ผันน้ำขุนด่านเสริมประปา4แห่ง ฝ่าวิกฤติแล้งมั่นใจพอใช้ถึงฤดูฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475857

news_default

ผันน้ำขุนด่านเสริมประปา4แห่ง ฝ่าวิกฤติแล้งมั่นใจพอใช้ถึงฤดูฝน

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายธีระพล ตั๊งสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมบูรณาการวางแผนบริหารจัดการน้ำประปาร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค จัดสรรน้ำดิบให้ กปภ. ธัญบุรี กปภ.บางคล้า กปภ.บางปะกง และกปภ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเดิมจะรับน้ำดิบมาจากคลองชัยนาท-ป่าสักส่งต่อมายังคลองระพีพัฒน์แยกใต้ แต่ปริมาณน้ำมีน้อยและเกิดสูญหายระหว่างทาง รวมทั้งคุณภาพน้ำอาจดีไม่พอผลิตน้ำประปา จึงปรับแผนระบายน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลมาช่วยอีกวันละ100,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยส่งน้ำมาทางคลองส่งน้ำ 29 และเข้าคลอง 15 ก่อนลงสู่คลองรังสิต และเมื่อมวลน้ำมาถึงบริเวณไซฟ่อนพระธรรมราชา(บริเวณถนนรังสิตองครักษ์) จะสูบข้ามคลองรังสิตเพื่อนำน้ำย้อนกลับมาให้กปภ.ธัญบุรี ช่วยเสริมน้ำต้นทุนผลิตน้ำประปาเมืองธัญบุรี กรณีไม่ได้รับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักเพียงพอ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ ธัญบุรีเป็นอำเภอที่มีชุมชนหนาแน่น เป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงสถาบันการศึกษาและหน่วยงานสำคัญของภาครัฐหลายแห่งจึงต้องการความมั่นคงด้านน้ำสูง เมื่อมวลน้ำที่ผันมาจากเขื่อนขุนด่านปราการชลมาถึงบริเวณไซฟ่อนพระธรรมราชาจะสูบน้ำเพื่อเป็นน้ำต้นทุนให้ กปภ.ธัญบุรีปริมาณ 0.92 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือวันละ 80,000 ลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังลำเลียงน้ำส่งมาช่วยการประปาในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 9 ได้แก่ กปภ.บางคล้า กปภ.บางปะกง และกปภ.ฉะเชิงเทรา โดยจัดสรรมวลน้ำส่วนที่เหลือเข้าสู่คลองแสนแสบ ต่อเนื่องถึงคลองพระองค์ไชยยานุชิตและคลองนครเนื่องเขต เพื่อส่งน้ำต่อเสริมน้ำต้นทุนให้การประปาทั้ง 3 แห่งดังกล่าว ร่วมกับน้ำดิบที่ได้รับการจัดสรรมาจากบริษัท East Water 40,000 ลบ.ม.ต่อวัน ซึ่งจะทำให้ กปภ.บางคล้า มีน้ำในระบบวันละ 31,200 ลบ.ม.กปภ.บางปะกง มีน้ำในระบบวันละ 40,000 ลบ.ม และ กปภ.ฉะเชิงเทรา มีน้ำในระบบวันละ 45,000 ลบ.ม.ตามลำดับ

ส่วนการควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำปราจีนบุรี จะควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในระดับที่ไม่กระทบกับระบบนิเวศระยะทาง 208 กิโลเมตร จากปากแม่น้ำบางปะกง ซึ่งจะไม่กระทบต่อคุณภาพน้ำประปาของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรแต่อย่างใด

“กรมชลประทานยังคงควบคุมปริมาณน้ำให้ผ่าน ปตร.พระศรีเสาวภาคลงสู่คลองระบายน้ำที่ 13 (คลองระพีพัฒน์แยกใต้) ในอัตรา 8 ลบ.ม.ต่อวินาทีอย่างต่อเนื่องเป็นการรักษาระบบนิเวศ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่โครงการมโนรมย์ สูบน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก ในอัตรา 37 ลบ.ม.ต่อวินาที หากน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก มีปริมาณน้ำเพียงพอ ก็จะหยุดใช้น้ำจากเขื่อนขุนด่าน พร้อมทั้งจะได้ทำหนังสือถึงมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อขอพระราชทานพระวินิจฉัยในการใช้น้ำจากสระเก็บน้ำพระราม 9 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นน้ำดิบผลิตน้ำประปาช่วงเดือนเมษายน 2563 อย่างไรก็ตาม ขอให้ชุมชนเมืองใช้น้ำอย่างประหยัด เนื่องจากน้ำมีน้อย”ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทานกล่าว

เลาะรั้วเกษตร : ปลูกได้ก็โค่นได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475852

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ปลูกได้ก็โค่นได้

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อปี 2547 สมัยนายกรัฐมนตรี ชื่อทักษิณ ชินวัตร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชื่อสมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีช่วยว่าการ ชื่อเนวิน ชิดชอบ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า โครงการยางล้านไร่

โครงการนี้ รัฐบาลต้องการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปใน 36 จังหวัด เป็นจังหวัดทางภาคเหนือ 17 จังหวัด พื้นที่ 3 แสนไร่ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 จังหวัด พื้นที่ 7 แสนไร่ ใช้งบประมาณ 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณค่อนข้างสูงในยุคนั้น

วัตถุประสงค์ของโครงการก็กำหนดไว้อย่างน่าชื่นชม คือ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน และเพื่อให้มีผลผลิตยางสอดคล้องกับความต้องการยางของโลกที่มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ต่อปี ขณะที่อัตราการผลิตยางของโลกเพิ่มขึ้น 2.04 ต่อปี ถ้าไม่เพิ่มปริมาณการผลิตยางเสียแต่บัดนั้น นับไปอีก 4 ปี โลกจะขาดแคลนยาง (ข้อมูล ณ ขณะนั้น)

คงจำกันได้อีกว่า โครงการนี้มีการว่าจ้างบริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเกษตรของไทย เป็นผู้ผลิตกล้ายางให้กับโครงการ แต่มีการร้องเรียนว่ากล้ายางไม่ได้คุณภาพ มีการทุจริต คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ หรือ คตส.ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง แต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง นั่นหมายถึงพิสูจน์ได้ว่า การจัดซื้อจัดจ้างผลิตกล้ายางเป็นไปโดยถูกต้อง

โครงการยางล้านไร่ ต้องใช้กล้ายาง 90 ล้านต้น ซึ่งบริษัทผู้รับจ้างผลิตกล้ายางจะต้องผลิตกล้ายางส่งมอบให้เกษตรกรเป็น 3 ระยะ ปีแรก 18 ล้านต้น ปี 2548 ต้องส่งมอบ 27 ล้านต้น และ ปี 2549 ต้องส่งมอบจำนวนที่เหลือทั้งหมด 45 ล้านต้น ซึ่งปีสุดท้ายนี้ บริษัทไม่สามารถส่งมอบกล้ายางได้ตามจำนวนที่ โดยให้เหตุผลว่าประสบภัยธรรมชาติ จึงขอต่อสัญญา ตามข่าวระบุว่า กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นคู่สัญญากับบริษัท แจ้งให้บริษัททราบว่ายินยอมให้ต่อสัญญา

แต่ไม่รู้ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น หรือเกิดช่องว่างทางการสื่อสาร หรือทางเอกสารต่างๆ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร (ซึ่งเปลี่ยนเกือบทุกปี) เมื่อครบเวลาต่อสัญญา บริษัทจะส่งมอบกล้ายาง แต่ทางหน่วยงานคู่สัญญาบอกว่าขอยกเลิกโครงการ และไม่เคยมีหนังสือแจ้งให้บริษัทต่อสัญญาแต่อย่างใด บริษัทจึงฟ้องร้องหน่วยงานคู่สัญญา คือ กรมวิชาการเกษตร เรียกค่าเสียหายกว่า 1,700 ล้านบาท และสุดท้ายศาลฎีกาตัดสินเมื่อปี 2560 ให้บริษัทชนะคดี กรมวิชาการเกษตรต้องชดใช้ค่าเสียหายตามนั้น…กรมเป็นหน่วยราชการจะเอาเงินไปให้เอกชนเฉยๆก็คงไม่ได้ จำเป็นต้องไล่บี้ค่าเสียหายเอากับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนที่ลงนามยกเลิกสัญญา…..นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้า…สำหรับโครงการยางล้านไร่ ที่เริ่มต้นจากคนหนึ่ง แต่ไปจบกับอีกคนหนึ่ง และเป็นจบที่ไม่สวยเสียด้วย…..

มาถึงวันนี้ยางล้านไร่ในวันนั้น ได้แก้ปัญหาความยากจนให้กับเกษตรกรจำนวนกว่า 1.4 แสนราย ที่ร่วมโครงการในวันนั้นหรือไม่ ไม่มีใครประเมินผลโครงการมายืนยัน แต่ที่แน่ๆเกษตรกรผู้ปลูกยางในวันนี้ได้รับผลกระทบกับราคาผลผลิตยางตกต่ำอย่างแน่นอน แม้ว่าราคายางเคยขึ้นไปถึงกิโลกรัม 172 บาทในปี 2554 แต่ยางล้านไร่เมื่อปี 2547 ก็ยังไม่ได้รับอานิสงส์ เพราะคงยังกรีดไม่ได้ หรือ เพิ่งเริ่มกรีดได้ แต่หลังจากปี 2554 เป็นต้นมา ราคายางก็เริ่มตกต่ำมาเป็นลำดับ จนทำให้รัฐบาลในสมัยต่อๆ มาต้องหาทางแก้ปัญหาราคายางมาโดยตลอด

นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา พื้นที่ปลูกยางของไทยเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จากประมาณ 16 ล้านไร่ จนถึงปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 23.3 ล้านไร่ มากเป็นที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย คงไม่ใช่การส่งเสริมปลูกยางล้านไร่ในปี 2547 เพียงอย่างเดียว ยังมีราคายางที่เคยเพิ่มสูงถึงกิโลกรัมละกว่า 100 บาท ก็เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรที่อยากมีรายได้เพิ่มขึ้น หันมาปลูกยางพาราเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

มาถึงวันนี้ จากสถานการณ์ราคายางพาราที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เสนอยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี ให้ ครม. พิจารณา และครม. เพิ่งให้ความเห็นชอบไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยมีสาระสำคัญคือ ลดพื้นที่ปลูกยางลงจาก  23.3 ล้านไร่ เหลือ 18.4 ล้านไร่  เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยมีเป้าหมายปริมาณผลผลิตยางเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 224 กิโลกรัม/ไร่ เป็นเฉลี่ย 360 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศ จากร้อยละ 13.6 เป็นร้อยละ 35เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพารา จาก 250,000 ล้านบาท/ปี เป็น 800,000 ล้านบาท/ปี และ เพิ่มรายได้จากการทำสวนยาง จาก 11,984 บาท/ไร่ เป็น 19,800 บาท/ไร่

ส่วนวิธีการจะทำอย่างไรให้ได้ตามนั้น คงต้องติดตามดู….ว่าแต่ 20 ปี จะตามดูไหวไหม….

ล่าสุดมีคณะทำงานศึกษาการทำสวนยางอย่างยั่งยืนของกยท. มีข้อเสนอว่า ให้ลดปริมาณจำนวนต้นยางที่ปลูกจากไร่ละ70-80 ต้น เหลือเพียง 35-40 ต้น โดยจะของบกลางจากรัฐบาลปีละ 2,000 ล้านบาท มาจูงใจให้ชาวสวนยางโค่นยางเพิ่มจากไร่ละ 16,000 บาท เป็น 26,000 บาท ซึ่งจะทำให้สามารถลดพื้นที่ปลูกยางลงได้ร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศ และจะทำให้ผลผลิตยางหายไป 2 ล้านตัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางสูงขึ้น

คนคิด ก็คิดกันไป วันหนึ่งบอกให้ปลูกยางเพิ่ม วันดีคืนร้าย บอกให้โค่นยางทิ้ง ทั้งให้ปลูกยางเพิ่ม และโค่นยางทิ้งล้วนแต่ใช้งบประมาณมหาศาล ก่อนจะออกมาเป็นนโยบาย และนำไปสู่การปฏิบัติ คิดกันให้รอบคอบก่อนดีไหม….

แว่นขยาย

กยท.ประกันอุบัติเหตุให้ชาวสวนยางปีที่2 นำระบบไอทีมาใช้เร่งรัดจ่ายเงินสินไหม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475853

news_default

กยท.ประกันอุบัติเหตุให้ชาวสวนยางปีที่2 นำระบบไอทีมาใช้เร่งรัดจ่ายเงินสินไหม

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.จัดทำประกันอุบัติเหตุกลุ่มให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับกยท. 1,433,257 ราย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเป็นสวัสดิการให้เกษตรกรชาวสวนยางตามมาตรา 49(5) ของพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 โดยให้การคุ้มครองกรณีสูญเสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพถาวรอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ รวมถึงการถูกฆ่าหรือถูกทำร้ายร่างกายรายละ 500,000 บาท และยังขยายการคุ้มครองกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพจากการขับขี่หรือโดยสารรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ รายละ 250,000 บาท รวมทั้งยังได้เงินค่าใช้จ่ายจัดงานศพอีก กรณีเสียชีวิตจากการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย รายละ 30,000 บาท

สำหรับกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มที่ต่อเนื่องในปีที่ 2 จะคุ้มครองตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 2562-สิงหาคม 2563 โดยปีแรก (สิงหาคม 2561-สิงหาคม2562) มีเกษตรกรที่ได้รับเงินสินไหมทดแทน 6,384 ราย รวมเป็นเงิน 324.14 ล้านบาท ส่วนปีนี้ มีเกษตรกรยื่นขอรับเงินสินไหมทดแทนแล้ว 948 ราย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอาจมีการจ่ายเงินล่าช้าบ้างบางราย เนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสาร โดยกยท.หารือประเด็นปัญหาการล่าช้าและเร่งแก้ไข จึงขอยืนยันว่าจะจ่ายค่าสินไหมให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

นายณกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าใช้จ่ายจัดงานศพรายละ 30,000 บาท เกษตรกรจะได้รับภายใน 15 วัน หลังเสียชีวิต จากนั้นถึงจะได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนหลังตรวจสอบเอกสารครบถ้วน โดยขณะนี้ได้นำระบบเทคโนโลยีผ่านแอพพลิเคชั่นเข้ามาใช้เพื่อลดขั้นตอนลดเอกสารซึ่งบริษัทประกันภัยจัดทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมาใช้ติดต่อกับเกษตรกร และกยท. สามารถติดตามเรื่องว่าอยู่ในกระบวนการขั้นตอนใด ติดปัญหาหรือไม่ อย่างไร ซึ่งทำให้เกิดความรวดเร็วในการเงินค่าสินไหมแทน การจัดทำประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้เกษตรกรชาวสวนยาง ถือเป็นสวัสดิการที่เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับกยท.ทุกคนได้รับ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ดังนั้น หากประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ต้องให้คนในครอบครัวรีบมาแจ้ง กยท. เพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าวทันที

“ในอนาคตกยท.มีแนวคิดขยายการคุ้มครองการทำประกันให้ครอบคลุมถึงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติเพิ่มเติม เช่น สวนยางประสบเหตุวาตภัย น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคระบาด โดยต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ เพืื่อเป็นสวัสดิการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราต่อไป” นายณกรณ์ กล่าว

ซีพีฯขยายผล‘ขยะแลกไข่’สู่50สาขาทั่วไทยปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475854

news_default

ซีพีฯขยายผล‘ขยะแลกไข่’สู่50สาขาทั่วไทยปี’63

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟกล่าวว่า จากผลดำเนิน โครงการ “ซีพี เฟรชมาร์ท มาเก็บ” หรือโครงการขยะแลกไข่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างร้าน ซีพี เฟรชมาร์ท และ GEPP สตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญจัดทำระบบการจัดการขยะ โดยนำร่องกับชุมชนรอบ ซีพี เฟรชมาร์ทในกรุงเทพ 3 สาขา ตั้งแต่ ตุลาคม 2562 นั้น พบว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนที่อยู่รอบร้าน สามารถรวบรวมขยะได้กว่า 133,000 ชิ้น แจกไข่ไก่แลกขยะให้ผู้ร่วมโครงการกว่า 2,660 ราย ขยะทั้งหมดที่รวบรวมได้จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้องต่อไป

“จากผลสำเร็จของการดำเนินโครงการนำร่อง 3 เดือน ที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท 3 สาขา ซีพี เฟรชมาร์ทจึงขยายผลการดำเนินโครงการเป็น 8 สาขา ตั้งแต่เดือนมกราคม และเตรียมพร้อมขยายเป็น 50 สาขาทั่วประเทศภายในปีนี้” นายชัยยุทธ กล่าว

สำหรับผู้สนใจร่วมโครงการ“ซีพี เฟรชมาร์ท มาเก็บ” นำขยะ50 ชิ้น มาแสดงการคัดแยกขยะกับต่อพนักงานของร้านซีพี เฟรชมาร์ทที่ร่วมโครงการ เพื่อรับไข่ไก่สด 1 แพ็กโดยขยะที่รับแลกจะมี 3 ประเภท ได้แก่ ขวดพลาสติกใส (ขวด PET) ขวดพลาสติกขุ่น (ขวดนม) และกระป๋องน้ำอัดลม กิจกรรมนำขยะมาแลกไข่ไก่จัดขึ้นทุกวันพุธ เริ่มคัดแยกเวลา 13.00-16.00 น. ที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท 8 สาขา ได้แก่ สาทรคอนโด,เย็นจิต, สาทร 11, เพชรบุรี 38, เพชรบุรี 38/1, เอกมัย 30 และกลางเดือนมีนาคม จะขยายการทำกิจกรรมอีก 2 สาขา ได้แก่ สาขาพัฒนาการ 20 และสาขาสุขุมวิท 36 โครงการขยะแลกไข่ เป็นหนึ่งในหลาย โครงการของซีพี เฟรชมาร์ท เพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

ก.เกษตรฯเปิดงานField Day เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ที่ศพก.คอนสาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475855

news_default

ก.เกษตรฯเปิดงานField Day เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ที่ศพก.คอนสาร

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2563 โชว์สาธิตการปลูกและเพาะพันธุ์ไผ่ การป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน การปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติ การแข่งขันการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าพืชผัก ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.เครือข่าย) บ้านโคกนกทา หมู่ 1 ตำบลดงกลาง อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2563 เป็นการถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ไปใช้ ในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ซึ่งมุ่งหวังให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และข้อมูลผลิตสินค้าทางการเกษตรนำไปสู่การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการดำรงชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรด้วยกันเอง และผ่านนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขา โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรและศูนย์เครือข่ายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรตามหลักแนวคิด “การถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง”

สำหรับจ.ชัยภูมิ มีศพก.หลัก 16 ศูนย์ และ ศพก.เครือข่าย 231 ศูนย์โดยอ.คอนสาร เป็นเมืองส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรแบบยั่งยืน มีกิจกรรมปลูกพืชหลัก ได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชผัก และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยกิจกรรมในงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ปี 2563 ณ ศพก.อำเภอคอนสารจังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่และหน่วยงานจากเอกชนและจัดสถานีเรียนรู้จากหน่วยงานต่างๆ 5 สถานี คือ 1) สถานีปลูกไผ่ สาธิตการปลูกและเพาะพันธุ์ไผ่ 2) สถานีตรวจสารพิษตกค้างในผักและผลิตผักตามมาตรฐาน GAP 3) สถานีลดต้นทุนการผลิตข้าว 4) สถานีการตรวจและวิเคราะห์ดิน และ 5) สถานีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) ตลอดจนจัดแสดงสินค้าการเกษตรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และผลิตภัณฑ์ OTOP ของ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือชลประทาน ต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475637

news_default

เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือชลประทาน ต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประทีป ภักดีรอด ผู้อำนวยการสำนักสำรวจวิศวกรรมและธรณีวิทยาเบื้องต้น กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมคิดค้นพัฒนาเครื่องมือเพื่อจะนำมาใช้ในงานวิศวกรรมทางชลประทานมาต่อเนื่อง โดยยึดหลักปฏิบัติตามแนวทางพัฒนา RID No.1 กระทั่งผลงานนวัตกรรมเครื่องมือสำรวจชลประทานได้รับรางวัลหลากหลายจากหลายสถาบัน เช่น รางวัล The Best of Special Prize จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รางวัล Research and Development จากสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

สำหรับวัตกรรมเครื่องมือสำรวจชลประทานดังกล่าว เป็นการพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือสำรวจเพื่อปฏิบัติงาน 4 ด้าน ได้แก่ 1.ทำแผนที่ทางอากาศ คือระบบสารสนเทศแบบบูรณาการที่ใช้กับอากาศยานไร้คนขับ ควบคุมวางแผนการบินเพื่อถ่ายภาพทางอากาศอัตโนมัติได้ภาพถ่ายทางอากาศระยะใกล้ที่ละเอียดสูง เก็บข้อมูลแบบดิจิทัลประมวลผลออกมาในรูปแบบแผนที่ 3 มิติ รายงานผลบนโทรศัพท์/เท็บเล็ตได้ทั้งระบบแอนดรอยด์ และ iOS 2.การทำแผนที่บนบกด้วยเครื่องระบุพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียม GNSS-RTK สามารถอ่านพิกัดได้แม่นยำ เข้าถึงภูมิประเทศที่สลับซับซ้อนและค่าคลาดเคลื่อนน้อย 3.การทำแผนที่ภูมิประเทศใต้น้ำด้วยการใช้เรือหยั่งความลึกของน้ำแบบหลายความถี่ (Multibeam) โดยใช้การสะท้อนทำให้ทราบความลึกในบริเวณที่สำรวจ และ 4.การเขียนแผนที่ทางวิศวกรรมที่ละเอียด ชัดเจน เริ่มต้นที่ขนาดมาตราส่วน 1:100 ขึ้นไป โดยนำข้อมูลที่ได้มาจากเครื่องมือทั้ง 3 ชนิดมาประมวลผลอัตโนมัติผ่านโปรแกรม Smart Survey

ผอ.สำนักสำรวจวิศวกรรมและธรณีวิทยาเบื้องต้น กล่าวต่อว่า ช่วงปี 2559 ถึงปัจจุบันนำนวัตกรรมชิ้นนี้ไปใช้ที่เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี อ่างเก็บน้ำลำกง จ.เพชรบูรณ์ อ่างฯห้วยทรายขมิ้น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร อ่างฯคลองหลวงรัชชโลทร จ.ชลบุรีรวมถึงการนำไปใช้ในงานขุดลอกคลองพระยาบันลือความยาวร่วม 40 กิโลเมตรและปี 2563 จะนำไปใช้อีก 7 โครงการ ได้แก่ อ่างฯนฤบดินทรจินดา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ปราจีนบุรี , อ่างฯบางพระ จ.ชลบุรี, อ่างฯหนองค้อ จ.ชลบุรี, อ่างฯ อำปีล จ.สุรินทร์, อ่างฯห้วยเสนง จ.สุรินทร์, อ่างฯห้วยจระเข้มาก จ.บุรีรัมย์ และ อ่างฯห้วยตลาด จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ เพื่อให้ทราบว่าอ่างเก็บน้ำแต่ละแห่งต้องเพิ่มความจุ หรือปรับปรุงซ่อมแซมอย่างไร ก่อนนำข้อมูลภูมิประเทศส่งต่อสำนักก่อสร้างขนาดใหญ่หรือหน่วยงานอื่นในกรมชลประทานดำเนินการต่อยอด นำไปใช้ในโครงการปรับปรุงโค้งความจุอ่างเก็บน้ำ สำรวจพื้นผิวใต้น้ำในอ่างเก็บน้ำชลประทานขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างมาหลายสิบปีที่เกิดการตกตะกอนและชะล้างของหน้าดินลงไปในอ่างเก็บน้ำ ทำให้ความจุของอ่างเก็บน้ำลดลง และไม่ทราบปริมาณน้ำแท้จริงที่มีอยู่ การสำรวจคำนวณใหม่ด้วยชุดนวัตกรรมฯ จะทำให้ทราบสภาพพื้นผิวของเขื่อนที่แท้จริง ได้ปริมาณน้ำเก็บกักที่แท้จริง ข้อมูลที่ได้จะนำไปบริหารจัดการน้ำได้ถูกต้อง แม่นยำ ลดการสูญเสียน้ำให้ได้มากที่สุด พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืน

“ตั้งแต่มีการใช้นวัตกรรมชุดนี้ กรมชลประทานลดค่าใช้จ่ายการสำรวจเพื่อทำแผนที่ได้ถึง 70% ทั้งยังได้ข้อมูลที่เร็วกว่าเดิมถึง 7 เท่า และละเอียดกว่าเดิมถึง 400 เท่า ทั้งนี้กรมฯยังจะคิดค้นคว้าพัฒนาเครื่องมือเพื่อการชลประทานต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนของงานชลประทในระยะยาว” ผอ.สำนักสำรวจวิศวกรรมและธรณีวิทยาเบื้องต้นกล่าวในตอนท้าย

ตีปี๊บยกระดับผลิตมันสำปะหลังชัยภูมิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475636

news_default

ตีปี๊บยกระดับผลิตมันสำปะหลังชัยภูมิ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวหลังเปิดงานวันเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง และรณรงค์เฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังจังหวัดชัยภูมิ เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติในแปลงโดยนำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง เพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต ลดต้นทุนการผลิตว่า สำหรับจ.ชัยภูมิ มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เป็นอันดับ 3 ของประเทศ พื้นที่ทำการเกษตร 3.44 ล้านไร่ คิดเป็น 43.30% ของพื้นที่ ปีการผลิต 2562/63 จ.ชัยภูมิมีพื้นที่ปลูก 6.87 แสนไร่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.34 ผลผลิตเฉลี่ย 3.7 ตันต่อไร่ ผลผลิตรวม 2.59 ล้านตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกร 5.6 พันล้านบาท ซึ่งแหล่งปลูกมันสำปะหลังสำคัญได้แก่ อ.เทพสถิต หนองบัวระเหว ซับใหญ่ และจัตุรัส ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มักปลูกช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์- เมษายนของปีถัดไป

กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังภายใต้นโยบายตลาดนำการผลิต โดยสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังรวมกลุ่มรูปแบบแปลงใหญ่ ให้เกิดการเชื่อมโยงด้านการผลิตและการตลาด ซึ่งจ.ชัยภูมิทำบันทึกข้อตกลงการซื้อขายผลผลิตหัวมันสดคุณภาพระหว่างกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่และเอกชนผู้รับซื้อหัวมันสำปะหลัง ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกมันต้องให้ความสำคัญในการเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตและนำนวัตกรรมใหม่ มาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และพัฒนาคุณภาพให้หัวมันสดมีแป้ง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวอีกว่า การจัดงานวันเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง และรณรงค์เฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง ณ แปลงเกษตรกร ต.กันกง อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ในวันนี้ ได้นำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังให้แก่เกษตรกรได้เรียนรู้ 4 ฐานเรียนรู้ พร้อมวิทยากรผู้ทรงความรู้เฉพาะด้าน ได้แก่ 1.เตรียมดินและจัดการน้ำ วิทยากรจากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด 2. ตรวจวิเคราะห์ดินและการใช้แม่ปุ๋ยผสมใช้เอง วิทยากรจากกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ 3.พันธุ์และการจัดการแปลง วิทยากรจากสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (ห้วยบง) และ 4.เฝ้าระวังป้องกันกำจัดโรคใบด่าง วิทยากรจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชัยภูมิ เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติในแปลงโดยนำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง เพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต

สทน.ประยุกต์องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ เปิดตัว2ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475635

news_default

สทน.ประยุกต์องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ เปิดตัว2ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ประยุกต์องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ นำมาวิจัย พัฒนา และคิดค้น 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับเกษตรกรไทย เปิดตัวด้วย “ไมโครไคโตซาน” ใช้เป็นฮอร์โมนเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ช่วยปรับสภาพดิน สร้างภูมิต้านทานโรคให้พืช ใช้เคลือบเมล็ดพันธุ์เพื่อยืดอายุการเก็บผลผลิต และ“พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูง” สำหรับใช้เก็บกัก อุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นให้ดิน ซึ่งการใช้ทั้ง 2ผลิตภัณฑ์ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนทางการเกษตรแล้ว ยังย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์ รองผู้อำนวยการ (บริหาร) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า สทน.เป็นสถาบันชั้นนำ ในการวิจัยที่ใช้นิวเคลียร์แก้ปัญหาของประเทศ หนึ่งในหน้าที่สำคัญคือ การวิจัยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และการประยุกต์ใช้ สทน.โดยกลุ่มพัฒนาธุรกิจนิวเคลียร์เล็งเห็นถึงความสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์กับภาคการเกษตร จึงคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับช่วยเหลือเกษตรกร ได้แก่ “ไมโครไคโตซาน” สำหรับใช้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และ“พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูง” สำหรับใช้เก็บกัก อุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นให้กับดินที่ใช้ปลูกพืช

“สทน.มีเทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติจำนวนมาก การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์สร้างขึ้นมาสำหรับช่วยเกษตรกร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ สทน. ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ตัวนี้ ผ่านกระบวนการคิดค้น และวิจัย โดยนักวิจัยและพัฒนาของ โครงการ กลุ่มพัฒนาธุรกิจนิวเคลียร์มาเป็นอย่างดี สทน.หวังว่าจะสร้างการรับรู้ และการยอมรับจากเกษตรกรและประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจและนำผลิตภัณฑ์ทั้งสองนี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบอาชีพของเกษตรกรไทย” ดร.หาญณรงค์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ของ สทน. เข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ http://www.tint.or.th<http://www.tint.or.th> และเพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/thai.nuclear

พิษ‘โควิด-19’ป่วนธุรกิจประมงไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475633

news_default

พิษ‘โควิด-19’ป่วนธุรกิจประมงไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักไปทั่วโลกขณะนี้ รวมถึงประเทศไทยส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจการค้าโลก รวมถึงธุรกิจภาคการประมง หลังเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้การส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของไทยไปจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก รองจากสหรัฐ และญี่ปุ่นเกิดชะลอตัวเนื่องจากลำบากในการขนส่งมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากุ้งทั้งแบบมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็น ที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่ง และต้องใช้บริการการขนส่งทางอากาศเท่านั้น ผลจากการประกาศยกเลิก หรือ ปรับลดเที่ยวบินส่งผลให้สินค้ากุ้งที่เคยส่งออกมีปริมาณลดน้อยลงกว่าช่วงสภาวะปกติมาก ซึ่งจากข้อมูลสถิติของกรมประมงปี 2562 พบตัวเลขการส่งออกกุ้งมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็น (กุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำ) ไปจีนมีปริมาณถึง 10,240 ตัน มูลค่า 2,217 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61 ของสินค้าประมงทั้งหมดที่ส่งออกไปจีน แต่หลังเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 คาดการณ์ว่าการส่งออกสินค้ากุ้งมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน จะลดลงร้อยละ 50 – 95 เหลือเพียง 1,500 – 2,900 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 340 – 650 ล้านบาทสำหรับสินค้าอื่น อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป และปลาแช่เย็นแช่แข็ง ได้รับผลกระทบเล็กน้อย เพราะส่งออกเพียงร้อยละ 6

ส่วนด้านการบริโภคสินค้าสัตว์น้ำภายในประเทศ ปกตินักท่องเที่ยวจากต่างประเทศซึ่งมีกำลังซื้อมากจะใช้จ่ายเงินอยู่ที่ประมาณ 5,290 บาทต่อคนต่อวัน เป็นค่าใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่มร้อยละ 19 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด(ที่มา : สำนักสถิติแห่งชาติ) หากพิจารณาค่าใช้จ่ายบริโภคเฉพาะสัตว์น้ำของนักท่องเที่ยวคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.5-5 เนื่องจากไม่มีข้อมูลค่าใช้จ่ายที่ระบุในด้านนี้โดยตรง คาดการณ์ว่าจะทำให้เสียรายได้ในการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำถึง 264.5-529 ล้านบาท จากการที่นักท่องเที่ยวชะลอหรืองดเดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมรับประทานอาหารทะเล

อย่างไรก็ตาม กรมประมงเตรียมวางมาตรการกระตุ้นและส่งเสริมการบริโภคสัตว์น้ำของกลุ่มลูกค้าในประเทศ โดยร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์จัดกิจกรรมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำที่มีคุณภาพง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคกุ้งทะเลในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกด้วย ทั้งนี้ กรมประมงจัดให้สั่งจองสินค้ากุ้งกุลาดำสด ไร้สารตกค้าง เกรดส่งออกประเทศจีน โดยตรงจากเกษตรกรผ่านระบบสั่งจองสินค้าสัตว์น้ำออนไลน์ในราคาย่อมเยากิโลกรมละ 200-250 บาท ผู้บริโภคร่วมอุดหนุนโดยสั่งจองสินค้าผ่านเว็บไซต์https://coastalaqua.fisheries.go.th/preorder/public/t/กุ้งทะเล ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1 มีนาคม รับสินค้าได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง (ติด BTS เกษตรศาสตร์) ได้วันที่ 2มีนาคม 2563 ตั้งแต่ 09.30-12.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center กรมประมงโทรศัพท์ 0-2562-0569

ซอกแซกอาเซียน : 27 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475639

566101

ซอกแซกอาเซียน : 27 กุมภาพันธ์ 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สาระเกี่ยวกับกฎหมายแอปเตอร์ที่จะพูดเป็นเรื่องสุดท้าย คือ เรื่องของสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับความคุ้มครองสำหรับคนต่างชาติก็อย่างที่บอกไปตอนต้นๆ นั่นแหละครับ กฎหมายฉบับนี้ ความจริงไม่ค่อยเกิดประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ผู้มีสัญชาติไทยเราเท่าไหร่นัก หากแต่เกิดประโยชน์กับคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในสำนักเลขานุการแอปเตอร์มากกว่า แต่ทั้งนี้ก็คงเป็นเรื่องปกติของกฎหมายลักษณะนี้ คงเหมือนกันทั่วโลก ถือเป็นข้อตกลงระหว่างชาติครับ

สิทธิประโยชน์อีกอย่างที่ได้เฉพาะคนที่เป็น จีเอ็ม หรือ รอง จีเอ็ม ที่กฎหมายกำหนดอนุเคราะห์ยกเว้นให้คือการได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าของใช้ส่วนตัวและของใช้ในบ้านเรือนภายในระยะเวลาสามเดือนหลังจากเข้ารับตำแหน่งครั้งแรก ก็คงเขียนให้สิทธิ์ไว้ครับ เผื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีการขนของติดตัวมาใช้ตามที่ระบุ แต่ในทางเป็นจริง เรื่องนี้ไม่ค่อยซีเรียสนัก เพราะที่ผ่านมาเห็นมีแต่ขนกระเป๋าเสื้อผ้า เครื่องใช้ที่ไม่ได้มากมายพิศดารเท่าใดนัก เดาเอาว่า คงเป็นการให้สิทธิ์เหมือนๆ กับตัวแทนประเทศต่างๆ ที่ไปทำงานประจำในต่างประเทศ แต่ดูให้ดีนะครับว่ากฎหมายเขายกเว้นให้เฉพาะการเดินทางเข้ามาในครั้งแรกนะครับ ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่เข้า-ออกประเทศไทย

สำหรับสิทธิประโยชน์อีกประการ แต่ใช้กับคนต่างชาติทุกคนที่มาทำงานในสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ซึ่งได้แก่ทั้ง จีเอ็ม รองจีเอ็ม ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทั่วไป คือ สิทธิที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฏหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว อันนี้ก็คงเป็นข้อปฏิบัติระหว่างชาติโดยทั่วไปอีกนั่นแหละครับ และก็ไม่มีอะไรมาก เห็นมีเจ้าหน้าที่แอปเตอร์มาให้ผมรับรองสถานะผู้เชี่ยวชาญคนญี่ปุ่นสำหรับไปยื่นขอวีซ่าระยะยาวเพื่ออยู่พำนักประเทศไทยเป็นช่วงๆ ก็เห็นมีอยู่เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะหน่วยงานของเรามีคนต่างชาติทำงานอยู่น้อย แตกต่างจากพวกสำนักงาน ยูเอ็น แถวถนนราชดำเนิน หรือสำนักงาน เอฟเอโอ แถวถนนท่าพระอาทิตย์ ซึ่งเขามีคนต่างชาติเยอะมาก ฉะนั้นคงมีเรื่องเกี่ยวกับ ต.ม. หรือกิจการต่างด้าวให้ต้องทำกันอยู่ตลอดเวลา

มาตราสุดท้ายของพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม คือ มาตรา 8 ว่าด้วยผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายระบุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รักษาการ หมายถึงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลตลอดจนผลักดันทุกเรื่องเกี่ยวกับแอปเตอร์ให้บรรลุผลเป็นไปตามกฎหมาย ก็อยู่ที่ฝ่ายเลขานุการของกระทรวงล่ะครับ คือ สำนักเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ว่าจะชงวาระงานต่างๆ ให้ท่านรัฐมนตรีได้บริหารสั่งการต่อไป ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัตินี้ หรือการดำเนินงานด้านอื่นๆเพื่อประโยชน์ร่วมกันของอาเซียนบวกสาม จะว่าไปแล้วบทบาทของประเทศไทยที่เกี่ยวกับแอปเตอร์ที่ผ่านมาขึ้นอยู่กับความสนใจของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ครับ สมัยหนึ่งประเทศไทยเคยบริจาคข้าวช่วยภัยธรรมชาติ ได้แก่ พายุไห่เยี่ยน ที่พัดถล่มตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ เป็นจำนวนมากถึง 5,000 ตัน มากที่สุดในอาเซียนบวกสาม เป็นที่ชื่นชมของทางการและคนฟิลิปปินส์มาก ก็เพราะช่วงนั้นผู้บริหารเรารู้จักแอปเตอร์ดี เพราะเพิ่งมาตั้งในประเทศไทยใหม่ๆ หลังจากนั้นก็ซาๆลงไป ทั้งที่ช่วงหนึ่งเรามีข้าวล้นสต๊อกเกือบ 20 ล้านตัน เราก็ไม่มีโปรแกรมที่จะบริจาคแต่อย่างใด ฝ่ายเลขานุการแอปเตอร์เอง แม้ว่าจะตั้งอยู่ในประเทศไทย และมีคนทำงานเกือบทั้งหมดเป็นคนไทย แต่ตามกฎระเบียบแอปเตอร์แล้ว ทุกคนถูกกำหนดให้ต้องปฏิบัติตัวแบบเป็นกลางอย่างสุดๆ เสมือนหนึ่งว่ามิใช่คนไทย เราจึงทำได้เพียงเวียนหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์หรือเชิญชวนเข้าร่วมการดำเนินงานในลักษณะที่มีรูปแบบและหลักเกณฑ์เหมือนกันทุกประเทศที่เป็นสมาชิกแอปเตอร์ไม่สามารถที่จะเข้าไปล็อบบี้โน้มน้าวการตัดสินใจใดๆ เป็นการส่วนตัว บทบาทของประเทศไทยต่อสมาชิกแอปเตอร์จึงดูเหมือนว่าไม่สมศักดิ์ศรีของความเป็นเบอร์หนึ่งหรือเบอร์ต้นๆ ของโลกในการผลิตข้าวส่งออก เลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org