำบลดอนคลัง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านร่วมสนับสนุนและสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยช่วยเป็นสื่อกลางการประชาสัมพันธ์งานนี้ พร้อมกับสาธารณสุขอำเภอและอีกหลายๆหน่วยงานที่ช่วยทำให้งานสำคัญของเกษตรกรได้มีคุณค่าพร้อมเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญอีกครั้งในการทำให้งานเกษตรได้สืบสานและพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปตราบนานเท่านาน

พิษอหิวาต์หมูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทะลักด่านแม่สอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422225?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พิษอหิวาต์หมูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทะลักด่านแม่สอด

14 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,เมียนมา,อหิวาต์หมู,ข่าววันนี้,เขตการค้าเสรีอาเซียน
เปิดอ่าน 412 ครั้ง

สำรวจแหล่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 จ. ภาคเหนือ เจาะสถานการณ์นำเข้าจากเมียนมาผ่านด่านแม่สอดไทยทะลัก เกือบสามแสนตัน

14 มีนาคม 2563 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า จังหวัดตาก น่าน พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทางภาคเหนือ  

โดยข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2563 พบว่า เนื้อที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562/63 รวม 4 จังหวัด มีจำนวน  2.319 ล้านไร่ ลดลงจากปี 2561/62 ที่จำนวน 2.419 ล้านไร่ (ลดลงร้อยละ 4)  ผลผลิต 1.509 ล้านตัน ลดลงจากปี 2561/62 ที่จำนวน 1.743 ล้านตัน (ลดลงร้อยละ 13) เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง อีกทั้งยังประสบปัญหาหนอนกระทู้ระบาด

ทั้งนี้ภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) กำหนดให้มีการนำเข้าโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคมของทุกปี ในอัตราภาษีนำเข้า 0% และโดยในช่วงวันที่ 1 ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2563 พบว่า มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งผลิตที่สำคัญของเมียนมา ได้แก่รัฐฉาน อิระวดี ซึ่งมีแนวชายแดนติดต่อกับจีน จำนวนมากถึง 279,000 ตัน

โดยนำเข้าทางด่านพรมแดนแม่สอดจังหวัดตาก เนื่องจาก มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ทำให้จีนมีนโยบายไม่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมา ส่งผลให้ราคาข้าวโพดในประเทศมีแนวโน้มลดลงโดยราคาเฉลี่ยในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์อยู่ที่กิโลกรัมละ 7.77 บาทลดลงจาก 8.65 บาท (ร้อยละ 10)  ในช่วงเดียวกันของปี 2562

นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า รัฐบาลได้ดำเนินโครงการประกันรายได้ ปี 2562/63  ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับราคาที่เหมาะสม โดยกำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้ ณ ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ที่เพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม2562 – 31 พฤษภาคม 2563  และจ่ายเงินชดเชยงวดแรกตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2562 เป็นต้นมา และจ่ายต่อไปทุกวันที่ 20 ของทุกเดือนจนสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 ตุลาคม 2563

ขณะนี้ ธ.ก.ส.ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว 2 งวด จำนวน 87,329 ครัวเรือน วงเงิน 271.29 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 30.16 ของวงเงินชดเชย 923.33 ล้านบาท

จากการสอบถามเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตาก น่าน พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ เกษตรกรมีความพึงพอใจที่รัฐบาลให้การช่วยเหลือ แต่เกษตรกรในบางพื้นที่ยังไม่เข้าใจหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการช่วยเหลือ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ควรประชาสัมพันธ์รายละเอียดโครงการให้เกษตรกรทราบ และแนะนำให้ไปขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับกรมส่งเสริมการเกษตรภายหลังจากที่ได้ทำการเพาะปลูกไปแล้ว 15 – 60 วัน เพื่อรับสิทธิในการช่วยเหลือต่อไป

ต่อเนื่องปีที่ 4 บางระกำโมเดลกู้วิกฤตแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422210?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ต่อเนื่องปีที่ 4 บางระกำโมเดลกู้วิกฤตแล้ง

14 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
บางระกำโมเดล,กรมชลประทาน,พิษณุโลก,ภัยแล้ง,น้ำท่วม,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

ชลประทานเดินหน้าบางระกำโมเดลต่อเนื่องปีที่ 4 กักน้ำหลากใช้หน้าแล้ง

14 มีนาคม 2563 นายทองเปลว  กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในฤดูแล้งในปี 2563 นี้ กรมชลประทาน ได้ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำ-บางระกำ หรือ “โครงการบางระกำโมเดล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยจะลดพื้นที่ดำเนินการลงจาก 382,000 ไร่ ในปีที่แล้ว เหลือ 265,000 ไร่ เท่ากับปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรกในการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล 

ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนปีนี้มีจำนวนจำกัด จำเป็นต้องจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับกิจกรรมการใช้น้ำที่ได้วางแผนไว้ โดยจะจัดสรรน้ำให้ประมาณ 310 ล้าน ลบ.ม.  เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการใช้น้ำทำนาปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน- 31 กรกฎาคม 2563

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โครงการบางระกำโมเดล เป็นโครงการปรับเปลี่ยนปฏิทินใหม่ในการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และสุโขทัยบางส่วนให้เร็วขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก ช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม

นอกจากจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก ช่วยลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชนและสถานที่ราชการของจังหวัดสุโขทัย ตลอดจนเป็นการหน่วงน้ำรอการระบายไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอีกด้วย

นอกจากนี้ โครงการบางระกำโมเดล ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจาการทำอาชีพประมง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการปล่อยน้ำให้ท่วมนาในช่วงเวลาดังกล่าว จะทำให้พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมมีอาหารปลาที่สมบูรณ์เพราะเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่น หรือเกิดขึ้นมาใหม่จะเป็นอาหารของปลาอย่างดี ปลาจะชุกชุมมากเป็นพิเศษสร้างรายได้เสริมจากอาชีพประมงให้กับเกษตรกร

รวมทั้งน้ำที่เก็บกักไว้ยังสามารถนำมาบริหารจัดการใช้เป็นน้ำต้นทุนในการทำนาปรังและการอุปโภคบริโภค ทั้งในเขตโครงการและลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อีกประมาณ 400 ล้านลบ.ม. ถือได้ว่าเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

“โครงการบางระกำโมเดล เกิดขึ้นเนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำยม เป็นเพียงลุ่มน้ำเดียวของลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ในการเก็บกักน้ำ ทำให้ในช่วงฤดูน้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำยม ในเขตจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัยเป็นประจำ ทั้งยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงพื้นที่ลุ่มต่ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบตามไปด้วย  ดังนั้น ระหว่างที่รอโครงการชลประทานขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการบางระกำโมเดลขึ้นตั้งแต่ปี 2560 เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

“หนองผักบุ้ง”โมเดลชุมชนต้นแบบจัดการน้ำเกษตรยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422187?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“หนองผักบุ้ง”โมเดลชุมชนต้นแบบจัดการน้ำเกษตรยั่งยืน

14 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
คูโบต้า,วิสาหกิจชุมชน,เกษตร,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง โมเดลชุมชนต้นแบบ ด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน

14 มีนาคม 2563 สยามคูโบต้า เดินหน้าเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า แห่งที่ 5 โดยร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิหนองผักบุ้งพัฒนา เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง จังหวัดเพชรบูรณ์ สร้างชุมชนต้นแบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ชูการเพาะปลูกด้วยระบบ KUBOTA (Agri) Solutions เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต สร้างชุมชนเกษตรที่ยั่งยืน

สยามคูโบต้า เดินหน้าเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า แห่งที่ 5 โดยร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิหนองผักบุ้งพัฒนา เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง จังหวัดเพชรบูรณ์ สร้างชุมชนต้นแบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ชูการเพาะปลูกด้วยระบบ KUBOTA (Agri) Solutions เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต สร้างชุมชนเกษตรที่ยั่งยืน

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายที่สำคัญของสยามคูโบต้า คือการตอบแทนสังคมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ของสหประชาชาติ จึงได้จัดทำ “โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” หรือ SIAM KUBOTA Community Enterprise (SKCE) ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 โดยคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกันระหว่างสยามคูโบต้ากับกลุ่มเกษตรกร เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและส่งเสริมให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี

จากความสำเร็จของศูนย์ฯ ที่ผ่านมาทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจังหวัดศรีสะเกษ 2 แห่ง และจังหวัดอุดรธานี 1 แห่ง และภาคเหนือที่เพิ่งเปิดไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในจังหวัดแพร่อีก 1 แห่ง สยามคูโบต้าได้ส่งเสริมความรู้ทางการเกษตรแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านกิจกรรม 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการเกษตร ด้านการตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม

รวมถึงด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมถึงแก้ปัญหาด้านการเกษตรได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในการเป็นชุมชนต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงและสามารถขยายจำนวนกลุ่มสมาชิกให้เพิ่มขึ้น

สำหรับศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง มีจุดเด่นในการเป็นชุมชนต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงการนำองค์ความรู้การทำการเกษตรแบบครบวงจร KUBOTA (Agri) Solutions มาใช้ในชุมชน ส่งเสริมระบบการปลูกพืชหมุนเวียน ข้าว-ถั่วเขียว-ข้าวโพดสัตว์เลี้ยง

วางแผนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบด้วยการขุดสระน้ำสำหรับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติเพื่อ แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและน้ำแล้งในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือได้ว่าเป็นโมเดลการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาเพื่อการเกษตรของภาคเหนือ เกษตรกรภายในกลุ่มมีความสามัคคี เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“สยามคูโบต้ามีแผนที่จะพัฒนาชุมชนต้นแบบ “ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” ในภาคกลางและภาคใต้ เพื่อขยายผลไปยังชุมชนใกล้เคียง และคาดว่าจะดำเนินการเปิดศูนย์ฯ ได้อย่างครบถ้วนตามเป้าหมายในปีพ.ศ. 2566” นายพิษณุ กล่าว

นายสาคร รุ่งเรือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิหนองผักบุ้งพัฒนา ได้มุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนกลายเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ช่วยพลิกฟื้นผืนดินของเพชรบูรณ์ให้มีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง ด้วยการเลือกปลูกพืชหมุนเวียนที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งยังเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ด้วยการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้สามารถต่อยอดความสำเร็จในการพัฒนาชุมชน”

นางบุญเลิศ ปราบภัย ประธานกลุ่มหนองผักบุ้ง เปิดเผยว่า “กลุ่มหนองผักบุ้งของเรา เป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว โดยนำเทคโนโลยีและแนวทางการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย มาปรับปรุงการปลูกพืชหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเรียนรู้ระบบจัดการน้ำและสร้างแหล่งเก็บกักน้ำในชุมชนเพื่อทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเองได้ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ให้กับสมาชิกตลอดทั้งปี และพวกเรามีความพร้อมที่จะส่งต่อองค์ความรู้ให้แก่ชุมชนอื่นๆ ที่มีความตั้งใจที่จะพัฒนากลุ่มของตนเองเพื่อสร้างความยั่งยืนเช่นกัน”

สยามคูโบต้ามุ่งมั่นพัฒนากลุ่มเกษตรเพื่อสร้างเป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้ศึกษาวิธีการทำเกษตรที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรในชุมชนมีความอยู่ดีกินดี และประยุกต์เครือข่ายอาชีพในชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน เกิดการพัฒนาทั้งชุมชน และเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

สามารถดาวน์โหลดคลิปแนะนำศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง และภาพเพิ่มเติมได้ที่ >> https://drive.google.com/folderview?id=1IzbGojWlj11UAV_EviJxdNauI90ElBkj

แปลงใหญ่ผนึกสองบริษัทใหญ่รับซื้อแตงโมไร้เมล็ด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422040?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แปลงใหญ่ผนึกสองบริษัทใหญ่รับซื้อแตงโมไร้เมล็ด

13 มีนาคม 2563 – 05:27 น.
แตงโม
เปิดอ่าน 103 ครั้ง

 แปลงใหญ่ขานรับ”ตลาดนำการเกษตร”ผนึกสองบริษัทใหญ่รับซื้อแตงโมไร้เมล็ด

        ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จรับนโยบาย“ตลาดนำการเกษตร”เมื่อกลุ่มแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกแตงโมไร้เมล็ดศรีสงคราม  จ.นครพนมได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)กับบริษัท ฟรุตต้าเนเชอรัล จำกัด และบริษัท เกษตรสุขใจ จำกัด  โดยมีหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร ร่วมให้การสนับสนุนและเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการจัดพิธีลงนาม มีอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร”เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง”ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์สารสนเทศยางพารานครพนม สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา

    “เมื่อกลุ่มเกษตรกรรู้ความต้องการของตลาด จะสามารถนำมาวางแผนการผลิต ลดความเสี่ยงจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และยังทำให้เกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาสินค้าเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ของสินค้า รวมถึงการมีแหล่งจำหน่ายสินค้าที่แน่นอน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางด้านรายได้ของเกษตรกร และช่วยให้ผู้บริโภค ได้เข้าถึงสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ”

        เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานในพิธีลงนามว่าตามนโยบายตลาดนำการเกษตรของรัฐบาลและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ได้มุ่งเน้นส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมไปถึง กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร ให้เกิดมีข้อมูลในการตัดสินใจ เกิดความร่วมมือ และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือในการผลิตและการตลาด รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขันในด้านต่าง ๆ

       ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินงานในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตั้งแต่ ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 365,884 ครัวเรือน พื้นที่ 6,020,845.77 ไร่ จำนวนแปลงใหญ่ 6,534 แปลง สินค้าเกษตรกว่า 70 รายการ  โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการกลุ่ม และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด มีการเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตกับตลาด ตามนโยบาย “การตลาดนำการเกษตร”

      สำหรับสมาชิกเกษตรกรทุกรายในกลุ่ม จะมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ตั้งแต่การตกลงราคา การกำหนดชนิดและปริมาณผลผลิตที่ตกลงกับบริษัท ร่วมวางแผนการผลิต และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ได้แนวทาง วิธีการให้กลุ่มได้พัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป รวมทั้งการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ มีการตกลงราคาในราคาที่เป็นธรรม และให้ความรู้แก่เกษตรกรด้านการวางแผน ประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงในขั้นตอนการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับการตลาด นอกจากนี้ยังขยายการรับซื้อไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง, ขยายกลุ่มสินค้าในการรับซื้อไปยังกลุ่มสินค้าอื่น เช่น ไม้ผล พัฒนาเกษตรกรจากผู้รวบรวมผลผลิต เป็นผู้คัดบรรจุผลผลิตในบรรจุภัณฑ์, พัฒนาคุณภาพผลผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน

    ร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดนครพนมกล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุน ขับเคลื่อนภายใต้โครงการพัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผัก ผลไม้ และข้าว จ.นครพนม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานในการพัฒนาเกษตรกร ภายใต้กลุ่มผู้ผลิตสินค้าแตงโม โดยมุ่งเน้นให้กลุ่มเกษตรกรดำเนินการผลิต เกิดความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การสรรหาเกษตรกร การฝึกอบรมการปลูก การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ อีกทั้งยังผลิตสินค้าแตงโมที่มีคุณภาพและ ได้มาตรฐานความปลอดภัยและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และส่งเสริมสนับสนุนความร่วมมือด้านการตลาด ระหว่างวิสาหกิจ, บริษัท และสำนักงานเกษตรจังหวัด โดยผลักดันให้วิสาหกิจฯ มีช่องทางการจำหน่ายผลผลิตกลุ่มโรงงานแปรรูป ตลอดจนสามารถวางแผนการซื้อ – ขาย ผลผลิตสินค้าเกษตร ตามความต้องการของบริษัท เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา และสร้างความมั่นคงทางอาชีพ

        เกษตรจังหวัดนครพนมเผยต่อว่าสำหรับแผนในการผลิตและรับซื้อแตงโม บริษัทมีเป้าหมาย 2,000 ตัน ในปี 2563 ในราคาที่เป็นธรรมและตกลงกันล่วงหน้า รวมมูลค่า 29.5 ล้านบาท นอกจากนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม และกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน จะร่วมกันแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตให้กับเกษตรกรสมาชิก ในการผลิตแตงโมให้ได้ตามปริมาณ คุณภาพที่ตกลงกัน และบริษัทจะสนับสนุนให้ความช่วยเหลือและดำเนินการรับซื้อผลผลิตสินค้าการเกษตรตามคุณภาพและปริมาณที่กำหนดจากวิสาหกิจชุมชน โดยจะต้องมีการรายงานผลการผลิตและการรับซื้อให้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม ทราบ เพื่อใช้ในการวางแผนการผลิตและการพัฒนากลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรเครือข่ายอื่น ๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายและโครงการโดยนำหลักการตลาดนำการผลิตต่อไป

        อย่างไรก็ตามการลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้เริ่มจากกลุ่มแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกแตงโมไร้เมล็ด ศรีสงคราม จ.นครพนม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างในพื้นที่ รวม 7 วิสาหกิจชุม ได้ก่อต่อตั้งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนพัฒนาและต่อยอดเพิ่มมูลค่าผักผลไม้และข้าว จ.นครพนม เพื่อสังคมขึ้นในปี 2562 เพื่อนำผลผลิตของกลุ่มมาแปรรูปเพื่อเพิ่มโอกาสและสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกร เน้น 4 ด้าน คือ การเพิ่มมูลค่า ขยายช่องทาง ลดต้นทุนการผลิต และสร้างอาชีพแบบครบวงจร นอกจากนี้ยังมีการจัดการเศษขยะจากการผลิต นำไปแปรรูปเป็นปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยหมัก ดินเพาะ วัสดุปรับปรุงดิน เป็นต้น และแปรรูปผลผลิต โดยนำไปต่อยอดเป็นขนม ของฝาก และอาหาร ทำให้มูลค่าของผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น

                                                         ……………………………………………..

ล้อมกรอบ – จัดใหญ่มหกรรม“แตงโมอินทรีย์ วิถียโสธร”

ใต้ภาพ – แตงโมรูปหัวใจ

tOEZXTvA.jpg

     ชั่วโมงนี้ไม่มีเกษตรกรกลุ่มใดมีรายได้เป็นกอบเป็นกำเท่ากับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์จ.ยโสธรที่ได้พากันปลูกแตงโมอินทรีย์ส่งขายได้ราคาดีและกำลังเป็นที่ต้องการของลูกค้าสูงมาก โดยเฉพาะแตงโมรูปหัวใจของกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้าย ต.ลุมพุก อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธรที่กำลังเป็นที่ต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค ทำให้ขายได้ราคาดีกว่าแตงโมทั่วไป ส่งผลให้เกษตรกรได้พากันทดลองปลูก โดยใช้บล็อกพลาสติกบังคับให้ลูกแตงโมออกมาเป็นรูปหัวใจได้เป็นผลสำเร็จตามที่ต้องการ สนนราคาแตงโมรูปหัวใจอยู่ที่ลูกละ 3,999 บาท  ส่วนแตงโมอินทรีย์ทั่วไป ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-15 บาท

 พรทวี ศรีสง่า ประธานกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้าย บอกว่า การทำแตงโมอินทรีย์เป็นรูปหัวใจตนได้ส่งเสริมให้สมาชิกเครือข่ายทดลองทำมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 3 เนื่องจากตนต้องการที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับแตงโมอินทรีย์ของเกษตรกรที่ได้พากันปลูกแตงโมอินทรีย์ส่งขายอยู่แล้วและตนได้เคยเห็นในต่างประเทศที่ทำเป็นแตงโมรูปหัวใจ จึงได้สั่งซื้อบล็อกรูปหัวใจมาให้เครือข่ายได้ทดลองทำจะสามารถทำได้ โดยตนได้นำเข้าไปเปิดประมูลสั่งจองทางออนไลน์ในราคาเริ่มต้นที่ลูกละ 3,999 บาท ซึ่งมีผู้สนใจจองหมด ในช่วงวันวาเลนไทนืที่ผ่านมา ส่วนในช่วงเดือนมีนาคมก็จะมีแตงโมรูปหัวใจพร้อมออกอีกประมาณ 20-30 ลูก ซึ่งใครที่สนใจก็สามารถสั่งจองทางออนไลน์ได้

 “การทำแตงโมเป็นรูปหัวใจทำค่อนข้างยากด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งสภาพดินฟ้าอากาศและการเอาใจใส่ดูแลลูกแตงโมที่เรานำเข้าบล็อกอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากดูแลไม่ดีก็อาจจะทำให้ลูกแตงเน่าเสียหายได้ จึงทำให้แตงโมรูปหัวใจทำออกมาในจำนวนที่จำกัด”ประธานกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้ายเผย

 อย่างไรก็ตามจ.ยโสธรยังได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงานมหกรรมแตงโมอินทรีย์ วิถียโสธร ประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2563 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดยโสธรให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นอีกด้วย

 

          ยโสธรหนุนปลูกแตงโมอินทรีย์รูปหัวใจ

         ชั่วโมงนี้ไม่มีเกษตรกรกลุ่มใดมีรายได้เป็นกอบเป็นกำเท่ากับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์จ.ยโสธรที่ได้พากันปลูกแตงโมอินทรีย์ส่งขายได้ราคาดีและกำลังเป็นที่ต้องการของลูกค้าสูงมาก โดยเฉพาะแตงโมรูปหัวใจของกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้าย ต.ลุมพุก อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธรที่กำลังเป็นที่ต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค ทำให้ขายได้ราคาดีกว่าแตงโมทั่วไป ส่งผลให้เกษตรกรได้พากันทดลองปลูก โดยใช้บล็อกพลาสติกบังคับให้ลูกแตงโมออกมาเป็นรูปหัวใจได้เป็นผลสำเร็จตามที่ต้องการ สนนราคาแตงโมรูปหัวใจอยู่ที่ลูกละ 3,999 บาท  ส่วนแตงโมอินทรีย์ทั่วไป ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-15 บาท

         พรทวี ศรีสง่า ประธานกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้าย บอกว่า การทำแตงโมอินทรีย์เป็นรูปหัวใจตนได้ส่งเสริมให้สมาชิกเครือข่ายทดลองทำมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 3 เนื่องจากตนต้องการที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับแตงโมอินทรีย์ของเกษตรกรที่ได้พากันปลูกแตงโมอินทรีย์ส่งขายอยู่แล้วและตนได้เคยเห็นในต่างประเทศที่ทำเป็นแตงโมรูปหัวใจ จึงได้สั่งซื้อบล็อกรูปหัวใจมาให้เครือข่ายได้ทดลองทำจะสามารถทำได้ โดยตนได้นำเข้าไปเปิดประมูลสั่งจองทางออนไลน์ในราคาเริ่มต้นที่ลูกละ 3,999 บาท ซึ่งมีผู้สนใจจองหมด ในช่วงวันวาเลนไทนืที่ผ่านมา ส่วนในช่วงเดือนมีนาคมก็จะมีแตงโมรูปหัวใจพร้อมออกอีกประมาณ 20-30 ลูก ซึ่งใครที่สนใจก็สามารถสั่งจองทางออนไลน์ได้

          “การทำแตงโมเป็นรูปหัวใจทำค่อนข้างยากด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งสภาพดินฟ้าอากาศและการเอาใจใส่ดูแลลูกแตงโมที่เรานำเข้าบล็อกอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากดูแลไม่ดีก็อาจจะทำให้ลูกแตงเน่าเสียหายได้ จึงทำให้แตงโมรูปหัวใจทำออกมาในจำนวนที่จำกัด”ประธานกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้ายเผย