เดินเครื่องสร้างสถานีสูบน้ำตาปี-พุมดวง ขยายพื้นที่ชลประทานได้เพิ่มกว่า73,980 ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480380

news_default

เดินเครื่องสร้างสถานีสูบน้ำตาปี-พุมดวง ขยายพื้นที่ชลประทานได้เพิ่มกว่า73,980 ไร่

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง เดินหน้าก่อสร้างสถานีสูบน้ำพร้อมระบบส่งน้ำระยะที่ 1 มั่นใจแล้วเสร็จในปี 2564 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขยายพื้นที่ชลประทานได้กว่า 73,980 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์ถึง 11,750 ครัวเรือน

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานกำลังดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำตาปี-พุมดวง ระยะที่ 1 ภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วยการงานสำคัญๆคือ งานก่อสร้างอาคารทดน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บริเวณหมู่ที่ 3 ตำบลบางงอน
อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีห่างจากเขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนเชี่ยวหลานประมาณ 60 กิโลเมตร โดยจะติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง สูบน้ำได้รวม 34 ลบ.ม.ต่อวินาที สามารถสูบน้ำจากแม่น้ำพุมดวงขึ้นมาบริหารจัดการได้ปริมาณ 123 ล้านลบ.ม.ต่อปี

นอกจากนี้ ยังจะงานก่อสร้างระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำและอาคารประกอบ โดยงานก่อสร้างระบบส่งน้ำ ประกอบด้วยคลองส่งน้ำสายใหญ่ 2 สาย ความยาวรวม 37.488 กิโลเมตร และคลองซอยอีก 24 สาย ความยาวรวม 81.413 กิโลเมตร พร้อมอาคารประกอบตามแนวคลองส่งน้ำอีก 745 แห่ง กระจายน้ำในระบบไปสู่แปลงเกษตรของพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำพุมดวง เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ในฤดูฝน 73,980 ไร่ และในฤดูแล้ง 57,819 ไร่ มีราษฎรได้รับประโยชน์ 11,750 ครัวเรือนมากกว่า 46,000 คน ในเขตอำเภอคีรีรัฐนิคม พุนพิน และ ท่าฉาง สร้างหลักประกันความมั่นคงในเรื่องน้ำได้อย่างยั่งยืน

สำหรับงานก่อสร้างระบบระบายน้ำนั้น จะขุดลอกลำน้ำเดิมตามธรรมชาติ ความยาวรวม 83.303 กิโลเมตร พร้อมอาคารประกอบอีก 89 แห่ง เพื่อระบายน้ำส่วนเกินที่เกิดจากฝนลงสู่ลำน้ำธรรมชาติ ช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ทั้ง 3 อำเภอดังกล่าว นอกจากนี้ยังก่อสร้างระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 33 เควี ขนาด 185 ตร.มม. 3 เส้น ระยะทาง 17.1 กิโลเมตร เพื่อใช้พลังงานไฟฟ้าในการสูบน้ำเฉลี่ยต่อปี10.14 ล้านกิโลวัตต์/ชม. ความคืบหน้าโครงการระยะที่ 1 รวมทั้งโครงการประมาณร้อยละ 59.207 คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2564

ทั้งนี้ การก่อสร้างสถานีสูบน้ำตาปี-พุมดวง ระยะที่ 1 เพื่อนำน้ำในลุ่มน้ำคลองพุมดวงมาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีแหล่งน้ำต้นทุนจากเขื่อนรัชชประภา ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขนาดความจุถึง 5,638 ล้านลบ.ม. ด้วยการนำน้ำที่ปล่อยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าปีละกว่า 2,000-3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และไหลลงสู่ลำน้ำพุมดวงก่อนไหลออกทะเลมาบริหารจัดการโดยสถานสูบน้ำตาปี-พุมดวงดังกล่าว นอกจากจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มทางเลือกแก่เกษตรกรที่ราบลุ่มฝั่งซ้ายของแม่น้ำพุมดวงให้ปลูกพืชได้หลากหลายขึ้น เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น ปาล์มน้ำมัน พืชผักสวนครัว

สำหรับลุ่มน้ำตาปี-พุมดวงมีพื้นที่ลุ่มน้ำรวม 12,630 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7.9 ล้านไร่ มีแม่น้ำสายหลัก 2 สายคือ คลองตาปี ยาว 232 กม. และคลอง
พุมดวงยาว 120 กม. ทั้งสองลุ่มน้ำครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานีบางส่วนของนครศรีธรรมราช และกระบี่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขานครศรีธรรมราช ทางด้านทิศใต้และทิวเขาภูเก็ต ทางด้านทิศตะวันตกของลุ่มน้ำ

กรมปศุสัตว์สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค! ฝังทำลายซากสัตว์นำเข้าผิดกฎหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480308

กรมปศุสัตว์สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค! ฝังทำลายซากสัตว์นำเข้าผิดกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 11.17 น.

19 มีนาคม 2563 เวลา 9.30 น.นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีฝังทำลายสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ลักลอบนำเข้า ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี พร้อมด้วยนางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ผู้แทนอธิบดีกรมศุลกากร เจ้าหน้าที่จากกองสารวัตรและ หัวหน้าราชการ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้

ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ ดำเนินการกำกับดูแลสุขภาพสัตว์การควบคุมป้องกันและกำจัดโรคระบาดสัตว์ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์อย่างเคร่งครัด กรมปศุสัตว์ มีนโยบายในการปฏิบัติงานควบคุมการนำเข้า ส่งออก และนำผ่านซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ โดยกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด ดังนี้

1. ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย

2. ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง การนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ พ.ศ. 2563

3. ต้องปฏิบัติตามประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง การขออนุญาต การออกใบอนุญาต วิธีการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ พ.ศ. 2558

วัตถุประสงค์เพื่อการป้องกันโรคระบาดสัตว์ไม่ให้แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทย และหากพบว่าไม่ปฏิบัติตามจะมีการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดโดย ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและทำการยึดซากสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าไปทำลายตามข้อกฎหมาย ซึ่งการปฏิบัติงานตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่กรมปศุสัตว์ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว เป็นการดำเนินการร่วมกันกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร

กรมปศุสัตว์ มีความตระหนักถึงการป้องกันเชื้อโรคระบาดสัตว์จากต่างประเทศ ซึ่งอาจติดมากับสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ที่เป็นพาหะของโรคระบาด และมีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนทั่วไป โดยสินค้าปศุสัตว์ทุกชนิดที่นำมาจำหน่ายต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับการตรวจรับรอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและผู้บริโภคสินค้าปศุสัตว์ได้อย่างปลอดภัย มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ณ ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี

‘เฉลิมชัย’ระบุสินค้าปศุสัตว์ยังคงเป็นที่ต้องการ ย้ำโควิด-19ไม่กระทบเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480286

news_default

‘เฉลิมชัย’ระบุสินค้าปศุสัตว์ยังคงเป็นที่ต้องการ ย้ำโควิด-19ไม่กระทบเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 09.11 น.

“เฉลิมชัย”ระบุสินค้าปศุสัตว์ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดในและต่างประเทศ เกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของCOVID-19 ด้านกรมปศุสัตว์เผยเมียนมาเปิดตลาดรับเนื้อโคไทยแล้ว

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการระบาดของ COVID-19 ทำให้ภาคส่วนต่างๆ ได้รับผลกระทบ แต่นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าภาคการเกษตรมีผลกระทบน้อยที่สุดเนื่องจากทุกคนต้องบริโภคอาหาร แม้การส่งออกสินค้าเกษตรบางชนิดจะชะลอตัว เช่น สินค้าประมง ไม้ดอกไม้ประดับ แต่สินค้าปศุสัตว์ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เกษตรกรยังขายได้ราคาดี เช่น สุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปลายปี 2562 อยู่ที่ 64 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันอยู่ที่ 72 – 76 บาทต่อกิโลกรั มขึ้นกับแต่ละภาค โดยการส่งออกสุกรขุนตามแนวชายแดนยังมีต่อเนื่องตามคำสั่งซื้อ สำหรับไข่ไก่ซึ่งเป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูกที่สุด ขณะนี้ความต้องการทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ราคาไข่คละหน้าฟาร์มฟองละ 2.60 บาท โดยหลายประเทศส่งคำสั่งซื้อเข้ามา แต่ความต้องการบริโภคในไทยมีมากจึงยังไม่ส่งออก ล่าสุดเมียนมาเปิดตลาดรับเนื้อโคขุนของไทยเป็นครั้งแรก

“ขณะนี้การส่งสินค้าเกษตรไปยังจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทยสามารถส่งออกได้มากขึ้น เนื่องจากทางการจีนเปิดด่านพรมแดน ซึ่งเคยปิดในช่วงการระบาดของ COVID-19 จึงคาดการณ์ว่าเมื่อสถานการณ์การระบาดของประเทศคู่ค้าต่างๆ ของไทยคลี่คลายจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าเกษตรไทย” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ไทยเริ่มส่งเนื้อโคขุนไปเมียนมาแล้ว จากการยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อโคคุณภาพสูงของไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับฟาร์มให้ได้รับรองมาตรฐาน GAP จนกระทั่งถึงโรงชำแหละและการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน GMP เพื่อการส่งออก ตามมาตรฐานฮาลาล ทำให้การเปิดตลาดส่งออกสินค้าเนื้อโคคุณภาพสูงสู่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นผลสำเร็จ โดยผู้ประกอบการรายแรกที่ส่งเนื้อโคไปเมียนมา คือ บริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด (EST.333) อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผู้นำเครือข่ายโคเนื้อไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (FTA)

นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวต่อว่า ปี 2562 ไทยออกสินค้าผลิตภัณฑ์เนื้อโคแปรรูป 2,604 ตัน คิดมูลค่า 297 ล้านบาท การส่งออกเนื้อโคไปเมียนมาเป็นครั้งแรกถือเป็นผลดีต่อภาพรวมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโคเนื้อ เนื่องจากเป็นการเพิ่มช่องทางระบายผลผลิตเนื้อโคได้มาก

“สินค้าปศุสัตว์ไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆ หลายด้านทั้งในแง่มาตรฐานการผลิตที่อยู่ในระดับสากล ตั้งแต่ระดับฟาร์ม กระทั่งถึงโรงชำแหละ และการแปรรูป สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีเป้าหมายส่งเนื้อโคออกไปยังกัมพูชาและมาเลเซียต่อไป นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์จะผลักดันให้เกษตรกรผลิตเนื้อโคคุณภาพภายใต้คำขวัญ “นิยมไทยบริโภคเนื้อโคไทย” เพื่อลดการนำเข้าเนื้อโคที่อยู่ในตลาดระดับบนและพร้อมเข้าสู่การแข่งขันในตลาดอาเซียน” นายสัตวแพทย์สมชวน ระบุ

ซอกแซกอาเซียน : 19 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480162

566101

ซอกแซกอาเซียน : 19 มีนาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ครั้งที่จัดขึ้นที่เมืองพุกาม ประเทศเมียนมานี้ นับเป็นการประชุมครั้งที่ 8 มีรองอธิบดีกรมการเกษตรและเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์ด้วย คุณ เอ โก โก เป็นแม่งานหลักระดมเจ้าหน้าที่มาช่วยกันเต็มพิกัด โดยแกเดินทางโดยทางรถยนต์จากกรุงเนปิดอว์ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 15 เห็นบอกว่าใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงครึ่ง ตกเย็นวันเดียวกันพวกเราก็บินมาถึง สนามบินเมืองพุกาม ใหญ่กว่าที่อื่นๆ จากที่เคยไปมา ทั้งนี้คงเนื่องจากพุกามเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศเมียนมา จนแทบจะเรียกได้ว่าระดับโลกเลยทีเดียว แต่ที่พิเศษ คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนที่เดินทางมาเที่ยวเมืองพุกาม จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเมืองคนละ 20 เหรียญสหรัฐ ก่อนออกจากสนามบิน และเขาจะให้ตั๋วไว้เป็นหลักฐาน 1 ใบ ซึ่งทุกคนต้องเก็บตั๋วนี้ไว้ให้เผื่อเรียกตรวจได้ตลอดเวลา

ตัวเมืองพุกามเป็นแบบชนบทๆ ไม่มีตึกอาคารใหญ่โตหนาแน่น อยู่กันแบบหลวมๆ ถนนมีเพียง 3-4 เส้น ฝุ่นที่เกิดจากรถวิ่งค่อนข้างมาก อาจเป็นเพราะเป็นช่วงฤดูแล้งพอดี พื้นที่ส่วนมากเป็นพื้นที่กสิกรรม ซึ่งก็ดูแห้งแล้ง ปลูกพืชไม่ได้ เพราะขาดน้ำ ปลูกได้เฉพาะหน้าฝนอย่างเดียว เห็นเจ้าหน้าที่เมียนมาบอกว่าเขตนี้พืชที่ปลูกได้แก่ ถั่ว งา ข้าวโพด แม้ว่าเมืองนี้จะตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำหลักของประเทศ คือ แม่น้ำอิรวดี ทว่าการชลประทานยังคงมีน้อยมาก ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะปลูกนอกฤดูได้ เขตตัวเมืองมีทั้งพุกามเก่า ซึ่งได้แก่ กลุ่มเจดีย์โบราณ ที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่และมีจำนวนเจดีย์มากมายนับไม่ถ้วน และพุกามใหม่ อันได้แก่ ชุมชนตลาดที่อยู่อาศัยของชาวพุกาม ซึ่งผมจะใช้โอกาสหลังเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

วันอาทิตย์ พวกเรายังคงมีเวลาเตรียมงานกับทางเจ้าภาพอยู่อีก 1 วัน โรงแรมที่จัดเคยเล่าไปแล้วว่า ชื่อ Heritage Bagan Hotel
ตั้งอยู่เกือบติดกับสนามบิน เป็นโรงแรมที่สร้างขึ้นโดยใช้อิฐแดงเป็นวัสดุหลักและเป็นแบบรูปทรงโบราณ แต่ดูสวยหรูทีเดียว สูงเพียง 2 ชั้น ผู้เข้าประชุมเกือบทั้งหมดพักกันที่นี่เจ้าหน้าที่เมียนมาบริการรอรับที่สนามบินและพามาโรงแรมอย่างดีเยี่ยม ห้องประชุมมีขนาดพอดีๆ ไม่กว้างใหญ่เกินไป พวกเราช่วยกันตรวจสอบและซักซ้อมขั้นตอนพิธีการกับทางเจ้าภาพจนเรียบร้อย และก็ได้มีโอกาสพบกับท่านประธานในพิธีเปิดการประชุม คือ ท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมทั้งท่านอธิบดีกรมการเกษตร เจ้านายคุณเอ โก โก ก็มาด้วย ผมเคยเห็นและคุยกับท่านทั้งสองแล้วในเวทีการประชุมครั้งก่อนๆ ดูคุ้นเคยกันดี จากนั้นก็เจอะเจอกับผู้มาเข้าประชุมจากประเทศต่างๆ ที่เดินทางมาถึง ทักทายกันเพราะเห็นกันบ่อยๆ เช่นกัน ก็ดูดีไปอีกแบบในลักษณะของงานอินเตอร์ที่ผมเองแต่เดิมก็ไม่คาดฝันว่าจะได้มาทำ เสียอย่างเดียวที่เรามันคนวัยเกษียณแล้ว ขณะที่พวกเขาน่าจะทั้งหมดยังรับราชการอยู่ วัยมันจึงต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนักเพราะพวกเขาก็คือข้าราชการอาวุโสระดับบริหารวัยไม่ห่างจากเกษียณเท่าใดนัก ไม่เป็นไรหรอก ผมปลอบใจตัวเองโดยนำไปเปรียบเทียบกับท่านเลขาธิการองค์การสหประชาชาติที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศโปรตุเกส อายุปาเข้าไป 70 ก็ยังทำงานระดับโลกอย่างกระฉับกระเฉงได้อยู่เลย

เย็นวันอาทิตย์ กลุ่มพวกเราไม่อยากจะไปรบกวนทางเจ้าภาพเลยขอตัวว่าพวกเราจะไปหาข้าวเย็นกินกันเอง พอดีเมืองมันไม่ได้เป็นแบบตัวตลาดที่จะสามารถเดินไปหากินได้ง่ายๆ แต่ก็เกรงใจที่จะไปขอยืมรถเขา ก็เลยค่อยๆ เดินริมถนนลัดเลาะไป เกือบ 1 กิโลเมตร ก็เป็นร้านแบบเพิงๆ ไม่ใหญ่ตั้งอยู่โล่งๆ ริมถนน เลยเข้าไปสั่งกิน ภาพรวมก็โอเคนะ เขาทำอาหารได้ทุกอย่างเหมือนภัตตาคาร รสชาติก็ไม่พื้นบ้านจ๋า หรืออินเตอร์เกินไป กินได้อยู่ เพราะเบียร์เมียนมาที่สั่งมาเป็นหลายๆ ขวด ช่วยเสริมให้รสชาติลงตัวมากขึ้น จนกระทั่งอิ่มหนำสำราญ ครานี้คิดได้ว่าหากเดินกลับอาจลำบาก เพราะถนนแคบและไม่มีฟุตบาทให้เดิน สุ่มเสี่ยงจะโดนรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนด้านหลังเอา สุดท้ายมีคนเสนอว่าควรเรียกบริการรถโรงแรมให้มารับเถิด ซึ่งนับเป็นไอเดียที่น่ายกย่องมาก เพราะใช้เวลาแป๊บเดียวพวกเราก็ได้กลับมาที่โรงแรม ขึ้นไปตรวจสอบห้องประชุมอีกรอบเพิ่อความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ในพิธีการเปิดพรุ่งนี้เช้า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กรมชลฯเดินหน้าหาแหล่งเก็บน้ำ การันตี20ปีกักได้กว่า95,000ล้านลบ.ม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480161

news_default

กรมชลฯเดินหน้าหาแหล่งเก็บน้ำ การันตี20ปีกักได้กว่า95,000ล้านลบ.ม.

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเร่งขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ มุ่งเน้นจัดหาแหล่งเก็บกักน้ำทุกรูปแบบ ทั้งโครงการขนาดใหญ่ กลาง และขนาดเล็กมั่นใจอีก 20 ปี ประเทศไทยจะมีพื้นที่ชลประทาน 50.24 ล้านไร่ และมีปริมาณน้ำต้นทุนในระบบรวมกว่า 95,000 ล้านลบ.ม.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ขับเคลื่อนภารกิจเร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำตามยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ด้วยมุ่งหาแหล่งเก็บกักน้ำในทุกรูปแบบให้ได้มากที่สุดและยังคงทรงประสิทธิภาพ ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยได้นำเทคโนโลยีวิศวกรรมชลประทานมาใช้เพื่อมาลดขั้นตอนการทำงานตลอดจนลดระยะเวลาดำเนินการให้เกิดผลกระทบและเกิดการสูญเสียน้ำน้อยที่สุด ในขณะที่ผลประโยชน์ยังคงได้รับเช่นเดิมหรือมากกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังได้เร่งรัดการพัฒนาโครงการขนาดเล็ก เพราะเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที และสามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแก้มลิง ฝาย และประตูระบายน้ำต่างๆ ซึ่งล่าสุดกรมชลประทานได้ดำเนินโครงการขุดลอกแก้มลิงบึงละหานนาตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี สามารถเก็กกักน้ำได้ 16.8 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ทำให้ราษฎรในพื้นที่มีแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และเลี้ยงสัตว์ สามารถเพิ่มพื้นทีชลประทานได้ 7,120 ไร่

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า กรมชลประทานยังให้ความสำคัญในการพัฒนาคันคูน้ำ จัดรูปที่ดินเพื่อกระจายน้ำลงสู่แปลงนาให้ได้ทั่วถึงมากที่สุด ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมากกว่าในอดีตที่ปล่อยน้ำไหลลงแปลงตามแรงโน้มถ่วง พร้อมพัฒนาโปรแกรมเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลการใช้น้ำ ข้อมูลเพาะปลูก ระยะเวลา เพื่อการใช้น้ำอย่างประหยัด โดยที่ผ่านมากรมชลประทานได้พัฒนาคันคูน้ำเพื่อกระจายน้ำเข้าถึงพื้นที่แปลงนามาแล้วมากกว่า 10 ล้านไร่ และยังคงดำเนินการต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในปี 2563 กรมชลประทานมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำในโครงการชลประทานต่างๆให้ได้อีก 199.54 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 180,000 ล้านไร่ และภายในปี 2579 ตั้งเป้าที่จะเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำในประเทศอีก 13,243 ล้านลบ.ม.ขยายพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น17.95 ล้านไร่ รวมใน 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีพื้นที่ชลประทานรวมทั้งหมด 50.24 ล้านไร่ และมีน้ำในระบบชลประทานความจุรวม 95,007 ล้านลบ.ม.

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในปัจจุบัน ทำให้ปริมาณฝนตกที่ไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งประเทศ ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีการปรับตัวในการทำการเกษตรด้วยเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้วิกฤติด้านน้ำ เช่น การมีแหล่งน้ำเป็นของตัวเองไว้ใช้ในครัวเรือน ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า การปรับวิธีการใช้น้ำ ใช้แผนที่เกษตร (Agri Map) ในการเพาะปลูก การเลื่อนการเพาะปลูก การพัฒนาพันธุ์พืช เป็นต้น ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ภาคเกษตร เป็นภาคที่ใช้น้ำในปริมาณมาก หากประหยัดน้ำได้ร้อยละ 5-10ก็จะเป็นการประหยัดการใช้น้ำได้จำนวนมหาศาลและยังช่วยลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายได้อีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

เปิด‘เกษตรสิริสุข’แห่งที่4 ‘ครัว’ของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480159

news_default

เปิด‘เกษตรสิริสุข’แห่งที่4 ‘ครัว’ของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารมาอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรได้เปิดอาคาร “เกษตรสิริสุข” แห่งที่ 4 ตั้งอยู่ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่112 ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยได้พระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานพิธีเปิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา

สำหรับอาคารดังกล่าวกรมส่งเสริมการเกษตรสร้างขึ้น เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระองค์ท่านในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อใช้จัดการผลผลิตทางการเกษตรและแปรรูปถนอมอาหารและดำเนินการโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เด็กนักเรียนได้รับประทานอาหารปลอดภัยถูกหลักโภชนาการแล้ว ยังส่งเสริมให้โรงเรียนมีแหล่งถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรให้นักเรียนที่เหมาะสม สามารถจัดการผลผลิตทางการเกษตรของโรงเรียนและชุมชนอย่างเป็นระบบอีกด้วย โดยกรมฯมีเป้าหมายจัดสร้างอาคารเกษตรสิริสุขถวายทั่วประเทศ 5 แห่งและได้เสด็จเป็นประธานเปิดอาคารแล้ว 4 แห่งคือ 1.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านทุ่งสบายใจ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา 2.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย อำเภอคลองหาด
จังหวัดสระแก้ว 3.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านย่านซื่อ อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 4.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่ 112 อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และ5.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหนองดู่ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม

นายเข้มแข็งกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุง ที่ 112 ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัด เชียงราย มีนักเรียนทั้งหมด 168 คน แยกเป็นชาย 93 คน หญิง 75 คน ครูทั้งหมด 12 คน เป็นครู ตชด. 8 คน ครูอัตราจ้าง 4 คน ปัจจุบันมีพื้นที่ 10 ไร่พื้นที่ทำการเกษตร 2 ไร่ แยกเป็นปลูกพืชผัก 1 ไร่ (ชะอม, ข่า, ตะไคร้, ผักบุ้ง, ผักกวางตุ้ง, คะน้า, ผักกาดเขียวปลี มะเขือยาว, แตงกวา, ฟักทอง, บวบ, ถั่วฝักยาว, ผักกาดขาว, กะหล่ำปลี, ผักชี, กวางตุ้งฮ่องเต้, ถั่วลันเตา, บร็อกโคลี่ และมะเขือเปราะ) ปลูกไม้ผล 0.5 ไร่ (มะละกอ, กล้วย, ขนุน, ลิ้นจี่) การเพาะเห็ด 500 ก้อน ขุดบ่อดินสำหรับเลี้ยงปลาน้ำจืด (ปลานิล ปลาดุก 1 บ่อ) โรงเลี้ยงไก่ไข่แบบเปิด 1 โรง โรงเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบเปิด 1 โรง โรงเลี้ยงสุกรแบบเปิด 1 โรง ส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง 2 กอง ส่งเสริมการทำน้ำหมักชีวภาพ การทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง การทำกับดักแมลง

“สำหรับแนวทางการใช้ประโยชน์จากอาคาร “เกษตรสิริสุข” สำหรับโรงเรียนและชุมชน เป็นสถานที่จัดการผลผลิตที่ได้ของแปลงเกษตรในโรงเรียน เพื่อให้ได้ตามมาตรฐานและจัดส่งโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน รวมทั้งเป็นจุดเรียนรู้และฝึกปฏิบัติของนักเรียนในโรงเรียนได้จัดการผลผลิตเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน และเป็นจุดศึกษาดูงานของชุมชนในด้านกระบวนการจัดการผลผลิต ซึ่งกรมจะเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนให้เข้าใจลงมือปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวันและต่อยอดสู่ชุมชนในอนาคต” นายเข้มแข็ง กล่าว

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ยกระดับมาตรฐานส่งออก เปิดตัวเนื้อโคขุนคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์แรกไปเมียนมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480163

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ยกระดับมาตรฐานส่งออก เปิดตัวเนื้อโคขุนคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์แรกไปเมียนมา

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์เปิดตัวเนื้อโคขุนคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์แรกส่งออกไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ถือเป็นการยืนยันมาตรฐานการผลิตเนื้อโคไทยตลอดห่วงโซ่ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย ซึ่งเป็นการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ ให้มีอาชีพที่มั่งคง มีรายได้ สามารถแข่งขันกับการเปิดการค้าเสรี (FTA) ได้

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์และโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานในพิธีปล่อยตู้คอนเทนเนอร์บรรจุผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุนไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ โรงชำแหละและแปรรูปเนื้อโคเพื่อการส่งออกของ บริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด (EST.333) อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผู้นำของเครือข่ายโคเนื้อไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (FTA) เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2563 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ขับเคลื่อนยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อโคคุณภาพสูงของไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับฟาร์มให้ได้รับรองมาตรฐาน GAP จนกระทั่งถึงโรงชำแหละและการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน GMP เพื่อการส่งออก ตามมาตรฐานฮาลาล โดยขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และสามารถ เปิดตลาดส่งออกสินค้าเนื้อโคคุณภาพสูงสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นผลสำเร็จ โดยหลังจากนี้กรมปศุสัตว์จะผลักดันให้เกษตรกรผลิตเนื้อโคคุณภาพ ภายใต้คำขวัญ “นิยมไทยบริโภคเนื้อโคไทย” เพื่อลดการนำเข้าเนื้อโคที่อยู่ในตลาดระดับบน พร้อมเข้าสู่การแข่งขันในตลาดอาเซียน

นายสัตวแพย์สมชวน กล่าวต่อไปว่า “ปัจจุบันตลาดการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์เนื้อโคแปรรูป โดยในปี 2562 ประเทศไทยมีการส่งออกทั้งสิ้นปริมาณ 2,604 ตัน คิดเป็นมูลค่า 297 ล้านบาท การส่งออกของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในครั้งนี้ ถือเป็นผลดีต่อภาพรวมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ทำให้เพิ่มช่องทางระบายผลผลิตเนื้อโคได้มากขึ้น ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการประสานความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นโอกาสที่สำคัญยิ่งของอุตสาหกรรมโคเนื้อและผู้ประกอบการไทย เรามีความได้เปรียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ หลายด้านทั้งในแง่มาตรฐานการผลิตที่อยู่ในระดับสากล มุ่งเน้นการผลิตเนื้อโคที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานการควบคุมสินค้าทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ระดับฟาร์ม กระทั่งถึงโรงชำแหละและการแปรรูป สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต ที่สำคัญด้วยระยะทางที่ใกล้กัน จึงส่งผลดีต่อการส่งออก ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกเนื้อโคเพิ่มขึ้น”

ด้าน นายสุริยศักดิ์ ภูธิปฐิติพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด กล่าวว่า “สินค้าเนื้อโคขุนที่ส่งออกไปในวันนี้ เป็นของบริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัดจำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 4,005 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านบาท สำหรับแผนการส่งออกเนื้อโคไทยไปสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จะมีการส่งออกจากไทยไปอย่างต่อเนื่องซึ่งคาดว่าปีนี้จะสามารถส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 30 ตู้ ปริมาณ 120,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 57 ล้านบาท นอกจากนี้มีเป้าหมายส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา และประเทศมาเลเซียต่อไป นอกจากนี้ บริษัท จะร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ส่งเสริมเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิตให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับตลาดการค้าเสรีได้ต่อไป”

สำหรับผู้ประกอบการไทย ที่มีความประสงค์ขอขึ้นทะเบียนโรงงานและโรงตัดแต่งเนื้อโคเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านทางสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ เพื่อประสานงานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถติดต่อที่กลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 3134

กรมการข้าวลุยฟื้นฟูพื้นที่ปลูกข้าวภาคใต้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480092

กรมการข้าวลุยฟื้นฟูพื้นที่ปลูกข้าวภาคใต้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 14.03 น.

กรมการข้าวลุยฟื้นฟูพื้นที่ปลูกข้าวภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม เดินหน้าส่งเสริมชาวบ้านและโรงเรียนปลูกข้าวอินทรีย์ที่เหมาะสมกับพื้นที่น้ำเค็ม พร้อมแนะนำปลูกพืชอื่นที่เหมาะสมหลังสึนามิ​ทำลายพื้นที่การเกษตร 

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรและครูนักเรียน ที่โรงเรียนเพียงหลวง 4 เกาะสุไหงมูโซ๊ะ จ.สตูล ว่า กรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ เพื่อสร้างเป็นแหล่งอาหารให้กับประขาชนและเด็กนักเรียนในพื้นที่ ซึ่งโรงเรียนเพียงหลวง​เป็นโรงเรียน “ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี” ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาการศึกษาที่เหลื่อมล้ำและการขาดโอกาสของเด็กๆ รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ และครู ในโรงเรียน ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ตามแนวชายแดนทั่วทุกภาคของประเทศ จึงมีพระดำริที่จะให้การช่วยเหลือเด็กๆ และโรงเรียนเหล่านั้นไว้เป็นโรงเรียนในพระอุปถัมภ์ฯ  ซึ่งได้กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวม 18 แห่ง และหนึ่งในนั้น คือโรงเรียนเพียงหลวง 4 บนเกาะสุไหงมูโซ๊ะ อ.ละงู จ.สตูล สำหรับโรงเรียนเพียงหลวง 4 ฯ เดิมชื่อโรงเรียนสุไหงมูโซ๊ะ อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจากความเจริญ เมื่อปี 2547 ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ เนื่องจากโรงเรียนอยู่บนเกาะกลางทะเล ส่งผลให้ชุมชน บ้านเรือนประชาชน และโรงเรียนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ได้รับความเสียหาย และเกิดน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตร ประชาชนไม่สามารถทำการเกษตรได้

กรมการข้าวได้สำรวจและพบว่าบนเกาะในอดีตมีนามากกว่า 100 ไร่ ปัจจุบันเหลือ 66 ไร่ ที่ยังสามารถเพาะปลูกข้าวได้ ซึ่งในปี 2563 กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมการข้าว จึงได้มีแผนขยายผลให้ผู้ปกครองนักเรียนได้รวมกันปลูกข้าวแบบยั่งยืน ในพื้นที่นาร้างของชุมชนในเกาะ เนื้อที่ร้อยกว่าไร่ โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 400,000 บาท ส่งเสริมโดยมีเป้าหมายหลักคือปลูกให้คนในชุมชนมีบริโภค ที่เหลือจากนั้นจึงส่งเสริมเพื่อจำหน่าย เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งต้องขอความร่วมมือหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนแหล่งน้ำ เครื่องมือเครื่องจักร

อย่างไรก็ตามในโครงการดังกล่าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง เป็นหน่วยเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้และให้คำแนะนำในการปลูกข้าว ส่งเสริมสนับสนุนเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ข้าว เผยแพร่องค์ความรู้แก่ประชาชนด้านข้าว หาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมให้ประชาชนบนเกาะได้มีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ ผ่านโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ และโครงการสร้างเสริมการสร้างแหล่งอาหารให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนอีกด้วย

‘เฉลิมชัย’สั่งเข้มงวดจับกุมลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480024

news_default

‘เฉลิมชัย’สั่งเข้มงวดจับกุมลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรไทย

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 09.41 น.

“เฉลิมชัย”สั่งการด่วนที่สุด ประสานฝ่ายความมั่นคง-ศุลกากรนำเข้า เข้มงวดจับกุมลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม-มะพร้าว-กาแฟ เหตุประเทศเพื่อนบ้านส่งออกตลาดจีนไม่ได้ เร่งแก้ไขป้องกันกระทบซ้ำเกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้สินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิดได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กาแฟ ถั่วเหลือง และมะพร้าวมีปริมาณการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศทั้งการบริโภคโดยตรงและใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สินค้าบางชนิดราคาอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มีการลักลอบการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสวมสิทธิ์เป็นสินค้าเกษตรของไทยหรือหลีกเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปาล์มน้ำมัน จึงประสานขอความร่วมมือหน่วยงานความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศุลกากรให้เข้มงวดตรวจสอบ จับกุมการลักลอบการนำเข้า โดยเฉพาะตามแนวชายแดน นอกจากนี้ เห็นสมควรมให้ทบทวนข้อตกลงทางการค้าภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และองค์การการค้าโลก (WTO) ใหม่ ตลอดจนมาตรการทางการค้าอื่นๆ เช่น มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (safe guard) และมาตรการปกป้องพิเศษการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (special safeguard) ซึ่งสินค้าเกษตรที่ต้องเฝ้าระวังได้แก่

สำหรับปาล์มน้ำมันนั้น ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ของไทย ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2563 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 36.19 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดมาเลเซียเฉลี่ยกิโลกรัมละ 21.05 บาทซึ่งต่ำกว่าไทยกิโลกรัมละ 10 – 15 บาท ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากร ร่วมกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มทั้งระบบอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง รวมทั้งเร่งให้กรมการค้าภายในติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่ถังเก็บให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยอนุมัติงบประมาณ จำนวน 372.516 ล้านบาท

นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) กำหนดให้นำเข้าได้ที่ด่าน 3 ด่านเท่านั้น ได้แก่ ด่านศุลกากรมาบตาพุด สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ และสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ส่วนด่านนำผ่านสินค้าน้ำมันปาล์มได้กำหนดด่านต้นทางเพียงด่านเดียว คือ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งมอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เลขานุการ กนป.ติดตามผลการดำเนินงานตามมติ ครม.อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ สศก.กล่าวถึงการป้องกันการลักลอบนำเข้ามะพร้าว โดยจากการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตมะพร้าวใน อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบว่า มีการลักลอบนำเข้ามะพร้าวผล ซึ่ง สศก.เร่งประสานกรมศุลกากรเพื่อตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังพบว่าการนำเข้าน้ำกะทิส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการและราคามะพร้าวในประเทศ ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ดังนั้น ควรเข้มงวดมาตรการการนำเข้ามะพร้าวและน้ำกะทิ โดยกำหนดช่วงเวลาและปริมาณการนำเข้ามะพร้าวผลที่เหมาะสมภายใต้กรอบการค้า AFTA และ WTO การตรวจสอบและควบคุมการนำเข้ากะทิ การกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายมะพร้าวผลนำเข้าน้ำหนักตั้งแต่ 4 ตันขึ้นไป ซึ่งได้ประสานกรมการค้าภายในเพื่อทบทวนมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายแล้ว รวมทั้งประสานกรมวิชาการเกษตรให้ทำลายมะพร้าวซึ่งลักลอบนำเข้าตาม พ.ร.บ.กักพืช

สินค้าอีกชนิดที่ลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน คือ กาแฟ โดยผ่านมาช่องทางด้านตะวันออกของไทย สาเหตุหนึ่งมาจากเกษตรกรบางรายนำเข้ากาแฟมาสวมสิทธิ์เป็นกาแฟไทย แล้วจำหน่ายแก่ผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งได้ราคาสูงกว่าจำหน่ายแก่สหกรณ์ ดังนั้น ภาครัฐควรคุมเข้มเกี่ยวกับการนำเข้าในทุกรูปแบบ โดยกำหนดช่วงนำเข้ากาแฟได้หลังเดือนพฤษภาคมของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตกาแฟของเกษตรกรในประเทศเริ่มจำหน่ายหมดแล้ว กาแฟเป็นสินค้าควบคุม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรแจ้งกรมศุลกากรถึงปัญหาการลักลอบนำเข้า รวมถึงแจ้งข้อมูลช่วงเวลาที่ผลผลิตกาแฟออกสู่ตลาด และช่วงเวลาที่ห้ามนำเข้า ให้กรมศุลกากรรับทราบเพื่อจะได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป

กรมชลฯจัดสรรน้ำให้ลุ่มแม่กลองเต็มพื้นที่ เจาะบาดาลพลังแสงแดดช่วยนอกเขต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479916

news_default

กรมชลฯจัดสรรน้ำให้ลุ่มแม่กลองเต็มพื้นที่ เจาะบาดาลพลังแสงแดดช่วยนอกเขต

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเผยสถานการณ์น้ำลุ่มแม่กลองปีนี้อุดมสมบูรณ์ จัดสรรน้ำปลูกพืชฤดูแล้งได้เต็มพื้นที่ พร้อมใช้เทคโนโลยีสำรวจน้ำใต้ผิวดินขุดเจาะบ่อบาดาลพลังแสงอาทิตย์ ช่วยพื้นที่นอกเขตชลประทาน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำแม่กลอง ว่า ลุ่มน้ำแม่กลองมีแหล่งน้ำต้นทุนจาก 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ซึ่งปีนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ล่าสุดเขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำ 13,895 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 78.30 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 3,630 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ
48.53 ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณ์ มีปริมาณน้ำ 5,657 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63.85 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 2,645 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ45.23 เพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะภาคการเกษตร กรมชลประทานได้ใช้เขื่อนแม่กลองในการจัดสรรน้ำ ผ่านคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาและซ้าย สนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และบางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร สุพรรณบุรี และเพชรบุรี ได้เต็มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้ง

นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรน้ำผ่านคลองจระเข้สามพัน และคลองท่าสาร-บางปลา เพื่อผันน้ำไปเสริมแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงส่งน้ำผ่านคลองประปาให้โรงผลิตน้ำประปามหาสวัสดิ์ เพื่อผลิตน้ำประปาให้เขตกรุงเทพมหานคร ตลอดจนยังได้สำรองน้ำส่วนหนึ่งไว้ใช้กรณีหน้าฝนมาล่าช้าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้พื้นที่ชลประทานในเขตลุ่มน้ำแม่กลองจะมีน้ำอุดมสมบูรณ์แต่ยังพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเช่นกัน ได้แก่ พื้นที่ 5 อำเภอ ของจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย อำเภอห้วยกระเจา เลาขวัญ หนองปรือ บ่อพลอย และบางส่วนของอำเภอพนมทวน รวมทั้งพื้นที่ตามแนวเขตชายแดนไทย-พม่า ของจังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี ทั้งนี้ เนื่องจากมีฝนตกน้อย และข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ กรมชลประทานได้เข้าไปแก้ปัญหา ด้วยการนำเทคโนโลยีสำรวจน้ำใต้ผิวดินที่คิดค้นขึ้นโดยสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา เข้าสำรวจบริเวณเนินเขา ณ ฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวณชายแดน(ตชด.) บ้านปะไรโหนก ต.หนองลู อ.สังขละบุรี ปรากฏว่า พบแหล่งน้ำบาดาล จึงได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ขุดเจาะบ่อบาดาลจนประสบผลสำเร็จ สามารถสูบน้ำด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นมาเก็บสำรองให้กำลังพล ตชด.ที่ 134 และชาวบ้านโดยรอบได้อุปโภคบริโภคในช่วงฤดูนี้ รวมทั้งยังได้เตรียมพร้อมสนับสนุนรถขนน้ำ เครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยที่อยู่นอกเขตชลประทานอีกด้วย