NIA พร้อมจัดงาน ‘SITE 2025’ ดันไทย Hub ความร่วมมือนวัตกรรม

NIA พร้อมจัดงาน ‘SITE 2025’ ดันไทย Hub ความร่วมมือนวัตกรรม

NIA พร้อมจัดงาน ‘SITE 2025’ ดันไทย Hub ความร่วมมือนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ NIA เตรียมจัดงาน “SITE 2025” มหกรรมนวัตกรรม-สตาร์ตอัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเนรมิต 3 เวทีใหญ่อัพเดตเทรนด์ล่าสุด โชว์ไอเดียธุรกิจต่อหน้านักลงทุนจากทั่วโลก

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยว่า ในปีนี้ NIA จัดงาน “Startup x Innovation Thailand Expo 2025” หรือ SITE 2025 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Partnership – AI & Sustainability : The Next Era of Innovation” ระหว่างวันที่ 4 – 6 ก.ค.นี้ ที่พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีเครือข่ายสตาร์ทอัพชั้นนำระดับโลกจาก 10 ประเทศพันธมิตรทั้งญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์ เช็ก ฮังการี ฟินแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ กาตาร์และชิลี เข้าร่วมพร้อม 20 องค์การนานาชาติ , 13 หน่วยงานภาครัฐ ,12 องค์กรเอกชนชั้นนำ 7 สมาคมวิชาชีพ และ 50 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เรียกว่าเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในระบบนวัตกรรมและสตาร์ทอัพได้มีส่วนร่วมในเวทีที่ขับเคลื่อนอนาคตร่วมกัน

ภายในงานประกอบด้วย เวทีสัมมนากว่า 30 หัวข้อ ครอบคลุมทุกมิติของนวัตกรรมโลกบน 3 เวทีหลัก พร้อมอัพเดตเทรนด์ล่าสุดและโชว์ไอเดียธุรกิจต่อหน้านักลงทุนจากทั่วโลก โดยไฮไลต์ของเวทีนี้คือ การแข่งขัน Startup Thailand League รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ และการนำเสนอผลงานใน 100 Startup Pitching ซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีมาแรงอย่าง AI, Deep Tech และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน

มวล.ขึ้นอันดับ 1 ของโลก SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ THE Impact Rankings 2025

มวล.ขึ้นอันดับ 1 ของโลก SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ THE Impact Rankings 2025

มวล.ขึ้นอันดับ 1 ของโลก SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ THE Impact Rankings 2025

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ผงาดขึ้นอันดับ 1 ของโลก SDG5 การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และมี 6 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ติด 50 อันดับแรกของโลก จากการจัดอันดับ THE Impact Rankings 2025 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล

สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก Times Higher Education (THE) เผยแพร่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัย ที่มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ THE Impact Rankings 2025 โดยมีมหาวิทยาลัยจำนวน 2,526 แห่ง จาก 130 ประเทศทั่วโลก และสถาบันอุดมศึกษาไทย 83 แห่งเข้ารับการจัดอันดับ ผลปรากฏว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สามารถไต่อันดับขึ้นมาอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัย ‘TOP 100 ของโลก’ โดยอยู่ในอันดับที่ 93 ของโลก อันดับ 5 ของประเทศ ถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดเท่าที่เคยได้รับการจัดอันดับในด้านนี้และมีถึง 6 เป้าหมาย SDGs ติดอันดับ ‘Top 50 ของโลก’ ของโลกด้วย

หากดูคะแนนในแต่ละด้าน พบว่า ในปีนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านบทบาทการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศอย่างยั่งยืน หรือ SDG 5 : Gender Equality ทำคะแนนได้ 85 จาก 100 คะแนนเต็ม ขึ้นแท่นครองอันดับ 1 ของโลก ซึ่ง THE มีการพิจารณาจากสัดส่วนของผู้หญิงในการบริหาร การเรียนการสอนและการวิจัย ตลอดจนมาตรการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในการศึกษาและการทำงานของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่โดดเด่นที่ติดอันดับ ‘Top 50 ของโลก’ อีก 5 เป้าหมาย SDGs ได้แก่ SDG2 Zero Hunger อันดับ 32 ของโลก อันดับที่ 2 ของไทย , SDG3 Good Health and Wellbeing อันดับ 33 ของโลก อันดับที่ 3 ของไทย , SDG14 Life Below Water อันดับ 38 ของโลก อันดับที่ 3 ของไทย ,SDG17 Partnership อันดับ 39 ของโลก อันดับที่ 4 ของไทย , SDG4 Quality Education อันดับ 50 ของโลก อันดับที่ 3 ของไทย , SDG6 Clean Water อันดับ 54 ของโลก อันดับที่ 2 ของไทย , SDG11 Sustainable Cities and Communities อันดับ 76 ของโลก อันดับที่ 4 ของไทย

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า มวล.ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ตามกรอบขององค์การสหประชาชาติและมีการดำเนินการอย่างเนื่อง จากอันดับที่ 601-80 ของโลกในปี 2022 ขยับมาอยู่ในอันดับ 101-200 ของโลกในปีที่ผ่านมา และสามารถขึ้นมาอยู่ Top100 ของโลกได้สำเร็จในปีนี้ ซึ่งในประเทศไทยมีเพียง 5 สถาบันที่ติด Top100 แสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยมีผลงานที่โดดเด่นเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ที่รับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เชื่อว่าในอนาคตจะมีอันดับที่ดีกว่านี้เพราะเรายังคงมุ่งมั่นทำงานต่อไป

สำหรับ การจัดอันดับมหาวิทยาลัย THE Impact Rankings 2025  ใช้การประเมินตัวชี้วัด 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) งานวิจัย (research) 2) นโยบายและแนวทางการปฏิบัติภายในมหาวิทยาลัย (stewardship) 3) การเชื่อมโยงกับสังคมในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับโลก (outreach) และ 4) การเรียนการสอน (teaching) โดยในปีนี้ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งของโลก และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และม.เชียงใหม่ ครองอันดับ 1 ของไทย

​วช.มอบรางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี’68 หนุนเยาวชนสู่การยกระดับและมาตรฐานในอนาคต

​วช.มอบรางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี’68 หนุนเยาวชนสู่การยกระดับและมาตรฐานในอนาคต

​วช.มอบรางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี’68 หนุนเยาวชนสู่การยกระดับและมาตรฐานในอนาคต

วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดพิธีมอบรางวัลการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2568 (Higher Education Innovation Awards 2025) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย น.ส.ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการ วช. กล่าวรายงาน ในปีนี้มีผลงานร่วมประกวดใน 5 กลุ่ม ได้แก่ ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร, ด้านการสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์, ด้านวิศวกรรมศาสตร์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และอุปกรณ์อัจฉริยะ, ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีวัสดุ และ BCG Economy Model และด้านคุณภาพชีวิตและ Soft Power โดยแบ่งกลุ่มการประกวดออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา ณ เวทีกิจกรรม Highlight stage โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. กล่าวว่า การจัดประกวดในโครงการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2568 (Higher Education Innovation Awards 2025) จัดต่อเนื่องคู่ขนานกับการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติมาโดยตลอด และได้รับความสนใจทั้งจากนวัตกรเยาวชนผู้ส่งผลงานเป็นอย่างมาก โดยผลงานที่ส่งประกวดมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นทุกปี นอกจากทีมที่ชนะจะได้รับรางวัลจากการแข่งขันแล้ว วช. ยังให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการต่อยอดผลงานและสนับสนุนทุนวิจัยสู่การยกระดับสู่นักประดิษฐ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ Innovation to Business (I-2B) ที่จะส่งเสริมและพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมต้นแบบให้มีระดับความพร้อมใช้ทางเทคโนโลยี มีมาตรฐาน เข้าสู่กระบวนการยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเชิงชุมชน สังคม ภาคบริการ และสามารถต่อยอดสู่การเป็นธุรกิจ หรือเชิงพาณิชย์

ด้าน น.ส.ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการ วช. กล่าวว่า โดยผลงานที่ได้รับรางวัล นวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2568 ในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มเรื่องที่ 1 ด้านเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “เกสรเทียมจากเนื้อไก่” สำหรับใช้เป็นอาหารเสริมเลี้ยงผึ้งพันธุ์ มหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ,  ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน “Good nite” เครื่องดื่มผงนมวอลนัทกลิ่นนมฮอกไกโด มหาวิทยาลัยนเรศวร และระดับดี ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมเครื่องมือผสมเกสรและสารละลายเร่งการงอกเรณู เพื่อเพิ่มการติดผลทุเรียนในสภาพภูมิอากาศที่วิกฤต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ระดับบัณฑิตศึกษา ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน ไบโอโพร์เท็กซ์: สารอินทรีย์กำจัดแมลงศัตรูพืชจากเปลือกหอย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน การประยุกต์ใช้ซิลิกาจากแกลบเพื่อเพิ่มอายุการเก็บรักษาอาหารอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และระดับดี ได้แก่ ผลงาน Agent29: คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์รูปเข็มระดับนาโนเมตรเพื่อการกำจัดเชื้อราในพืชและผลไม้เศรษฐกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กลุ่มเรื่องที่ 2 ด้านการสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงานอุปกรณ์ไมโครฟลูอิดิกส์อย่างง่ายร่วมกับเซนเซอร์เชิงเคมีไฟฟ้าสำหรับตรวจวัดไอโอไดด์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน อุปกรณ์จำลองระบบผิวหนังบนชิปเพื่อการประยุกต์ใช้งานทางเภสัชศาสตร์และเวชสำอาง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และระดับดี ได้แก่ ผลงาน สารสกัดอัลบูมินสำหรับสุนัข จากพลาสมาขุ่นขาว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับบัณฑิตศึกษา ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน เซลลิเออร์: อุปกรณ์พิมพ์สามมิติทางเลือกต้นทุนต่ำ สำหรับแบบจำลองกลไกป้องกันของลำไส้ ในระดับเซลล์บนแพลตฟอร์มฐานกระดาษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน อุปกรณ์ตรวจวัดสารเดกซ์โทรเมทอร์แฟนสำหรับตรวจคัดกรองยาปลอมแปลงและเครื่องดื่มต้องสงสัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และระดับดี ได้แก่ ผลงาน อุปกรณ์ช่วยเหยียดมือกึ่งอัตโนมัติแบบโครงภายนอกสำหรับการทำงานมือในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีการการเกร็งงอข้อมือและนิ้วมือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กลุ่มเรื่องที่ 3 ด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และอุปกรณ์อัจฉริยะ ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน CardiacZ : ระบบวิเคราะห์โรคหัวใจอัจฉริยะด้วย AI ผสานเทคโนโลยีขั้นสูง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาย พาเรนท์ แพลตฟอร์มบริการจัดหาและบริหารจัดการหอพักนักศึกษา สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และระดับดี ได้แก่ ผลงาน ชุดตรวจคัดกรองโรคทางเดินหายใจอัจฉริยะแบบพกพาด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์พร้อมระบบให้คำแนะนำสุขภาพหลายภาษาสำหรับแพทย์ทางไกลส่วนบุคคล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

กลุ่มเรื่องที่ 4 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีวัสดุ และ BCG Economy Model ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน ขดลวดถ่างขยายทางเดินหายใจที่ขยายตัวได้เองจาก วัสดุฉลาดสำหรับสุนัขที่มีภาวะหลอดลมตีบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน PUSE ColorCraft: ศิลปะแห่งการย้อมสีรรมชาติด้วยเทคโนโลยีการสกัดร่วมสนามไฟฟ้าพัลส์และอัลตราโซนิก เพื่อสิ่งทอที่ยั่งยืนแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และระดับดี ได้แก่ ผลงาน ผ้าเคลือบสารกึ่งตัวนำอินทรีย์สำหรับเซลล์ ผลิตไฟฟ้าสามกลไก ไทรโบ-เทอร์โมอิเล็กทริก-โฟโตโวลทาอิกในตัวเดียว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระดับบัณฑิตศึกษา ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน รีเพลลิค: สารขับไล่สัตว์ฟันแทะเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมการสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาจากของเสียอุตสาหกรรมสำหรับการผลิตสาคเคมีมูลค่าสูง ท่อนาโนคาร์บอน และแก๊สไฮโดรเจน สถาบันวิทยสิริเมธี และระดับดี ได้แก่ ผลงาน Ecoluxe: ฟองน้ำจากธรรมชาติสู่ความงามที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี

กลุ่มเรื่องที่ 5 ด้านคุณภาพชีวิต และ Soft Power ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “การพัฒนาสมบัติทางกลและความต้านทานการหมองของโลหะผสมเงิน 750 สำหรับงานเครื่องประดับ” มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน เซสชั่นการช่วยชีวิตเบื้องต้นในผู้ใหญ่ มหาวิทยาลัยทักษิณ และระดับดี ได้แก่ ผลงานนวัตกรรมการออกแบบหมากรุกไทยโดยนำเสนอผ่านอัตลักษณ์ของผีไทยร่วมกับการใช้ทฤษฏีการสร้างความจริงทางสังคมและทฤษฎีควอนตัมแห่งจิตวิญญาณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระดับบัณฑิตศึกษา ระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน การพัฒนานวัตกรรมไม้อัดจากต้นมันสำปะหลังและดินทดแทนดินปั้นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และส่งเสริม Soft Power ของไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, ระดับดีมาก ได้แก่ ผลงาน ชุดการเรียนรู้สองภาษา “ตะลุยประเพณีไทย”เรื่อง มรดกทางวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับดี ได้แก่ ผลงานบอร์ดเกมความรู้เครื่องประดับอัตลักษณ์ไทยเพื่อการต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

พร้อมนี้ยังมีการมอบเหรียญรางวัล (ทอง/เงิน/ทองแดง) ของผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2568 ผู้สนใจทั่วไปสามารถเข้าชมงานได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 20 มิ.ย.68 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 09.00 – 17.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ได้ที่ https://researchexporegistration.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0-2579-1370-9 ต่อ 263, 264 และ 265 (ภาคการประชุม) หรือ 0-2579-1390 ต่อ 516 517 (ภาคนิทรรศการ)

‘อภัยภูเบศร’ชูธง’Smart Thai Traditional Medicine’เดินหน้าสู่มาตรฐานโลก

'อภัยภูเบศร'ชูธง'Smart Thai Traditional Medicine'เดินหน้าสู่มาตรฐานโลก

‘อภัยภูเบศร’ชูธง’Smart Thai Traditional Medicine’เดินหน้าสู่มาตรฐานโลก

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.37 น.

“อภัยภูเบศร”ชูธง”Smart Thai Traditional Medicine”เดินหน้าสู่มาตรฐานโลก ปลื้มแพทย์แผนไทยก้าวสู่มาตรฐานเฉพาะโรค เฉพาะระบบ ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ได้สำเร็จแห่งแรกของไทย ขณะที่แพทย์เฉพาะทางชี้แพทย์แผนไทยเป็นทางร่วมไม่ใช่ทางเลือก

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จัดการประชุมวิชาการการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ครั้งที่ 2 ควบคู่กับมหกรรมคุณภาพโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนบูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 6

พญ.ชนิดา สยุมภูริจินันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ประธานเปิดการประชุม โดยกล่าวว่า แพทย์แผนไทยไม่ได้หมายถึงเพียงการนวดหรือสมุนไพรเท่านั้น หากแต่ประกอบด้วยหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นบริการการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก ตำรับยา อาหารท้องถิ่นที่มีส่วนผสมของสมุนไพร ไปจนถึงแนวทางการรักษาเฉพาะโรค ทั้งนี้ อภัยภูเบศรก้าวสู่การรับรองมาตรฐานเฉพาะโรค เฉพาะระบบ หรือ  PDSC (Program and Disease Specific Certification) ของ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) เป็นโรงพยาบาลแรก แต่ปัจจุบันแทบทุกโรงพยาบาลตั้งแต่ระดับชุมชนขึ้นไป ล้วนมีหน่วยงานด้านแพทย์แผนไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้ในโลกยุคปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เงินทองอาจไม่สำคัญเท่าความมั่นคงทางยา ทางอาหาร การปลูกผักไว้กินใช้เองอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด และการวางมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสมของแพทย์แผนไทย คือประตูบานแรกสู่ความมั่นคงด้านสุขภาพของชาติ

นพ.ชาติชาย คล้ายสุบรรณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครนายก และอดีตรองผู้อำนวยการรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเข้าสู่มาตรฐาน PDSC จำเป็นต้องตั้งคำถามพื้นฐานว่า เป้าหมายคืออะไร ใครควรอยู่ในทีม และมีบทบาทหน้าที่อย่างไร? กลไกการประสานงานต้องชัดเจน พร้อมนำโดยภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง วัฒนธรรมองค์กรที่พร้อม และองค์ประกอบของทีมที่ครบครันเปรียบเสมือน “ทีมอเวนเจอร์” เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการรับรองกระบวนการคุณภาพสถานพยาบาลขั้นก้าวหน้า Advanced Hospital Accreditation (AHA) ภายในปี 2570

นพ.ชาติชาย กล่าวว่า อนาคตของอภัยภูเบศรคือการพัฒนา “Personalized Healthcare” โดยใช้ AI และการดูแลที่บ้าน (Home-based Care) เข้ามาผนวกกับภูมิปัญญาไทย พร้อมเสนอให้สร้างการรับรู้ในระดับโลกผ่านแนวคิด Smart Thai Traditional Medicine โดยต้องเสริมจุดแข็ง ไม่แข่งขันกับแพทย์แผนปัจจุบันโดยตรง และเปลี่ยนคุณภาพให้เป็นมูลค่า เช่น ความพึงพอใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

นพ.วิชาญ เกิดวิชัย อดีตผู้อำนวยการ รพ.เจ้าพระอภัยภูเบศร เสนอแนวคิดเรื่องการสร้างมาตรฐานที่ยอมรับได้จากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ผู้จ่ายเงิน และสังคม โดยต้องยึดหัวใจของงานสุขภาพคือ “จิตวิญญาณในการช่วยเหลือผู้อื่น”

พญ.โศรยา ธรรมรักษ์ อดีตผู้อำนวยการ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร  ให้มุมมองในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานจากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ว่า การรับรองเฉพาะโรค เฉพาะระบบ ต้องมีความคล่องตัว และเน้นหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อความน่าเชื่อถือ ซึ่งในปัจจุบันทางโรงพยาบาลได้จัดตั้งศูนย์วิจัยทางคลินิก Abhaibhubejhr Clinical Research Center (ACRC) เพื่อรองรับแนวทางดังกล่าวแล้ว

ด้าน ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงการถอดบทเรียนในการรับรอง PDSC ว่า ทุกกระบวนการต้องดำเนินไปตามคอนเซ็ปต์ของ “คุณภาพ” ซึ่งประเด็นสำคัญของคุณภาพ คือ การประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริการทางการแพทย์แผนไทยที่จำเป็นต้องพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างการยอมรับในการใช้ เช่น หัตถการ “บ่งใยต้อด้วยหนามหวาย” ก็ต้องใช้หลักฐานและตัวชี้วัดที่ชัดเจน และการมีทีมบริหารที่เข้าใจช่วยสนับสนุน คือปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช ยกตัวอย่างการดูแลมารดาหลังคลอดว่า “การอยู่ไฟ การนวดเปิดท่อน้ำนมที่ตัน” เป็นหนึ่งในภารกิจของแพทย์แผนไทยที่นำมาใช้จริงในระบบปัจจุบันอย่างไร้รอยต่อ ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่คือ “ทางร่วม” ที่เสริมพลังกัน พร้อมเน้นว่า วิธีการรักษาต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและหลักฐานวิทยาศาสตร์ โดยใช้แพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก และแพทย์แผนไทยเป็นส่วนเสริมตามความเหมาะสมของแต่ละโรค

นพ.ศักดิ์สิทธิ์ จิตรกฤษฎากุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูก เปิดเผยว่า การดูแลผู้ป่วยปวดเข่าเริ่มต้นจากแนวทางลดน้ำหนัก ซึ่งหากน้ำหนักลดเพียง 5 กิโลกรัม อาการปวดอาจลดลงถึง 50% จากนั้นจึงเสริมด้วยการพอกเข่าด้วยสมุนไพรหรือน้ำมันกระดูกไก่ดำ ซึ่งได้รับการยอมรับทางวิชาการ พร้อมย้ำว่าสิ่งที่อภัยภูเบศรกำลังทำไม่เพียงจำเป็นต่อผู้ป่วย แต่ยังมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร และเชื่อมโยงองค์ความรู้กลับไปสู่ชุมชน โดยเฉพาะยาแก้ปวด หากเราหันมาใช้สมุนไพรก่อน จะประหยัดเงินได้ถึงปีละ 400 ล้านบาท”

พญ.วรรณพร เอี่ยมวรวุฒิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท ยืนยันว่า รพ.อภัยภูเบศรเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ใช้แพทย์แผนไทยร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและพาร์กินสัน โดยมีการนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อ และการใช้สมุนไพร เช่น สารสกัดจากเมล็ดหมามุ่ย และกลีบบัวแดง ในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยและได้ผลในเบื้องต้นที่น่าพอใจ

พญ.ณัฐติยา ชูศรี กุมารแพทย์ กล่าวถึงการดูแลเด็กสมองพิการว่า การนวดตามศาสตร์แพทย์แผนไทยมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการ โดยเฉพาะในเด็กที่มีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง ซึ่งแพทย์แผนไทยช่วยเติมเต็มให้การดูแลเด็กเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทั้งนี้มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่าช่วยเพิ่มการหลั่งฮอร์โมน oxytocin เป็นสารสื่อประสาทของความรัก ความผูกพัน น่าจะมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินารีเวช กล่าวว่า สูตินารีเวช ได้อาศัยแพทย์แผนไทย ในการดูแลสุขภาพแม่หลังคลอดด้วยแพทย์แผนไทย มีการอยู่ไฟหลังคลอด มีการนวดสำหรับคุณแม่มีปัญหาท่อน้ำนมตัน เราเป็นการแพทย์ทางร่วม ไม่ใช่ทางเลือกเท่านั้น เราทำงานแบบไร้รอยต่อ ที่อื่นอาจจะยังไม่มีแพทย์แผนไทย บุคลากรเรามีความเชี่ยวชาญและมีมาตรฐานรับรอง วิธีการเลือก การแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์ผสมผสาน แผนปัจจุบันมีงานวิจัยรับรองเต็มที่ ทางเลือกไม่มี และการใช้การแพทย์ทางหลักบวกกับแพทย์ทางเลือกแต่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ทั้งนี้ ต้องดูว่าเป็นโรคอะไร และเลือกใช้ด้วยความเข้าใจ ซึ่งโดยปกติจะใช้ทางหลักก่อน แต่ทั้งนี้ก็อยู่ในวิจารณญาณจากสมมุติฐานที่ว่า เป็นแล้วตาย จะหายไหม ให้แล้วแย่ ต้องเลือกใช้ด้วยความเข้าใจ

นพ.ศักดิ์สิทธิ์ จิตรกฤษฎากุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูก กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ปวดเข่าเบื้องต้นเราแนะนำให้ลดน้ำหนักก่อน น้ำหนักตัวลด 5 กิโลกรัม ความปวดลดลง 50% หากมีอาการปวด เราใช้สมุนไพรพอกเข่าลดปวด หรือใช้น้ำมันกกระดูกไก่ดำบรรเทา ซึ่งได้รับการยอมรับว่าใช้ได้ผล อภัยภูเบศรมีความทันสมัย เรามีผุ้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทย สิ่งที่เรากำลังทำตอนนี้เป็นสิ่งจำเป็นในประเทศไทย เพราะสมุนไพรจะกลายเป็นแหล่งรายได้เพิ่มขึ้นของเกษตรกรได้ และหากนำเป็นไกด์ไลน์กับหมอปัจจุบัน และกลับสู่ชาวบ้าน

พญ.วรรณพร เอี่ยมวรวุฒิกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและประสาท กล่าวว่า เมื่อคนไข้มีอการเส้นเลือดในสมองตีบ แตก ของเราใช้แพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์แผนไทย และกายภาพบำบัด น่าจะเป็นที่แรก เราเติบโตมากับสูตรสมุนไพรจีน นวดคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นกล้ามเนื้ออ่อนแรง และโรคพากินสัน เราก็ใช้สารสกัดจากเมล็ดหมามุ่ย ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย ในอาสาสมัครเบื้องต้นได้ผลดี เช่นเดียวกันมีการใช้กลีบบัวแดงดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมด้วย

ขณะที่กุมารแพทย์ พญ.ณัฐติยา ชูศรี ในเคสที่ต้องดูแลเด็กสมองพิการ กลุ่มในกลุ่มที่มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เราจะใช้การนวดทางการแทพย์แผนไทย นวดกระตุ้นพัฒนาการเด็กสมองพิการ

– 006

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนชายไทยบวชเข้าพรรษา ทุกวัดบวชอย่างน้อย 5 รูป รับกฐินตามพุทธานุญาต

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนชายไทยบวชเข้าพรรษา ทุกวัดบวชอย่างน้อย 5 รูป รับกฐินตามพุทธานุญาต

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนชายไทยบวชเข้าพรรษา ทุกวัดบวชอย่างน้อย 5 รูป รับกฐินตามพุทธานุญาต

วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนชายไทยบวชเข้าพรรษา ร่วมฟื้นฟูประเพณีชาวพุทธ ชวนทุกวัดบวชอย่างน้อย 5 รูป รับกฐินตามพุทธานุญาต

21 มิ.ย.68 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสรองค์กร วัดพระธรรมกายกล่าวว่า วัดพระธรรมกาย ขอเชิญชวนชายไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป บวชเป็นพระภิกษุในช่วงเข้าพรรษา ปีพุทธศักราช 2568 ทั้งที่วัดท้องถิ่นทั่วประเทศ และที่วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เพื่อร่วมกันฟื้นฟูประเพณีอันทรงคุณค่าของชาวพุทธ และเป็นพลังศีลธรรมในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็งจากภายใน เนื่องจากช่วงเข้าพรรษา พระใหม่มีโอกาสศึกษาธรรมะ และปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ พระภิกษุที่เป็นครูบาอาจารย์ ท่านถูกพระวินัยกำหนดแล้วว่า ห้ามไปไหน ต้องพักค้างอยู่ในวัดตลอดพรรษา ดังนั้น ครูบาอาจารย์จึงพร้อมหน้าพร้อมตามากที่สุด ในฤดูเข้าพรรษา ถ้าใครมาบวชเรียนก็จะได้พบครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถในช่วงนี้เยอะที่สุด โอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดธรรมะจึงเต็มที่มากกว่าฤดูอื่น เนื่องจากเป็นฤดูฝนนี้ เป็นฤดูที่ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป ฤดูฝน หรือ ฤดูเข้าพรรษา ดินฟ้าอากาศเหมาะแก่การศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรม และการค้นคว้าธรรมะให้ยิ่งๆขึ้นไป ความคึกคักในการเรียนก็เกิดขึ้น นอกจากนี้เมื่อลูกหลานมาบวช ญาติโยมเองก็เกิดความคึกคักเหมือนกัน ที่อยากจะมาฟังเทศน์ด้วย กล่าวคือ บรรดาญาติโยมต่างก็พากันมาวัดด้วยความเป็นห่วงพระลูกพระหลานของตน เท่านั้นยังไม่พอ ยังนำข้าวปลาอาหารมาทำบุญมาเลี้ยงพระลูกพระหลาน แล้วก็เลยเลี้ยงกันไปทั้งวัดอีกด้วย จึงทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความสมบูรณ์ในการประพฤติปฏิบัติธรรม

#เข้าพรรษาปีนี้ โครงการอุปสมบทหมู่รุ่น

เข้าพรรษา ประจำปี พุทธศักราช 2568 ไซต์ศูนย์อบรมวัดพระธรรมกายจึงได้จัดอบรมระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน – 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 ภายใต้แนวคิด “บวช 1 พรรษาให้พ่อแม่ปลื้มใจ บวชเพื่อสืบทอดพระศาสนา”

พร้อมกันนี้ ทางวัดยังเชิญชวนชาวพุทธ “บวช 5 รูปขึ้นไปทุกวัดทั่วไทย” เพื่อให้แต่ละวัดมีพระเพียงพอรับกฐินภายหลังออกพรรษา ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่สืบต่อกันมายาวนาน  ฟื้นฟูประเพณีการบวชเข้าพรรษา และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา จึงขอเชิญชวนชายไทยอายุ 20 ปี ขึ้นไป บวชเข้าพรรษา ณ วัดท้องถิ่นทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร: 02-831-1234, 081-538-867

Line: lin.ee/LDX1GJt

หรือที่ ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมทั่วประเทศ

ฮือฮา!‘นายกอุ๊’พาไอศครีมละมุด 100 ปีอยุธยา คว้าแชมป์โลกเวทีออสก้าร์อาหารโลกที่โปรตุเกส

ฮือฮา!‘นายกอุ๊’พาไอศครีมละมุด 100 ปีอยุธยา คว้าแชมป์โลกเวทีออสก้าร์อาหารโลกที่โปรตุเกส

ฮือฮา!‘นายกอุ๊’พาไอศครีมละมุด 100 ปีอยุธยา คว้าแชมป์โลกเวทีออสก้าร์อาหารโลกที่โปรตุเกส

วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.53 น.

ฮือฮา!‘นายกอุ๊’พาไอศครีมละมุด 100 ปีอยุธยา คว้าแชมป์โลกเวทีออสก้าร์อาหารโลกที่โปรตุเกส

สร้างความฮือฮาอย่างมากในวงการอาหารโลก เมื่อ นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือที่รู้จักกันในนาม “นายกอุ๊” อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำผลิตภัณฑ์โอทอปท้องถิ่น “ไอศครีมละมุด 100 ปี บ้านใหม่” คว้ารางวัล ชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก ในสาขาไอศกรีม จากเวที Gourmand Awards 2024 หรือที่รู้จักกันในนาม “ออสการ์แห่งวงการอาหารโลก” จัดขึ้น ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

ไอศครีมละมุด 100 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับการปลุกปั้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากนายวัชรพงศ์ ซึ่งได้กล่าวว่า ในช่วงดำรงตำแหน่งนายก อบต.บ้านใหม่ เขาได้เล็งเห็นว่า “ละมุด” ซึ่งเป็นผลไม้พื้นถิ่นดั้งเดิม กำลังถูกละเลยและใกล้สูญพันธุ์ เพราะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ชาวบ้านจำนวนมากจึงตัดต้นละมุดทิ้งเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นแทน

นายกอุ๊จึงตัดสินใจนำผลไม้ชนิดนี้มาขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้เป็นสินค้า GI แรกและหนึ่งเดียวของอยุธยา พร้อมส่งเสริมพัฒนาแปรรูปเป็นไอศครีม เพื่อเพิ่มมูลค่า และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จากโครงการ Knowledge-Based OTOP (KBO) ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในปี 2565 จากผู้เข้าร่วม 76 จังหวัดทั่วประเทศ

“ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้นำผลงานไอศครีมละมุด ซึ่งทำมาจากผลไม้ที่เคยถูกมองว่าไม่มีค่า — ผลไม้ที่ปู่ย่าตายายปลูกกันมานับร้อยปี วันนี้คว้ารางวัลอันดับ 1 ของโลกมาฝากประเทศไทย” นายกอุ๊ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ปัจจุบัน ตำบลบ้านใหม่มีโรงงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ถือเป็นต้นแบบระดับประเทศ และยังได้รับรางวัล “อย. อะวอร์ด” ระดับชาติ จากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2567 ตอกย้ำคุณภาพมาตรฐานการผลิตสินค้าที่สามารถขอขึ้นทะเบียน อย. ได้จริง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการในชุมชน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช, กรมการพัฒนาชุมชน, สำนักงานพัฒนาชุมชนพระนครศรีอยุธยา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเครือข่าย OTOP Trader ไทย

สำหรับผู้ที่สนใจลิ้มลองความอร่อยของไอศครีมละมุด 100 ปี สามารถไปได้ที่ “ทองกีบม้าคาเฟ่” ภายในตลาดหลวงปู่ทวด อยุธยา กม.44 ถนนสายเอเชีย ตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

‘สถาบันฯสร้างชาติ’ปลุกพลังเยาวชน5จว. จัดค่าย NBI-Youth Camp รุ่น17

'สถาบันฯสร้างชาติ'ปลุกพลังเยาวชน5จว. จัดค่าย NBI-Youth Camp รุ่น17

‘สถาบันฯสร้างชาติ’ปลุกพลังเยาวชน5จว. จัดค่าย NBI-Youth Camp รุ่น17

วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.13 น.

‘สถาบันฯสร้างชาติ’ ปลุกพลังเยาวชน 5 จว. จัดค่าย “NBI-Youth Camp รุ่น17ที่“ ดันสร้างรากฐานคนรุ่นใหม่ดี เก่ง กล้า ช่วยพัฒนาประเทศให้เป็นอารยะ

21มิ.ย.68 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ เป็นประธานเปิดค่ายเยาวชน “NBI-Youth Camp รุ่นที่ 17” ที่จัดโดยนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 18 สถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute: NBI) ระหว่างวันที่ 19–21 มิถุนายน 2568 ณ วาสนาดีรีสอร์ทแอนด์แคมป์ จังหวัดราชบุรี มีเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจาก 5 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ ราชบุรี เพชรบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เข้าร่วมกว่า 1,050 คน พร้อมด้วยผู้ปกครอง ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และพระภิกษุสงฆ์ ร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างคนเพื่อการสร้างชาติ

โดยได้รับเกียรติจาก คุณปิยะฉัตร ไพชนม์ ปลัดจังหวัดราชบุรี ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี  กล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จในการจัดค่ายเยาวชนฯ, นายกองโท ประยงค์  จันทรเต็ง  อดีตนายอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และผู้บริหารวาสนาดีรีสอร์ทแอนด์แคมป์กล่าวต้อนรับ, คุณวีระชัย อภิชาติวงศ์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรุ่น(CEO) นสช. รุ่นที่ 18 กล่าวรายงานแนะนำโครงการ,นพ.สมภพ สังคุตแก้ว อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมและประธานรุ่น 18 กล่าวขอบคุณ

ทั้งนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  ประธานสถาบันการสร้างชาติ  กล่าวปาฐกถาพิเศษ  เรื่อง “ความจำเป็นของเยาวชนในการสร้างชาติ” ว่า “เยาวชน คือ พลังสำคัญในการสร้างชาติ หากได้รับการปลูกฝังให้เป็นคนดี เก่ง และกล้า เยาวชนจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมและโลกได้  การศึกษาที่เปิดโลกทัศน์ การสนับสนุนจากครอบครัว สังคม และสถาบันการศึกษา ล้วนเป็นรากฐานสำคัญ  สถาบันการสร้างชาติจึงมุ่งมั่นพัฒนาเยาวชนผ่านการเรียนรู้และลงมือทำจริง  ด้วยหัวใจแห่งการเสียสละและอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม เพราะชาติจะเข้มแข็งได้ ต้องเริ่มต้นจากคนรุ่นใหม่ที่กล้าฝันและกล้าลงมือทำ และการลงทุนด้านการศึกษาทางจิตใจและคุณธรรมในเยาวชน คือ รากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน หากเยาวชนมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน ซื่อสัตย์ มีความคิดสร้างสรรค์ ประเทศไทยจะได้ผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง”  

สำหรับค่ายเยาวชน NBI-Youth Camp เป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่จัดขึ้นเป็นประจำ โดยผสมผสานทั้งการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมกลุ่ม การเสริมสร้างวินัย การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และการสร้างแรงบันดาลใจจากวิทยากรหลากหลายสาขา เพื่อให้เยาวชนได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ และพัฒนาศักยภาพภายในตนเอง  กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนให้มีคุณภาพรอบด้าน ผ่านแนวคิด “คนดี เก่ง กล้า” โดยบ่มเพาะจิตสำนึกด้านคุณธรรม ความรับผิดชอบ ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่บทบาทพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีจิตสาธารณะ สำหรับ โครงการ NBI-Youth Camp #17 จัดขึ้นโดยนักศึกษานักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 18  สถาบันการสร้างชาติ โดยมี นพ.สมภพ สังคุตแก้ว  อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และประธานรุ่นฯ  ดูแลจัดการค่ายฯ  ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของเยาวชนไทยที่จะเติบโตไปอย่างมีคุณภาพ มีเข็มทิศในชีวิตทำสิ่งดี ห่างไกลจากยาเสพติด  และจัดตั้ง “ชมรมเยาวชนสร้างชาติ” ในสถานศึกษาทำประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศ  นอกจากมีการจัดค่ายเยาวชนสร้างชาติแล้ว กิจกรรมค่ายครั้งนี้ยังได้มีการจัดอบรมค่ายพ่อแม่สร้างชาติ,ครูสร้างชาติและพระสร้างชาติด้วย เพื่อเป็นการวางรากฐานสังคมให้เกิดบริบทที่ดีที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศสู่ความเป็นอารยะที่ยั่งยืนได้

โดยสถาบันการสร้างชาติ ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการจัดค่ายฯ ได้แก่ บริษัท เพาเวอร์ ฟู้ด แอนด์ ดริ๊งส์ จำกัด , บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จํากัด, บริษัท ไอดีเอ็ม(ประเทศไทย)จำกัด,  บริษัท กิจดี ดีไซด์ , บริษัท เพย์ตัน & ชาร์มาแบงค์คอก, บริษัท บียอน เวลธ์ กรุ๊ป, บริษัท สกาย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด โสธร คมกริช อลูมิเนียม(สำนักงานใหญ่), สมนึกการช่าง, บริษัท วีเอสไบรท์ เมทัลชีท จำกัด(สำนักงานใหญ่), ห้างหุ้นส่วนจำกัด เบสท์แอร์คูลลิ่ง(สำนักงานใหญ่), บริษัท คอมเทค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(สำนักงานใหญ่), บริษัท ตั้งซุงเฮง จำกัด(สำนักงานใหญ่), บริษัท พาวเวอร์เทค เมทัล จำกัด(สำนักงานใหญ่), บริษัท สวนเขาหมาก จำกัด, บริษัท จี-วัน เกรท จำกัด, บริษัท สวนเขาหมาก จำกัด ฯลฯ
 

ครั้งแรก! นักเรียนนายร้อยตำรวจสร้างละครสะท้อนปัญหาทุจริตคอรัปชัน

ครั้งแรก! นักเรียนนายร้อยตำรวจสร้างละครสะท้อนปัญหาทุจริตคอรัปชัน

ครั้งแรก! นักเรียนนายร้อยตำรวจสร้างละครสะท้อนปัญหาทุจริตคอรัปชัน

วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.36 น.

ครั้งแรก นักเรียนนายร้อยตำรวจสร้างละครสะท้อนปัญหาทุจริตคอรัปชัน

นับเป็นครั้งแรกของวงการละครไทยที่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ยกทีมมาร่วมกันคิด สร้างสรรค์ละครแบบมืออาชีพเพื่อสะท้อนปัญหาทุจริตคอรัปชันซึ่งเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยได้นักแสดงระดับนางเอกคนดัง ฐิสา-วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร มาร่วมแสดง

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ดำเนินการโดยบริษัท มหารวยเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด โดยการสนับสนุนจากกองทุน ป.ป.ช ร่วมกับทีมนักเรียนนายร้อยตำรวจ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ดำเนินการผลิตละครเยาวชนสร้างสรรค์สังคมที่ผ่านกระบวนการเวิร์คช้อปแบบให้นักเรียนนายร้อยตำรวจได้มีส่วมร่วมในการคิดบทละครที่จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกันเอง และสื่อสารไปถึงเยาวชน ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียล สร้างความตระหนักเรื่องการป้องกันทุจริตคอรัปชันในระดับประเทศต่อไป

จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรรณ ผู้จัดการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน กล่าวว่า “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ในปีที่ 3 นี้ เราตั้งใจให้เนื้อหาของละครสะท้อนปัญหาใกล้ตัวเยาวชน และเป็นสื่อที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับตัวเยาวชนโดยกระบวนการผลิตละครที่เยาวชนคิด เยาวชนร่วมผลิต สื่อตรงถึงเพื่อนๆ เยาวชนด้วยกัน รวมถึงคนในครอบครัว คนรอบๆ ตัว และประชาชนทั่วประเทศที่รับชมละครผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียล โครงการของเราเป็นการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตผ่านสื่อละคร ซึ่งแตกต่างจากละครที่เราเห็นๆ ทั่วไปคือ เป็นละครที่เยาวชนมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก โดยโครงการนี้จะมีการจัดอบรมให้ความรู้กับนักศึกษาในหลากหลายด้าน เช่น เรียนรู้พื้นฐานการแสดงกับครูนักแสดงมืออาชีพ, ฝึกความกล้าแสดงออก ,การฝึกสมาธิในการทำงาน, การพูดในที่สาธารณะ, การพัฒนาบุคลิกภาพ ,การสร้างตัวตนในแบบ influencer และหัวใจของการอบรมในครั้งนี้คือการเรียนรู้เรื่องการต้านทุจริตคอรัปชั่น เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชัน  พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มพูดคุยถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหา และออกมานำเสนอเพื่อคัดเลือกมาทำบทละครสั้น ดังนั้นบทละครจะได้แนวคิดการเดินเรื่องทั้งหมดมาจากตัวนักศึกษาที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และในกระบวนการถ่ายทำ การแสดง นักศึกษายังได้มาร่วมแสดงกับดารานักแสดงมืออาชีพ ซึ่งในละครตอนนี้เป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของเราที่ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ส่งน้องๆ นักเรียนนายร้อยตำรวจมาร่วมโครงการในทุกขั้นตอน รวมถึงร่วมแสดงกับนักแสดงที่มีชื่อเสียงระดับนางเอกชื่อดัง นั่นคือ น้องฐิสา วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร ทำให้ละครมีความน่าสนใจคูณสองจากผลงานของนักเรียนนายร้อยตำรวจ ครั้งแรกกับละครที่นักเรียนนายร้อยตำรวจมีส่วนร่วม และยังได้มาร่วมแสดงกับนางเอกคนดังจา อีกด้วย ภูมิใจและดีใจมากๆ ครับ”

นรต.วีรยศ คำชำนาญ นักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ครับ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมโครงการการแสดงละคร แถมยังต้องแสดงร่วมกับนางเอกละครชื่อดังจากช่อง 7 เพื่อนๆ ก็ตื่นเต้นกันอย่างมากครับ ตอนที่เริ่มโครงการก็เลยพยายามตั้งใจเรียนพื้นฐานการแสดง , การระดมความคิดเห็นของเพื่อนๆ เพื่อให้ได้บทละครที่มีคุณภาพ เราคาดหวังว่าละครที่พวกเราตั้งใจทำจะเป็นอีกหนึ่งสื่อที่จะสะท้อนปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชัน และปลูกฝั่งจิตสำนึกที่ดีให้กับนักเรียนนายร้อยทุกคนที่จะเติบโตไปทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติ รับใช้ประชาชนอย่างสุจริตต่อไปครับ”

นรต.ฆนัท สุคนธา นักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณทางโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่เปิดโอกาสให้พวกเรานักเรียนนายร้อยตำรวจได้เข้าร่วมโครงการนี้นะครับ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ดีมากๆ เพราะเปิดโอกาสให้พวกเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ศาสตร์ในการแสดง การวางตัว สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันและการทำงานของตำรวจได้ในอนาคตแน่นอนครับ และที่สำคัญการได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สื่อละครคุณภาพทั้งจากการผลิตที่มีทีมมืออาชีพมาถ่ายทำจริงๆ มีผู้กำกับมืออาชีพ และนักแสดงมืออาชีพระดับนางเอกช่อง 7 นับเป็นวิชาการเรียนรู้ทักษะชีวิตอีกด้านให้กับพวกเรา และยังได้สร้างสรรค์สื่อละครที่ดีในการร่วมสร้างสังคมที่ปลอดการทุจริตคอรัปชันอีกด้วยครับ ดีใจมากๆ ครับ”

ละครเรื่องทุจริตคิดสั้น ผลงานการผลิตละครสร้างสรรค์จากการมีส่วนร่วมของเยาวชน จากนักเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ บอกเล่าเรื่องราวของตำรวจจบใหม่ ผู้ต้องทำคดีที่มีความซับซ้อนในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว เรื่องอำนาจอิทธิพลมืด และปัญหามากมายที่ตำรวจจบใหม่ต้องเผชิญในโลกความเป็นจริง การรักษาเกียรติ การซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นเกราะป้องกันให้ตำรวจใหม่ได้เติบโตอย่างสง่าผ่าเผยเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของประชาชนต่อไป นับว่าจะเป็นอีกหนึ่งในสื่อละครที่สามารถสะท้อนปัญหาสังคมที่จะเป็นประโยชน์กับเยาวชนและผู้ชมทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี

ละครเรื่องทุจริตคิดสั้น นอกจากจะนำแสดงโดยทีมนักเรียนนายร้อยตำรวจ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว ยังร่วมแสดงโดย ฐิสา-วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร , ร.ท.หญิง ธัญลักษณ์ โชคธนเดช ,ปุณณดา บวรธนสกุล ,จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ และกำกับการแสดงโดย ศรัทธา ศรัทธาทิพย์

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด สร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชันผ่านการแสดงละครสั้น สนับสนุนนักศึกษาร่วมต่อต้านการทุจริตผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการ 10 มหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นักศึกษาจาก 10 มหาวิทยาลัย ผู้ที่เติบโตเป็น

อนาคตของชาติตระหนักถึงความสำคัญของการต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการปัองกันและแก้ไขปัญหานี้ได้

เชิญรับชมละครสั้นต้านทุจริต โดยโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 เวลา 16.30-17.00 น. ทาง  ททบ.5 และทางช่อง TikTok @youthml ร่วมถึงสื่อโซเซียลทุกช่องทาง

The Active ไทยพีบีเอส – ภาคีฯ ถกทางออกออมเพื่ออนาคตรัฐไม่พร้อม? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ

The Active ไทยพีบีเอส – ภาคีฯ ถกทางออกออมเพื่ออนาคตรัฐไม่พร้อม? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ

The Active ไทยพีบีเอส – ภาคีฯ ถกทางออกออมเพื่ออนาคตรัฐไม่พร้อม? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

The Active ไทยพีบีเอส จัดเวที “Policy Forum: รัฐไม่พร้อม? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ” เปิดวงถกทางออกการออมเพื่ออนาคต แนะรัฐเร่งสร้างแรงจูงใจ เพิ่มทางเลือกการออม พร้อมเสริมความรู้ทางการเงินสร้างความมั่นคงในระยะยาว

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ หรือ The Active ร่วมกับภาคีเครือข่าย ชวนหาทางออกร่วมกัน ผ่าน “Policy Forum : รัฐไม่พร้อม ? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ” เพื่อร่วมกันออกแบบนโยบายการออม ที่จะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลายชีวิต เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ณ ห้องสัมมนา 3 อาคาร D ไทยพีบีเอส

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) อธิบายถึงความท้าทายด้านการออมของคนไทยในแต่ละช่วงวัย โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก 1.กลุ่มรายได้น้อย มีรายได้ไม่มาก ไม่มีเงินเก็บ เมื่อเจอเหตุฉุกเฉินมักต้องกู้เงิน ส่งผลให้ผิดนัดชำระหนี้และติดเครดิตบูโร 2.กลุ่มใช้ชีวิตแบบ YOLO (You Only Live Once) มักเป็นคนรุ่นใหม่ เช่น Gen Z – Alpha มีการศึกษาและรายได้ แต่ใช้ชีวิตเพื่อความสุขในแต่ละวัน ไม่วางแผนการเงินในระยะยาว จึงเสี่ยงไม่มีเงินเก็บเมื่อถึงวัยเกษียณ 3.กลุ่มรายได้ปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ ทำงานตลอดชีวิต ไม่ได้มีปัญหาการเงิน แต่รายได้ไม่มากพอจะออมได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อฝากเงินไว้ในธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ และไม่รู้จักทางเลือกการลงทุนอื่น ๆ

ทั้งนี้ การมีต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน ยังเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ และปฏิบัติสู่การเป็นหนี้-การออม เช่น ขาดความรู้ว่าอะไรคือเงินฉุกเฉิน กองทุน ดอกเบี้ยทบต้น มีความเชื่อส่วนบุคคลใช้จ่ายเกินตัวเพื่อหาความสุขในวันนี้ และพฤติกรรมที่ขาดการลงมือออมอย่างสม่ำเสมอ แต่ทั้ง 3 รูปแบบ งานวิจัยพบว่าสามารถสร้างวินัยทางการเงิน-การออมได้ ผ่านจุดร่วมคือ การออม การเป็นหนี้ และการลงทุน

ซึ่ง ธิษณา ธิติศักดิ์สกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โนบูโร แพลตฟอร์ม จำกัด มองว่า ปัญหาหนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องการออม “จริงในระดับหนึ่ง” โดยคิดว่าอีกส่วนอาจเกิดจากนโยบายที่กระตุ้นให้คนอยากจะเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เช่น รถคันแรก บางคนซื้อรถคันแรกโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองผ่อนไหวไหม รวมถึงชุดความเชื่อที่เห็นกันเยอะมากโดยเฉพาะกลุ่มที่รายได้ไม่ได้สูงมาก คือ คิดว่าถ้านึกอะไรไม่ออกวิ่งไปกู้ใหม่ สิ่งที่ตามมาในเรื่องถัดไปคือภาวะการใช้หนี้ที่เพิ่มขึ้น และวงจรหนี้ก็เกิดขึ้น

“คนที่เดินเข้ามาในโครงการโนบูโร ส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคน เป็นเดอะแบกของครอบครัว เริ่มมีหนี้จากกู้เงินมาให้ลูกเรียนโรงเรียนดี ๆ สูง ๆ หรือรักพ่อแม่ต้องส่งเงินกลับบ้านต่างจังหวัดให้พ่อแม่ใช้หนี้อีกที กลายเป็น ‘หนี้ความรัก’ โดยไม่ได้วางแผนอนาคตชีวิตของตัวเอง” ธิษณา กล่าว

จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กระทรวงการคลัง ได้เล่าถึงการระบบการออมในกลุ่มแรงงานนอกระบบ เช่น กลุ่มเกษตรกร กสิกรรม กลุ่มค้าขาย กลุ่มรับจ้าง กลุ่มอาชีพอิสระ ให้เข้าสู่ระบบเพื่อรับสิทธิสวัสดิการ มีหลักประกันการออมเงิน และจ่ายเป็นเงินบำนาญให้เมื่ออายุเกิน 60 ปี ดำเนินกองทุนมาตั้งแต่ปี 2558 แต่ปัจจุบันมีสมาชิกเพียง 2.7 ล้านคน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกองทุนสำรองยามเกษียณนอกเหนือจากเงินผู้สูงอายุที่รัฐจ่ายให้ทุกเดือน

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเตรียม “ออกหวยเกษียณ” หรือ “สลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ” (สลาก กอช.) เป็นนโยบายที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาคนไทยสูงอายุแต่ไม่มีเงินเก็บ เพราะการออมภาคสมัครใจในปัจจุบันไม่ได้ผล จึงต้องอาศัยการออมที่ผูกกับแรงจูงใจซื้อสลากถูกกฎหมาย ขณะนี้กำลังเข้าสู่การพิจารณาในชั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วาระ 3 ในเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนเข้าสู่ชั้นวุฒิสภา ซึ่งเชื่อว่าปีนี้จะได้เห็น

ในเวทีเสวนาเห็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า เรื่องของการออมรัฐบาลถือว่ามีเครื่องมือให้กับประชาชนในระดับดีพอสมควร แต่อาจยังขาดการรับรู้ และความสนใจ เนื่องจากไม่เชื่อว่าเครื่องมือทางการเงิน-การออม จะช่วยให้หลุดจากภาระหนี้ก่อนเกษียณได้

โดย ผศ.รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น อาจารย์ประจำภาควิชาการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อเสนอว่าอยากชวนธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ คิดรูปแบบการสมัครสินเชื่อ เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ที่การสมัคร ต้องประเมินความรู้ด้านความเสี่ยง ผลตอบแทน แต่ทำไมเวลาเป็นหนี้ไม่มีด่านอะไรเลยที่บังคับให้ธนาคารพาณิชย์ต้องให้ความรู้ก่อนลูกหนี้เป็นหนี้ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ควรมีแอปพลิเคชันในการคำนวณดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ทุกคน เช่นการโปะหนี้ 1-2 หมื่นบาท ช่วยลดดอกเบี้ยได้เท่าไหร่ มีการให้ข้อมูลเรื่องการปลดหนี้ให้กับทุกคน

ขณะเดียวกัน ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ก่อตั้ง Wealth Me Up และ ผู้ดำเนินรายการ The Standard Wealth อยากให้ภาครัฐเคาะหลักสูตร การวางแผนการเงินส่วนบุคคล เข้าไปในระบบการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กเรียนรู้การหาเงินในแบบของตัวเอง พร้อมกล่าวปิดท้ายว่า การพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางการเงินของคนไทย ส่วนใหญ่เน้นที่การออมและการลงทุน แต่สิ่งที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างจริงจังคือ “รายได้” เพราะคือจุดตั้งต้นของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีเงินออม ต้องก่อหนี้ หรือไม่สามารถจัดการภาระทางการเงินได้ และเชื่อว่า รัฐควรให้ความสำคัญกับการสร้าง “Engine” หรือ “ตัวขับเคลื่อนใหม่” ของเศรษฐกิจไทย ที่จะช่วยให้คนไทยมีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ที่เงินเฟ้อและค่าครองชีพยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง 

และหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาเหล่านี้ คือ การตั้งคำถามว่า ประเทศและประชากรไทยจะมีแหล่งรายได้ใหม่จากที่ใด ที่ไม่ใช่การพึ่งพาการส่งออกหรือการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่ทั้งสองภาคส่วนนี้ยังมีข้อจำกัด หากสามารถสร้างกลไกทางเศรษฐกิจใหม่ได้จริง จะช่วยให้ประชาชนมีรายได้มากพอที่จะใช้หนี้ มีเงินออม และมีความมั่นคงในวัยเกษียณ ขณะเดียวกันรัฐก็จะมีรายได้เพียงพอในการจัดสวัสดิการที่ดีให้กับประชาชนในอนาคต

ต่อเนื่องจากประเด็นนี้ บุศย์สิรินทร์ ยิ่งเกียรติกุล กล่าวว่า เวทีในวันนี้ถือเป็น “จุดตั้งต้น” และ “สารตั้งต้น” ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นนี้ให้เกิดความต่อเนื่องอย่างจริงจัง ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/finance-3 เพื่อเรียนรู้และร่วมผลักดันประเด็นเรื่องการออมและการเกษียณที่ยั่งยืน 

ซึ่ง Policy Forum ครั้งถัดไป ในหัวข้อ “Unretirement: The Next Chapter ชีวิตไม่เกษียณ” ที่จะชวนร่วมถกประเด็นสำคัญ อาทิ ทำไมช่วงอายุ 55-60 ปี ยังไม่ใช่ “จุดสิ้นสุด” ของการทำงาน? จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานต่อได้อย่างมีคุณภาพ? ระบบส่งเสริมและการอัปสกิล-รีสกิล จำเป็นแค่ไหน? นโยบายไทยรองรับผู้สูงวัยเพียงพอหรือยัง? เราจะขยับสังคมไทยสู่การยอมรับการทำงานของผู้สูงอายุได้อย่างไร? โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ ที่งานมนุษย์ต่างวัย Fest 2025 ชีวิตดี…ชีวิต ซีซัน 2 It’s Okay To Be You ณ Impact Exhibition Center Hall 8
ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

ศิลปากรส่งละครเยาวชนสะท้อนประเด็นดังเตือนมิจฉาชีพหลอกนักศึกษา

ศิลปากรส่งละครเยาวชนสะท้อนประเด็นดังเตือนมิจฉาชีพหลอกนักศึกษา

ศิลปากรส่งละครเยาวชนสะท้อนประเด็นดังเตือนมิจฉาชีพหลอกนักศึกษา

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

ศิลปากรส่งละครเยาวชนสะท้อนประเด็นดังเตือนมิจฉาชีพหลอกนักศึกษา

เป็นข่าวครึกโครมไม่นานประเด็นมิจฉาชีพหลอกลวงนักศึกษาในหลากหลายรูปแบบ มหาวิทยาลัยศิลปากรหยิบประเด็นนี้มาทำเป็นละครเยาวชนเตือนเยาวชน เฝ้าระวังการทุจริตคอรัปชันโดยการสนับสนุนจากกองทุน ป.ป.ช

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ดำเนินการโดยบริษัท มหารวยเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด โดยการสนับสนุนจากกองทุน ป.ป.ช ร่วมกับทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ผ่านกระบวนการเวิร์คช้อปแบบให้นักศึกษามีส่วมร่วมในการคิดบทละครที่จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาด้วยกันเองทั่วประเทศ ปีนี้ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรเลือกประเด็นดังจากหน้าสื่อนั่นคือ กรณีที่นักศึกษาหลายสิบคนโดนมิจฉาชีพหลอกลวง ซึ่งแม้ผู้คนทั่วไปจะคิดว่านักศึกษาที่เรียนในรัวมหาวิทยาลัยจะมีภูมิคุ้มกันจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพแต่ในความเป็นจริงจากข่าวที่พบมีนักศึกษาจำนวนมากที่ยังรู้ไม่เท่าทันและตกเป็นเหยื่อการล่อลวงในโลกออนไลน์ในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการทุจริตคอรัปชันด้วย.

จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรรณ ผู้จัดการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน กล่าวว่า “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ในปีที่ 3 นี้ เราตั้งใจให้เนื้อหาของละครสะท้อนปัญหาใกล้ตัวเยาวชน และเป็นสื่อที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับตัวเยาวชนโดยกระบวนการผลิตละครที่เยาวชนคิด เยาวชนร่วมผลิต สื่อตรงถึงเพื่อนๆ เยาวชนด้วยกัน รวมถึงคนในครอบครัว คนรอบๆ ตัว และประชาชนทั่วประเทศที่รับชมละครผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียล โครงการของเราเป็นการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตผ่านสื่อละคร ซึ่งแตกต่างจากละครที่เราเห็นๆ ทั่วไปคือ เป็นละครที่เยาวชนมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก โดยโครงการนี้จะมีการจัดอบรมให้ความรู้กับนักศึกษาในหลากหลายด้าน เช่น เรียนรู้พื้นฐานการแสดงกับครูนักแสดงมืออาชีพ, ฝึกความกล้าแสดงออก ,การฝึกสมาธิในการทำงาน, การพูดในที่สาธารณะ, การพัฒนาบุคลิกภาพ ,การสร้างตัวตนในแบบ influencer และหัวใจของการอบรมในครั้งนี้คือการเรียนรู้เรื่องการต้านทุจริตคอรัปชั่น เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชัน  พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มพูดคุยถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหา และออกมานำเสนอเพื่อคัดเลือกมาทำบทละครสั้น ดังนั้นบทละครจะได้แนวคิดการเดินเรื่องทั้งหมดมาจากตัวนักศึกษาที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และในกระบวนการถ่ายทำ การแสดง นักศึกษายังได้มาร่วมแสดงกับดารานักแสดงมืออาชีพ ซึ่งในละครตอนนี้เราได้นักแสดงชื่อดังอย่างคุณมุก วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ มาร่วมแสดงกับนักศึกษาซึ่งเป็นความประทับใจมากๆ ที่ได้เห็นนักแสดงมืออาชีพได้มาร่วมสร้างผลงานละครเพื่อสร้างสังคมไร้ทุจริตกับกับน้องๆ นักศึกษาในครั้งนี้”

พีรภัทร ประเสริฐสุนทร นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มีโอกาสมาร่วมแสดงละครที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ในประเด็นการต่อต้านการทุจริต โดยเฉพาะที่ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรของเราช่วยกันระดมความคิดเป็นประเด็นการโกงจากกลไกออนไลน์ที่สามารถพบเห็นได้มากในยุคปัจจุบัน คิดว่าละครที่พวกเราช่วยกันคิด แสดง และผลิตออกมาจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ นักศึกษา และผู้ชมทั่วประเทศ”

ละครเรื่อง เมืองแห่งมิจ ผลงานการผลิตละครสร้างสรรค์จากการมีส่วนร่วมของเยาวชน นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร บอกเล่าเรื่องราวของนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในเมืองใหญ่ ต้องเจอกับปัญาหากลโกงทุจริตหลากหลายรูปแบบจากโลกออนไลน์ เช่นการโอนมัดจำค่าหอพักผ่านออนไลน์แล้วไม่มีห้องจริงให้เช่า ,การถูกโกงจากการซื้อของออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเข้ากับชีวิตจริงของนักศึกษาในโลกปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง นับว่าจะเป็นอีกหนึ่งในสื่อละครที่สามารถสะท้อนปัญหากลโกงทุจริตในโลกออนไลน์ที่จะเป็นประโยชน์กับเยาวชนและผู้ชมทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี

โดยละครเรื่อง เมืองแห่งมิจ นอกจากจะนำแสดงโดยทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้ว ยังร่วมแสดงโดย

วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ ,อรวรรณ พิไลวรเพชร ,สฐิรพงศ์  รวีอร่ามวงค์ และกำกับการแสดงโดย ศรัทธา ศรัทธาทิพย์

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด สร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอรัปชันผ่านการแสดงละครสั้น สนับสนุนนักศึกษาร่วมต่อต้านการทุจริตผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการ 10 มหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นักศึกษาจาก 10 มหาวิทยาลัย ผู้ที่เติบโตเป็นอนาคตของชาติตระหนักถึงความสำคัญของการต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการปัองกันและแก้ไขปัญหานี้ได้

ร่วมรับชมละครสั้นต้านทุจริต โดยมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ ในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2568 เวลา 10.45-11.15 น.ทางสถานทีโทรทัศน์ กองทัพบก ททบ.5 ช่อง 5  และทางช่อง TikTok @youthml ร่วมถึงสื่อโซเซียลทุกช่องทาง