เกษตร 22-23 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กิจกรรมและผลงานบนเว็บ

เกษตร 21 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กิจกรรมและผลงานบนเว็บ

เกษตร 20 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วงศาคณาญาติตระกูล “คล้ายมนต์”

เกษตร 19 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วงศาคณาญาติตระกูล “คล้ายมนต์”

เกษตร 18 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วงศาคณาญาติตระกูล “คล้ายมนต์”

ปศุสัตว์เฝ้าระวังโควิด-19 เผยไทยยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสในสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480893

ปศุสัตว์เฝ้าระวังโควิด-19 เผยไทยยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสในสัตว์

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563, 11.33 น.

22 มีนาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีสื่อรายงานตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (COVID-19) ในสุนัขรายที่ 2 ของผู้ป่วยโรค COVID-19 ในฮ่องกง โดยผู้ป่วยรายนี้เลี้ยงสุนัขสายพันธ์เยอรมันเชฟเฟิร์ด (German Shepherd) อายุ 2 ปี 1 ตัว และสุนัขพันธ์ผสมอายุ 4 ปี 1 ตัว สุนัขทั้ง 2 ตัว ได้รับการแยกเพื่อไปกักดูอาการ และเก็บตัวอย่างสิ่งคัดหลังทางจมูก และปาก ในวันที่ 18 มีนาคม 2563 และในวันที่ 19 มีนาคม 2563 พบผลบวกต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพียงในสุนัขพันธ์เยอรมันเชฟเฟิร์ด เท่านั้น ซึ่งจากนี้กรมประมงและอนุรักษ์ของฮ่องกง (AFCD) จะดำเนินการติดตามอาการสัตว์ และเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมสุนัขทั้ง 2 ต่อไป

จากการตรวจในครั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากยังไม่มีรายงานหรือหลักฐานที่ชัดเจนถึงการติดเชื้อของคนจากสัตว์เลี้ยง หรือแพร่ให้สัตว์อื่นได้ ทั้งนี้สุนัขที่ติดเชื้อต้องมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคดังกล่าว 10 วันหลังวันเริ่มติดเชื้อ ดังนั้นในสุนัขสายพันธ์ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian) ที่มีการตรวจพบการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รายแรก ให้ผลลบต่อการตรวจการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ ซึ่งแสดงว่าสัตว์อาจไม่ได้ติดเชื้อหรือติดเชื้อในระดับต่ำจนไม่มีสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรค

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์โรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (COVID-19) ในสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการดังนี้

1. สื่อสารข้อมูล ความเสี่ยง และองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ให้แก่สัตวแพทย์และประชาชนทั่วไป

2. การประสานงาน และการกำหนดแนวทาง/มาตรการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายด้านสัตวแพทย์ สัตวแพทยสภา สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ

3. เตรียมความพร้อม จัดทำแผนเฝ้าระวังในสัตว์กลุ่มเสี่ยงต่างๆ เช่น สัตว์เลี้ยงของผู้ป่วย ที่ได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรค COVID-19 (เฉพาะสัตว์เลี้ยงที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยเท่านั้น) ในสัตว์เลี้ยงที่นําเข้าจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มว่า ขอให้ประชาชนล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง ถ้ามีอาการป่วยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดโดยตรงกับสัตว์เลี้ยง ควรให้บุคคลอื่นที่มีสุขภาพดีเป็นผู้ดูแลสัตว์แทน และสามารถติดต่อปรึกษา หรือ ขอคำแนะนำเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ และ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกแห่ง หรือ โทร. สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-255-6888 และ application DLD 4.0

‘เฉลิมชัย’เผยเกษตรวางแนวป้องกัน ปัญหาผลกระทบส่งออกผลไม้ไทยไปยังจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480578

news_default

‘เฉลิมชัย’เผยเกษตรวางแนวป้องกัน ปัญหาผลกระทบส่งออกไม้ไม้ไทยไปยังจีน

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563, 13.09 น.

รมว.เฉลิมชัย​ เผยเกษตรวางแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบส่งออกไม้ไม้ไทยไปยังจีนหลังสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19บานปลาย กำหนด 2 มาตรการหลักทั้งเร่งกระจายสินค้า รวมถึงช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) กล่าวว่า คณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกรายงานผลการวิเคราะห์สถานการณ์การผลิตไม้ผลว่า ในปี 2563 จะมีปริมาณผลผลิตทุเรียน 584,712 ตันจะออกสู่ตลาดมากในเดือนเมษายน-พฤษภาคม มังคุด 201,741 ตันจะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และเงาะ 220,946 ตันจะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ก่อนเกิดการระบาดของโรค COVID-19 คาดการณ์ว่า จะส่งออกทุเรียน มังคุด และเงาะ ได้ในรวม 545,809 ตัน แต่เมื่อมีการระบาดจึงวิเคราะห์ว่า จะส่งออกทุเรียน มังคุด และเงาะได้ในรวม 461,534 ตันลดลงจากภาวะปกติ โดยแบ่งเป็น ทุเรียน 58,471 ตัน มังคุด 12,105 ตัน และเงาะ 13,699 ตัน รวม 84,275 ตัน

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย อุปนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก และนายกสมาคมผู้ส่งออกผักและผลไม้เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 มี 2 มาตรการหลักคือ การช่วยเหลือกระจายผลไม้ 84,275 ตันดังกล่าวและการช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยจะมีโครงการย่อยและหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบในการร่วมรณรงค์บริโภคผลไม้และกระจายผลผลิตไปยังแหล่งต่างๆ

“ในช่วงปลายเดือนเมษายน หากสถานการณ์โรค COVID-19 สงบ จะเดินทางไปจัด Road Show และส่งมอบผลไม้แก่ชาวจีน ซึ่งอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านการเกษตร และทูตพาณิชย์ในกรุงปักกิ่งเตรียมพร้อมไว้แล้ว” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้านนายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝ่ายเลขานุการ Fruit Board กล่าวว่า ในการช่วยเหลือด้านการกระจายและควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร มี 4 โครงการประกอบด้วย

1. โครงการประสานใจเกษตรกรไทยสู่พี่น้องชาวจีนสู้ วิกฤต COVID-19 ส่งมอบผลไม้ไทยคือ ทุเรียน 20 ตันและมังคุด 20 ตัน ให้ชาวจีนประมาณวันที่ 25 เม.ย. – 10 พ.ค. 2563 ซึ่งรมว. เกษตรฯ จะเดินทางไปจัด Road Show และส่งมอบผลไม้ด้วยตนเองเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค

2. โครงการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ภายในประเทศ Eat Thai First ได้แก่ จัดสถานที่จำหน่ายผลไม้ที่จะออกช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้บริโภคผลไม้ไทยเกรดพรีเมี่ยมในราคายุติธรรม ขณะนี้ประสานงานกับตลาดไทและ Home pro เรียบร้อยแล้ว มี เป้าหมายการจำหน่ายสินค้าทั้ง 2 แห่งรวม 1,200 ตัน โดยตลาดไทยินดีให้ใช้พื้นที่ในช่วงฤดูกาลผลิต นอกจากนี้กำลังประสานงานกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้แก่ ซีคอนสแควร์ IT Square Tesco Lotus Big C, Tops iconsaim และสถานีบริการน้ำมัน เป้าหมาย 3,000 ตัน ขอความร่วมมือทุกส่วนราชการและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่สนับสนุนการบริโภคผลไม้ไทย อาหารไทย และใช้ดอกไม้ไทยประดับสถานที่ในการจัดประชุมสัมมนาและงานต่างๆ เป้าหมาย 3,000 ตัน

นอกจากนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดเลือกเกษตรกรและเกษตรกรแปลงใหญ่ โดยให้ลงทะเบียนกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัดเพื่อจำหน่ายสินค้าแบบส่งถึงที่หมาย 2,000 ตัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและ กลุ่ม SCG ช่วยซื้อผลไม้ 1,000 ตัน ส่งเสริมการขายผ่านผ่านเว็บไซต์ Alibaba Shopee และ Lazada โดยกรมส่งเสริมการเกษตรอบรมเกษตรกรให้ขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีเข้าร่วมโครงการขายผ่าน Lazada สำหรับองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) จำหน่ายผ่านระบบ อ.ต.ก. Online และ อ.ต.ก. Market ซึ่งเกษตรกรสามารถเข้าไปลงทะเบียนได้ เป้าหมาย 2,000 ตัน กรมส่งเสริมสหกรณ์จะบริหารจัดการโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร โดยขอใช้งบกลาง 45.0372 ล้านบาท เป้าหมาย 80,000 ตัน

อีกโครงการที่สำคัญคือ โครงการสินค้าเกษตรไทยปลอดภัยจาก COVID-19 ซึ่งได้ขอความร่วมมือหน่วยงานในพื้นที่ให้เข้มงวดเกี่ยวกับสุขอนามัยของแรงงานเช่น การแต่งกายที่รัดกุม มีหน้ากากป้องกันขณะปฏิบัติงาน อีกทั้งขอความร่วมมือกรมการค้าภายในและกระทรวงสาธารณสุขในการจัดสรรโควตาหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ สำหรับผู้ประกอบการชาวสวนผลไม้ให้ระมัดระวังการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวในลักษณะบุฟเฟ่ต์ผลไม้ และมอบหมายคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ติดตามผลการปฏิบัติการควบคุมโรคระบาดในพื้นที่อย่างเข้มงวดและรายงานต่อ Fruit Board เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าเกษตรไทย

สำหรับโครงการหาตลาดใหม่สินค้าเกษตรเพิ่มเติมได้แก่ การจัดแคมเปญ/นิทรรศการ/Road Show/Exhibition นั้นได้เตรียมจัดกิจกรรมระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายนที่ประเทศออสเตรเลีย UAE ตุรกี จีน และญี่ปุ่น และจะเจรจาทางการค้ากับประเทศตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย ตุรกี อินโดนีเซีย รัสเซีย อาร์เจนตินา อินเดีย เกาหลี ซึ่งขณะนี้เร่งศึกษากฎระเบียบการส่งออกผลไม้ไปประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพ การเจรจาข้อจำกัดกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) สุขอนามัยพืช สุขอนามัยสัตว์ มาตรฐานสินค้า รวมทั้งขอให้กรมวิชาการเกษตรเร่งดำเนินการตรวจสอบรับรองมาตรฐาน GAP โดยมีเป้าหมายการตรวจรับรอง 70,000 แปลง และ GMP โรงคัดบรรจุ 180 โรง

ส่วนมาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการได้แก่ การช่วยลดภาระทางการเงิน ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ขอความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้กับเกษตรกร โดยบอร์ด ธ.ก.ส. พิจารณาอนุมัติมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร คือ ให้ปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้โดยปลอดการชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ระยะเวลาการดำเนินมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 – 31 ธันวาคม 2564 และ สนับสนุนสินเชื่อฟื้นฟูเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกร สถาบันเกษตร และผู้ประกอบการเพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องดำเนินธุรกิจเพื่อจะบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรค COVID-19 ให้ได้มากที่สุด

กระทรวงเกษตรฯ ชูแอพพลิเคชั่น ‘TAS2GO’ สู้โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480376

news_default

กระทรวงเกษตรฯ ชูแอพพลิเคชั่น ‘TAS2GO’ สู้โควิด-19

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเข้าถึงและใช้สื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เห็นความสำคัญในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับกระบวนงานด้านการเกษตรให้เกิดการพัฒนาทุกมิติ จึงพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการข้อมูลด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตรแบบเดิมจากการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์มกอช. เป็นการให้บริการผ่าน Mobile Application รองรับพฤติกรรมผู้ใช้งานที่ใช้ Smart Devices เช่น Smart Phone, Tablet ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพัฒนาแอพพลิเคชั่น “TAS2GO” (แทสทูโก) ภายใต้แนวคิด “TAS2GO ครบทุกคำตอบมาตรฐานเกษตรไทย”

นายสุทธิพงศ์ รอตโกมิล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มกอช.กล่าวเพิ่มเติมว่า แอพพลิเคชั่น“TAS2GO” (แทสทูโก) ออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) ในระบบปฏิบัติการ iOS และ Android อำนวยความสะดวกให้กลุ่มเกษตรกร
ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการและผู้สนใจทั่วไป เข้าถึงข้อมูลมาตรฐานสินค้าเกษตรและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้สะดวก รวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา การใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน มีฟังก์ชั่นใช้งานหลักประกอบด้วยเมนูต่างๆ ได้แก่

1.มาตรฐาน แสดงรายการมาตรฐานสินค้าเกษตร สามารถค้นหามาตรฐานที่สนใจได้จากเงื่อนไข ที่กำหนด เช่น ชื่อมาตรฐาน เลขที่มาตรฐาน ประเภทมาตรฐาน (มาตรฐานสินค้า มาตรฐานระบบการผลิต และมาตรฐานข้อกำหนดทั่วไป) กลุ่มมาตรฐาน (พืช ประมง ปศุสัตว์ และสินค้าเกษตรที่ไม่ใช่อาหาร) และประเภทการบังคับใช้ (มาตรฐานบังคับ และมาตรฐานสมัครใจ) รวมถึงสามารถแชร์ข้อมูลมาตรฐาน ไปยัง Social Media ที่มีของผู้รับบริการได้ เช่น Facebook, Instagram, Twitter

2. รายการโปรด แสดงรายการมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ผู้รับบริการให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงมาตรฐานนั้นได้อย่างรวดเร็ว 3. ประชาสัมพันธ์ แสดงข้อมูลกิจกรรม/ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยมีข้อมูลให้ผู้รับบริการสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ 4. ข้อมูล แสดงข้อมูลจัดทำและการนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้งาน 5. คำถามที่พบบ่อย แสดงคำถามที่เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าเกษตร แบ่งเป็น4 หมวดหมู่ ได้แก่ การกำหนด การรับรอง การควบคุม และการส่งเสริม โดยผู้รับบริการสามารถฝากคำถามที่มีข้อสงสัยถึงเจ้าหน้าที่ได้

“ผู้รับบริการสามารถนำข้อมูลจากแอพพลิเคชั่นไปพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลต่อยอดการขายในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์โรคระบาด Covid 19 App ดังกล่าว ถือเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการของไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนเพื่อให้การเกษตรไทยก้าวไปพร้อมกับไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายสุทธิพงศ์ กล่าว

สำหรับผู้สนใจ Downloadได้ฟรี ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และAndroid บน App Store และGoogle Play Store โดยพิมพ์คำค้น “TAS2GO”

กรมชลฯการันตี3จว.ชายแดนใต้พ้นภัยแล้ง อ่างฯตุนน้ำต้นทุนเฉลี่ยเกิน65% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480378

news_default

กรมชลฯการันตี3จว.ชายแดนใต้พ้นภัยแล้ง อ่างฯตุนน้ำต้นทุนเฉลี่ยเกิน65%

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสว่า เริ่มเข้า
ฤดูแล้งเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา สภาพน้ำท่าในทุกลุ่มน้ำค่อนข้างดี ปริมาณน้ำทั้งในแม่น้ำมากกว่า 30% ของความจุ ขณะนี้อ่างเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำต้นทุนเฉลี่ยมากกว่า 65% ของความจุ เพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมการใช้น้ำช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรจะไม่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างแน่นอน

สำหรับลุ่มน้ำปัตตานี ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสำคัญในพื้นที่ มีปริมาณน้ำท่าสมบูรณ์ ปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนบางลาง ซึ่งตั้งอยู่ต้นแม่น้ำปัตตานี ขณะนี้มีประมาณ 1,050 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 72.2%ของปริมาณความจุในระดับกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 773.39 ล้าน ลบ.ม. อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เพียงพอสำหรับการใช้น้ำทุกกิจกรรม และยังสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ทำนาปรังได้ถึง 60,000 ไร่

ส่วนลุ่มน้ำสายบุรี มีต้นน้ำอยู่ที่อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ไหลผ่าน จ.ยะลาที่ อ.รามัน ผ่าน อ.กะพ้อ ก่อนไหลลงทะเลที่อ.สายบุรี จ.ปัตตานี จากการประเมินปริมาณที่มีน้ำในแม่น้ำสายบุรีตลอดยาว 195 กิโลเมตร (กม.) จะมีปริมาณประมาณ 13 ล้านลบ.ม.หรือ 45% จากความจุ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเช่นกัน เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคของราษฎรที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำจนถึงฤดูฝน ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคประมาณ 3 ล้านลบ.ม.

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สำหรับลุ่มน้ำบางนารา มีความยาวประมาณ 60 กม.และมีคลองน้ำแบ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความยาวรวมอีก 8 กม. ขณะนี้มีปริมาณน้ำท่ารวม 19 ล้านลบ.ม. ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เช่นเดียวกับลุ่มน้ำโกลก ซึ่งมีแม่น้ำโก-ลกเป็นแม่น้ำสายหลักกั้นไทย-มาเลเซีย ไหลผ่าน อ.แว้ง อ.โกลก ไหลลงทะเลที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ตลอดความยาว 120 กม. ประเมินว่ามีปริมาณน้ำประมาณ7.5 ล้านลบ.ม. หรือ 38% ของความจุเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรมเช่นกัน

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่นั้น อ่างฯใกล้บ้าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ขณะนี้มีปริมาณน้ำ 2.2 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 59% ของความจุ และอ่างฯ บ้านไบก์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ยะลา ปริมาณน้ำ 800,000 ลบ.ม. คิดเป็น 66% ของความจุ เมื่อรวมกับปริมาณน้ำในเขื่อนบางลางซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่แล้ว จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 65 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ประสบปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงเหมือนภูมิภาคอื่นแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือช่วงหน้าแล้ง กรมชลประทานจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้ที่ศูนย์เครื่องสูบน้ำหน่วยปฏิบัติการสูบน้ำแห่งที่ 2 จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี รวม 47 เครื่อง เครื่องจักรหนัก 22 รายการ พร้อมทั้งมีแผนสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อ.ตากใบ และอ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รวมกว่า 5,500 ไร่
ในทำนาปีในช่วงปลายฤดู

เกษตรแถวหน้า : ชวนคนรุ่นใหม่กลับบ้านสานต่ออาชีพเกษตรกันดีกว่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480375

screenshot-13-1

เกษตรแถวหน้า : ชวนคนรุ่นใหม่กลับบ้านสานต่ออาชีพเกษตรกันดีกว่า

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในยุคปัจจุบัน ที่ทั่วโลกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในขณะที่ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย หลายภาคธุรกิจอยู่ในภาวะถดถอย โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งปิดกิจการ อัตราการว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้น สถานการณ์แบบนี้ทำให้หลายคนต้องหวนกลับสู่บ้านเกิด และส่วนใหญ่ก็กลับไปทำอาชีพเกษตรกรรม แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าทุกคนที่ทำเกษตรจะประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะปัญหาในภาคเกษตรของไทยในปัจจุบันคือ เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นเก่า ที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากลูกหลานที่เป็นคนรุ่นใหม่นิยมไปทำงานในเมือง การทำเกษตรของคนรุ่นเก่าบางครั้งจึงยังไม่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น แตกต่างจากคนรุ่นใหม่ ที่แม้ประสบการณ์ด้านเกษตรยังน้อย แต่ก็สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วและเปิดรับการพัฒนานวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อสนองต่อความต้องการของตลาดในเชิงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เอง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดโครงการ “นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร” ขึ้น เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจที่จะหันมาประกอบอาชีพด้านการเกษตร มีความสมัครใจและพร้อมที่จะกลับไปทำการเกษตรที่บ้านเกิดของตนเอง มีที่ดินเป็นของตัวเอง หรือหากไม่มีก็สามารถเช่าที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้หรือจะเข้าร่วมโครงการกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อรับการจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่ 17 แห่ง พื้นที่ 639 ไร่ทั่วประเทศ ให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในลักษณะการทำเกษตรแบบแปลงรวมก็ได้ โดยกรมฯ จะประสานหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้การสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ในการทำการเกษตร ทั้งปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา และทำปศุสัตว์ ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในใบสมัคร โดยจะใช้รูปแบบเกษตรผสมผสาน หรือหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร และส่งเสริมการทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรแม่นยำเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังจะสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและความต้องการของตลาดเพื่อความมั่นคงในชีวิตและอาชีพให้กับคนรุ่นใหม่ และเป็นพี่เลี้ยงแก่เยาวชนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นับตั้งแต่การถ่ายทอดความรู้การทำ
เกษตรในแนวทางต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จัดหาปัจจัยการผลิตบริการเครื่องจักรและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงสนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และแนะนำช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด

โครงการนี้ ได้เปิดดำเนินการรับสมัครมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ทราบว่าได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวเลขล่าสุดราว 7,560 คน และมีสหกรณ์ที่สนใจสมัครเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงจำนวน 482 สหกรณ์ แต่ก็ยังขยายการรับรับสมัครในส่วนของสหกรณ์ที่จะมาเป็นพี่เลี้ยงเพิ่มเติมจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2563 นี้…ซึ่งการที่สหกรณ์เข้ามามีส่วนขับเคลื่อนโครงการนี้ จะเป็นโอกาสดีที่คนรุ่นใหม่และขบวนการสหกรณ์ได้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น และหากคนรุ่นใหม่ที่มีองค์ความรู้จากหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักเกษตร นักการตลาด ทั้งที่เป็นลูกหลานสมาชิกสหกรณ์หรือยังไม่เป็นก็ตาม จะสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร และเข้ามาเป็นผู้บริหารหรือมีส่วนช่วยในการพัฒนาสหกรณ์ในภายภาคหน้า และจากการที่เป็นโครงการที่ดี ขณะนี้ทราบว่ามีหน่วยงานภาคีนอกกระทรวงเกษตรฯสนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้ด้วย เช่น ธ.ก.ส. กรมการค้าภายใน สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล คณะกรรมการอาชีวศึกษา กรมการปกครอง บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชัน จำกัด และเทสโก้ โลตัส เป็นต้น

อย่างไรก็ดี จากเดิมโครงการนี้จะจัด Kick off ในวันที่ 22 มีนาคม นี้ เพื่อนัดแนะเกษตรกรมารับฟังคำชี้แจงการขับเคลื่อนโครงการฯ ก่อนตัดสินใจยืนยันเข้าร่วมโครงการเป็นครั้งสุดท้าย โดยในวันงาน Kick off ยังจะจัดให้มีวิทยากรมาให้คำแนะนำรวมถึงคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบในแต่ละสาขามาให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียน แลกเปลี่ยนก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะช่วยคัดกรองให้ได้ผู้ที่มีความตั้งใจจริงเท่านั้นมาร่วมโครงการนี้ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิท 19 จึงได้เลื่อน Kick off ออกไปก่อนเป็นช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2563 แทน แต่ในระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศจะติดต่อผู้เข้าร่วมโครงการ ลงพื้นที่และสำรวจความพร้อมของผู้สมัครเป็นการเบื้องต้นไปก่อน…นับว่าเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับขบวนการสหกรณ์ในอนาคต และสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นเกษตรกรแถวหน้าได้เป็นอย่างดี

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย