รายงานพิเศษ : ชู‘บางระกำโมเดล’ฝ่าวิกฤติแล้งปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479919

รายงานพิเศษ : ชู‘บางระกำโมเดล’ฝ่าวิกฤติแล้งปี’63

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปีนี้ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งเกือบทุกภูมิภาคของประเทศไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ทั้งนี้เนื่องจากฝนที่ตกในปี 2562 มีค่าเฉลี่ยทั่วประเทศเพียง 1,342 มม. ต่ำที่สุดในรอบ 40 ปี ทำให้ปริมาณต้นทุนในแหล่งเก็บน้ำต่างๆท่ี่จะนำมาใช้ในฤดูแล้งปี 2562/63 มีน้อยไม่เพียงพอสำหรับใช้ในทุกๆกิจกรรมการใช้น้ำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดหมายภาครัฐได้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว และได้มีเตรียมมาตรฐานรับมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ เป็นอันดับแรก จะต้องมีเพียงพอใช้จนถึงฤดูฝนปี 2563 และมีสำรองกรณีฝนมาล่าช้าหรือฝนทิ้งช่วงด้วย

ในสถานการณ์เช่นนี้ โครงการหนึ่งที่ถูกถามถึงคือ “โครงการบางระกำโมเดล” ปีนี้จะเดินหน้าต่อหรือไม่?

ล่าสุดในการประชุมคณะทำงานภายใต้ กองอำนวยน้ำแห่งชาติ มีมติให้กรมชลประทานพิจารณาจัดสรรน้ำให้กับพื้นที่ทุ่งบางระกำ นั่นก็หมายความว่า “โครงการบางระกำโมเดล” ในปี 2563 เดินหน้าต่อเป็นปีที่ 4

“โครงการบางระกำโมเดล” หรือ “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” เริ่มดำเนินการครั้งแรกเมื่อปี 2560 ในช่วงที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้สั่งการให้กรมชลประทานบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ ได้แก่ กองทัพภาคที่ 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 23 หน่วยงาน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ร่วมกันวางแผนการปลูกพืชและบริหารจัดการน้ำในรูปแบบประชารัฐ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่องของแก้มลิงมาใช้ในการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วม

โครงการบางระกำโมเดล 60 ประสบผลสำเร็จได้ด้วย กรมชลประทานได้ขยายผลมาดำเนินงานโครงการในปี 2561 และปี 2562 พร้อมทั้งได้ขยายพื้นที่โครงการเพิ่มขึ้น จากเดิม 265,000 ไร่ เป็น 382,000 ไร่ เต็มศักยภาพของพื้นที่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำหรับการดำเนิน “โครงการบางระกำโมเดล”ในปี 2563 นี้จะลดพื้นที่ดำเนินโครงการลงจาก 382,000 ไร่ ในปีที่แล้ว เหลือ 265,000 ไร่ เท่ากับปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรกในการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนปีนี้ มีจำนวนจำกัด เพราะต้องจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับกิจกรรมการใช้น้ำที่ได้วางแผนไว้ โดยจะจัดสรรน้ำส่งมาให้ได้ประมาณ 310 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการใช้น้ำทำนาปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-31 กรกฎาคม 2563

โครงการบางระกำโมเดล เป็นโครงการปรับเปลี่ยนปฏิทินใหม่ในการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ ให้เร็วขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก ช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งนอกจากจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัย ที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชนและสถานที่ราชการของจังหวัดสุโขทัย ตลอดจนเป็นการหน่วงน้ำรอการระบายไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอีกด้วย

นอกจากนี้ โครงการบางระกำโมเดล ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจาการทำอาชีพประมง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการปล่อยน้ำให้ท่วมนาในช่วงเวลาดังกล่าว จะทำให้พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมมีอาหารปลา ทีี่สมบูรณ์เพราะเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่น หรือเกิดขึ้นมาใหม่จะเป็นอาหารของปลาอย่างดี ปลาจะชุกชุมมากเป็นพิเศษ สร้างรายได้เสริมจากอาชีพประมงให้กับเกษตรกร รวมทั้งน้ำที่เก็บกักไว้ยังสามารถนำมาบริหารจัดการใช้เป็นน้ำต้นทุน ในการทำนาปรังและการอุปโภคบริโภค ทั้งในเขตโครงการและลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อีกประมาณ 400 ล้านลบ.ม. ซึ่งเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับพื้นที่ดำเนินโครงการทั้ง 265,000ไร่ดังกล่าว จะมีพื้นที่ครอบคลุม อ.บางระกำ อ.พรหมพิราม อ.เมือง จ.พิษณุโลก และอ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย โดยอยู่ในเขตรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน 205,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล 20,000 ไร่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร อีกจำนวน 40,000 ไร่

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการน้ำในทุ่งบางระกำในปีนี้นั้น กรมชลประทานจะส่งน้ำให้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกพืชฤดูฝนได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 และสิ้นสุดการส่งน้ำวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 จากนั้นตั้งแต่เดือน สิงหาคม – พฤศจิกายน 2562 จะเป็นช่วงเวลาหน่วงน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำหลากจากอุทกภัยลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำสาขา รวมทั้งปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ ซึ่งจะหน่วงน้ำและเก็บกักไว้ให้ได้มากที่สุดเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งของปี 2563/64

สำหรับการจัดสรรน้ำเพื่อดำเนินโครงการบางระกำโมเดลจำนวน 310 ล้านลบ.ม.ดังกล่าวนั้น จะจัดส่งน้ำมาจากเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และเขื่อนแควน้อย บำรุงแดน จ.พิษณุโลก ซึ่งปริมาณในเขื่อนทั้ง 2 แห่งล่าสุด ณ วันที่ 13 มีนาคม 2563 เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 4,184 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุในระดับกักเก็บ โดยเป็นปริมาณที่ใช้งานได้ 1,334 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 20.03 ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณเหลืออยู่ 352 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ34.51 ของความจุในระดับกักเก็บ โดยเป็นปริมาณที่ใช้งานได้ 309 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 34.51

ส่วนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากของโครงการบางระกำโมเดลนั้น กรมชลประทานจะเพิ่มการระบายน้ำในแม่น้ำยมด้วยการผันน้ำลงแม่น้ำน่าน และในแม่น้ำยมสายเก่า พร้อมพร่องน้ำเหนือประตูระบายน้ำต่างๆ เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะผันมาจากแม่น้ำยมผ่านประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในเขตชุมชน หากเกิดกรณีวิกฤติปริมาณน้ำมากเกินกว่าความสามารถการระบายน้ำของแม่น้ำยม ก็จะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในโครงการบางระกำโมเดลเป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก เพื่อป้องกันอุทกภัยในเขตชุมชนเมืองสุโขทัย

หลังจากพ้นฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2562 ก็จะระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อให้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปรัง

“โครงการบางระกำโมเดล เกิดขึ้นเนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำยม เป็นเพียงลุ่มน้ำเดียวของลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ในการเก็บกักน้ำ ทำให้ในช่วงฤดูน้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำยม ในเขตจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย เป็นประจำ รวมทั้งยังส่งผลต่อเนื่องทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้น ระหว่างที่รอโครงการชลประทานขนาดใหญ่ และสำคัญ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการบางระกำโมเดลขึ้นมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อที่จะบรรเทาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ดังกล่าว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ทั้งนี้ผลการดำเนินการที่ผ่านมา เป็นสิ่งยืนยันของความสำเร็จของโครงการ และทำให้ต้องดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพราะเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วม ไม่เกิดความเสียหาย ในช่วงที่มีน้ำอยู่ในทุ่ง สามารถประกอบอาชีพด้านประมง นอกจากนี้ยังเป็นการพักนาทำให้เกิดปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นต้นทุนการผลิตลดลง เพราะใช้ปุ๋ยน้อยลง ลดค่าใช้จ่าย เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืนและยังช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คูโบต้าเปิดศูนย์ชุมชนต้นแบบหนองผักบุ้ง บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479915

news_default

คูโบต้าเปิดศูนย์ชุมชนต้นแบบหนองผักบุ้ง บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายที่สำคัญของสยามคูโบต้าคือ การตอบแทนสังคมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ของสหประชาชาติ จึงได้จัดทำ “โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” หรือ SIAM KUBOTA Community Enterprise (SKCE) ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 โดยคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกันระหว่างสยามคูโบต้ากับกลุ่มเกษตรกร เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและส่งเสริมให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี

“จากความสำเร็จของศูนย์ฯ ที่ผ่านมาทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจ.ศรีสะเกษ 2 แห่ง และจ.อุดรธานี 1 แห่ง และภาคเหนือที่เพิ่งเปิดไปเมื่อเร็วๆนี้ ในจ.แพร่อีก 1 แห่ง สยามคูโบต้าได้ส่งเสริมความรู้ทางการเกษตรแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านกิจกรรม 3 ด้าน ได้แก่ การเกษตร การตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมถึงแก้ปัญหาด้านการเกษตรได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในการเป็นชุมชนต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงและสามารถขยายจำนวนกลุ่มสมาชิกให้เพิ่มขึ้น”

สำหรับศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง มีจุดเด่นในการเป็นชุมชนต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงการนำองค์ความรู้การทำการเกษตรแบบครบวงจร KUBOTA (Agri) Solutions มาใช้ในชุมชน ส่งเสริมระบบการปลูกพืชหมุนเวียน ข้าว-ถั่วเขียว-ข้าวโพดสัตว์เลี้ยง วางแผนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบด้วยการขุดสระน้ำสำหรับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติเพื่อ แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและน้ำแล้งในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือได้ว่าเป็นโมเดลการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาเพื่อการเกษตรของภาคเหนือ เกษตรกรภายในกลุ่มมีความสามัคคี เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ยั่งยืน

“สยามคูโบต้ามีแผนที่พัฒนาชุมชนต้นแบบ “ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” ในภาคกลางและภาคใต้ เพื่อขยายผลไปยังชุมชนใกล้เคียง และคาดว่าจะเปิดศูนย์ฯได้ครบถ้วนตามเป้าหมายในปี 2566” นายพิษณุ กล่าว

ด้านนายสาคร รุ่งเรือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ประธานในพิธี เปิดเผยว่า “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิหนองผักบุ้งพัฒนา มุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนกลายเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ช่วยพลิกฟื้นผืนดินของเพชรบูรณ์ให้อุดมสมบูรณ์ และเป็นตัวอย่างของชุมชนที่ปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง ด้วยการเลือกปลูกพืชหมุนเวียนที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งยังเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ด้วยการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้ต่อยอดความสำเร็จในการพัฒนาชุมชน”

นางบุญเลิศ ปราบภัย ประธานกลุ่มหนองผักบุ้งเปิดเผยว่า “กลุ่มหนองผักบุ้งของเรา เป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว โดยนำเทคโนโลยีและแนวทางใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย มาปรับปรุงการปลูกพืชหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเรียนรู้ระบบจัดการน้ำและสร้างแหล่งเก็บกักน้ำในชุมชนเพื่อทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเองได้ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ให้สมาชิกตลอดทั้งปี และพวกเราพร้อมส่งต่อองค์ความรู้ให้ชุมชนอื่น ที่ตั้งใจพัฒนากลุ่มของตนเองเพื่อสร้างความยั่งยืนเช่นกัน”

สยามคูโบต้ามุ่งมั่นพัฒนากลุ่มเกษตรเพื่อสร้างเป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตรที่เข้มแข็ง รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรหรือผู้สนใจศึกษาวิธีทำเกษตรที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรในชุมชนมีความอยู่ดีกินดี และประยุกต์เครือข่ายอาชีพในชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน เกิดการพัฒนาทั้งชุมชน และเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

ส่องเกษตร : สามัคคี-ฝ่าวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479917

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : สามัคคี-ฝ่าวิกฤติ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้ ดูเหมือนจะเกิดปัญหาขึ้นในทุกวงการ นับตั้งแต่เชื้อไวรัส COVID-19 ระบาด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ยิ่งเจอปัญหาภัยแล้งเข้าไปอีก ภาคการเกษตรยิ่งอยู่ในภาวะลำบากมากขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปพบปะพูดคุยกับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์การเกษตรโป่งน้ำร้อน ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกลำไย และจัดได้เป็นแหล่งผลิตลำไยคุณภาพแหล่งหนึ่งของไทย ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ลำไยในพื้นที่นี้กว่า 3 แสนไร่ ในเขตอำเภอสอยดาวและอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี คงจะได้รับผลกระทบรุนแรงและบางสวนถึงขั้นยืนต้นตายไปแล้วก็มีบางสวนที่กำลังติดผล ต้นก็เริ่มเหี่ยวลง ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ก็เริ่มหมด โดยแหล่งน้ำเหล่านี้เกษตรกรเตรียมสำรองไว้ใช้ และใช้ในการฟื้นฟูต้นเพื่อให้พร้อมการราดสารที่จะให้ติดดอกออกผลตามช่วงเวลาที่ต้องการ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ความแห้งแล้งที่รุนแรง อากาศที่ร้อนอบอ้าว เป็นสิ่งที่เกษตรกรกังวลกันมาก บางพื้นที่ถึงกับเกิดความขัดแย้งกันในการแย่งชิงน้ำมาใช้ในพื้นที่สวนของตน

ขณะเดียวกัน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ของกรมวิชาการเกษตร ได้เร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่พี่น้องเกษตรกรทั้งเรื่องการจัดการดิน การจัดการน้ำ การจัดการต้นพืช โดยใช้หลักวิชาการเพื่อช่วยกันทำความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรในการจัดการเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดหรือไม่ให้เสียหายเลย เพราะลำไยเป็นไม้ยืนต้น ถ้าต้องทรุดโทรมและตายจากภัยแล้งดังกล่าว กว่าจะปลูกใหม่และให้ผลผลิตต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 4-5 ปีแล้วเกษตรกรจะทำอย่างไรในช่วงที่ไม่มีรายได้จากสวนดังกล่าว เกษตรกรหลายรายพยายามให้ข้อมูลผมว่าความเสียหายของไม้ผลไม่เหมือนกับความเสียหายในนาข้าว เพราะข้าวเป็นพืชอายุสั้น เมื่อได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง ต้องเสียหายสิ้นเชิง ฤดูถัดไปหรือเมื่อปีนี้ที่อุดมสมบูรณ์พอก็เริ่มปลูกและให้ผลผลิตใหม่ได้ ใช้เวลาฟื้นตัวไม่นานนัก สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นความพยายามในการให้ข้อมูลและช่วยกันแก้ไขปัญหาไม่ให้แย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่

ในมุมทางวิชาการที่ ผอ.ชลธี นุ่นหนูผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ได้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า การจัดการต้นพืชในสภาวะที่แห้งแล้ง ต้องตัดแต่งกิ่งให้เหลือเท่าที่จำเป็น ตัดปรับแต่งทรงพุ่มให้เตี้ยลง ลักษณะเหมือนการทำสาวในกาแฟหรือพืชอื่นๆ ซึ่งข้อมูลทางวิชาการจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้ แต่ในมุมมองของเกษตรกรอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำใจให้ตัดแต่งกิ่งลำไยออกมากขนาดนั้น ด้วยเกรงว่าจะทำให้ลำไยไม่สามารถให้ผลผลิตได้เท่าที่เคย อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรทำตามคำแนะนำทางวิชาการจะเห็นว่าต้นลำไยจะไม่โทรมและยังคงให้ผลผลิตได้ สามารถจัดการสวนได้ง่าย เนื่องจากทรงพุ่มเตี้ย ทั้งการแต่งช่อผล การจัดการศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง และเป็นที่น่ายินดีว่าเกษตรกรหลายรายได้นำคำแนะนำเหล่านี้ไปปฏิบัติและให้ผลเป็นที่น่าพอใจ

การผลิตลำไยในพื้นที่เขาสอยดาวและโป่งน้ำร้อนเป็นลำไยที่ควบคุมการออกดอกติดผลด้วยการราดสาร เพื่อทำอย่างต่อเนื่องมาหลายฤดู ทำให้ต้นลำไยโทรมลง ใบมีขนาดเล็กลงและออกเป็นกระจุก ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางลำต้นและการติดผลของลำไย ทำให้ขนาดของผลลำไยเล็กลง ไม่ได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด ต้องขายเป็นลำไยร่วงราคาที่ได้จึงต่ำลงไปอีก ดังนั้น หากเกษตรกรจะฝ่าวิฤกตินี้ไปได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน วางแผนการแก้ไขปัญหาระยะยาว และต้องใช้หลักการบริหารจัดการทางวิชาการมาแก้ไขด้วยเท่านั้น จึงจะพ้นวิฤกติไปได้ สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ จึงเป็นสถานการณ์ที่ต้องใช้ฐานความรู้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ร่วมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเท่านั้น จึงจะรอดพ้นกันไปได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมชลฯรุกพัฒนาแหล่งน้ำตะวันตก เร่งโครงการพระราชดำริแก้ปัญหายั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479661

news_default

กรมชลฯรุกพัฒนาแหล่งน้ำตะวันตก เร่งโครงการพระราชดำริแก้ปัญหายั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำภาคตะวันตก เร่งการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก พร้อมเตรียมเปิดโครงการพัฒนาแหลงน้ำขนาดกลางอีก 6 มุ่งหวังแก้ปัญหาสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันตกซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำแม่กลองไว้อย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็กและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ขณะนี้ได้ดำเนินการมาแล้วจนถึงปัจจุบัน 88 โครงการ กระจายอยู่ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม และสมุทรสงคราม สามารถนำน้ำมาบริหารจัดการได้ทั้งสิ้น 132 ล้านลบ.ม. ครัวเรือนได้รับประโยชน์จำนวน 14,664 ครอบครัว พื้นที่รับประโยชน์ร่วม 200,000 ไร่และขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอีก 1 โครงการ คือ โครงการสร้างฝายวังครกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี ผลงานคืบหน้ากว่า 65% นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมดำเนินการอีก 13 โครงการ เม่ื่อแล้วเสร็จทั้งหมด จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำกินน้ำใช้ให้ราษฎรในพื้นที่ห่างไกลความเจริญได้

ส่วนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรได้ในระยะเวลาอันสั้นนั้น ในปี 2562ที่ผ่านมากรมชลประทานได้ดำเนินโครงการแล้วเสร็จจำนวน 15 โครงการ เก็บน้ำได้ 450,000 ลบ.ม. มีประชาชนได้รับประโยชน์ 2,109 ครัวเรือน สามารถขยายพื้นที่ชลประทานได้ 2,000 ไร่ และมีพื้นที่รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 8,190 ไร่ ส่วนในปี 2563 มีแผนพัฒนาโครงการขนาดเล็กจำนวน 12 โครงการ เช่น ระบบส่งน้ำฝายทดน้ำบ้านทุ่งโป่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริฝั่งขวา แก้มลิงบ้านเขาขวางพร้อมระบบส่งน้ำ เป็นต้น เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 3,500 ไร่และพื้นที่อื่นได้รับประโยชน์อีกจำนวน 1,600 ไร่ รวมทั้งยังได้ดำเนินกิจกรรมสนับสนุนระบบกระจายน้ำในระดับแปลงนา สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 7,174 ไร่ ได้มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 656 ไร่

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ในปี 2563 กรมชลประทานมีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ 6 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยลำทรายพร้อมระบบส่งน้ำ โครงการระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการสถานีสูบน้ำพร้อมระบบส่งน้ำกลอนโด-รางสาลี่ โครงการฝายทดน้ำบ้านรางเข้ (ในลำห้วยตะเพิน) พร้อมระบบส่งน้ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตะกึง พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยป่าไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งนี้เมื่อแล้วเสร็จทั้งหมดจะเพิ่มน้ำต้นทุนในจังหวัดกาญจนบุรี มากกว่า 50 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า 20,000 ไร่

“การพัฒาแหล่งน้ำของกรมชลประทานทั้งหมด มุ่งหวังเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศ อันเป็นหลักการสำคัญของกรมชลประทาน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวตอนท้าย

รายงานพิเศษ : สศก.ดันกล้วยหอมทองคุณภาพสุราษฎร์ฯ ส่งออกต่างประเทศ-ตั้งเป้าขยายพื้นที่กว่า500ไร่/ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479665

รายงานพิเศษ : สศก.ดันกล้วยหอมทองคุณภาพสุราษฎร์ฯ ส่งออกต่างประเทศ-ตั้งเป้าขยายพื้นที่กว่า500ไร่/ปี

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กล้วยหอมทองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร และตลาดต่างประเทศ มีความต้องการสูง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตกล้วยหอมทองและร่วมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร (สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้แทนเกษตรกร) ในการจัดทำแผนการส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ปัจจุบันการผลิตกล้วยหอมทองของจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่เพาะปลูก 3,041 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอพนม มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 16,900 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในเดือนที่ 8-10 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 2 ปี) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,600 กก./ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 28,100 บาท/ไร่ (ณ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 12.50 บาท/กก.) ด้านการจำหน่ายผลผลิต สหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด เป็นผู้รวบรวมผลผลิต แล้วส่งผ่านบริษัท แพนแปซิฟิค ฟู้ด คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อส่งต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 1,500 กก./สัปดาห์ ส่วนการส่งขายในประเทศห้างหุ้นส่วนจำกัด แก้วมีณา (2015) เป็นผู้รวบรวมผลผลิตส่งให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกกล้วยหอมทองเป็นพืชแซม เมื่อพืชหลักเติบโตอย่างเต็มที่จึงต้องเลิกปลูกกล้วยหอมทอง ทำให้ปริมาณผลผลิตไม่แน่นอน อีกทั้ง บางพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำ และประสบภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และวาตภัย ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตไม่ตรงกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ เกษตรกรที่ต้องการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ต้องให้ความสำคัญในการบันทึกข้อมูลและผลิตสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับของประเทศญี่ปุ่น

ด้านนางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการ สศท.8 กล่าวเสริมว่า แนวทางส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ต้องดำเนินการ มีดังนี้ 1) จัดหาพันธุ์ดี ตรงกับความต้องการของตลาด 2) ประชาสัมพันธ์ด้านการผลิตและการตลาดแก่เกษตรกร รวมถึงติดตามและประเมินผล 3) ส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทองในพื้นที่เหมาะสมและมีศักยภาพ โดยขยายพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการของตลาด อีกประมาณ 561 ไร่/ปี และสนับสนุนให้เกษตรกรแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปลูกกล้วยหอมทองเป็นพืชหลัก 4) สนับสนุนการตรวจรับรองแปลง GAP และตามมาตรฐานข้อกำหนดของผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศรวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรเข้ามาเป็นเครือข่ายของสหกรณ์และผู้ประกอบการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการอบรมการวางแผนและควบคุมคุณภาพการผลิต และ 5) ใช้หลักการตลาดนำการผลิต จับคู่ตลาดกับเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร มุ่งเน้นให้มีตลาดรองรับผลผลิต และส่งเสริมการทำ ContractFarming รวมถึงการหาตลาด ภายในประเทศเพิ่มเติมเพื่อขยายการผลิตในอนาคต……..ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มราคาขาย และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นโอกาสของเกษตรกรและใช้เป็นโมเดลส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทองให้จังหวัดอื่นต่อไป สำหรับเกษตรกร หรือผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการผลิตกล้วยหอมทองภค สอบถามได้ที่สศท.8 โทร. 0-7731-1641 Email :
zone8@oae.go.th

14ปีกรมการข้าวมุ่งเพิ่มศักยภาพชาวนานำพาสู่นวัตกรรม4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479660

news_default

14ปีกรมการข้าวมุ่งเพิ่มศักยภาพชาวนานำพาสู่นวัตกรรม4.0

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ข้าว เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของวิถีแห่งชีวิต และเป็นพืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงคนไทยทั้งชาติ เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน การทำนาได้แทรกซึมอยู่ในวิถีวัฒนธรรม ก่อให้เกิดประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์มากมาย เมล็ดข้าวนอกจากจะเป็นอาหารหลักในการดำรงชีวิตแล้ว ยังมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 ตลอดระยะเวลา 14 ปี แห่งการเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแล ด้านการผลิตข้าว การขับเคลื่อนงานบริหารจัดการข้าวของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่าย มีบทบาทสำคัญ ในการดูแลชาวนาจำนวนกว่า 4 ล้านครัวเรือน กว่า 16 ล้านคนซึ่งถือเป็นจำนวนมาก เกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ อีกทั้งยังส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของชาวนาให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายที่รัฐบาลมุ่งดำเนินการ เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดี และเพิ่มเสถียรภาพให้กับประเทศ

โดยปัจจุบันมี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้ง 2 ท่าน มีแนวนโยบายที่ส่งเสริมอาชีพการทำนา โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาวนาเป็นหลัก และได้มอบแนวทางมายัง นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว คนที่ 9 เป็นผู้ขับเคลื่อน ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมามีปัญหาอุปสรรคต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเกิดฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาดด้านข้าวต่างๆ ส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหายสร้างผลกระทบให้แก่ชาวนาเป็นจำนวนมาก ในระยะเร่งด่วนนี้ รัฐบาลจึงพยายามเร่งการชดเชยรายได้ ผ่านมาตรการต่างๆ ที่กำหนดขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ชาวนาในฤดูกาลผลิตที่กำลังจะมาถึง ทั้งนาปรัง และนาปี โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว และสนับสนุนให้มีการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนาผู้ประสบภัยดังกล่าว เป็นจำนวนเงินกว่า 1,700 ล้านบาทซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อเพื่อช่วยเหลือชาวนา

นอกจากนั้น รัฐบาลพยายามที่จะทุ่มเทช่วยเหลือชาวนา และองค์กรชาวนา ให้มีความเข้มแข็ง อาทิ การจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าว เปิดโอกาสให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการพัฒนาข้าวด้วยตนเอง โดยมีกรมการข้าว เป็นพี่เลี้ยง โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง Smart Farmer เน้นพัฒนาชาวนาอย่างรอบด้าน ให้ชาวนาไทยพึ่งพาตนเอง และเป็นแบบอย่างแก่ชาวนารายอื่น เพื่อการพัฒนาภาคการเกษตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โครงการ Young Smart Farmer เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่ประกอบอาชีพเกษตร สามารถบริหารจัดการการเกษตร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ พึ่งพาตนเองและเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นได้ เพื่อสร้างอาชีพชาวนาให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคงในอนาคตต่อไป

เร่งวิจัยข้าวไทย ช่วยชาวนาส่งขายนอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479728

news_default

เร่งวิจัยข้าวไทย ช่วยชาวนาส่งขายนอก

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
กระทรวงเกษตร ชูงานวิจัยและพัฒนาข้าวรองรับการแข่งขันตรงความต้องการของตลาดโลก มุ่งยกระดับการส่งออกข้าวไทย

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม  นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือ “แนวทางการเร่งรัดและการขับเคลื่อนแผนงานโครงการปีงบประมาณ 2563” พร้อมมอบโล่และเกียรติบัตรในพิธีเชิดชูเกียรติข้าราชการดีเด่น กรมการข้าว เนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมการข้าวครบรอบ 14 ปี  ณ ห้องประชุมจักรพันธ์ กรมการข้าว ว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่คาดว่าจะเกิดภัยแล้งไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ตลอดจนสถานการณ์โรคติดต่อ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตร ผลไม้ ปศุสัตว์ และประมง

ซึ่งขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ระหว่างวางแผนช่วยเหลือสินค้าด้านต่าง ๆ และตลอดระยะเวลาที่กำกับดูแลกรมการข้าว ได้มุ่งวางระบบการทำงานเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ อาทิ การผลิตเมล็ดพันธ์ข้าวให้เพียงพอกับความต้องการ การพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชน การพัฒนาแปลงใหญ่ การจัดหาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อใช้ในการทำนา รวมทั้งวางระบบการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด หรือผู้ส่งออกข้าว เช่น พันธุ์กข79 และพันธุ์ข้าวนุ่ม PTT 03019-18-2-7-4-1 ซึ่งเป็นพันธุ์ใหม่อยู่ระหว่างเตรียมรับรองพันธุ์ สำหรับนโยบายที่จะให้มีการร่วมแรงร่วมใจกันวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ดีเพื่อการแข่งขันของศูนย์วิจัยข้าว และร่วมแรงร่วมใจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ขอย้ำว่ายังคงให้มีการดำเนินงานเช่นเดิม และต้องเร่งรัดดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว

อย่างไรก็ตามแม้ว่าที่ผ่านมาเกิดฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาดด้านข้าวต่าง ๆ จะส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย สร้างผลกระทบให้แก่ชาวนาเป็นจำนวนมาก ในระยะเร่งด่วนนี้ รัฐบาลจึงพยายามเร่งการชดเชยรายได้ ผ่านมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ชาวนาในฤดูกาลผลิตที่กำลังจะมาถึง โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว และสนับสนุนให้มีการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนาผู้ประสบภัยดังกล่าว ผ่านโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปี 2563/64 ภายใต้แผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชาวนา

นอกจากจากนี้ กรมการข้าวยังต้องให้ความสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาข้าวเพื่อการแข่งขันของไทยตามความต้องการของผู้ส่งออกข้าว เช่น การวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น (ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ข้าวรอบที่ 1 : นาปี 666 กิโลกรัมต่อไร่ รอบที่ 2 : นาปรัง 669 กิโลกรัมต่อไร่) การวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าว รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาข้าวต้องให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตข้าว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวนา โดยมีเป้าประสงค์ในอีก 2 – 3 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยจะมีพันธุ์ข้าวที่สามารถรองรับการแข่งขันและตรงตามความต้องการของตลาดโลก เพื่อยกระดับการส่งออกข้าวของประเทศไทย

ทั้งนี้ สถาบันการจัดการนานาชาติยังได้จัดอันดับประเทศไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ในอันดับที่ 42 ของโลก เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม อาทิ ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ประเทศไทยมีความท้าทายในด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่สำคัญ เช่น กำหนดโจทย์การวิจัยที่ตอบสนองความต้องการประชาชน ภาคการผลิตและบริหาร ดังนั้น หากมีพันธุ์ข้าวที่ดี ถือว่ามีโอกาสสูงที่จะชนะคู่แข่งได้ ซึ่งงานวิจัยและพัฒนาข้าวถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาการผลิตข้าวของไทย

รักษ์เกษตร : ผลไม้เน่าเสีย ผลไม้ล้นตลาด…นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479662

news_default

รักษ์เกษตร : ผลไม้เน่าเสีย ผลไม้ล้นตลาด…นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ได้

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม มีผลไม้ที่บ้านปลูกขายไม่ได้ราคาล้นตลาด บางอย่างต้องปล่อยเน่าเสีย จะทำอย่างไรได้บ้าง

ศรชัย นิลอักษร

อ.หนองแซง จ.สระบุรี

คำตอบ

ชาวสวนเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ หรือใครก็ตามที่สามารถมองเห็นโอกาสจากภาวะล้นตลาดของสินค้าเกษตรที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลไม้ขณะนี้ขายไม่ได้ราคา บางที่ชาวสวนก็ทิ้งกันเกลื่อนกลาด ทั้งในท้องตลาดและตามสวนผลไม้ เราสามารถแปลงวิกฤติเป็นโอกาสได้
ทางราชการได้แนะนำให้ทำ น้ำหมักชีวภาพ หรือที่เรียก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ก็ได้

ทางราชการโดย กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คิดหาวิธีการนำผลไม้ที่เน่าเสีย หรือขายไม่ได้ราคา นำมาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นักวิชาการของหน่วยงานได้ค้นคิด วิจัยและทดสอบพบว่า เศษวัสดุผลไม้เหลือทิ้งเหล่านี้ สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ (ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง) โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพในการผลิตน้ำหมักชีวภาพ โดยได้ค้นพบกลุ่มจุลินทรีย์ ที่มีสมบัติในการหมัก และย่อยวัสดุที่มีลักษณะสด อวบน้ำหรือมีความชื้นสูง ประกอบด้วยจุลินทรีย์ 5 กลุ่ม ได้แก่ ยีสต์แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก แบคทีเรียย่อยสลายโปรตีน แบคทีเรียย่อยสลายไขมัน และแบคทีเรียละลายสารประกอบฟอสเฟต

สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อผลิตน้ำหมักชีวภาพ โดยดำเนินกิจกรรมการหมักในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน ทำให้กระบวนการหมักดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าการหมักธรรมดาทั่วไป ซึ่งการทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ ไม่มีอะไรยุ่งยาก ประกอบด้วยผลไม้ ที่หล่นอยู่ตามสวน หรือเน่าเสียในท้องตลาด จำนวน 40 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม น้ำ 10 ลิตร สารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 จำนวน 1 ซอง (25 กรัม)

ขั้นตอนการทำ ให้นำสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 มาผสมในน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากันนานประมาณ 5 นาที จากนั้นผสมวัสดุผลไม้(ควรสับให้ละเอียดหรือมีขนาดเล็กก่อน) และกากน้ำตาล โดยอาจใช้น้ำตาลทรายแดง น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว หรือเศษผลไม้แทนได้ ลงในถังหมักขนาดความจุ 50 ลิตร จากนั้นเทสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 ที่ผสมน้ำแล้วลงในถังหมัก คลุกเคล้าหรือคนส่วนผสมต่างๆ ให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดฝาถังหมักให้สนิทและนำไปตั้งไว้ในที่ร่ม

ใช้ระยะเวลาในการหมัก 7-10 วัน ก็สามารถนำออกมาใช้รดหรือฉีดพ่นพืชได้ แต่ต้องเจือจางกับน้ำเสียก่อน นอกจากประโยชน์โดยตรงที่ได้จากน้ำหมักชีวภาพ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เพิ่มการขยายตัวของใบ และยืดตัวของลำต้น ช่วยชักนำให้เกิดการงอกของเมล็ด เร่งการออกดอกและติดผลดีขึ้น ขับไล่แมลงศัตรูพืช ตลอดจนช่วยลดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์เลี้ยงได้เป็นอย่างดี การเก็บผลไม้เน่าเสียออกจากสวนยังเป็นการกำจัดแหล่งเพาะแมลงวันทองในทางอ้อมได้อีกด้วย

ประโยชน์มากมายที่กล่าวมานี้ ก็ไม่ควรทิ้งขว้าง สร้างโอกาสให้กับตัวเอง เพราะนอกจากได้ปุ๋ยไว้ใช้เองแล้ว ยังขายเป็นรายได้เสริมในช่วงที่ผลไม้ราคาตกต่ำอีกด้วย เกษตรกรหรือผู้สนใจท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 ของกรมพัฒนาที่ดิน ติดต่อสอบถามได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินที่ตั้งในจังหวัดใกล้บ้านของท่าน

นาย รัตวิ

เดินหน้า”ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422609?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เดินหน้า”ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์”

17 มีนาคม 2563 – 04:36 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์
เปิดอ่าน 41 ครั้ง

เดินหน้า”ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์”ตั้งเป้าเปิด 98 แห่งทั่วไทยปี2563

นับเป็นอีกก้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการเตรียมผลักดันสหกรณ์เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ภายใต้ร้านค้าทีี่ชื่อว่า “ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์” หลังจากได้นำผลผลิตการเกษตร สินค้าปลอดภัย ตลอดจนผลิตภัณฑ์สหกรณ์ มาจัดแสดง ณ บริเวณหน้าตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมนิทรรศการความก้าวหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ พร้อมกล่าวชื่นชมกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ได้ริเริ่มพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหกรณ์ที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่างๆ เช่น ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผักผลไม้ อาหารแปรรูป และเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าสหกรณ์ได้มากขึ้น และผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการนำร่องเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรก ณ ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ตามแนวคิด “สด สะอาด ปลอดภัย” Fresh From Farm by Co-op สดจากฟาร์มถึงมือคุณ เป็นการขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิต ให้มีบทบาทหน้าที่บริหารจัดการ รวบรวม แปรรูป พัฒนาคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเชื่อมโยงไปสู่ผู้บริโภค ผ่านร้านค้าสหกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นจุดจำหน่ายและกระจายสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภค

การดำเนินการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์จนถึงปัจจุบัน สามารถเป็นช่องทางตลาดให้แก่สินค้าจากเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิต และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในเมืองหลวงสามารถเข้าถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเกษตรกร โดยเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐาน ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าข้าวสาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์นม กาแฟ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป ผักและผลไม้ จากเครือข่ายสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ ไม่น้อยกว่า 17 แห่ง สำหรับสินค้าที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ ไข่ไก่เบอร์ 1 กล้วยหอมทองสด รวมทั้งผักและผลไม้

           พิเชษฐ์ พิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในปี 2563 กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแผนพัฒนาร้านค้าสหกรณ์ที่มีความพร้อมสามารถขยายผลให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ โดยขณะนี้มีสหกรณ์สนใจและประสงค์เข้าร่วมดำเนินการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จำนวน 98 แห่ง ใน 42 จังหวัด โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการพัฒนาองค์ความรู้การบริหารจัดการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์และส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตและร้านค้าสหกรณ์ เพื่อผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ บริการแก่ประชาชน ในราคาที่เป็นธรรมอย่างทั่วถึงต่อไป

ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสหกรณ์ที่ส่งผลผลิตข้าวหอมมะลิส่งให้แก่ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ที่ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด กรุงเทพฯ ตั้งแต่เริ่มต้นจัดตั้ง ซึ่งเป็นอีกช่องทางการตลาด และปัจุจบันมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

          รุ่งอรุณ เชาวกรกุล ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เผยกับ “คม ชัด ลึก” ว่าชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ ได้รวบรวมข้าวเปลือกส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลินาปี แต่ละปีเรารวบรวมได้ประมาณเกือบ 10,000 ตันต่อปี โดยรวบรวมแล้วมาแปรรูปจำหน่าย ซึ่งสหกรณ์มีโรงสีกำลังผลิต 100 ตันต่อวัน และมีศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งทำหน้าที่กระจายสินค้าระหว่างสหกรณ์ โดยสินค้าและผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิส่วนใหญ่ส่งให้แก่บริษัท แอมเวย์ จำกัด สยามพารากอนและชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังส่งให้แก่ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด แต่จำนวนไม่มากนัก เนื่องจากไม่มีพื้นที่เก็บสต็อก

“วันนี้เรามีซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ของเราเอง เมื่อก่อนขายได้วันละหมื่น พอมีเหตุการณ์โควิด-19 ลดลงเหลือวันละ 6,000 บาท ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด กรุงเทพฯ เราก็ยังส่งอยู่ แต่ปริมาณไม่มากนัก แต่ก็เป็นช่องทางการตลาดของเราอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายสินค้า ทำให้สหกรณ์มียอดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น เดิมตลาดข้าวของเรายังนิ่งอยู่ไม่หวือหวาเท่าไร แต่พอทางผู้ใหญ่มาช่วยกระตุ้นตรงนี้ ทำให้เราเหมือนค่อยเดินทีละนิดได้เพิ่มขึ้น แต่เดินด้วยคุณภาพ เพราะสินค้าสหกรณ์เป็นสินค้าคุณภาพดี” ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด กล่าว พร้อมเชิญชวนผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าสหกรณ์ซึ่งเป็นสินค้าดีมีคุณภาพ โดยในส่วนของจังหวัดบุรีรีมย์ข้าวของเราเป็นข้าวดินภูเขาไฟ จะสร้างความมั่นใจให้แก่ท่าน ถ้าไม่ลองท่านจะไม่รู้ว่าคุณภาพเป็นอย่างไร

ส่วน สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ก็เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ส่งสินค้าเกษตรปลอดภัยให้แก่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ร้านค้าสหกรณ์พระนคร จำกัด โดย จิตติ สหกรณ์อุทัย ผู้จัดการสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด บอกว่า สำหรับสินค้าเกษตรที่สหกรณ์เราชักชวนสมาชิกให้ปลูกเป็นอาชีพเสริมก็คือ การปลูกผักปลอดภัย เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน เนื่องจากผลผลิตหลัก 3-4 เดือนจะมีรายได้ครั้งหนึ่ง แต่การปลูกผักจะทำให้เขามีรายได้ที่เร็วขึ้น สามารถมีรายได้ประจำทุกสัปดาห์

“ปกติแล้วที่สหกรณ์เรามีการรวบรวมผักเพื่อส่งไปให้แก่ผู้บริโภคในปลายทาง เช่น ในกรุงเทพมหานครหรือในนครสวรรค์ แต่ว่าตัวสหกรณ์เองจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวบรวมผักให้แก่เกษตรกร สำหรับโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะส่งเสริมให้สมาชิกเรามีความมั่นใจในเรื่องของการผลิตผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ทำให้เขาเกิดความมั่นใจที่จะผลิตและสามารถมีที่รองรับและจำหน่ายได้อย่างแน่นอนและยังเป็นช่องทางในการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตที่จะส่งเสริมให้เขามีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการขายผลิตได้ในราคาที่ดีขึ้น”

เขาเผยต่อว่า ปกติสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด ได้สร้างตลาดกลางเกษตรกรไว้รวบรวมผักของสมาชิกอยู่แล้ว แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์นั้นเพิ่งจะเริ่มดำเนินการในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งขณะนี้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดได้จัดเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นอีกช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยให้แก่สมาชิกของเราเพิ่มมากขึ้น

“ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องชาวอุทัยธานี หากมีโอกาสได้ไปดูตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ บริเวณสหกรณ์การเกษตรอุทัยธานี อย่างน้อยท่านจะได้รับการบริโภคผักที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมี กินแล้วดีต่อสุขภาพ อีกทั้งยังป็นการสนับสนุนให้แก่เกษตรกรของเราได้มีช่องทางการจำหน่ายและทำให้เขามีรายได้เพิ่มมากขึ้น การกินดีอยู่ดีก็จะเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรในอุทัยธานี” ผู้จัดการสหกรณ์นิคมลานสักกล่าวเชิญชวนทิ้งท้าย

นับเป็นอีกก้าวสหกรณ์ทั่วไทยในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่สินค้าและผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ ภายใต้ร้านค้าที่ชื่อว่า “ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์”

“บิ๊กป้อม” เร่งดันโครงการเพิ่มผลิตน้ำอุปโภค-บริโภค แก้แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422698?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“บิ๊กป้อม” เร่งดันโครงการเพิ่มผลิตน้ำอุปโภค-บริโภค แก้แล้ง

17 มีนาคม 2563 – 00:05 น.
บิ๊กป้อม,แก้แล้ง,เพิ่มการผลิต,ผลิตน้ำ,อุปโภค,บริโภค,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

“ประวิตร” เร่งดันโครงการเพิ่มการผลิตน้ำอุปโภค-บริโภค บรรเทาความเดือดร้อน แก้แล้ง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2563 และการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2563 ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ มีมติเห็นชอบในหลักการแผนงานโครงการจาก 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

รบ. เร่งปรับแผนจัดการน้ำท่วม-แล้ง หวั่นเสียหายสุดรอบ 20 ปี

ประกาศเขตฯภัยแล้ง 20 จังหวัด 4,600 หมู่บ้าน/ชุมชน

ปชช.ยังไม่พอใจรัฐบาลแก้ปัญหาภัยแล้ง

1.โครงการเพื่อการพัฒนา ปี 2563 ของการประปาส่วนภูมิภาค (เพิ่มเติม) ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายน้ำประปา สอดคล้องกับแผนแม่บททรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภค บริโภค รวม 6 แห่ง ได้แก่ กปภ.สาขาเพชรบูรณ์ – หล่มสัก , กปภ.สาขาเดิมบางนางบวช , กปภ.สาขาสมุทรสาคร – นครปฐม , กปภ.สาขาด่านช้าง , ปรับปรุงกิจการประปา อปท. กปภ.สาขานครศรีธรรมราช ในพื้นที่ อบต.ท่าเรือ และ ปรับปรุงกิจการประปา อปท. กปภ.สาขานครศรีธรรมราช ในพื้นที่เทศบาล ต.การะเกด โดยเมื่อโครงการก่อสร้างทั้ง 6 แห่งแล้วเสร็จ จะมีกำลังการผลิตประปาเพิ่มขึ้นอีก 475,200 ลูกบาศก์เมตร/วัน ให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 126,750 ราย

ด้านที่ 2 แผนหลักการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บททรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้านที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย เพื่อจัดระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และลดความเสียหายจากน้ำท่วมให้กับประชาชน ครอบคลุม 76 จังหวัด 309 อำเภอ 715 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10.50 ล้านไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ 7.82 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 166 ชุมชน พื้นที่ได้รับประโยชน์ 750,000 ไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ 1.30 ล้านครัวเรือน คงเหลือพื้นที่ชุมชนที่ต้องดำเนินการอีก 549 ชุมชน พร้อมทั้งจัดลำดับเป็นระยะเร่งด่วน สั้น กลาง ยาว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและกรอบเวลาของแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปี ดังนี้ 1.ระยะเร่งด่วน จำนวน 52 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 260,000 ไร่  2.ระยะกลาง จำนวน 157 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 360,000 ไร่ และ 3.ระยะยาว จำนวน 340 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 9.13 ล้านไร่ โดยทั้งสองโครงการข้างต้นจะมีการเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอ ครม.เพื่ออนุมัติขับเคลื่อนแผนงานโครงการต่อไป

สำหรับที่ประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการฯน้ำ ได้มีมติเห็นชอบแผนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2563 โดยแนวทางการบริหารจัดการน้ำในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 (ระหว่าง 1 พ.ค. – 31 ก.ค. 2563) จะจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศและพืชต่อเนื่อง รวมจำนวน 1,656 ล้านลูกบาศก์เมตร ในส่วนของพื้นที่การเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำนั้น จากการคาดการณ์ของกรมชลประทานจะมีปริมาณน้ำคงเหลือในช่วงฝนทิ้งช่วงเพียง 436 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้สามารถส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกได้เฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ในพื้นที่เป้าหมาย 265,000 ไร่ เช่นเดียวกับเมื่อปี 2560 เท่านั้น

โดยจัดสรรน้ำแบ่งเป็น ช่วงที่ 1 เดือนมี.ค.- 30 เม.ย. ประมาณ 65 ล้านลูกบาศก์เมตร และช่วงที่ 2 เดือน พ.ค. ถึง ก.ค. 2563 ประมาณ 245 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้ทันเก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นจะใช้พื้นที่ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่จ.สุโขทัย และทำหน้าที่เป็นทุ่งหน่วงน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยบริหารจัดการร่วมกับพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งทางตอนล่างด้วย

ด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้รับทราบถึงผลการดำเนินงานของคณะทำงานภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ซึ่งได้กำหนดมาตรการและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการรับมือภาวะเสี่ยงขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ดังนี้ 1.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อ ควบคุมการปลูกพืชฤดูแล้ง ใน/นอกเขตชลประทาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค 2.ให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยควบคุมการจัดสรรน้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักฯ ให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำ 3.ให้กระทรวงเกษตรฯ กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กำหนดมาตรการรองรับพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ใน/นอกเขตชลประทาน ทั้งที่ปลูกแล้วและคาดว่าจะได้รับผลกระทบ 4.ให้กรมชลประทาน การประปานครหลวง และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ติดตามวิเคราะห์ผลการให้ผันน้ำจากฝั่งตะวันตกเพื่อผลักดันน้ำเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา และการดำเนินการตามมาตรการควบคุมความเค็มและการเพิ่มศักยภาพการลำเลียงน้ำในคลองประปา โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานเร่งดำเนินการตามมติของคณะทำงานฯ โดยเร็ว

ขณะเดียวกัน รองนายกฯ ยังเน้นย้ำให้หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบกลางแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วนเพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และที่เสนอโครงการเร่งด่วนเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ปี 2563 เร่งรัดดำเนินการโดยเร็วให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2563 และติดตามช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน และควบคุม สถานการณ์ปัญหาน้ำแล้ง ไม่ให้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดความเสียหายให้กับประชาชน ที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง และทันเวลาด้วย