ส่องเกษตร : เปลี่ยนแปลง ผันแปร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472232

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : เปลี่ยนแปลง ผันแปร

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เรื่อง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ได้เชิญนาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา มาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศโลก โดยท่านได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นอย่างมาก เป็นข้อมูลที่เข้าใจง่ายและมีความเที่ยงตรงหลายประการ แต่ที่ผมจำได้แม่นคือการเปลี่ยนแปลงกับการผันแปรของสภาพภูมิอากาศ จะเกิดได้ตลอดเวลาในสภาพอากาศของโลกที่เป็นอยู่ ในอนาคตอันใกล้นี้ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ฤดูแล้งของไทยจะยาวนานมากขึ้น โดยเฉพาะปีนี้ฤดูแล้งจะยาวออกไปอีก คาดว่าฤดูฝนจะอยู่ประมาณเดือนมิถุนายน สำหรับฝนที่ตกในเดือนมีนาคม – เมษายน นี้ ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าหลังสงกรานต์จะต้องมีฝนตกทุกปี ทำให้เกษตรกรบางส่วนได้มีการไถพรวนเตรียมแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า หวังว่าพอฝนตกหลังสงกรานต์พืชผลที่หว่านหรือปลูกไว้จะเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับปีนี้ท่านอธิบดีได้ยืนยันว่า ปีนี้ฝนจะมาช้ากว่าทุกปี หากจะมีฝนตก ลักษณะจะเป็นฝนตกเป็นหย่อมๆ ไม่กระทบทั่วถึงกัน อย่างไรเสียปีนี้คงต้องเตรียมการกันให้ดี

ข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อการวางแผนการทำการเกษตรของพี่น้องเกษตรกร หากจะคงมีพฤติกรรมในการทำการเกษตรแบบเดิมๆ คือ หลังสงกรานต์ไถหว่านรอฝน ก็จะสามารถคาดการณ์ได้ว่า โอกาสที่จะสูญเสียสูงมาก ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน การสัมมนาครั้งนี้ มีผู้แทนเกษตรกรท่านหนึ่ง เป็นผู้นำของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ให้ความเห็นว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมาก หากเกษตรกรมีโอกาสได้รับรู้ จะทำให้ไม่ต้องสูญเสียเงินทุนที่จะลงไป โดยทางกรมอุตุนิยมวิทยาเองได้ทำการสื่อสารผ่านสื่อหลายทาง และได้ส่งผ่านข้อมูลเหล่านี้ไปยังทุกจังหวัดผ่านทางอุตุนิยมวิทยาจังหวัด แต่ด้วยช่องว่างที่เกิดขึ้นไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ปัญหาของข้อมูลที่จะส่งไปถึงพี่น้องเกษตรกรยังมีช่องว่างระหว่างกันอยู่ คงต้องอาศัยความร่วมมือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และกลไกอื่นๆ เพื่อส่งผ่านข้อมูลเหล่านี้ลงสู่เป้าหมายได้อย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงและผันแปรของอากาศ ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการทำการเกษตรของไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการทำการเกษตรที่เป็นหุ้นส่วนกับธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติไม่เป็นใจ ทุกอย่างที่คาดหวังไว้ก็จบลงได้ง่ายๆ ตัวอย่างหนึ่งซึ่งผมเคยนำเสนอหลายครั้ง คือ กรณีของลิ้นจี่แม่กลอง ที่เฝ้ารออุณหภูมิที่เหมาะสมมาหลายปีซึ่งพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ในแม่กลองมีราว 7 พันไร่ช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมาอากาศหนาวยาวนานเพียงพอที่จะกระตุ้นให้ลิ้นจี่แม่กลองออกดอก ชาวสวนลิ้นจี่แม่กลองเริ่มจะมีรอยยิ้ม และคาดหวังว่าปีนี้คงได้ผลผลิตออกมาจำหน่ายบ้าง ดูแลเอาใจใส่ต้นลิ้นจี่กันมากขึ้น หลังจากที่ดอกบาน และอยู่ระหว่างการผสมเกสร มีการนำผึ้งมาเลี้ยงในสวนลิ้นจี่เพื่อช่วยผสมเกสรอีกทาง แต่ด้วยความผันแปรของอากาศ ปรากฏมีน้ำค้างลงแรงมากในช่วงดอกบานและเมื่อความชื้นในอากาศสูงเป็นผลให้ชะล้างดอกลงมา ดอกจึงร่วงเกือบทั้งหมด ไม่สามารถผสมเกสรได้ทัน การรอคอยการออกดอกของลิ้นจี่มาถึง 4 ปีเต็ม จึงจบลงง่ายๆ ชาวสวนลิ้นจี่รายหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า มีต้นลิ้นจี่ทั้งหมด 60 ต้น ปีนี้ออกดอกทุกต้น แต่ปัจจุบันกลายเป็นก้านธูปไปแล้ว ไม่ติดเลยสักต้น ยังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับลิ้นจี่ 60 ต้นที่มีอยู่

ผลของการเปลี่ยนแปลงและผันแปรของสภาพภูมิอากาศกระทบต่ออาชีพการเกษตรเป็นอย่างมาก การทำการเกษตรของบ้านเรายังคงต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวต่อไปอีก อาจจะนับได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐาน ยังไม่รวมถึงปัญหาอื่นๆ ของการประกอบอาชีพการเกษตรเช่น ปัญหาการตลาด ปัญหาต้นทุนการผลิต ปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีและปัญหาเกษตรกรสูงวัย ความมั่นคงในอาชีพการเกษตร จึงยังเป็นประเด็นท้าทายให้ทุกฝ่ายร่วมกันขบคิดและฝ่าฟันไปพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลง ผันแปร ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สมาคมฯวัชพืชจัดวิ่งเพื่อเกษตรกรไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472324

สมาคมฯวัชพืชจัดวิ่งเพื่อเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 19.36 น.

สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “Run for Farmer” วิ่งเพื่อเกษตรกรไทย หารายได้สมทบทุนจัดตั้ง “มูลนิธิเกษตรกรเข้มแข็ง” องค์กรช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง พร้อมสร้างอาชีพเกษตรที่ยั่งยืน ภายใต้สโลแกน 2 F = 1 S

วันนี้ (11 ก.พ.2563) นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล “Run for Farmer” โดยมีดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายราเชนทร์ สุขหวานอารมณ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออก อ.บางแพ จ.ราชบุรี นายปราโมทย์ ทะนุพันธ์ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวภาคอีสาน นายวีรชัย ประทักษ์วิริยะ ตัวแทนผู้ส่งออกผักและผลไม้ และนายยุทธพงษ์ กอบกาญจนา ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ จ.สุพรรณบุรี ร่วมแถลงข่าว ณ สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯ

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล “Run for Farmer” ขึ้น เพื่อหารายได้สมทบทุนจัดตั้ง “มูลนิธิเกษตรกรเข้มแข็ง” โดยมูลนิธินี้ จะมีบทบาทเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารในเรื่องการทำการเกษตร เพื่อผลิตอาหารปลอดภัยได้มาตรฐาน และสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชากรโลก โดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมการสร้างต้นแบบของชุมชนเกษตรกรเข้มแข็ง ซึ่งเน้นส่งเสริมให้เกษตรกรสูงวัย ได้นำประสบการณ์ของตนเองมาปรับใช้กับเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ให้เหมาะสมกับระบบการผลิตของชุมชน เพื่อให้เกษตรกรผู้สูงวัยเหล่านี้ ได้อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างมีคุณค่า และเป็นชุมชนเกษตรที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายใน และภายนอกประเทศ

ด้าน ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ สมาคมฯ ต้องการจัดหารายได้เพื่อเป็นทุนในการจัดตั้ง “มูลนิธิเกษตรกรเข้มแข็ง” เพื่อเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยมีสโลแกน 2 F = 1 S คือ Food Safety ความปลอดภัยทางอาหาร Food Security ความมั่นคงทางอาหาร และSustainability ความยั่งยืน กล่าวคือ การผลิตที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน นำไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งมูลนิธิฯ ดูแลเกษตรกรครอบคลุม ทั้งการทำเกษตรแบบอินทรีย์ และใช้สารเคมีทางการเกษตร พร้อมทั้งเสริมสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า กิจกรรมดังกล่าวนอกจากต้องการจัดหารายได้ ยังเป็นการส่งเสริมเกษตรกร และประชาชนที่ร่วมกิจกรรมมีสุขภาพที่แข็งแรง เพราะสุขภาพที่ดีจะส่งผลให้การทำงานทุกเรื่องๆ นำไปสู่ผลสำเร็จ ทั้งนี้ กิจกรรมวิ่งการกุศล “Run for Farmer” กำหนดจัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2563 ณ อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคสินค้าเกษตร และประชาชนทั่วไป เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนหารายได้จัดตั้ง “มูลนิธิเกษตรกรเข้มแข็ง” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถลืมตาอ้าปาก รวมทั้งใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน และสร้างอาชีพเกษตรให้มีความยั่งยืน โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ http://www.runlah.com ซึ่งกิจกรรมวิ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภท Fun Run 5 km และประเภท Mini Marathon 10.5 km และผู้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งจะได้รับเสื้อ และเหรียญที่ระลึกด้วย

ขณะที่นายยุทธพงษ์ กอบกาญจนา ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี ในการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล เพื่อจัดหารายได้จัดตั้ง “มูลนิธิเกษตรกรเข้มแข็ง” เพื่อเป็นหน่วยงานในการดูแลเกษตรกร และเป็นสื่อกลางในการรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกร นำไปถ่ายทอดยังหน่วยงานที่รับผิดชอบของภาครัฐ สามารถให้การช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด รวมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืนในอนาคต

‘ปารีณา’อ่วม!! ‘กฤษฎีกา’ตอบแล้ว ส.ป.ก.เจ้าภาพดำเนินคดี เตรียมลุยฟาร์มไก่พรุ่งนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472298

news_default

‘ปารีณา’อ่วม!! ‘กฤษฎีกา’ตอบแล้ว ส.ป.ก.เจ้าภาพดำเนินคดี เตรียมลุยฟาร์มไก่พรุ่งนี้

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 18.22 น.

“กฤษฎีกา”ตอบแล้ว!! ส.ป.ก.เจ้าภาพดำเนินคดี-ยึดฟาร์มไก่”ปารีณา” สะพัดพรุ่งนี้ลุยราชบุรี ขัดขืนไม่ให้เข้าแปลงที่ดินแจ้งความข้อหาบุกรุกที่ดินรัฐทันที

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตร แจ้งว่า ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งบันทึกเรื่องการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามที่กรมป่าไม้ได้มีหนังสือหารือด่วนที่สุดเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการ กรณีที่กรมป่าไม้มอบที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวรที่เสื่อมสภาพแล้ว อีกทั้งมีราษฎรเข้าถือครองทำกินอยู่ให้แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำไปปฏิรูปที่ดิน แต่ ส.ป.ก.ยังไม่นำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ ดังนั้น ทั้ง 2 หน่วยงาน จึงมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับสถานะของที่ดินและอำนาจหน้าที่ทางกฎหมาย

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาข้อหารือของกรมป่าไม้แล้วมีความเห็นเกี่ยวกับสถานะที่ดินว่า ยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที จนกว่าจะได้มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป

สำหรับอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายกรณีพบการกระทำความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของ ส.ป.ก.มีหน้าที่และอำนาจในการจับกุมปราบปรามหรือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงา สอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้และกฎหมายอื่นเนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ดูแลรักษาที่ดินดังกล่าวและต้องป้องกันการกระทำใดๆ ที่เป็นผลร้ายต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายปฏิรูปที่ดิน การที่มีผู้บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอ หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินนั้น ส.ป.ก.จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายและมีสิทธิที่จะกล่าวโทษผู้กระทำความผิดเพื่อให้มีการดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่ทั้งนี้เนื่องจากที่ดินนั้นยังคงมีสถานะเป็น “ป่า” กรมป่าไม้จึงยังคงมีหน้าที่และอำนาจในการดูแลรักษาที่ดินที่เป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ด้วยเหตุนี้ ทั้งกรมป่าไม้ และ ส.ป.ก.ต่างมีหน้าที่และอำนาจดูแลรักษาที่ดินป่าสงวนแห่งชาติในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมร่วมกัน ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

จากหนังสือตอบข้อหารือของคณะกรรมการกฤษฎีกากลับมายังกรมป่าไม้ตามที่ระบุนั้น ทั้งอธิบดีกรมป่าไม้ และเลขาธิการ ส.ป.ก.จึงเตรียมจะนัดวันเวลาเพื่อประชุมกำหนดแนวทางปฏิบัติ ทั้งนี้ หากยังมีประเด็นใดที่ทั้ง 2 หน่วยงาน ตีความไม่ตรงกัน จะต้องหาข้อยุติให้สอดคล้องกับความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้ (12 ก.พ.63) นายเอกพงศ์ น้อยสร้าง หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จะเดินทางลงแปลง ส.ป.ก.ที่ตั้งฟาร์มไก่เขาสนฟาร์ม ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ถือครองที่ดิน ส.ป.ก.กว่า 682 ไร่ ในพื้นที่ ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี หากขัดขืนไม่ให้เข้าแปลงที่ดินเหมือนที่ผ่านมา และไม่ยอมส่งมอบที่ดินคืน ส.ป.ก.จะไปแจ้งความ น.ส.ปารีณา ข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐทันที โดยขณะนี้ได้ประชุมเตรียมพร้อมทีมงานฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายช่างรังวัดแนวเขต เพื่อบังคับใช้กฎหมาย ส.ป.ก.เข้ายึดพื้นที่อย่างเด็ดขาดทันที

เกษตรเร่งสางทุจริตใน กยท. จี้ทวงหนี้คู่ค้าค้างหนี้ยาง 94 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472249

news_default

เกษตรเร่งสางทุจริตใน กยท. จี้ทวงหนี้คู่ค้าค้างหนี้ยาง 94 ล้าน

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.25 น.

เกษตรเร่งสางทุจริตใน กยท. จี้ทวงหนี้คู่ค้าค้างหนี้ยาง 94 ล้าน

11 กุมภาพันธ์ 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จะติดตามข้อร้องเรียนการทุจริตในการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทุกกรณี โดยจะไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ตั้งแต่เข้ามากำกับดูแล กยท. มีกลุ่มเกษตรกรเรียกร้องให้ดำเนินการเรื่องการซื้อขายยางพาราระหว่าง กยท. กับบริษัท โอเรียนน่า เวิลด์ รับเบอร์ จำกัด ที่ยังค้างชำระหนี้ กยท. กว่า 94 ล้านบาท

ด้านนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สสยท.) ระบุว่า หน่วยธุรกิจของ กยท. หรือบียู ซึ่งมีหน้าที่ซื้อยางชี้นำในตลาดกลางเพื่อยกระดับราคายางในแต่ละวันให้สูงขึ้นตามนโยบายรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อซื้อแล้วต้องหาพันธมิตรขายยาง ซึ่งได้รับการแนะนำจาก บริษัท เอเชีย รับเบอร์ (ประเทศไทย) ให้นำบริษัท โอเรียนน่า เวิลด์ รับเบอร์ เข้ามาเป็นคู่ค้า เพื่อรับซื้อยางพาราที่บียูประมูลมาได้ไปขายอีกทอดหนึ่ง

สำหรับกระบวนการซื้อขาย คือ ก่อนที่ กยท.จะเข้าไปประมูลยางในตลาดกลาง บียูจะติดต่อบริษัทคู่ค้าว่าสามารถรับซื้อยางในราคาที่เข้าไปประมูลได้หรือไม่ หากคู่ค้ายินดีรับซื้อในราคาดังกล่าว กยท.จะเข้าไปประมูลยางในตลาดกลาง เมื่อประมูลได้แล้วจะติดต่อบริษัทที่จะรับซื้อ ส่งใบสั่งซื้อ แล้ว กยท. จึงส่งเอกสารยืนยันราคา พร้อมใบแจ้งหนี้ให้แก่บริษัทคู่ค้า จากนั้นส่งใบขนส่งสินค้าให้แก่สำนักงานตลาดกลางยางพาราที่ประมูลได้ ซึ่งพบว่าบริษัทคู่ค้าไม่ปฏิบัติตามสัญญา

“กยท. มีใบแจ้งหนี้ 29 ฉบับ ซึ่งในสัญญาซื้อขายระบุให้บริษัทชำระมัดจำล่วงหน้า 10% ในวันส่งมอบยาง ส่วนที่เหลือ 90% ต้องชำระภายใน 30 วัน หลังรับมอบยาง ที่ผ่านมา กยท. แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้วพบว่าบริษัทไม่ปฏิบัติตามสัญญา โดยชำระค่ายางมาเพียง 21 ล้านบาท จึงยังมีหนี้ค้างชำระสะสม 94 ล้านบาท” นายอุทัย กล่าว

ส่วนนายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานบอร์ด กยท. ได้รับเรื่องเพื่อตรวจสอบแล้วเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 โดย สยยท. ตั้งข้อสังเกตว่า กยท. ละเลยกระทั่งทำให้มีการปฏิบัติผิดระเบียบซ้ำๆกันในสัญญาถึง 29 ฉบับ และชำระไม่ตรงตามสัญญา อีกทั้งก่อความเสียหายต่อเงินเงินที่เก็บจากการส่งออกยางและหักจากเกษตรกร 2 บาทต่อกิโลกรัม (Cess)

ข้อร้องเรียนเรื่องทุจริตอีกประการ คือ การที่ กยท. ตั้งบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด กับบริษัทผู้ค้ายางพาราใหญ่ 5 แห่งได้แก่ บริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) , บริษัทเซาท์แลนด์รับเบอร์ , บริษัทไทยฮั้วยางพารา , บริษัทวงศ์บัณฑิต และบริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอเรชั่น ซึ่งออกทุนรายละ 200 ล้านบาท รวมทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านบาท ซึ่งบอร์ด กยท. ชุดก่อนพิจารณาแล้วเห็นว่าการไปร่วมลงทุนเป็นการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.)

ขณะที่นายจิตติน วิเศษสมบัติ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กยท. (สร.กยท.) กล่าวว่า ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มาตรา 65 การร่วมทุนตั้งบริษัทต้องให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการ ไม่ใช่แค่ “รับทราบ” มองว่าความผิดในครั้งนี้เป็นความผิดของนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. ซึ่งต่อมามีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีให้นายธีธัชไปปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตามกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษโดยยังไม่พ้นจากตำแหน่งเดิมจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นประการอื่น

ประธาน สยยท. ระบุว่า ผลการพิจารณาของบอร์ด กยท. ชุดที่หมดวาระไปที่ชี้ว่านายธีธัชไม่มีความผิดเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ควรตั้งคณะกรรมการกลางตรวจสอบ ไม่ใช่บอร์ด กยท. ตรวจสอบเองเพราะไม่มีความชอบธรรม โดยเรื่องนี้พบความเสียหายชัดเจนจากที่ราคายางแผ่นรมควันช่วงก่อนประกาศขายยางเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559 อยู่ที่กิโลกรัมละ 81 บาท ต่อมามีกระบวนการทุบราคายางจนตกต่ำลงมาก ทำให้ไม่สามารถขายยางได้ จึงยังคงมียางค้างในสต็อก 310,000 ตันถือว่า เป็นการบริหารงานที่ล้มเหลว

ประธาน สยยท. ยังเรียกร้องให้ตรวจสอบการซื้อขายปุ๋ยเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ที่พบพิรุธว่า มีการทุจริตเนื่องจากการประกาศประมูลใช้ระยะเวลาเพียง 5 วัน โดยคร่อมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เหลือวันทำการเพียง 3 วัน จึงทำให้มีผู้ประมูลน้อย และผ่านคุณสมบัติปุ๋ยเคมี 5 รายและปุ๋ยอินทรีย์ 6 ราย โดยผู้เข้าประมูลทั้งหมด ชนะการประมูลทุกราย โดยปุ๋ยเคมีที่ประมูลได้ราคาสูงกว่าในท้องตลาด โดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ราคาแพงผิดปกติ ตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใด กยท. จึงตั้งราคากลางไว้สูงมากซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประมูล โดยสยยท. ส่งหลักฐานกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ตรวจสอบแล้ว แต่เรียกร้องให้รัฐมนตรีเกษตรฯ เร่งสางปัญหาที่เกิดขึ้นทุกประการให้เกิดความโปร่งใสเพื่อที่เกษตรกรจะมั่นใจในการบริหารงานของกยท. ได้ต่อไป

รายงานพิเศษ : แนะทำสาวหม่อนคุมคุณภาพผลิตใบได้ตลอดปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472072

รายงานพิเศษ : แนะทำสาวหม่อนคุมคุณภาพผลิตใบได้ตลอดปี

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมหม่อนไหมแนะเกษตรกรทำสาวหม่อนไหม หรือตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อนให้ติดชิดพื้นดินทุกครั้งที่ตัดเพื่อเตรียมใบหม่อนปีละประมาณ 4 ครั้ง ในช่วงเวลา 1 ปี เพื่อควบคุมคุณภาพการผลิตใบหม่อนไหมได้ตลอดทั้งปี และสามารถวางแผนการเลี้ยงไหมได้แน่นอนและมีประสิทธิภาพ

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่าในการดูแลแปลงหม่อน การตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อน หรือที่เรียกว่าการทำสาวหม่อนนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพ การปลูกหม่อนต้องมีการเตรียมแปลงหม่อน หรือการทำสาวหม่อน หรือการตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อน โดยต้องตัดให้ติดชิดพื้นดิน เพื่อควบคุมการผลิตใบหม่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพที่เหมาะสมกับการเลี้ยงไหมได้ตลอดทั้งปี โดยทั่วไปเกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งหม่อนเพื่อเตรียมใบหม่อนในการเลี้ยงไหมแต่ละครั้งปีละ 3-4 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ต้นหรือกิ่งหม่อนเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ซึ่งการตัดแต่งกิ่งหม่อนทั้ง 4 ครั้ง มีการเรียงลำดับดังนี้คือ การตัดแต่งกิ่งครั้ง ที่ 1 เรียกว่าตัดต่ำ โดยตัดหม่อนไว้ตอสูงจากพื้นดิน 30-50 เซนติเมตร ปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตนาน 2.5-3 เดือน การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 2 เรียกว่าตัดกลาง เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหม จะตัดหม่อนสูงจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร แล้วปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตนาน 2.5 เดือน การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 3 เรียกว่าตัดแขนงครั้งที่ 1 เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหม ครั้งที่ 2 ทิ้งไว้อีก 2.5 เดือน และ การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 4 เรียกว่าตัดแขนง ครั้งที่ 2 เพื่อนำใบหม่อนไปเลี้ยงไหมครั้งที่ 3 ทิ้งต้นหม่อนให้เจริญเติบโตต่อไปอีก 2.5 เดือน จะตัดหม่อนอีกครั้งเพื่อนำใบไปเลี้ยงไหมครั้งที่ 4 เป็นการตัดแต่งหม่อนครบรอบปี แล้วจะไปตัดต่ำอีกครั้งในปีถัดไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตัดต่ำในช่วงเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน ซึ่งอยู่ในช่วงแล้งในเขตอาศัยน้ำฝน อาจทำให้ผลผลิตใบหม่อนที่ได้จากการตัดแต่งแต่ละครั้งไม่สม่ำเสมอหรือเท่ากันทุกครั้ง เนื่องจากวิธีการตัดแต่งที่แตกต่างกันปริมาณและความสม่ำเสมอของน้ำฝนที่หม่อนได้รับในแต่ช่วงของการตัดแต่ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำสาวหม่อนเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้

ทั้งนี้ การทำสาวหม่อนคือการตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อนให้ติดชิดพื้นดินทุกครั้งที่ตัดเพื่อเตรียมใบหม่อนปีละประมาณ 4 ครั้ง และเพื่อให้ได้ปริมาณใบหม่อนใกล้เคียงกันทุกครั้ง ได้เปอร์เซ็นต์ใบสูงเหมาะสำหรับการเลี้ยงไหมเป็นกิ่งทำให้กากเหลือน้อย และได้กิ่งที่มีความยาวสม่ำเสมอ พอดีกับขนาดความกว้างของชั้นเลี้ยงไหม ทำให้สามารถวางแผนการเลี้ยงไหมได้แน่นอน ส่วนของงานผลิตพันธุ์คือการผลิตไข่ไหมก็จะมีข้อผิดพลาดน้อยในการเตรียมไข่ไหมให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การทำสาวหม่อนจะต้องมีความพร้อมในด้านต่างๆ คือพันธุ์หม่อน ควรเป็นพันธุ์ที่มีการตอบสนองต่อน้ำและปุ๋ยดี ปัจจุบันแนะนำให้ใช้พันธุ์สกลนคร หรือพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ส่วนการปลูก อาจใช้กิ่งปักชำอายุ 3-4 เดือน แล้วย้ายปลูกในแปลงหรือใช้ท่อนพันธุ์อายุ 4-8 เดือน ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ปลูกในแปลงที่เตรียมดินด้วยการไถพรวนให้มีหน้าดินลึกประมาณ 40 เซนติเมตร โดยตรงให้มีระยะปลูก 1.0 x 1.0 เมตร จำนวน 10 แถว ติดกัน เว้นพื้นที่ระหว่างแปลงย่อยกว้าง 3.0 เมตร เพื่อให้รถ และเครื่องจักรเข้าทำงานได้สะดวก ดังนั้นในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้กิ่งปักชำ หรือท่อนพันธุ์ จำนวน 1,300 ต้น/ท่อน เหลือพื้นที่ทางเดินระหว่างแปลง 300 ตารางเมตร การให้น้ำ จะต้องมีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15 แรงม้า เพื่อใช้ปั้มน้ำสำหรับแปลงหม่อนนาด 4 ไร่ โดยจะให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีโดยการวางท่อน้ำพีวีซี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว แล้วลดขนาดลงมาเหลือ 2 นิ้ว และ 1 นิ้วตามลำดับ แต่ละหัวให้น้ำแบบสปริงเกอร์ห่างกัน 4 เมตร ให้มีความสูงจากพื้น 2 เมตร การให้น้ำมักจะให้เพียง 4 เดือน ระหว่าง ธันวาคม – เมษายน หรือในช่วงฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วง นานเกิน 1 เดือน เนื่องจากมีการรักษาความชื้นของดินดี

สำหรับการรักษาความชื้นในดิน และการกำจัดวัชพืช จะมีการปราบวัชพืชด้วยการดาย หรือใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เพียงครั้งเดียวในเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน จากนั้นจะใช้ฟางคลุมอย่างหลวมๆ ให้มีความหนาประมาณ 30-50 เซนติเมตรในช่วงธันวาคม เมื่อให้น้ำฟางจะยุบตัวลง แต่สามารถคุมวัชพืชได้ตลอดปี และรักษาความชื้นของดินได้ตลอดตั้งแต่เดือน พฤษภาคม-พฤศจิกายน นอกจากนั้นในแปลงที่ปฏิบัติเช่นนี้จะพบไส้เดือนที่เป็นประโยชน์ในการช่วยปรับโครงสร้างของดินมากกว่าในแปลงหม่อนที่ดูแลตามปกติ ส่วนการใส่ปุ๋ย หลังการกำจัดวัชพืชต้องใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ส่วนปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จะใส่ 3 ครั้ง หลังการตัดแต่งเพื่อเก็บผลผลิต 3 ครั้ง อัตราครั้งละ 25 กิโลกรัม แต่จะไม่ใส่ปุ๋ยเคมี เมื่อครั้งที่มีการใส่ปุ๋ยคอก สุดท้าย การตัดแต่ง จะต้องตัดชิดดินทุกครั้งห่างกันประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ต้นหรือกิ่งหม่อนเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตใบ ประมาณ 1,040 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง หรือประมาณ 4,000 กิโลกรัม ไร่/ปี สามารถเลี้ยงไหมได้ครั้งละ 2 กล่องหรือปีละ 8 กล่อง นอกจากนี้ การตัดแต่งกิ่งหม่อนนี้ยังช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูหม่อนด้วยการทำสาวหม่อนนั้นเกษตรกรจำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่แปลงหม่อนอย่างสม่ำเสมอ ต้นหม่อนจึงจะผลิตใบที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเกษตรกรที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอรายละเอียดและคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2558-7924-6 ต่อ 404

รักษ์เกษตร : ไถกลบตอซังข้าวนะ … ไม่เผา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472066

news_default

รักษ์เกษตร : ไถกลบตอซังข้าวนะ … ไม่เผา

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมทราบว่าการเผาตอซังไม่ดี ขอทราบความรู้เรื่องนี้หน่อยครับ

ศรชัย กัญจุไร

อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

คำตอบ

ปัจจุบันพื้นที่การเกษตรกรรมของไทย มีระดับปริมาณอินทรียวัตถุในดินค่อนข้างต่ำมาก ธาตุอาหารในดิน จะสูญเสียไปอยู่ในส่วนของพืชเป็นปริมาณสูงการนำส่วนของพืชออกไปจากพื้นที่การเกษตรแต่ละครั้ง เป็นการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดินเป็นจำนวนมาก การไถกลบตอซัง จึงเป็นการปฏิบัติวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินได้โดยตรง เป็นวิธีแบบอย่างง่าย

การไถกลบตอซัง เป็นการใช้วัสดุเศษซากพืชที่มีอยู่ในไร่นา ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ไถหรือสับกลบลงไปในดินระหว่างการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกขณะที่ดินมีความชื้น และปล่อยทิ้งไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้เกิดกระบวนการย่อยสลายในดิน ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งของอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืช แล้วจึงปลูกพืชหลักตามที่ต้องการต่อไป

การไถกลบตอซังในพื้นที่เขตชลประทาน ในเขตพื้นที่ชลประทาน ซึ่งสามารถปลูกข้าวได้ต่อเนื่อง 2-3 ครั้งต่อปีหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ไม่ต้องเผาตอซังและฟางข้าว ให้ทำการไถกลบตอซังและฟางข้าว แล้วปล่อยน้ำเข้านา โดยให้ระดับน้ำพอท่วมวัสดุ หลังจากนั้น ใช้น้ำหมักชีวภาพ ชนิดเข้มข้น อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ เจือจางกับน้ำ 100 ลิตร คิดเป็นอัตราส่วน 1 : 20 ราดหรือปล่อยไปกับน้ำที่ลงในแปลงข้าว เพื่อช่วยให้ตอซังข้าวย่อยสลายได้ง่าย หมักไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วจึงทำเทือก เพื่อเตรียมเพาะปลูกข้าวครั้งใหม่ต่อไป หรือสามารถปลูกพืชไร่เศรษฐกิจชนิดอื่นได้ เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด ข้างฟ่าง ฯลฯ

การไถกลบตอซังในพื้นที่เขตเกษตรน้ำฝน ในกรณีที่เกษตรกรมีการปลูกข้าวเป็นพืชหลักเพียงอย่างเดียวตลอดฤดูเพาะปลูก โดยอาศัยน้ำฝน หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวให้ทิ้งฟางข้าวและตอซังไว้ในพื้นที่ของเกษตรกร เพื่อเป็นการคลุมผิวหน้าดิน จากนั้น เมื่อเข้าสู่ต้นฤดูฝนประมาณปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม ให้ทำการเตรียมดินพร้อมกับการไถกลบตอซังและฟางข้าว แล้วปฏิบัติเช่นเดียวกับในเขตชลประทาน โดยทำการปล่อยน้ำเข้านาให้ระดับน้ำท่วมวัสดุที่ไถกลบ หลังจากนั้นใส่น้ำหมักชีวภาพชนิดเข้มข้น ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้อัตรา 5 ลิตร โดยให้เจือจางกับน้ำ 100 ลิตร ก่อนราดลงในแปลงนาข้าว หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้ตอซังข้าวเกิดการย่อยสลาย แล้วจึงทำเทือกเตรียมแปลงพร้อมที่จะปลูกข้าวต่อไป

วิธีการไถกลบตอซัง

1. การไถกลบตอซังในพื้นที่ปลูกข้าว

-กรณีการปลูกข้าวเป็นพืชหลักชนิดเดียว ให้ทิ้งฟางข้าวและตอซังข้าวไว้ในแปลงนาเพื่อรักษาผิวหน้าดิน เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ให้ทำการเตรียมดินพร้อมกับไถกลบตอซังและฟางข้าว ทิ้งไว้เป็นเวลา 20 วัน เพื่อให้วัสดุตอซังย่อยสลายเสียก่อน จึงปล่อยน้ำเข้าสู่แปลงนา เพื่อเตรียมปลูกข้าวต่อไป

-การปลูกพืชไร่หลังนา หรือปลูกพืชหมุนเวียน ให้ทำการไถกลบตอซังและฟางข้าวได้ทันที แล้วจึงปลูกพืชไร่ตามมา และเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชไร่แล้ว ให้ทิ้งตอซังไว้ เมื่อถึงฤดูทำนาจึงไถกลบวัสดุเหล่านี้ หมักทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน ก่อนจะทำการปลูกข้าวต่อไป

2. การไถกลบตอซังในพื้นที่ปลูกพืชไร่และพืชผัก

ในสภาพพื้นที่ดอน ซึ่งมีการปลูกพืชไร่และพืชผักหลายชนิด ให้ทำการไถกลบหรือสับกลบวัสดุตอซัง แต่ละครั้งก่อนทำการปลูกพืชใหม่ประมาณ 15 วัน

การกำจัดตอซังและวัชพืชในพื้นที่ปลูกข้าว พืชไร่ และพืชผัก โดยวิธีการเผา เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายระบบนิเวศของชุมชน ทำลายสุขภาพอนามัยของสิ่งมีชีวิต ทั้งยังผิดกฎหมาย ในระยะยาวก่อให้เกิดโลกร้อน หิมะละลาย น้ำท่วมในที่ต่ำ เป็นบริเวณกว้างในทั่วโลกอีกด้วย

นาย รัตวิ

กยท.แนะวิธีปราบโรคใบร่วงในยางพารา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472067

news_default

กยท.แนะวิธีปราบโรคใบร่วงในยางพารา

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)เตือนชาวสวนยางถึงวิธีป้องกันกำจัดที่ถูกต้อง เมื่อเจอโรคใบร่วงรุนแรงอุบัติใหม่ในยางพารา

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการกล่าวว่า สถานการณ์โรคใบร่วงรุนแรงอุบัติใหม่ในยางพารายังค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจากเชื้อราที่ฟุ้งกระจายในอากาศ ส่งผลให้ยางพาราใบร่วง น้ำยางลดลงและยืนต้นแห้งตาย ขอแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหมั่นสังเกตอาการแสดงของโรคคือ ใบยางพารามีแผลจุดบนใบและใบร่วง เป็นแผลลุกลามจากส่วนยอดต้นแห้งตาย ขณะเดียวกันใบยางที่ร่วงจะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อ วิธีป้องกันและกำจัดที่ถูกต้อง หากพบสวนยางเป็นโรคนี้ให้เกษตรกรพ่นด้วยยา แมนโคเซป2-3 ครั้งติดต่อกัน สลับด้วยยาดูดซึม 1 ครั้ง เช่น คาร์เบนดาซิม หรือ โพรพิเนบ หรือ คลอโรธาโรนิลหรือเฮกซาโคนาโซล ตามอัตราแนะนำในฉลาก กำจัดใบร่วงที่เป็นโรคด้วยการเก็บรวบรวมทำลายโดยการฝังกลบหรือกองรวมกันโรยด้วยปูนขาว (80-100 กก.ต่อไร่) ตามด้วยยูเรีย (8-10 กก. ต่อไร่) และรดน้ำตามเพื่อทำลายเชื้อ จากนั้นบำรุงต้นยางด้วยการใส่ปุ๋ยให้ต้นยางแข็งแรงและต้านทานเชื้อได้ดีขึ้น

รองผู้ว่าการกล่าวย้ำว่า ห้ามเกษตรกรเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์กิ่งตา รวมถึงก้านใบจากแหล่งที่เกิดโรค เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไปสู่แหล่งอื่น หากเกษตรกรมีข้อสงสัยหรือพบความผิดปกติของต้นยางพาราติดต่อสอบถามได้ที่ กยท. ใกล้บ้าน

ไฟเขียวแนวทางบริหารจัดการผลไม้ปี2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472070

news_default

ไฟเขียวแนวทางบริหารจัดการผลไม้ปี2563

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ครั้งที่ 1/2563ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563 เน้นต้องมีข้อมูลการผลิตชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้ เพื่อให้จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง มีหลักการทำงานคือ 1)บริหารจัดการเชิงคุณภาพ โดยจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ มีคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพผลไม้ และ2) การบริหารจัดการเชิงปริมาณ ปรับสมดุลข้อมูลของอุปสงค์และอุปทานทำข้อมูลประมาณการผลผลิต (Supply) ส่วนกระทรวงพาณิชย์เชื่อมโยงและหาตลาดรองรับผลผลิตจัดทำข้อมูลความต้องการทางการตลาด (Demand) ตลอดจนคพจ.ปรับสมดุลข้อมูลอุปทานอุปสงค์และเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับปริมาณผลผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ผลผลิตออกมาก หวังให้เกษตรกรยังขายผลผลิตได้ราคาที่เป็นธรรม มีราคามาตรฐานที่เกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่า ต้นทุน + กำไร 30% มาตรการจะจัดทำเป็นแผนบริหารจัดการเชิงรุก มีกระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบด้านการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP, มกษ. สถานประกอบการ(ล้ง) ผ่านการรับรอง GMP และกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การผลักดันส่งออก ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตผ่านช่องทางสมัยใหม่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ 3.การบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน ทั้งกลไกปกติ และทำแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดผลผลิตส่วนเกินในช่วง peak โดยเฉพาะทุเรียนต้องเตรียมแผนรองรับการส่งออกไปจีน ซึ่งเกิดปัญหาแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาต้องวางแผนการกระจายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น แปรรูป แช่แข็ง รวมถึงประชาสัมพันธ์กระตุ้นการบริโภคในแหล่งท่องเที่ยวจนสิ้นสุดฤดูกาล

นายอลงกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้รายงานคาดการณ์ข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2563 ณ วันที่ 24 ม.ค. 2563 ดังนี้ ลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ มีผลผลิตรวม 699,815 ตัน แยกเป็นลำไยในฤดู 439,850 ตัน ลำไยนอกฤดู 259,965 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือน ส.ค. ส่วนลิ้นจี่มีผลผลิตรวม 33,873 ตัน
เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 11,783 ตันหรือร้อยละ 53.34 ผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือน พ.ค.

สำหรับการคาดการณ์ข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ปี 2563 (ทุเรียน มังคุด เงาะและลองกอง) ผลผลิตทุเรียนรวม 599,708 ตันเพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 104,165 ตัน หรือ ร้อยละ21.02 ผลผลิตมังคุดรวม 204,745 ตัน เพิ่มขึ้น 25,135 ตัน หรือร้อยละ 13.99 ผลผลิตเงาะรวม 224,390 ตัน เพิ่มขึ้น 33,301 ตัน หรือร้อยละ 17.43 และผลผลิตลองกองรวม 24,173 เพิ่มขึ้น 3,880 ตัน หรือร้อยละ 19.12 ซึ่งผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาดี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาดีขึ้น

ชู ‘KUBOTA Farm’โมเดล นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่แห่งแรกของอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472068

news_default

ชู ‘KUBOTA Farm’โมเดล นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่แห่งแรกของอาเซียน

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าฯเปิดเผยว่า จากที่เรามุ่งหวังให้เกษตรกรได้เข้าถึงทุกนวัตกรรมที่ใช้ได้จริงผ่านการลงมือทำและเห็นด้วยตาตนเอง จึงเริ่มพัฒนา KUBOTA Farm ขึ้นมาเพื่อต่อยอดแนวคิด KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS ซึ่งเป็นการจัดการเกษตรกรรมครบวงจรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้า ด้วยการใช้เทคนิคเพาะปลูกผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรเข้าด้วยกัน อีกทั้ง ยังมีระบบจัดการฟาร์มที่ช่วยวางแผนปฏิบัติการ ตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไขในการทำการเกษตร รวมถึงใช้โดรนฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์แทนแรงงานคน โดยนำเสนอเทคโนโลยี loTและ Robot ช่วยลดแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแม่นยำมากขึ้น ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ ผลผลิตและรายได้ ตลอดจนยกระดับสร้างมาตรฐานเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดกับเกษตรกร รวมถึงสิ่งแวดล้อม

KUBOTA Farm เป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์จริงในการเพาะปลูกพืชด้วยวิธีเกษตรสมัยใหม่ ให้ความรู้และเน้นปฏิบัติจริงในการทำการเกษตรเต็มรูปแบบแห่งแรกในอาเซียน มีเนื้อที่กว่า 220 ไร่ ออกแบบภายใต้แนวคิด End to End Solutions ที่ติดตั้งระบบจัดการฟาร์มด้วย IoT (Internet of Things) มาใช้ในระบบบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ต้นเดือนสิงหาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจการเกษตรได้รู้จักและทดลองใช้งานนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรทันสมัยของสยามคูโบต้า โดยมีโซนต่างๆ ดังนี้

1. โซนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำเกษตรครบวงจร 2.โซนเกษตรแม่นยำข้าวและพืชหลังนา การนำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรแม่นยำมากขึ้น 3.โซนเกษตรสมัยใหม่พืชไร่ แสดงรูปแบบการเพาะปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพดด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรครบวงจรทุกขั้นตอน เทคนิคลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร แนะแนวทางจัดการน้ำเทคนิคปลูกอ้อยน้ำน้อย การปรับระดับดินตามแนวความลาดชันด้วยเลเซอร์ ตลอดจนวิธีและนวัตกรรมเกษตรที่เหมาะสมในการลดการเผาหลังเก็บเกี่ยว (Zero Burn)

4.โซนเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่น้อมนำแนวพระราชดำริบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนารูปแบบการเกษตรสมัยใหม่ เช่น ระบบน้ำสั่งการด้วย Smart Device เทคโนโลยีวัดความหวานเพื่อเพิ่มมูลค่า เทคโนโลยีเครื่องปลูกผักกึ่งอัตโนมัติ เทคโนโลยีเตรียมแปลงปลูกผัก เทคโนโลยีเพาะกล้าผัก และการปลูกพืชในโรงเรือน 5.โซนก่อสร้าง นำเสนอโซลูชั่นเครื่องจักรกลสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและการเกษตร แบบมืออาชีพ การขุดบ่อน้ำขนาดเล็กลดความเดือดร้อนเมื่อประสบปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้ง

6.โซนวิจัยเกษตรโซนปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผลไม้ นำเสนอรูปแบบการเพาะปลูกเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีเครื่องจักรกล การสร้างรายได้จากการปลูกพืชเสริมในร่อง หรือแถวระหว่างต้น 7.โซนวิจัยเกษตรครบวงจรด้วยนวัตกรรมเกษตร รวมถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพดิน ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน 8.โซนอบรมเกษตรครบวงจร พื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรให้เกษตรกรและผู้สนใจ นำกลับไปใช้พัฒนาในพื้นที่ของตนเองได้ 9.โซนสร้างประสบการณ์เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า พื้นที่ทดลองใช้และเลือกเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า ที่เหมาะกับการเพาะปลูกของเกษตรกร

เฮลั่น!กมธ.จ่อชงรัฐบาลจัดสรรงบ5หมื่นล้าน หนุนเกษตรกรเลี้ยง‘โค-กระบือ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471960

news_default

เฮลั่น!กมธ.จ่อชงรัฐบาลจัดสรรงบ5หมื่นล้าน หนุนเกษตรกรเลี้ยง‘โค-กระบือ’

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 11.27 น.

“หมอระวี”เผย กมธ.แก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม เตรียมชงรัฐบาล จัดสรรงบ 5 หมื่นล้าน ผ่าน ธ.ก.ส.ให้เกษตรกรกู้ สนับสนุนให้หันมาเลี้ยงโค-กระบือ เพิ่มขึ้น 

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น. นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ได้โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว โดยกล่าวถึงกรณีประเด็นปัญญาโคกระบือ ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบอาชีพค้าเนื้อชำแหละและฟาร์มโคขุนว่า เมื่อวันที่ 5 กพ.63 ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรมที่มีนาย ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ได้มีการเชิญ ตน, นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ,กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค, ตัวแทนกลุ่มพ่อค้าชำแหละเนื้อขายเข้าร่วมปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน

นพ.ระวี กล่าวต่อว่า สุดท้ายได้ข้อสรุปที่เห็นด้วยกันทุกฝ่าย คือ รัฐบาลสนับสนุนเกษตรไทยให้หันมาเลี้ยงโค โดยรัฐบาลจะให้งบ 50,000 ล้านบาท ผ่าน  ธ.ก.ส.ซึ่งธ.ก.ส.จะให้เกษตรกรกู้อัตราดอกเบี้ย 0.01% เท่านั้น ทั้งนี้เกษตรกรที่จะเลี้ยงโคขุน จะมีบริษัทที่จะมาเซ็นสัญญาซื้อล่วงหน้าในราคามากกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม ราคาปัจจุบัน  105 -107 บาทต่อ กิโลกรัม ประมาณรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน  8,000 – 10,000 บาทต่อตัว ระยะเวลาขุนโคประมาณ 4 เดือน และจะมีระบบประกันชีวิตโคขุนทุกตัว อัตรา 200 กว่าบาทต่อตัว ถ้าโคขุนเกิดตาย เกษตรกรจะได้รับการชดเชยไม่ขาดทุน

นพ.ระวี ยังกล่าวต่อว่า รัฐบาลจะคอยควบคุมการนำเข้าและส่งออก โค กระบือให้เหมาะสม อาจจะมีการปิดเปิด เป็นระยะ ๆ ให้เกิดความสมดุลระหว่างรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค และราคาเนื้อสำหรับบริโภคของคนไทยทั่วประเทศ โดยห้ามส่งออกวัวตัวเมียและลูกวัว,ห้ามส่งออกโคขุนที่น้ำหนักน้อยกว่า 450 กก/ตัว เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรไทยมากที่สุดก่อนส่งออก ในขั้นต้นรัฐบาลเจรจาส่งโคขุนไปจีน  250,000 ตัว ผ่านพรมแดนลาว ในส่วนของการควบคุมการนำเข้าส่วนมากจะมีการนำเข้าผ่านทางพรมแดนไทย-พม่า โดยวัวนำเข้าส่วนมากจะผอม น้ำหนักประมาณ 250 กิโลกรัมต่อตัว ซึ่งเหมาะที่จะนำเข้ามาให้เกษตรกรไทย มาขุนในประเทศให้ได้น้ำหนักเป็น 450 กิโลกรัมต่อตัว ก่อนส่งออก

“รัฐบาลควบคุม ราคาโค กระบือ ทั้งระบบ โดยให้เป็นการซื้อขายด้วยการชั่งน้ำหนักไม่ใช่วิธีประเมินด้วยสายตาของพ่อค้า เพราะเกษตรกร มักจะเสียเปรียบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.ราคานำเข้าโค จากพม่า ประมาณ 80- 90 บาทต่อกิโลกรัม ราคาส่ง 2.ราคาโคขุนที่จะขายในประเทศและส่งออกอย่างน้อย  100 บาทต่อกิโลกรัม  3.ราคาเนื้อชำแหละ ในตลาดสำหรับผู้บริโภคอยู่ในระดับ  250 – 300 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนปัญหา FTA ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่ปีหน้า ภาษีนำเข้าจาก 0% อาจจะมีผลกระทบต่อการเกษตรไทย ที่เลี้ยงโค หน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมมาตรการป้องกันผลกระทบ เรียบร้อยแล้วและกระทรวงเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรไทย เลี้ยงโคเนื้อพรีเมี่ยม เพื่อเข้าแข่งขัน กับการนำเข้าเนื้อ จากต่างประเทศ ไว้แล้ว มาตรการทั้งหมดนี้ ทุกฝ่ายที่ร่วมประชุมเห็นชอบร่วมกันที่จะทำให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงโดยจะไม่มีผลกระทบในราคาเนื้อบริโภคของคนไทยทั่วประเทศ” นพ.ระวี กล่าว