สศก.ยกระดับฐานข้อมูลยางพาราจับมือกยท.MOU เชื่อมบิ๊กดาต้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401217?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สศก.ยกระดับฐานข้อมูลยางพาราจับมือกยท.MOU เชื่อมบิ๊กดาต้า

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
กยท,เอ็มโอยู,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 79 ครั้ง

สศก.ยกระดับฐานข้อมูลยางพารา จับมือกยท.MOU เชื่อมสู่ Big Data ให้เป็นเอกภาพ ภาคเกษตรเข้มแข็งยั่งยืน

27 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศยางพารา

โดยบอกว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความร่วมมือและบูรณาการด้านวิชาการ สู่การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลอย่างเป็นเอกภาพ และเกิดความเข้มแข็งของภาคเกษตรอย่างยั่งยืน

สำหรับความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ สศก.ในฐานะหน่วยงานผู้ดำเนินการจัดทำ Big Data กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีภารกิจหลักในการจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ศึกษา วิจัย ประเมินผล และเสนอแนะมาตรการ สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล จึงพร้อมที่จะให้การสนับสนุนข้อมูลต่างๆ แก่ กยท. ทั้งด้านนโยบายของรัฐบาล  สถานการณ์การผลิต และการตลาดยางพารา เช่น ต้นทุน ผลตอบแทน ราคาที่เกษตรกรขายได้

รวมไปถึงข้อมูลเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น เนื้อที่ยืนต้น โครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร พื้นที่ความเหมาะสมในการปลูกยาง นอกจากนี้ ยังพร้อมให้การสนับสนุนองค์ความรู้ทางด้านสถิติ เศรษฐศาสตร์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการวิจัย และสนับสนุนเครื่องมือสำหรับการจัดทำประมวลผลข้อมูล ตลอดจนการจัดกิจกรรมต่างๆ ทางด้านวิชาการร่วมกัน

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลด้านสถิติ เศรษฐศาสตร์ เกษตรกรรม ภูมิสารสนเทศ ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญ ซึ่งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่รวดเร็ว ทันสมัย และถูกต้อง จะช่วยในการวางแผนและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการลดความซ้ำซ้อนด้านข้อมูลได้เป็นอย่างมาก

กยท. ในฐานะเป็นองค์กรที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบ และดำเนินการบริหารจัดการราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ บริหารจัดการเกี่ยวกับเงินกองทุนพัฒนายางพารา ส่งเสริม สนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา ตลอดจนให้ความช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการด้านยางพารา จึงมีความพร้อมและยินดีให้การสนับสนุนข้อมูลร่วมกับ สศก. ทุกด้าน เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ รวมไปถึงเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

สำหรับการยกระดับความร่วมมือของ สศก. และ กยท. ในครั้งนี้ ทั้ง 2 หน่วยงาน มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตร โดยพร้อมนำความรู้จากการศึกษา วิจัย ตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกด้าน ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีศักยภาพในการผลิต สามารถยกระดับรายได้และอาชีพให้มั่นคง  ส่งผลภาคให้เกษตรไทยมีความเข้มแข็งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรได้ทั้งในประเทศไทยและในเวทีสากล

ก.เกษตรฯจัดงาน “วันดินโลก” 5 – 8 ธันวาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401218?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ก.เกษตรฯจัดงาน “วันดินโลก” 5 – 8 ธันวาคม 2562

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 18:52 น.
วันดินโลก
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

ก.เกษตรฯจัดงาน “วันดินโลก” 5 – 8 ธันวาคม 2562 น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ            ในหลวงรัชกาลที่ 9

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “วันดินโลก” 5 – 8 ธันวาคม 2562 น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ            ในหลวงรัชกาลที่ 9 “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรก และพระองค์เดียวของโลก

      ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “วันดินโลก” 5-8 ธันวาคม 2562 ภายใต้แนวคิด “ปกป้องอนาคต               ลดการชะล้างดิน : Stop Soil Erosion, Save our Future” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลก ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรอย่างครบวงจร ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์หน้าดินให้คงความสมบูรณ์ พร้อมร่วมฟังเสวนาระดับนานาชาติ และนิทรรศการวิชาการ รวมถึงกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย ระหว่างวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดิน เสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี นอกจากนั้นในส่วนภูมิภาค สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดร่วมกับส่วนราชการต่างๆและหน่วยงานในท้องถิ่นร่วมกันจัดกิจกรรมวันดินโลก ตลอดช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนรับทราบสถานการณ์ทรัพยากรดิน เกิดความตระหนักในการร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการผลิตปัจจัยสี่ในการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์


ทั้งนี้ กลุ่มสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership – GSP) ได้จัดกิจกรรม           วันดินโลกเป็นประจำทุกปีและกำหนดหัวข้อหลักการจัดงานของแต่ละปี โดยคัดเลือกประเด็นสำคัญ ที่ต้องการผลักดันให้เกิดข้อสรุปหรือส่งผลต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลก โดยประเทศต่างๆ จะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน สำหรับวันดินโลกในปี 2562 นี้ GSP            ได้กำหนดหัวข้อ “STOP SOIL EROSION, SAVE OUR FUTURE : ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน”             ซึ่งเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมขององค์กร และบุคคล สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันและลดการชะล้างการพังทลายของดินเพื่อรักษาระบบนิเวศให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน และประชาชน ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกับเครือข่ายดังที่กล่าวแล้ว             จะขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรดินตามศาสตร์พระราชาให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ภายในงานวันดินโลก ระหว่างวันที่             5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ                   อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจัดแสดงในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต  แสดงภาพ 3 มิติ การจัดการดินและที่ดิน ตั้งแต่ภูเขาจนถึงทะเล เพื่อให้เห็นภาพการป้องกันชะล้างพังทลาย            ของดิน การจัดประชุมวิชาการทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ เสนอผลงานเด่น ความสำเร็จของ           การปกป้องดูแลดิน และการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างหมอดินอาสา เกษตรกรและนักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปกปักรักษาดิน มิให้เสื่อมโทรมจากการใช้ที่ดินของมนุษย์ และในพิธีเปิด จัดให้มีการมอบรางวัล King Bhumibol                   World Soil Day Award  ซึ่งเป็นรางวัลที่ประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations-FAQ) ร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อมอบแก่บุคคล องค์กร หรือประเทศ ที่รังสรรค์ผลงานการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินให้เป็นที่ประจักษ์ ในปี 2562 จะได้มีพิธีประกาศรางวัลและเข้ารับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award  ได้แก่ หน่วยงาน Costa Rican Soil Science Association (ACCS) ของสาธารณรัฐคอสตาริกา ซึ่งเป็นองค์กร                ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ดำเนินงานด้านการจัดการดิน โดยกิจกรรมที่ส่งเข้าประกวด ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมักในพื้นที่สวนสาธารณะของเมืองซานโฮเซ ทุกวันที่ 5 ธันวาคม โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนเป็นประเพณี ซึ่งกิจกรรมได้เชื่อมโยงสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ 2 ประการคือ มลพิษทางดิน และ Climate change และยังส่งผลให้เกิดแผนระดับชาติในการลดปริมาณคาร์บอนในอากาศ นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ สำหรับเยาวชน และผู้เข้าชมงานทั่วไปอีกมากมาย อาทิ การประกวดวาดภาพกระดานดำ การประกวดถ่ายภาพ การจำหน่ายผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเฉพาะของโครงการพระราชดำริและกิจกรรมเดิน Trail วันดินโลก @ เขาชะงุ้ม ตามรอยพระบาทบนแผ่นดินของพ่อ ในวันอาทิตย์ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ ตั้งแต่เวลา ๐๖.๓๐ – ๐๙.๓๐ น.ระยะทาง ๒ กิโลเมตร           เพื่อขึ้นเขาไปชมพลับพลาที่ประทับทรงงานและชมทัศนียภาพที่ปัจจุบันมีความสวยงามในรูปแบบเบิร์ดอายวิวสามารถมองเห็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ที่เกิดมาจากพระราชดำริ “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่สามารถเปลี่ยนพื้นที่เขาหัวโล้นให้เป็นป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ

นอกจากนั้นกิจกรรมที่สำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งในวันดินโลกปี 2562 คือ การแสดงพระธรรมเทศนา          “ภูมิกถา” ซึ่งเป็นกัณฑ์เทศน์ เกี่ยวกับดินและวันดินโลก ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้มีพระมหากรุณาธิคุณ            ให้มหาเถรสมาคมดำเนินการ โดยได้มีมติให้จัดทำกัณฑ์เทศน์ดังกล่าว เพื่อให้วัดทั่วประเทศไทยได้ใช้แสดงพระธรรมเทศนาให้พุทธศาสนิกชนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินและร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดินให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนและเป็นสมบัติที่มีคุณค่าที่จะรักษาส่งมอบให้แก่ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์สืบไป  ด้วยเห็นว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและกว้างขวาง ดังนั้นในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 จะจัดให้มีการเทศนา ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม              อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี โดยพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ผู้ประพันธ์กัณฑ์เทศน์ เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา รวมทั้งจัดให้วัดทั่วประเทศได้แสดงพระธรรมเทศนาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป
จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “วันดินโลก” (World Soil Day) ระหว่างวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันเสาร์ที่               7 ธันวาคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 – 579 – 8515 หรือ http://www.worldsoil.in.th/

มนัญญา เย้ย ม็อบกดดันไม่มีผล รอมติคกก.วัตถุอันตรายพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา เย้ย ม็อบกดดันไม่มีผล รอมติคกก.วัตถุอันตรายพรุ่งนี้

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 18:00 น.
กรมวิชาการเกษตร,แบน 3 สาร,มนัญญา
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

มนัญญา ระบุ ม็อบเสื้อดำกดดันไม่มีผล ทุกอย่างดำเนินตามกฎหมาย ขอรอฟังมติกก.วัตถุอันตรายพรุ่งนี้ ก่อนตัดสินใจไปต่ออย่างไร แต่ถ้าลบล้างมติเดิมต้องเหตุผลหนักแน่น

25 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการแบน 3 สารเคมี ว่า ในวันพรุ่งนี้คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะมีการประชุมพิจารณา หลังกรมวิชาการเกษตรเสนอชะลอการแบน 3 สารเคมี จากวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ออกไปอีก 6 เดือน

โดยอ้างว่าจำเป็นต้องแจ้ง WTO ก่อน ซึ่งส่วนตัวก็ต้องรอฟังมติวันพรุ่งนี้ หากมีมติให้ชะลอ คณะกรรมการฯ ก็ต้องชี้แจงเหตุผล ว่ามีความจำเป็นอะไรที่ไปลบล้างมติครั้งแรก แต่ก็มีมาตรการดำเนินต่อไปอยู่แล้ว ขอเก็บไว้เป็นความลับ ยังไม่ขอพูดตอนนี้

ส่วนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หากมีการชะลอ จะให้ น.ส.มนัญญา แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง  น.ส.สนัญญา กล่าวว่า ขอให้ถึงวันพรุ่งนี้ก่อน พร้อมพูดติดตลกว่า หากมีการแสดงสปิริตจริงก็ให้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แสดงก่อน (ยืนอยู่ใกล้กัน)

ส่วนการที่มีการทำประชาพิจารณ์ว่าคนส่วนใหญ่ กว่า 70% ไม่อยากให้ยกเลิก 3 สารเคมีนั้น / น.ส.มนัญญา ถามกลับว่า ประชาพิจารณ์ไปเอามาจากไหน มีคำสั่งให้ทำหรือไม่ ทุกอย่างต้องมีลายลักษณ์อักษร และอยากรู้ว่าใครเป็นคนสั่งให้ทำ เพราะไม่ได้อยู่ในข้อตกลกที่กำหนดไว้ การทำประชาพิจารณ์ต้องถามเกษตกรทุกฝ่าย ไม่ใช่ถามแค่บางกลุ่ม

น.ส.มนัญญา ยังกล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบเสื้อดำ ที่ต่อต้านการแบน 3 สารเคมีครั้งนี้ ไม่มีผลต่อการพิจารณา เพราะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าจะเดินหน้าไปแบบไหน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย

ส่วนที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นด้วยกับกลุ่มที่ต่อต้านนั้น ตนไม่ทราบ เพราะยังไม่เจอหรือพูดคุยกัน แต่เรื่องนี้เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ที่จะลด ละ เลิก การใช้สารเคมีในประเทศไทยให้น้อยลง พร้อมยืนยัน ต้องทำตามนโยบาย เพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ หากมีการยกเลิก 3 สารเคมี ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ จะไม่มีการนำสารเคมีตัวใหม่เข้ามาทดแทน เพราะสารเคมีในประเทศไทยมีมากอยู่แล้ว โดยได้เตรียมการใช้เครื่องจักรเข้ามาแทน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรไปพิจารณาว่าเครื่องจักรแบบไหน เหมาะกับพืชแบบไหน

ลงแขกเกี่ยวข้าว ถอดบทเรียนมรดกทางปัญญาจากชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401197?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลงแขกเกี่ยวข้าว ถอดบทเรียนมรดกทางปัญญาจากชุมชน

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 17:41 น.
มหาวิทยาลัยขอนแก่น,ลงแขกเกี่ยวข้อง,ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง
เปิดอ่าน 23 ครั้ง

มข.เปิดโครงการชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง นำนศ.ลงแขกเกี่ยวข้าว ถอดบทเรียนมรดกทางปัญญาจากชุมชน แนะทำนาโยนได้ผลผลิตดี

25 พฤศจิกายน 2562 มหาวิทยาลัยขอนแก่น  โดยสำนักบริการวิชาการ   คณะเกษตรศาสตร์ และวิทยาลัยนานาชาติ จัดโครงการ “ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง”  ร่วมกับอำเภอพระยืน  เทศบาลตำบลบ้านโต้น

สำนักกิจกรรมเพื่อสังคมเครือเบทาโกร เพื่อฟื้นฟูและสืบสานประเพณีอันดีงาม ถอดบทเรียนจากชุมชน “ลงแขกเกี่ยวข้าว” แบบวิถีพื้นบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น  โดยมี รองศาสตราจารย์เกรียงไกร  กิจเจริญ  รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล  รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ เป็นประธานในพิธีเปิด มีนักศึกษา  บุคลากร ผู้นำชุมชน  และเกษตรกรในชุมชน เข้าร่วมกิจกรรม “ลงแขกเกี่ยวข้าว” สืบทอดมรดกทางปัญญาจากรุ่นต่อรุ่นในอีกมิติหนึ่งให้หวนกลับมาอีกครั้ง

รองศาสตราจารย์เกรียงไกร  กิจเจริญ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มข.  กล่าวว่า การบริการวิชาการด้านการส่งมอบคุณค่าแก่ประชาคม ตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยในการปรับเปลี่ยนการบริการวิชาการ ในการพัฒนาด้านการบริการวิชาการ โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชากรในพื้นที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมนั้น

จึงได้ทำโครงการสืบสานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวขึ้น เพื่ออนุรักษ์ และเรียนรู้ประเพณีการเกี่ยวข้าว รวมทั้งสืบสานวัฒนธรรมการเกี่ยวข้าวของชาวอีสาน ให้นักศึกษาได้สัมผัสเรียนรู้การเกี่ยวข้าวทั้งทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ มีส่วนร่วม บูรณาการอยู่ในกิจกรรมการลงแขกและการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเพื่อสร้างสรรค์ความสามัคคีในชุมชนความเป็นส่วนรวม สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่สรรค์สร้างที่สืบทอดสืบทอดมรดกทางปัญญาต่าง ๆ ของสังคมจากรุ่นต่อรุ่น

เราได้มีความร่วมมือทำโครงการแบบองค์รวมต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว ทำให้ทราบว่าชาวนาในภาคอีสานทำนาหว่าน ซึ่งใช้พันธุ์ข้าวปริมาณมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรค่อนข้างสูง  จึงได้นำ “ช่องสาลิกาโมเดล”ของบริษัทเบทาโกรที่จ.ลพบุรี ที่ทำนาโยนแล้วได้ผลดีมาใช้  โดยนำข้าวเจ้าหอมมะลิแดงจากลพบุรีมาลงที่บ้านโต้น เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีผลผลิตปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากที่แนแปลงนี้เป็นแปลงแรก

ดังนั้น เราจึงต้องทำวิจัยต่อไปว่า ผลผลิตที่ได้รับแตกต่างอย่างไร สามารถเพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิตได้เพียงใด  เพื่อให้มีความยั่งยืนตามมา  เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งนอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีการดูแลสุขภาพองค์รวม โดยมีคณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะสาธารณสุข คณะทันตแพทยศาสตร์ลงพื้นที่ให้บริการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนร่วมกันอีกด้วย

นางสมภาร  ผาเป้า  เกษตรกรเจ้าของแปลงนา  กล่าวว่า  “มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ได้มาช่วยให้ความรู้ในการทำนา  โดยแนะนำให้ปลูกถั่วลิสงบำรุงดินในช่วงหลังเก็บเกี่ยว โดยเมื่อปีที่แล้วนำพันธุ์ข้าวธัญศิรินทร์มาให้ปลูก  เดิมปลูกข้าวได้ผลผลิตไร่ละ 15 กระสอบ แต่พอมหาวิทยาลัยมาแนะนำ ก็ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นขึ้นถึง 45 กระสอบต่อไร่  ปีนี้เนื่องจากที่บ้านทำนากันเพียงสองคน จึงได้รับคำแนะนำให้ทดลองทำข้าวนาโยน ในพื้นที่ 1 ไร่

โดยวันนี้เก็บเกี่ยวแล้วไม่มีค่าจ้างเกี่ยวข้าว ทำให้ลดค่าใช้จ่าย รู้สึกดีใจมาก ๆ และภูมิใจที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่ทิ้งเกษตรกร ประชาชน รวมทั้งเทศบาลบ้านโต้นที่เข้ามาช่วยเหลือ  อยากให้มหาวิทยาลัยช่วยต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ประชาชนอ.พระยืนได้เห็นว่าการทำนาโยนดี ไม่ใช้แรงงานมาก แต่ได้ปริมาณผลผลิตมาก  ประหยัดค่าใช้จ่าย เดิมต้องจ้างแรงงานในการทำนาวันละ 300 บาท อย่างน้อยวันละ 5 คน แต่พอทำนาโยนก็ทำเองสองคนตายาย จำนวน 5 ไร่ ก็ไม่หนักมากสามารถทำได้เอง ต้นข้าวก็งอกงาม มีผลผลิตที่ดี

นายสุริวงสา ลัดสะหมี นักศึกษาแลกเปลี่ยน ระดับปริญญาเอก คณะสัตวแพทยศาสตร์ มข.และเป็นอาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว กล่าวว่า  วันนี้มากับอาจารย์รุ่นน้องจากสปป.ลาว ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทคณะเดียวกัน เป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาเห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน เหมือนเป็นพี่น้อง ได้มาแลกเปลี่ยนบทเรียนหลายด้าน เช่น วิถีเกี่ยวข้าว ทำงานร่วมกัน กินข้าวร่วมกัน เป็นจุดเริ่มต้นได้เผยแพร่วัฒนธรรมร่วมกัน ซึ่งที่สปป.ลาว ยังมีการดำรงชีวิตคล้ายกันกับทางขอนแก่น  ที่ยังคงวิถีการดำเนินชีวิต

โครงการ “ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง” ของสำนักบริการวิชาการ มข. นับเป็นการสร้างกลไกการขับเคลื่อนในการทำงานร่วมกับชุมชน  นอกจากการสืบสานประเพณีอันดี และการเรียนรู้เรื่องราวของพื้นที่ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนแห่งการเรียนรู้แล้ว  การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย  ยังพัฒนาส่งเสริมให้ชาวบ้านลดค่าใช้จ่าย และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มผลผลิต เป็นรูปแบบหนึ่งในการพัฒนาชุมชนที่จะส่งผลให้ชุมชนเติบโตมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิได้เฮ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401188?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิได้เฮ

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 17:05 น.
ชาวสวนยาง,อุทัย สอนหลักทรัพย์
เปิดอ่าน 197 ครั้ง

ชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิได้เฮ

26 พ.ย.62 – นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ตามที่ พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทยพศ.2558 หมวด3 การส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวยางและผู้ประกอบกิจการยางมาตรา36 เกษตรกรชาวสวนยางผู้ใดตั้งอยู่บนที่ดิน ที่ตนเองมีกรรมสิทธิ์ชอบโดยกฎหมาย

และมาตรา41เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาวและผู้ประกอบกิจการยางขอรับเงิยส่งเสริมสนับสนุนตามมาตรา49(2)_(6)ใด้ตามที่คณะกรรมการกำหนดซึ่งสอดคล้อง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติและพันธุ์พืชที่บังคับใช้ในวันที่  25 พ.ย. 2562  และกำหนดให้แจ้งภายใน 240 วัน  โดยสิ้นสุดในวันที่  23 ก.ค. 2563 ถ้าผู้ใดใม่แจ้งในการครอบครองพื้นที่ๆไม่มีเอกสารสิทธิจะหมดสิทธิทันทีโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1.ผู้ที่เข้าครอบครองที่ดินมาก่อน 30 มิ.ย. 2541 มีสิทเข้าร่วมโดยไม่แยกนายทุนหรือคนจน
2.ผู้ที่เข้าครอบครองหลัง 41 มิ.ย. 2541 ถึง 17 มิ.ย. 2557 จะสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ไม่มีที่ทำกิน
3.หลังปี 2557 ทุกคนจะต้องคืนให้รัฐ

ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยาง จะต้องเริ่มทันทีเพราะที่ผ่านมาผู้ใดครอบครองปลูกยางในที่ป่าสงวน และที่ๆไม่มีเอกสารสิทธิ์จะมีความผิดดังนั้นจะต้องรีบเข้าแจ้งการครอบครอง  และตามมาตรา64 เกษตรกรชาวสวนยางที่ปลูกยางมาก่อนปี2557 ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์รีบดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ

อนึ่งหน้าที่ที่จะชี้แจงทำความเข้าใจจึงเป็นความรับผิดชอบของกยท.โดยตรงจะต้องเร่งให้เจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.อุทยานฯ มาอบรมกับเจ้าหน้าที่กยท.  จากนั้นทาง กยท.จะต้องกระจายไปให้ความรู้เกษตรกรทั่วประเทศที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์เป็นการด่วนภายใน 90 วัน  เกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์จะต้องรับทราบทุกคน

นักวิชาการม.เกษตรฯร่วมแต่งชุดดำ หาบสารประท้วงยกเลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401159?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นักวิชาการม.เกษตรฯร่วมแต่งชุดดำ หาบสารประท้วงยกเลิก

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 15:44 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา,นักวิชาการ,มเกษตร
เปิดอ่าน 300 ครั้ง

  นักวิชาการม.เกษตรฯร่วมแต่งชุดดำ หาบสารไกลโฟเซต พาราควอต ประท้วง หากแบน 3 สาร เกิดหายนะเศรษฐกิจประเทศไทย

26 พฤศจิกายน 2562 รศ.อรรควุฒิ​ ทัศน์​สองชั้น​ ผู้ทรงคุณวุฒิ​พิเศษ​ ภาควิชา​พืชไร่​นา​ คณะเกษตร​ มหาวิทยาลัย​เกษตร​ศาสตร์​แต่ง​ชุด​ดำหาบพาราควอต​และ​ไกลโฟเซต​ เดินประท้วงร่วมขบวนกับเกษตรกร​แต่งชุดดำ ที่ค้านการออกกฎหมาย​ยกเลิก​สารเคมี​ทาง​การเกษตร​ 3​ ชนิด​

​รศ.​อรรควุฒิ​ กล่าวถึงเหตุผล​ที่​คัดค้าน​ ว่าการบังคับใช้​กฎหมาย​ยกเลิก​สารเคมี​ทาง​การเกษตร​ 3​ ชนิด​จำเป็นต้อง​ชะลอ​ออกไป​ก่อนเนื่องจาก​รัฐบาล​ยังไม่สามารถ​หาสารที่มีประสิทธิภาพ​ทัดเทียม​กัน และมีความปลอดภัยมากกว่า มาให้​เกษตร​กรใช้และมติ​คณะกรรมการ​วัตถุ​อันตราย​ รวมทั้ง​นโยบาย​ของ​รัฐ​มนตรี​บางคน​นั้นตัดสินใจ​โดยไม่ใช้​ข้อมูล​ทางวิทยาศาสตร์​ที่ได้มาตรฐาน​สากล​ หากรัฐยังคง​ยืนยัน​ที่จะ​ออกประกาศ​กระทรวง​อุตสาหกรรม​ยกเลิก​ 3 สารวันที่​ 1 ธ.ค.​นี้​ เกษตรกร​กรจะเดือดร้อน​จาก​ต้นทุน​การผลิต​ที่​สูงขึ้​นและผลผลิต​ต่ำลง​โดยเฉพาะกลุ่มพืชเศรษฐกิจหลักจะ​เกิดความเสียหาย​ร้ายแรง​ต่อเศรษฐกิจ​ของประเทศ​ไทย

กลุ่มเกษตรกรชุดดำ คัดค้านการแบน 3 สารเคมี เดินหน้ายื่นหนังสือถึงนายกฯแสดงจุดยืนไม่ส่งคืน 3 สาร เรียกร้องตีกลับใช้มาตรการจำกัดแทน

กลุ่มตัวแทนเกษตรกรแต่งชุดดำคัดค้านการยกเลิกใช้ 3 สารเคมี ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส กว่าพันคน เดินทางมารวมตัว เพื่อยื่นหนังสือต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติการแบน 3 สารเคมีของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

เนื่องจากได้รับความเดือดร้อน ยืนยันจะไม่ส่งมอบคืนสารเคมีที่เสียเงินซื้อมา ในวันที่ 1 ธ.ค.62 แน่นอน เพราะยังไม่เห็นแนวทางเยียวยาที่ชัดเจนจากภาครัฐ และ อยากให้หาแนวทางที่ชัดเจนในการใช้สารทดแทนหรือสารทางเลือกต่างๆที่เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรก่อนที่จะมีการยกเลิกการใช้

นายชัยภัฏ จันทรวิไล ประธานเครือข่ายเกษตรกรและแนวร่วมผู้ได้รับผลกระทบจากการแบน 3 สารเคมีเกษตร ระบุว่า เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบกับเกษตรกรและภาคเศรษฐกิจโดยรวมขอให้ภาครัฐยุติการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จนกว่าจะมีผลการศึกษาทบทวนข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างถี่ถ้วนรอบด้านและเปิดให้ประชาชนรับทราบผลการศึกษาอย่างชัดเจนก่อน

รวมถึงให้บังคับใช้มาตรการจำกัดการใช้ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระหว่างที่มีการศึกษาทบทวน เพื่อส่งเสริมการใช้สารเคมีเกษตรอย่างถูกต้องและปลอดภัย ภายใต้แนวทางเกษตรปลอดภัย หรือ GAP ซึ่งที่ผ่านมามีการอบรมเกษตรกรไปแล้วกว่า 4 แสนคน แต่สุดท้ายต้องหยุดการอบรมไป

ม็อบเกษตรกรชุดดำ ลุกฮือไล่มนัญญาพ้นรมช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401154?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ม็อบเกษตรกรชุดดำ ลุกฮือไล่มนัญญาพ้นรมช.

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 15:28 น.
ม็อบเกษตรกร,มนัญญา,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 143 ครั้ง

ม็อบเกษตรกร ชุดดำ ยื่นหนังสือรมว.เกษตรฯเรียกร้องกลับมาใช้มาตรการจำกัดการใช้สาร จี้ มนัญญา​ ลาออก​ รับผิดชอบผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร

26 พฤศจิกายน 2562 ม็อบเกษตรกร ชุดดำ ยื่นหนังสือรมว.เกษตรฯเรียกร้องกลับมาใข้มาตรการจำกัดการใช้สาร จี้ มนัญญา​ ลาออก​ รับผิดชอบผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร จี้กระทรวงสาธารณสุข​ มอบหลักฐานผลตรวจสารตกค้างสารเคมี​ 3​ ชนิด​ ที่กระทรวง​อุตสาหกรรม​ หากไม่นำมาให้ถือว่าผลตรวจเป็นเท็จ

ที่หน้ากระทรวงเกษตรฯน.ส.อัญชุลี​ ลักษณ์​อำนวยพร​ ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง​ ตัวแทนเกษตรกร นำเกษตรกรกว่าพันคน อ่านแถลงการณ์ และยื่นหนังสือคัดค้านแบน 3 สาร และเรียกร้องให้น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯลาออกจากตำแหน่ง โดยมายื่นข้อเรียกร้องต่อ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯซึ่งส่งนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรมว.เกษตรฯมารับแทน

ต่อจากนั้นม็อบเกษตรกรชุดดำ ได้ขึ้นรถบัสเดินทางไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยื่นหนังสือให้นำมาตรกำจัดการใช้สาร 3 ชนิด กลับมาบังคับใช้ใหม่ ต่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมกับจะปักหลักอยู่กรุงเทพฯ รอฟังมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะมีการประชุมวันที่27พ.ย.นี้ด้วย เพื่อให้พลิกมติแบน 3สาร

ในแถลงการณ์ ระบุว่าจากการรับฟังความคิดเห็นของกรมวิชาการเกษตร โดยมีผู้แสดงความคิดเห็น 47,789 คนมีคนคัดค้าน 75% เห็นด้วย 25% กลุ่มเกษตรกรมีความคิดเห็นโดยสรุปว่า​ เกษตรกรยังคงมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด​ เนื่องจากเป็นปัจจัยในการผลิตของเกษตรกรและเหตุผลในการยกเลิกไม่เพียงพอ ชัดเจนและยังมีข้อโต้แย้งทางวิชาการที่ยังไม่ได้ข้อยุติ

ที่สำคัญคือไม่มีสารทดแทนหรือวิธีการทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพและราคาเทียบเท่าได้กับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดอีกทั้งสารชีวภัณฑ์​ เมื่อมีการตรวจสอบสารออกฤทธิ์ในขวดก็พบว่ามีสารเคมีพาราควอตและไกลโฟเซตเป็นส่วนผสมในสารชีวภัณฑ์นั้น ดังนั้นการยกเลิกการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดจึงสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรอย่างร้ายแรง​ อีกทั้งยังส่งผลต่ออุตสาหกรรม​ ที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรอีกด้วยเช่นอาหารสัตว์​ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ตลอดระยะเวลา​ นับแต่การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ของนางสาวมนัญญา​ ไทยเศรษฐ์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ ที่มีเป้าหมายในการยกเลิกสารทั้ง 3 ชนิด​ โดยไม่มีการพิจารณาข้อมูลทางวิชาการข้อเท็จจริงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบและบิดเบือนบัญชานายกรัฐมนตรี​ โดยใช้อำนาจการเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตร​ กดขี่บังคับขู่เข็ญข้าราชการ​ สร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ให้กับเกษตรกรทุกหย่อมหญ้าไม่เคารพกฎหมาย​ ไม่ฟังเสียงร้องทุกข์ของเกษตรกรและภาคส่วนอื่นจึงเป็นเหตุผลในการร่วมชุมนุมในวันนี้

โดยมีข้อเรียกร้องต่อประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรีคือ 1 เกษตรกรขอใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญทวงสิทธิ์ผลการรับฟังความคิดเห็นว่าเสียงส่วนใหญ่คัดค้านการแบนสารเคมี 2 แจ้งนายกรัฐมนตรีให้ทราบไปถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าการแบนสารเคมีส่งผลกระทบถึงสนธิสัญญาและข้อผูกพันระหว่างประเทศอื่น 3 ขอให้นางมนัญญา​ ไทย​เศรษฐ์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

4 ขอเรียกร้องให้นายอนุทิน​ ชาญ​วีรกูล​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข​ นายแพทย์ธีระวัฒน์​ เหมะจุฑาปลัดสธ.​ เลขา​ อย.​ อธิบดีกรมอนามัย​ อธิบดีกรมการแพทย์ นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะใบรายงานการตรวจสอบ​ที่ยืนยันว่า​ ตรวจพบการตกค้างของสารเคมี 3 ชนิด​ ในผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะจังหวัดราชบุรี​ พร้อมเซ็นชื่อรับรอง​ และขอรับเอกสารหลักฐานดังกล่าว​ 15.00​ น.​ วันนี้ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม​ ถ้าไม่เอาเอกสารมามอบให้ หมายถึงว่าการ​ ผลการตรวจการตกค้างในผักและผลไม้เป็นเท็จและ 5 ข้อเรียกร้องให้กลุ่มนักวิชาการ​ ที่ออกมาต่อต้านสารเคมีแสดงความรับผิดชอบและยืนยันว่างานวิชาการที่ตนวิจัยนั้นมีความถูกต้อง

กลุ่มเกษตรกร​ จึงขอคัดค้าน​ มติคณะกรรมการวัตถุอันตราย​ แต่สนับสนุนมาตรการจำกัดการใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตร 5 ฉบับ​ ที่มีผลบังคับใช้ให้มีการอบรม​ ผู้ฉีดพ่น​ และผู้ขาย​ ซึ่งการสอบผ่านแล้ว 5​ แสนราย​ อีกทั้งเป็นการยกระดับเกษตรกรไทยในการเกษตรที่ดี​ GAP คือทำเกษตรอย่างปลอดภัยใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง

เกษตรกรขอความเป็นธรรมและขอความเมตตาจากนายกรัฐมนตรี​ เห็นถึงความจำเป็นในการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด​ เพราะเป็นปัจจัยผลผลิตของเกษตรกร

ขณะนี้เกษตรกรทุกคนประสบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อน​ อีกทั้งมีวิกฤต​ิที่จะเป็นห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ​ โดยขอให้เกษตรกรได้มีโอกาสใช้ 3 สารดังกล่าว​ ตามกรอบมาตรการจำกัดการใช้ต่อไป​ และขอเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบการกระทำที่นำข้อมูลของ NGO มาใช้โดยไม่มีการตรวจสอบและทบทวนย้อนกลับส่งผลเสียหายต่อเกษตรกรและระบบราชการ

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดใหญ่งานมหกรรมภูมิพลังแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401130?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดใหญ่งานมหกรรมภูมิพลังแผ่นดิน

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 14:38 น.
พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดใหญ่งานมหกรรมภูมิพลังแผ่นดิน

เมื่อเวลา 10.00 น.  วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จัดงานแถลงข่าวเตรียมเปิดงานมหกรรม“ภูมิพลังแผ่นดิน”เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สดุดีพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร              มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันดินโลก 5 ธันวาคม ที่ทรงพระราชกรณียกิจพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดิน

      นายสหภูมิ   ภูมิธฤติรัฐ

นายสหภูมิ   ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ  พระเจ้าอยู่หัว ประธานแถลงข่าวเปิดเผยว่า “พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เตรียมจัดงานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน”เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณพระปรีชาสามารถพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านอนุรักษ์ทรัพยากรดินและการพัฒนาดิน ระหว่างวันที่ 4 – 8 ธันวาคม 2562 เวลา 08.00 – 18.00 น. โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการของขวัญจากดิน จัดแสดงเส้นทางการเรียนรู้ตามสายธารน้ำที่หลั่งไหลจากภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ผ่านแนวคิด ดินให้ชีวิต(รักษ์ดิน น้ำ ป่า รักทรัพยากรแห่งชีวิต) ดินให้อาหาร (สร้างดินอุดม อาหารดีสม ไร่ นา สวน) และดินให้วิถี (บูชาพระแม่ธรณี วิถี ประเพณี วัฒนธรรม) นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือ  เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ                  จ.ฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จ.เชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ นิทรรศการหญ้าแฝกพืชมหัศจรรย์ นิทรรศการดินของพ่อ นอกจากนี้ยังมีถ่ายทอดความรู้วิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30 วิชา จากปราชญ์เกษตรทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมและนิทรรศการพิเศษบริเวณบ้านเรือนไทย 4 ภาค นำเสนอนิทรรศการดินดล ดลบันดาลชีวิต และกิจกรรมพิเศษมากมายให้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ อาทิ เปิดเข้าชมนิทรรศการทั้ง 5 พิพิธภัณฑ์ เพาะแจกแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้ กิจกรรมภาพพิมพ์ ประคบทอง เกมงานวัดย้อนยุค การแสดงดนตรีจากน้องๆโรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง จ.บุรีรัมย์ ขอเชิญชวนคนไทยพกถุงผ้ามา ชม ช้อป สินค้าเกษตร อาหารพื้นบ้าน คาว หวานกว่า 300 บูธ ”

ในวันเดียวกันนี้มีตัวแทนเครือข่ายพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จำนวน 4 ท่านได้ร่วมแถลงข่าวในการจัดงานครั้งนี้ ได้แก่ อาจารย์ขวัญชัย  รักษาพันธ์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2555 สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ผู้เชี่ยวชาญ                   ด้านประเพณีวัฒนธรรมเกี่ยวกับดิน มาเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องการบูชาพระแม่ธรณี ความเชื่อในการขอขมาดินก่อนการทำเกษตร อาจารย์เสถียร  ทองสวัสดิ์ เกษตรกรผู้เรียนรู้จากการลองผิดลองถูก ลงมือปฏิบัติจริงจนประสบความสำเร็จมาส่งต่อความรู้และประสบการณ์เรื่องจุลินทรีย์พลังง้วนดินบำบัด และฟื้นฟูดิน อาจารย์เฉลิม พีรี ปราชญ์ชาวบ้าน เจ้าของรางวัลแทนคุณแผ่นดิน ปี 2559 ผู้ศึกษาและทดลองเรื่องจุลินทรีย์เบญจคุณ ช่วยบำรุงและดูแลดิน และอาจารย์ปรีชา บุญท้วม ผู้ช่ำชองเรื่องจุลินทรีย์ดินหอม เพื่อบำรุงดินก่อนการเพาะปลูก นิทรรศการจุลินทรีย์ตัวจิ๋วเปลี่ยนโลก สร้างของขวัญจากดินและนิทรรศการ Stop Soil Erosion, Save Our Future ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน โดยมีคุณปุ๊ก อรอุมา เกษตรพืชผล เป็นผู้ดำเนินรายการ

ทั้งนี้งานมหกรรมภูมิพลังแผ่นดิน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 8 ธันวาคม 2562 ภายในงานจัดนิทรรศการของขวัญจากดิน นิทรรศการพ่อแห่งแผ่นดิน นิทรรศการดินของพ่อ นิทรรศการปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน นิทรรศการดินดล ดลบันดาลชีวิต                      นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศาสตร์พระราชาจากการอบรมวิชาของแผ่นดิน และอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30.วิชา ชม ชิม และเลือกซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรตัวจริงในตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียงกว่า 300.บูธ พิเศษวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เวลา 9.00 น. ร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 89 รูป เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลเชิดชูสดุดีพระเกียรติคุณและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ชมการแสดงดนตรีและการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย 4 ภาค และเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ร่วมเรียนรู้ศาสตร์พระราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด สืบทอดพลังแห่งความดีผู้ทรงเป็นดั่งกำลังของแผ่นดิน พลังของปวงชนชาวไทย                     ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จ.ปทุมธานี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-2529-2212-13 มือถือ 087-359-7171 , 094-649-2333  www.wisdomking.or.th facebook : พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ และ Line ID: @wisdomkingfan

ก. เกษตรฯบุกจีนยกระดับความร่วมมือภาคการเกษตรไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401126?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ก. เกษตรฯบุกจีนยกระดับความร่วมมือภาคการเกษตรไทย-จีน

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 14:22 น.
เฉชิมชัย,ไทยจีน,การค้า
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

ก. เกษตรฯบุกจีนยกระดับความร่วมมือภาคการเกษตรไทย-จีน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังนำคณะทำงาน เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ และข้อตกลงความร่วมมือทางด้านการค้าการเกษตร ทั้งยางพารา ข้าว และเพื่อศึกษาดูงานเทคโนโลยีการเกษตรต่าง ๆ มาปรับใช้ภายในประเทศไทย


นายเฉลิมชัย เผยต่อว่า ได้หารือร่วมกับผู้บริหาร บ.ชิโนเคม กรุ๊ป ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับฝ่ายจีน ว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและมีมาตรการต่าง ๆ ที่จะอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนในเรื่องยางพารา ซึ่งล่าสุด บ. Sino – Chem International มีแผนเข้ามาลงทุนธุรกิจยางพาราในจังหวัดระยอง
ทั้งยัง ได้นำผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ และการยางแห่งประเทศไทย จับมือ 3 บริษัทน้ำยางข้นยักษ์ใหญ่จีน ลงนามความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางด้านธุรกิจระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กับ 3 บริษัทน้ำยางข้นจีน ได้แก่ 1. บ. GOAMI ZHENGFENG TRADING (บ. นำเข้าน้ำยางข้น อันดับ1 ของจีน) 2. บ. NINGBO CHANGHKEN (บ.นำเข้าน้ำยางข้นจากไทยเป็นอันดับ1) 3. บ. SANGDONG XINGYU (บ. ใช้น้ำยางข้นผลิตถึงมือยางอันดับ 1 ของจีน) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชาจีน
ทั้งนี้ ปี 2561 อุตสาหกรรมน้ำยางข้นไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก ไทยส่งออกน้ำยางข้นลดลง 14 เปอร์เซนต์ โดยเฉพาะตลาดจีนลดลงกว่า 23 เปอร์เซนต์ ซึ่งการลงนามในวันนี้ จะเป็นการรักษาฐานลูกค้าจากประเทศผู้ซื้อยางเดิม เพิ่มมูลค่าทางการค้าให้สินค้ายางพาราของไทย เป็นการเพิ่มช่องทางหาตลาดใหม่ๆ เพื่อสร้างเสถียรภาพราคายางให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางของไทย
ทางด้านการส่งออกข้าว นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เข้าพบหารือกับนายจาง จี้เหวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 เพื่อขอบคุณ GACC ที่ได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกข้าวจากไทยไปจีน โดยฝ่ายไทยได้เสนอรายชื่อผู้ผลิตฯ ชุดที่ 2 ให้ GACC เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนแล้ว ซึ่ง GACC แจ้งว่า จะเร่งพิจารณารายละเอียดในการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตฯ ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด


“วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญ ที่ผมและคณะผู้บริหารกระทรวง ได้มาพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของจีน ซึ่งจีนแจ้งว่า ข้าวไทยเป็นที่นิยมอย่างมากในจีน และจีนให้ความสำคัญกับการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าวจากไทย ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 49 ราย ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบายให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME รายย่อย จึงมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเพื่อส่งออกไปจีน วันนี้ จึงถือเป็นข่าวดียิ่งที่ฝ่ายจีนตอบรับที่จะให้การสนับสนุนและเร่งรัดในการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอีกล็อตใหญ่ ซึ่งคาดว่าข้าวไทยกว่า 1 ล้านตัน จะถูกส่งออกมายังจีนในเร็ววันนี้” นายเฉลิมชัยกล่าว
ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ร่วมลงนามพิธีสารด้านมาตรการสุขอนามัยฯ กับผู้แทนรัฐบาลจีน เพื่อเปิดตลาดใหญ่ส่งออกรำข้าวสกัดน้ำมันและกากเนื้อในเมล็ดปาล์มไปจีนเป็นครั้งแรก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมลงนามในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชในการนำเข้ารำสกัดน้ำมันและกากเนื้อในเมล็ดปาล์มจากประเทศไทย ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกรำสกัดน้ำมันและกากเนื้อในเมล็ดปาล์ม ซึ่งเป็นกากที่เหลือจากการสกัดน้ำมันพืชไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนได้
พิธีสารดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อเปิดตลาดการส่งออกสินค้ารำสกัดน้ำมันและกากเนื้อในเมล็ดปาล์มไปยังประเทศจีนเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ นับเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของไทย เป็นการเพิ่มโอกาสและสร้างมูลค่าให้กับสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตร โดยไทยมีศักยภาพในการผลิตกากรำข้าวราว 280,000 ตันต่อปี และกากเนื้อในเมล็ดปาล์มราว 250,000 ตันต่อปี


นอกจากนี้ทางด้านความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางพร้อมด้วยนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เข้าพบหารือคณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Municipal Agriculture and Rural Affairs Commission) เพื่อหารือแนวทางการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยีและความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตรระหว่างกัน และการเพิ่มขีดความสามารถในพัฒนาการเกษตรของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ตอบโจทย์ความท้าทายการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
“ขอให้ผู้บริหารระหว่างสองประเทศผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตรกับจีนอย่างต่อเนื่อง เช่น การบริหารจัดการน้ำสำหรับฤดูแล้ง การทำเกษตรกรรมแม่นยำ ผ่านความร่วมมือด้านการเกษตรไทย – จีน ได้แก่ ความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตร (Sino – Thai Agricultural Technical Cooperation) ความร่วมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการไทย -จีน เป็นต้น โดยความร่วมมือดังกล่าวจะต้องเกิดผลโดยตรงกับเกษตรกร” นายเฉลิมชัยกล่าว

จัดใหญ่”มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย” ครั้งที่15

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401072?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จัดใหญ่”มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย” ครั้งที่15

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 12:12 น.
มหกรรมสัตว์เลี้ยง,ซีพี
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

จัดใหญ่”มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย” ครั้งที่15

26 พฤศจิกายน 2562 – เครือซีพีจับมือภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนและชมรมสัตว์เลี้ยงกว่า 50 องค์กร จัดงานใหญ่ประจำปี “มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15” มุ่งยกระดับมาตรฐานสัตว์เลี้ยงไทย เพิ่มรายได้จากการส่งออก พร้อมชมไฮไลต์สุดพิเศษโชว์ความสามารถหลากหลายของสุนัขทรงเลี้ยง และการแข่งขันประชันเสียงอันไพเราะของนกเลิฟเบิร์ดครั้งแรกในประเทศไทย

นายวัลลภ เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย นายสารกิจ ถวิลประวัติ รองประธานคณะกรรมการฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15 ที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง (ฟิชวิลเลจ) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พบกับการจัดแสดงสัตว์เลี้ยง สัตว์แปลก สัตว์หายาก และการประกวดสัตว์เลี้ยงชิงถ้วยรางวัลพระราชทานยิ่งใหญ่ระดับประเทศ มุ่งหวังเป็นเวทีช่วยพัฒนาวงการสัตว์เลี้ยงไทยเข้าสู่มาตรฐานสากลและช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกสัตว์เลี้ยงเข้าสู่ประเทศ

นายวัลลภ เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า งานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 โดยความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา รวมทั้ง สมาคม ชมรมสัตว์เลี้ยงต่างๆ กว่า 50 องค์กร ซึ่งในปีนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานสุนัขทรงเลี้ยง จำนวน 9 สุนัข ได้แก่ คุณปิง คุณวัง คุณน่าน คุณป่าสัก คุณแกงแค คุณเบอร์หนึ่ง คุณเบอร์สอง คุณเบอร์สาม คุณบิ๊กฟลาเวอร์ เข้าร่วมแสดงความสามารถทั้ง 3 วันของการจัดงาน โดยจะทำการแสดงวันละ 3 สุนัข และมีการประกวดสัตว์เลี้ยงชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี , สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี , สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยมีสัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ เข้าร่วมประกวด ได้แก่ สุนัข แมว ปลาสวยงาม ปลาคาร์ฟ ปลาทองรันชู นกสวยงาม นกพิราบแข่ง ไก่แจ้ ไก่พื้นเมือง ไก่พื้นเมืองสายพันธุ์เหล่าป่าก๋อย แพะเนื้อและแพะนม แบ่งย่อยออกเป็นทั้งสิ้น 37 ชนิด รวมทั้งการประกวดจัดตู้พรรณไม้น้ำเลียนแบบธรรมชาติประเภทนักเรียน

“การจัดงานครั้งนี้ มุ่งหวังเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์สัตว์เลี้ยงของไทยให้ได้มาตรฐานสู่สากล ตลอดจนเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความรู้และการเพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของตลาดสัตว์เลี้ยงให้เป็นสินค้าส่งออก นำรายได้เข้าสู่ประเทศ ขณะเดียวกันเป็นการให้ความรู้ด้านสัตว์เลี้ยงในแต่ละสายพันธุ์ให้กับเด็กและเยาวชน ช่วยส่งเสริมสถาบันครอบครัว เพราะสัตว์เลี้ยงจะเป็นสื่อกลางสร้างความรัก ความอบอุ่นและความผูกพันในครอบครัวผ่านกิจกรรมต่างๆภายในงาน ทั้งการประกวด การจัดนิทรรศการ และการจัดแสดงสัตว์เลี้ยงสายพันธุ์ใหม่ สัตว์หายากนานาประเทศมาไว้ในงานอีกด้วย”

สำหรับไฮไลต์การแสดงสัตว์เลี้ยงต่างๆ ภายในงานปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น นอกจากจะมีการจัดแสดงนกสวยงามในกรงขนาดยักษ์ โชว์นกตระกูลฟินซ์ นกเลิฟเบิร์ด นกมาคอว์ซันคอนัวร์ ที่จะบินอิสระอยู่ภายในงานแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการแข่งขันประชันเสียงนกเลิฟเบิร์ดในประเทศไทย การประกวดเกมกีฬาสุนัขพันธุ์ใหญ่และสุนัขพันธุ์เล็ก พร้อมการโชว์สุนัขบวกเลข การแสดงสุนัขช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัย การแสดงโชว์ความน่ารักของแมวเปอร์เซีย แมวไทยขาวมณี ที่ไปคว้ารางวัลการประกวดในต่างประเทศ การประกวดปลาทองรันชู ปลาคาร์ฟ การจัดแสดงแพะแคระที่ตัวเล็กเท่าลูกสุนัข รวมทั้งการจัดแสดงและให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์แปลกหายาก (Exotic Pet) เช่น ลิงกระรอก อามาดิลโล ตั๊กแตนใบไม้ โดยงานนี้ยังได้รวมการประกวดไก่หลากหลายสายพันธุ์มากที่สุดในประเทศ ทั้งไก่พื้นเมือง ไก่พื้นเมืองสายพันธุ์เหล่าป่าก๋อย ไก่แจ้ ไก่สวยงามนานาชาติ และการประชันเสียงไก่แจ้สายพันธุ์ดั้งเดิม ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมแจกลูกไก่แจ้ให้กับคนที่มาร่วมงานด้วย

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการให้ความรู้ต่างๆ ได้แก่ การจัดแสดงนิทรรศการปลาสวยงามที่มีการส่งออกมากที่สุด 10 ชนิดจากกรมประมง นิทรรศการแสดงพันธุ์ไก่พื้นเมืองเชิงอนุรักษ์ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ประดู่หางดำ, พันธุ์เหลืองหางขาว, พันธุ์แดง และพันธุ์ชี พร้อมจัดแสดงไก่แจ้สวยงามและไก่ต๊อก ทั้งนี้ยังมีการจัดแสดงสัตว์ป่าที่เพาะเลี้ยง เพาะพันธุ์ได้ ได้แก่ ไก่ฟ้า ไก่จุก ไก่ฟ้าพญาลอ กระจงเล็ก นิทรรศการเกี่ยวกับการเลี้ยงและวงจรชีวิตของผีเสื้อ จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยผู้มาร่วมงานยังสามารถนำสัตว์เลี้ยงมาตรวจสุขภาพและขอรับคำปรึกษาจากสัตวแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงต่างๆ อาหารและยาสำหรับสัตว์เลี้ยง รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในราคาพิเศษอีกด้วย

ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา เที่ยวชมงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง (ฟิชวิลเลจ) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยเข้าชมฟรี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง (ฟิชวิลเลจ) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โทร. 08 – 9638 – 6739 ฝ่ายประชาสัมพันธ์งาน โทร. 0 – 2638 – 2827 หรือติดตามรายละเอียด ได้ที่ Facebook : Thailand’s Grand Pet Show