พสกนิกรทั่วทุกสารทิศเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.21 น.

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศที่ส่วนใหญามาเป็นหมู่คณะ เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ”สมเด็จพระพันปีหลวง”ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 สำนักพระราชวัง รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยมีเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการน้ำดื่ม บริการชัตเตอร์บัส รับ – ส่ง บริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

และตลอดวันนี้ ได้มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศอย่างต่อเนื่อง และมีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จ.นรคศรีธรรมราช, จ.นครสวรรค์, จ.นนทบุรี, จ.นราธิวาส นอกจากนี้ มีน้องใหม่จุฬา 2512, โรงเรียนวังเด็กวัฒนา คณะที่ 1 และคณะที่ 2, คณะนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ การศึกษาพิเศษ (อ.1-ป.6), สถาบันพระปกเกล้า, บริษัทโชคอรุณ ฟุ๊ตแอ็นฟลาวเวอร์, บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด, สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย, คณะครูและนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย (5) คณะที่ 1 และคณะที่ 2, สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์การมหาชนม) สำนักนายกรัฐมนตรี, มูลนิธิผึ้งหลวงอัศวิน ร่วมกับกรมส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คณะที่ 1 คณะที่ 2 และคณะที่ 3, โรงเรียนเทพลีลา, บริษัทเลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด,

สำนักงานปลัด กระทรวงกลาโหม, มณฑลทหารบกที่ 11, รายการ Siam ดี me สุข และ TALK ตัว TOP ช่อง TOP NEWS, ตัวแทนครูบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ คณะที่ 1 และคณะที่ 2, นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน, คณะครูและนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย (6) คณะที่ 1 และคณะที่ 2, คณะนักเรียน ชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนรุ่งอรุณ ที่บรรพชา ในโครงการสามเณรน้อย แม่ชีน้อยพบธรรม ครอบครัวพบสุข ครั้งที่ 11 ที่บวช เทิดพระเกียรติและ ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม – 14 ธันวาคม 2568 เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิเป็นล้นพ้นที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการและทรงส่งเสริมช่วยเหลือพสกนิกรให้มีอาชีพมีรายได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ด้าน นางพจนีย์ กลิ่นพิกุล อายุ 58 ปี อาชีพค้าขาย ชาว อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช กล่าวภายหลังเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ ว่า ประมาณปี 2526 สมัยที่ตนยังเด็กเคยรับเสด็จ สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งตามเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จไปที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช และเคยไปรับเสด็จที่ท่านเสด็จไปทรงเยี่นมราษฎรและเสด็จไปโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช สมเด็จพระพันปีหลวงทรง ทรงมีพระเมตตากับประชาชนที่มารับเสด็จเป็นอย่างมาก ทรงพูดคุยกับราษฎรด้วยความไพเราะเป็นกันเอง และจากที่ได้ติดตามข่าวพระองค์ท่านเสด็จไปให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ดีมากๆ เห็นแล้วปลาบปลื้มใจแทนประชาชนที่ได้รับการช่วยเหลือ พระองค์ท่านเป็นแม่ของแผ่นดินคอยช่วยเหลือราษฎร และเป็นแบบอย่างของแม่ที่คอยดูแลลูกๆดูแลประชาชนของประเทศชาติ โครงการพระราชดำริทุกอย่างของพระองค์ล้วนมีประโยชน์กับความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก

ทั้งนี้ เนื่องด้วยวันที่ 12 – 13 ธ.ค.2568 มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดังนี้

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมตั้งแต่เวลา 08.30 – 12.00 น.เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. (จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา 11.00 น.)

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมตั้งแต่เวลา 13.00 – 15.30 น.เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 13.00 – 21.00 น. (จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา 20.00 น.)

โปรดแต่งกายสุภาพ กรณีเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ สวมชุดสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง

– 006

วธ.เชิดชู! ‘บ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วธ.เชิดชู! ‘บ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วธ.เชิดชู! ‘บ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.51 น.

วธ.เชิดชู ‘ชุมชนบ้านท่าช้าง’ 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ อนุรักษ์ผ้าขิดโบราณ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘ขวัญหอม’ และ ‘สุราไทหล่ม’ สร้างรายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานในพิธีเปิด สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ บ้านท่าช้าง และ พิธีเปิดงานประเพณีเจดีย์ข้าววัดโฆษา ประจำปี 2568 ณ วัดโฆษา บ้านท่าช้าง หมู่ที่ 2 ตำบลหัวยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์, นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, หัวหน้าส่วนราชการ, และพี่น้องชาวชุมชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากชุมชน ด้วยการนำ ทุนทางวัฒนธรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์

โดย วธ. ได้คัดเลือกและมอบรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ ในแต่ละปี เพื่อผลักดันให้ชุมชนเหล่านี้เป็น หมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่จะมอบประสบการณ์การเรียนรู้อัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การดำเนินการนี้จะช่วย สร้างโอกาส สร้างรายได้ และส่งเสริมให้ลูกหลานได้กลับภูมิลำเนา

นอกจากนี้ วธ. ยังได้ขับเคลื่อนนโยบาย unseen ‘ไท ไทย’ 4 ด้าน (ไท-ดั้งเดิม, ไท-ร่วมสมัย, ไท-ประสบการณ์, และ ไท-เชื่อมโยง) โดยใช้ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบนี้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค

รมว.วธ. ได้กล่าวชื่นชมชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ในการเป็นชุมชนที่มีผู้นำและเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีความรักความสามัคคี และอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก และชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) ได้รับการยกย่องด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือ ‘ประเพณีเจดีย์ข้าว’ ซึ่งเป็นการสืบสานบุญคูณลานเพื่อบูชาพระแม่โพสพ อีกทั้งยังส่งเสริมความสามัคคีผ่านกิจกรรม ‘ลงแขกทำนา’ แบบดั้งเดิมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ได้

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย ขบวนแห่วิถีชีวิตการทำนา, บวงสรวงบูชาพระแม่โพสพ (โดยชุมชนตำบลห้วยไร่ 200 คน), การแสดงศิลปวัฒนธรรม ‘ฟ้อนถวายอาลัย’, พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่ยอดเจดีย์ข้าว, และการเปิด ตลาดวัฒนธรรม ‘หลวงพระบาง 2’ เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) และสินค้าชุมชนคุณธรรมพลังบวร และมีผลิตภัณฑ์ชุมชนสร้างมูลค่า อาทิ หัตถกรรมทอผ้าขิดวัดโฆษา นำผ้าขิดลายดั้งเดิม ‘ลายดอกจันทร์’ มาออกแบบให้ทันสมัยสู่สากล , วิสาหกิจชุมชน แปรรูปมะพร้าวเป็น มะพร้าวแก้ว และ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ภายใต้ตราสินค้า ‘ขวัญหอม’ และสุราไทหล่ม สุรากลั่นพื้นบ้านจากพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด เช่น ข้าวเหนียว มะขาม และมะพร้าว ภายใต้ตราสินค้า ‘ไทหล่ม’ ที่จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างถูกต้อง เพื่อต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

///////-026

‘เลขาอาชีวะ’นำทัพ’Fix It-จิตอาสา’ ฟื้นฟู’อยุธยา’หลังน้ำลด

'เลขาอาชีวะ'นำทัพ'Fix It-จิตอาสา' ฟื้นฟู'อยุธยา'หลังน้ำลด

‘เลขาอาชีวะ’นำทัพ’Fix It-จิตอาสา’ ฟื้นฟู’อยุธยา’หลังน้ำลด

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอบางไทร จังหวัพระนครศรีอยุธยา นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามความห่วงใยของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ขณะนี้ระดับน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลดลงแล้ว สอศ.จึงได้จัดกิจกรรม Fix It – จิตอาสา : ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด ครอบคลุม 11 อำเภอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า กิจกรรม Fix it – จิตอาสา ในครั้งนี้ มีสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และสิงห์บุรี ร่วมระดมกำลังครูและนักเรียนอาชีวะสาขาวิชาชีพ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ลงพื้นที่ให้บริการประชาชน ฟรีทุกรายการ ให้บริการเต็มรูปแบบ เช่น ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม หม้อหุงข้าว เครื่องมือประกอบอาชีพ บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง-ตรวจเช็กรถจักรยานยนต์ ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ บริการตัดผมชาย-หญิง และแจกอาหาร-น้ำดื่ม พันธุ์ไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

“ขอชื่นชมความทุ่มเทของนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ น้องๆ อาชีวะของเรามีหัวใจจิตอาสาเต็มร้อย ได้ทักษะจริงจากการทำงานภาคสนาม ได้ประสบการณ์ตรง และสำคัญที่สุดคือได้ความสุขจากการช่วยเหลือคนอื่น นี่คือจิตวิญญาณอาชีวะที่แท้จริง” นายยศพล กล่าว

บรรยากาศการให้บริการได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน โดย ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งนำรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ที่ใช้ขายของมาซ่อม เล่าว่า รถสตาร์ทไม่ติดหลังจมน้ำหลายวัน ทำให้ไม่สามารถออกไปค้าขายได้ แต่เมื่อมาถึงศูนย์ Fix It น้องๆ อาชีวะช่วยซ่อมจนรถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เจ้าตัวกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง พร้อมย้ำว่า “อาชีวะช่วยได้จริง ทำให้กลับไปทำมาหากินต่อได้”

จัดโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและเครือข่าย สอจ.สิงห์บุรี และลพบุรี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 12 ธันวาคม 2568 ครอบคลุม 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางปะอิน อำเภออุทัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอนครหลวง อำเภอบางบาล อำเภอเสนา อำเภอบ้านแพรก อำเภอมหาราช อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอบางซ้าย และอำเภอบางไทร

– 006

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.40 น.

‘นฤมล’สั่งปิดสถานศึกษาชายแดนเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เปิดโรงเรียน 102 แห่งเป็นศูนย์พักพิง พร้อมส่งเด็กอาชีวะช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เตรียม Fix It Center หลังสถานการณ์คลี่คลาย

10 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงสถานการณ์ของสถานศึกษาในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการต้องสั่งปิดสถานศึกษาเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ขณะเดียวกัน โรงเรียนในพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 102 แห่ง ได้ถูกจัดตั้งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง

“ดิฉันได้กำชับทุกหน่วยในสังกัดของกระทรวง ศธ. ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักเรียน–ครู–บุคลากร พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสำรวจความเสียหายของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะนี้ยังไม่พบรายงานความเสียหายเพิ่ม แต่ทุกพื้นที่ต้องเตรียมแผนรองรับฉุกเฉินไว้ทันที” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงการช่วยเหลือพื้นที่ว่า ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)สนับสนุนนักเรียนอาชีวะเข้าร่วมปฏิบัติงานในหลายภารกิจ ทั้ง ติดตั้งระบบไฟฟ้า พัฒนาระบบโรงครัวพระราชทานที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กำลังพลสนับสนุนการจัดส่งยุทธภัณฑ์ของทหาร รวมถึงจัดนักศึกษาช่วยทำอาหารและดูแลประชาชน ภายในศูนย์พักพิง ช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่หน้างานในภาวะวิกฤติ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ศธ.จะส่ง ศูนย์ Fix It Center ลงพื้นที่เพื่อช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์การทำมาหากิน เครื่องจักรการเกษตร และครุภัณฑ์ในท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้เร็วที่สุด

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบเสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบเสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบเสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าโชว์ศักยภาพงานวิจัยระดับประเทศ หลังพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะสำหรับค้นหาและกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ พร้อมเตรียมส่งมอบให้กับกองกำลังสุรนารี เพื่อนำไปใช้ในภารกิจจริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบและผลกระทบจากทุ่นระเบิดมาอย่างยาวนาน โดยเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงของกำลังพล และยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย

แรงหนุนสำคัญมาจากนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนภารกิจปกป้องกำลังพลของชาติ โดย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และ ศ.ดร.ศุภชัย  ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้มอบหมายให้ มจพ. พัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์กู้ภัยต้นแบบที่สามารถค้นหา ตรวจจับ และทำลายทุ่นระเบิดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมรองรับการใช้งานในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง

ผลงานครั้งนี้เกิดจากความเชี่ยวชาญของทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คณะวิศวกรรมศาสตร์ เจ้าของสถิติแชมป์โลกการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย 10 สมัย ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศด้านการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์กู้ภัยขั้นสูง โดยทีมได้บูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ และกลไกควบคุมความแม่นยำสูงเข้าด้วยกัน เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถปฏิบัติงานด้านการค้นหาและกวาดล้างทุ่นระเบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเผชิญความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในแนวปฏิบัติการโดยตรง ทั้งนี้ การพัฒนาได้ผ่านการทดสอบหุ่นยนต์ทำลายระเบิดจำนวน 2 รุ่น เพื่อเก็บข้อมูลเชิงเทคนิคและปรับปรุงสมรรถนะให้พร้อมใช้งานจริงในภาคสนาม

สำหรับการทดสอบภาคสนาม ได้ดำเนินการรวม 2 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 1 พ.ย.68 และวันที่ 22 พ.ย.68 โดยการทดสอบครั้งที่สองจัดขึ้น ณ จ.นครราชสีมา ภายใต้การนำของ รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน (วปอ.67) คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. พร้อมด้วยคณาจารย์ ได้แก่  ผศ.นพดล พัดชื่น อ.เนตินันท์ กุตนันท์ และ ผศ.ดร.อรัญ แบล็ทเลอร์ รวมถึงทีมนักศึกษาและบุคลากร ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท ที.ดี.ซี สตีลกรุ๊ป จำกัด บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด (โรงรับจำนำ อีซี่มันนี่) บริษัท เดอะ พาราดิโซ เจเค ดีไซน์ โฮเทล จำกัด  วปอ.67 และ วปอ.67 หมู่สิงโต การทดสอบครั้งนี้ทีม EOD ได้จัดจำลองการวางระเบิดในรูปแบบสถานการณ์จริงตามรูปแบบหน้าแนวที่เคยตรวจพบ เพื่อให้หุ่นยนต์ได้ปฏิบัติงานภายใต้เงื่อนไขใกล้เคียงภารกิจจริงมากที่สุด โดยผลการทดสอบได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในขั้นต่อไป

หลังการทดสอบสำเร็จ มจพ. มีแผนส่งมอบหุ่นยนต์อัจฉริยะให้กับหน่วยผู้ใช้งาน กองกำลังสุรนารี ในสังกัดกองทัพบกในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่จริง เสริมขีดความสามารถของกองทัพในการรักษาความสงบและปกป้องชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน และในก้าวต่อไป มจพ. เตรียมจัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology : iDEF)” ร่วมกับกองทัพบก เพื่อมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ และเสริมความมั่นคงรวมถึงอธิปไตยของชาติในระยะยาว

เปิด ‘British Council – Sukhumvit Learning Space’ พัฒนาภาษาอังกฤษแบบรอบด้าน กับหลักสูตรที่ออกแบบเพื่ออนาคต

เปิด ‘British Council - Sukhumvit Learning Space’ พัฒนาภาษาอังกฤษแบบรอบด้าน กับหลักสูตรที่ออกแบบเพื่ออนาคต

เปิด ‘British Council – Sukhumvit Learning Space’ พัฒนาภาษาอังกฤษแบบรอบด้าน กับหลักสูตรที่ออกแบบเพื่ออนาคต

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะทักษะภาษาอังกฤษคือกุญแจสำคัญสู่โลกกว้าง บริติช เคานซิล ในฐานะองค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานการทดสอบภาษาอังกฤษระดับสากล จึงเดินหน้าขยายพื้นที่การเรียนรู้ให้เข้าถึงครอบครัวรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยสาขาใหม่ “British Council – Sukhumvit Learning Space” ใจกลางย่านสุขุมวิท ซึ่งเป็นศูนย์รวมทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและโรงเรียนชั้นนำ พร้อมเปิดทำการในเดือนมกราคม 2569

British Council – Sukhumvit Learning Space แห่งใหม่นี้ถูกออกแบบให้มีบรรยากาศทันสมัย รองรับรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนในทุกช่วงวัย พร้อมหลักสูตรที่ครอบคลุมความต้องการด้านภาษาสำหรับนักเรียน เสริมความมั่นใจในการใช้งานภาษาอังกฤษในชีวิตจริง อีกทั้งยังช่วยขยายการให้บริการร่วมกับสาขาสยามสแควร์และปิ่นเกล้า ทำให้ผู้ปกครองสามารถเลือกสาขาที่สะดวกได้ง่ายกว่าเดิม

British Council – Sukhumvit Learning Space มีทีมครูผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมนำเสนอหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ออกแบบเพื่อพัฒนาทักษะแบบรอบด้าน พร้อมเสริมความมั่นใจในการเรียนของเด็กๆ

Primary Plus หลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับเด็กประถมวัย (10–12 ปี)

หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับเด็กประถมที่เน้นการเรียนรู้แบบสนุกและมั่นใจ ผ่านห้องเรียนขนาดเล็กดูแลโดยครูผู้เชี่ยวชาญ ช่วยเสริมทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการคิดวิเคราะห์ พร้อมต่อยอดการเรียนรู้ผ่าน Learning Hub ที่ผู้ปกครองติดตามความก้าวหน้าได้ง่าย

Secondary Plus หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับวัยทีน (12–17 ปี)

หลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับวัยทีน ที่ช่วยให้เด็กๆ กล้าแสดงออก คิดสร้างสรรค์ และสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมท้าทายและงานกลุ่มในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง พร้อมเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่าน Learning Hub เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเรียนต่อและโลกยุคใหม่

English for Academic Purposes (EAP) หลักสูตรเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย ด้วยทักษะภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ

หลักสูตรเตรียมพร้อมสู่มหาวิทยาลัย ที่มุ่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเชิงวิชาการอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การอภิปราย พรีเซนต์งาน การจดเลคเชอร์ ไปจนถึงการอ่านและเขียนงานวิชาการ พร้อมทักษะการค้นคว้าวิจัย ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากมัธยมสู่มหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

Secondary IELTS หลักสูตรเตรียมสอบ IELTS สำหรับวัยมัธยม (15–17 ปี)

หลักสูตรเตรียมสอบ IELTS สำหรับวัยมัธยมที่เน้นการฝึกฟัง พูด อ่าน เขียนแบบเข้มข้น พร้อมเพิ่มคำศัพท์และเทคนิคทำข้อสอบ นักเรียนได้ฝึกโจทย์หลากหลายรูปแบบและคิดวิเคราะห์จากบทความและข้อสอบจริง ช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนสอบ ไม่ว่าจะเรียนแบบเทอมปกติหรืออินเทนซีฟช่วงปิดเทอม

British Council – Sukhumvit Learning Space พร้อมเปิดทำการในเดือนมกราคม 2569 โดยเปิดให้ลงทะเบียนแล้ววันนี้ พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนเรียนตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนมกราคม 2569 ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือดูรายละเอียดหลักสูตรได้ผ่านช่องทางทางการของบริติช เคานซิล เว็บไซต์ http://www.britishcouncil.or.th เฟซบุ๊ค British Council Thailand โทรศัพท์หมายเลข 02 460 6950 หรือบริติช เคานซิล สาขาสยามสแควร์ (อาคารวิทยกิตติ์) และสาขาปิ่นเกล้า (ชั้น 8 อาคารออฟฟิศ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ตึก B)

​เปิดมิติใหม่การเรียนรู้ ‘ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน’ ปูรากฐานสุขภาพดีให้เยาวชนไทย

​เปิดมิติใหม่การเรียนรู้ ‘ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน’ ปูรากฐานสุขภาพดีให้เยาวชนไทย

​เปิดมิติใหม่การเรียนรู้ ‘ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน’ ปูรากฐานสุขภาพดีให้เยาวชนไทย

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโยเกิร์ตดัชชี่ เดินหน้าส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับเยาวชนไทยโดยเฉพาะการดูแลระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย ภายใต้แนวคิด “คนไทยไส้ต้องดี” ผ่านกิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” โดยร่วมมือกับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการดูแลลำไส้ และสุขภาพทางเดินอาหารให้กับเยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา รวมกว่า 15 โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยได้เรียนรู้ และเข้าใจเรื่องลำไส้ รู้วิธีดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และวางรากฐาน “การใส่ใจลำไส้” ตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่แข็งแรง และปราศจากโรค

น.ส.อรวรรณ อาริยพัฒนกุล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโสกลุ่มผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตดัชชี่ บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด กล่าวว่า กิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” นี้ ถือเป็นการสร้างนิสัยการดูแลตัวเองโดยเฉพาะสุขภาพลำไส้ เพื่อให้กลุ่มเด็กวัยประถมและมัธยม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของระบบลำไส้ ดัชมิลล์เราตั้งใจที่เป็นแกนนำในการร่วมเปลี่ยนการเรียนรู้ในเรื่องของลำไส้ให้กลายเป็นเรื่องสนุก และสร้างกิจกรรมเชิงสนุกสนาน พร้อมกับให้ความรู้เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจ และสามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

“นอกเหนือจากกิจกรรมภาคสนามและการออกอากาศรายการโทรทัศน์อย่างต่อเนื่องแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสื่อสารการตลาดอย่างครบวงจรผ่านทั้งช่องทาง ออฟไลน์ ออนไลน์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, YouTube และ TikTok เพื่อสร้างการรับรู้ และเข้าถึงครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ทั้งกลุ่มเยาวชนโดยตรง และกลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง  ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีให้กับบุตรหลาน” น.ส.อรวรรณ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับกิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” นอกจากการมอบความรู้เรื่องการดูแลลำไส้ให้แข็งแรงและการสร้างนิสัยการกินที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว ยังจัดเต็มด้วยความสนุกจากกิจกรรม “ลำไส้ขอแดนซ์” ชวนเด็กๆ ขยับร่างกายประกอบเพลง “ลำไส้ขอร้อง” กับโยเกิร์ตดัชชี่ ในบรรยากาศสนุกสนาน โดยมี ปอ – อรรณพ ทองบริสุทธิ์ นักร้องและนักแสดงหนุ่มมาดทะเล้น มาร่วมสร้างสีสันและเป็นพิธีกรตลอดทั้งงาน เพื่อเรียกเสียงหัวเราะและแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ

โดยกิจกรรม “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 20 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อร่วมกันวางรากฐานสุขภาพที่ดีให้กับเด็กไทย เพราะเมื่อลำไส้แข็งแรง ร่างกายก็แข็งแรง และสุขภาพที่ดีก็จะตามมาและสามารถติดตามรายการ “ดัชชี่ หน่วยเอาใจไส้วัยซน” โดยจะออกอากาศให้รับชมความสนุกทุกๆวันศุกร์ ทางช่อง 7HD

​ม.สวนดุสิต คว้ารางวัล Global Innovation Excellence Award จากเวที KIDE 2025

​ม.สวนดุสิต คว้ารางวัล Global Innovation Excellence Award จากเวที KIDE 2025

​ม.สวนดุสิต คว้ารางวัล Global Innovation Excellence Award จากเวที KIDE 2025

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ผศ.ดร.จิตต์วิมล คล้ายสุบรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำผลงานนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในนามประเทศไทย จำนวน 3 ผลงาน เข้าร่วมประกวดในงาน “2025  Kaohsiung International Invention & Design EXPO” ณ เมืองเกาสง ไต้หวัน การประกวดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ธันวาคม พ.ศ.2568 ซึ่งเป็นเวทีนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดย 3 ผลงานที่เป็นผลงานที่เกิดจากความร่วมมือของสถาบันวิจัยและพัฒนา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัลนานาชาติรวมทั้งสิ้น 7 รางวัล ได้แก่ รางวัล Global Innovation Excellence Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดในงานประกวด , รางวัล Gold Medals จำนวน 3 รางวัล , รางวัล NRCT Special  Award จำนวน 3 รางวัล

โดยมีรายละเอียดของผลงาน ประกอบด้วย 1.ผลงาน “การประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์:เพื่อควบคุมการปล่อยคาร์บอนระบบขนส่งในอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” โดย ผศ.ดร.ฐิตินาถ สุคนเขตร์ ดร.รังสันต์ จอมทะรักษ์ และคณะ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี , 2.ผลงาน “ผงดับเพลิงชนิดไฮโดรเจลชีวภาพ” และ 3.ผลงาน “นวัตกรรมผ้าทนไฟ สำหรับเหตุฉุกเฉินในอุตสาหกรรม” โดย รศ.ดร.ณัฐบดี วิริยาวัฒน์ และคณะ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ผลงานเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและภาคอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน

กมธ.พัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา มอบรางวัล ‘พ่อดีเด่นแห่งชาติ’ ประจำปี 2568

กมธ.พัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา มอบรางวัล 'พ่อดีเด่นแห่งชาติ' ประจำปี 2568

กมธ.พัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา มอบรางวัล ‘พ่อดีเด่นแห่งชาติ’ ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ และสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการเสวนา เรื่อง“พ่อดีเด่น…แรงบันดาลใจแห่งการพัฒนาสังคมไทย” และพิธีมอบรางวัล “พ่อดีเด่นแห่งชาติ” ประจำปี 2568 โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดงานและมอบรางวัล และนางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวรายงาน

นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันพ่อแห่งชาติ ซึ่งพสกนิกรชาวไทยต่างพร้อมใจกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็น “พ่อแห่งแผ่นดิน” ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา และทรงเป็นแบบอย่างของบิดาผู้มีความรัก ความเสียสละ และอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

ด้านนางวราภัสร์  ไพพรรณรัตน์  ประธานคณะกรรมาธิการ  กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติบิดาผู้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม ทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม การเสียสละ การเลี้ยงดูอบรมบุตรให้เป็นคนดี โดยมุ่งสะท้อนบทบาทของพ่อ ทั้งมิติของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เพื่อยืนยันว่าบทบาทของพ่อที่ดีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในครอบครัวแต่ขยายสู่การเป็นพ่อของสังคม ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามแนวทางพ่อแห่งแผ่นดินอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดปาฐกถาพิเศษ เรื่อง“เดินตามรอยพ่อของแผ่นดิน : อุดมการณ์และคุณธรรมในความเป็นพ่อ” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเวทีอภิปราย เรื่อง “พ่อดีเด่น…แรงบันดาลใจแห่งการพัฒนาสังคมไทย” โดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานรัฐสภา และนายพชร ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด จากนั้น ประธานวุฒิสภามอบรางวัลให้แก่ “พ่อดีเด่นแห่งชาติ” ประจำปี 2568 จำนวน 45 คน โดยแบ่งเป็น 5 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 ภาคข้าราชการพลเรือน ได้แก่
1. นายมีชัย  ฤชุพันธุ์ อดีตประธานรัฐสภา
2. ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ  เศรษฐบุตร นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. นายพชร  ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด
4. ศาสตราจารย์พิเศษ สุรเกียรติ์  เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5. ศาสตราจารย์อุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
6. นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด
7. นายเฉลิมพล  เพ็ญสูตร ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
8. ศาสตราจารย์วุฒิคุณ พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์  อดีตอธิบดีกรมอนามัย
9. นายมงคล  ตรีกิจจานนท์  ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ประเภทที่ 2 ภาคข้าราชการกลาโหม ได้แก่
1. พลอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุก องคมนตรี
2. พลเรือเอก ปกครอง  มนธาตุผลิน  อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
3. พลอากาศเอก เสกสรร  คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ
4. พลโท บุญสิน  พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2
5. พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
6. พลเอก ณรงค์ฤทธิ์  คัมภีร์ระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
7. พลเรือเอก ธาดาวุธ  ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ
8. พลอากาศเอก อนุรักษ์  รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ
9. พลเรือโท เทพฤทธิ์  ลาภเหลือ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2

ประเภทที่ 3 ภาคธุรกิจและนักธุรกิจ ได้แก่
1. นายปลิว  ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
2. นายอิสระ  ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด
3. นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษากลุ่มบริษัทพราว
4. นายศักดิ์ชัย  ธนบุญชัย รองประธานกรรมการ บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน)
5. นายสุพันธุ์  มงคลสุธี ประธานกรรมการ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด
6. นายอุกฤษฏ์  อัษฎาธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มไทยรุ่งเรือง
7. นายวรพงษ์  อติการบดี ผู้ก่อตั้ง / เจ้าของธุรกิจโรงแรมเครือ Salil
8. นายปริญญา  เธียรวร ประธานกรรมการ บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. จำกัด
9. นายอารักษ์  สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)

ประเภทที่ 4 ภาคประชาสังคมและนักการเมือง ได้แก่
1. นายชวรัตน์  ชาญวีรกูล ผู้ก่อตั้งบริษัทซิโน – ไทยและเครือ
2. นายมหรรณพ  เดชวิทักษ์ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภาและนายกกิตติมศักดิ์สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า
3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไตรรงค์  สุวรรณคีรี ประธานที่ปรึกษาพรรครวมไทยสร้างชาติ
4. นายพจน์  อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
5. นายสนั่น  อังอุบลกุล อดีตประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
6. ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์  อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
7. นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
8. ศาสตราจารย์สมคิด  เลิศไพฑูรย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี  (นายอนุทิน ชาญวีรกูล)
9. รองศาสตราจารย์ชัชชาติ  สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ประเภทที่ 5 ภาคประชาชนทั่วไป ได้แก่
1. ว่าที่ร้อยตรี เกษม  มโนสันติ์ อดีตที่ปรึกษาการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
2. นายทองหล่อ  ปานบำรุง เจ้าของธุรกิจส่วนตัว
3. นายสันติ  งามอรุณโชติ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โอเชี่ยน คอมเมิรช จำกัด (มหาชน)
4. รองศาสตราจารย์ปณิธาน  วัฒนายากร อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5. นายธีระศักดิ์  ถิระวานิช เจ้าของธุรกิจส่วนตัว
6. พันตำรวจโทกุลธน  ประจวบเหมาะ นายกสมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
7. นายเพ็ชร  ชินบุตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยศรีปทุม
8. นายบากบั่น  บุญเลิศ รองประธานกรรมการบริหารเครือเนชั่น
9. นายดนัยธร  จารุพฤกษ์พันธ์ กรรมการผู้จัดการ บจก.ห้างทองหยงเตียน 

ผู้ว่าฯเชียงราย-ชื่นชม! ‘ครูทันธิ’ ศิลปินผู้รักษางานเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

ผู้ว่าฯเชียงราย-ชื่นชม! ‘ครูทันธิ’ ศิลปินผู้รักษางานเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

ผู้ว่าฯเชียงราย-ชื่นชม! ‘ครูทันธิ’ ศิลปินผู้รักษางานเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.48 น.

สืบสานหัตถศิลป์! ผู้ว่าฯเชียงราย ชื่นชม ‘ครูทันธิ จิตตัง’ ศิลปิน OTOP ผู้รักษางานเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง เตรียมหนุนต่อยอดสู่ตลาดสากล

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อเข้าเยี่ยมชมแหล่งผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง

‘เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง’ ถือเป็นงานหัตถศิลป์พื้นเมืองที่ทรงคุณค่าและมีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้เข้าเยี่ยมชมกิจการของ ครูทันธิ จิตตัง ศิลปิน OTOP และผู้สืบสานงานหัตถศิลป์ดังกล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงอย่างละเอียด ทั้งเทคนิคการเผาเคลือบแบบดั้งเดิม รวมถึงแนวทางการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

โดยผู้ว่าฯเชียงราย ได้กล่าวชื่นชมผลงานของครูทันธิ ที่เป็นผู้อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงให้เป็นสินค้า OTOP ที่รู้จักในระดับประเทศ

ในตอนท้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ย้ำถึงนโยบายของจังหวัดในการสนับสนุนการพัฒนาสินค้าชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นในหลายด้าน ได้แก่ การสนับสนุนด้านการตลาด , การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อเป็นการส่งเสริมและยกระดับสินค้า OTOP ของจังหวัดเชียงรายให้เติบโตอย่างยั่งยืน

///////-026