BU ปั้นบัณฑิตตอบโจทย์โลกอนาคต ด้วย 6 หลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันที
วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
หนึ่งในความท้าทายที่วงการการศึกษาและธุรกิจเผชิญร่วมกันมายาวนาน คือ “ ช่องว่างระหว่างความรู้ในห้องเรียนกับทักษะที่ตลาดงานต้องการจริง ” ซึ่งยิ่งนับวันยิ่งห่างขึ้น ผู้ประกอบการจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า บัณฑิตจบใหม่ยังต้องใช้เวลาเรียนรู้งานเพิ่มอีกนาน ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเด็กรุ่นใหม่มีความอดทนน้อย จนเกิดคำถามสำคัญว่า สถาบันอุดมศึกษาควรทำอย่างไรเพื่อลดช่องว่างนี้ให้ได้จริง
ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่ได้เพียง “ ปรับตัว ” แต่เลือกที่จะแก้ Pain Point ด้วยการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์สถานประกอบการ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง มุ่งแก้ไขการศึกษาแบบดั้งเดิมที่เน้นทฤษฎีมากกว่าการลงมือทำ ผ่านการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ชัดเจนและแตกต่าง เพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานได้ทันทีในโลกยุคใหม่ จึงจัดงาน “One Day KOL at BU มหา ’ ลัย สุด COOL ที่ YOU ต้องมาทัวร์ ” ที่เปิดบ้านให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) กว่า 50 ชีวิต ได้ร่วมสัมผัสโมเดลการศึกษาที่ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาหลักสูตร ผลิตคนรุ่นใหม่พร้อมทำงานได้ทันที
ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า การเปลี่ยนทำให้เกิดการแข่งขันที่รวดเร็ว ภาคธุรกิจต้องการปรับตัวสูง และปัญหาที่ได้ยินมาตลอด คือ สถาบันอุดมศึกษาได้ผลิตเด็ก สร้างคนแบบไหนถึงไม่ตอบโจทย์ ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและเกิดความยั่งยืน ม.กรุงเทพ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคนอนาคต เพราะไม่ว่าจะเป็นเด็กนักศึกษา หรือผู้ปกครองต่างคาดหวังถึงอนาคตที่ดี จบแล้วมีงานและทำงานได้ทันที
“ เราไม่ได้เป็นสถาบันที่มองเรื่ององค์ความรู้ หรือสร้างความรู้โดยไม่สนใจความต้องการของโลก เราพยายามที่จะหารือร่วมกับภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมตั้งแต่เริ่มต้น ฉะนั้น โมเดลความร่วมมือแบบเดิมๆ ที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่คุ้นเคย คือความเป็นพันธมิตรเชิงธุรกรรม เช่น การเชิญผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายพิเศษ หรือการส่งนักศึกษาไปฝึกงานเป็นครั้งคราว แต่ม.กรุงเทพได้ก้าวข้ามโมเดลนั้นไปสู่การสร้าง “ Ecosystem” ที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ มีเครือข่ายพาร์ทเนอร์กว่า 1,000 แห่ง และมหาวิทยาลัยไม่ได้มองเครือข่ายเป็นเพียงผู้รับนักศึกษาฝึกงาน แต่เป็นผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตรตั้งแต่ต้นทาง ” ผศ.สรรเสริญ กล่าว
ทุกหลักสูตร ทุกสิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนล้วนสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากองค์กรชั้นนำจะเข้ามาสอนโดยใช้ “โจทย์จริง” ในการทำงานเป็นกรณีศึกษา และเมื่อบริษัทต่างๆ ได้เห็นศักยภาพและมีส่วนร่วมในการพัฒนาตัวตนของนักศึกษามาตั้งแต่ปีแรกๆ โอกาสในการฝึกงานและการจ้างงานจึงเปิดกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ
“ ม.กรุงเทพเป็น “มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์” ( Creative University) แต่คำว่า “สร้างสรรค์” ในนิยามของที่นี่มีความหมายที่จับต้องได้และมีคุณค่าทางธุรกิจสูง เพราะนั่นเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปสู่การปฎิบัติจริง เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งก่อนที่นักศึกษาจะ “คิดนอกกรอบ” ได้ ต้องเข้าใจ “กรอบการทำงาน” ของอุตสาหกรรม ฉะนั้น สิ่งที่ม.กรุงเทพปลูกฝังให้บัณฑิต คือ การมี Passion ในสิ่งที่ทำ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะทางสังคม และทำงานได้ทันที อย่างมืออาชีพ” ผศ.สรรเสริญ กล่าว
แกะกล่อง! หลักสูตรใหม่ “ วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และการเป็นผู้ประกอบการ ” อ.ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง ผู้อำนวยการหลักสูตร กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ม.กรุงเทพ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ผสมผสานความรู้ด้านวิศวกรรม AI เข้ากับทักษะการเป็นผู้ประกอบการ หลักสูตรนี้ใช้ปรัชญา “ล้มให้เร็ว เรียนรู้ให้เร็ว” นักศึกษาจะได้เริ่มสร้างไอเดียธุรกิจและสามารถนำไปเสนอกับลูกค้าตัวจริงได้ตั้งแต่ปี 1 พวกเขาไม่ได้เรียนเพียงทฤษฎี แต่เรียนรู้จากโลกการทำงานจริง ผ่านการลงมือทำและแก้ไขปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอด 4 ปี โดยมีเป้าหมายสร้างนวัตกร AI ที่มีหัวใจและความคิดสร้างสรรค์ตอบโจทย์ตลาดและสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้จริง
เช่นเดียวกับ 2 หลักสูตรใหม่ อย่าง “ หลักสูตรนานาชาติ Film, Series and Global Content Production and Business” และ “ หลักสูตร Virtual Production and Immersive Experience Design” นำโดย ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายวิชาการ และรักษาการคณบดีคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ กล่าวว่า 2 หลักสูตรเกิดจากความต้องการของผู้ประกอบการทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งหลักสูตรนานาชาติ Film ฯ ถูกสร้างขึ้นมาจากการที่สตูดิโอต่างชาติเดินเข้ามาหามหาวิทยาลัย เพื่อมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียใหม่ๆ ไม่ใช่เพียงการผลิตนักทำหนัง แต่เป็นการสร้าง Showrunner หรือ Creative Producer ที่สามารถมองเห็นไอเดียที่มีศักยภาพ พัฒนาโปรเจกต์ให้เป็นรูปเป็นร่าง เข้าใจโมเดลธุรกิจ สามารถระดมทุน และทำการตลาดสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกได้
ขณะที่ “ หลักสูตร Virtual Production and Immersive Experience Design” ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยมี 3 กลุ่มวิชาเอกที่ชัดเจน คือ 1. Virtual Production สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยเฉพาะ 2. Immersive Experience Design สำหรับอุตสาหกรรมอื่น เช่น การแพทย์ (จำลองการผ่าตัด), อีคอมเมิร์ซ (ลองสินค้าเสมือนจริง) และ 3. Virtual Visualization ที่เป็นกระดูกสันหลังในการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่ที่มาเรียนใน 2 หลักสูตรนี้จะเป็นที่ต้องการของตลาด จบไปมีงานทำอย่างแน่นอน
ดร.นิธิวดี จรรยาสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน และหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน) กล่าวว่ามหาวิทยาลัยวางตำแหน่งตัวเองเป็น “สะพานเชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก” โดยมีเป้าหมายที่เหนือกว่าการสอนภาษา คือ การปลูกฝังให้นักศึกษามี “วิธีคิดแบบซีอีโออย่างจีน” และเข้าใจระบบนิเวศ (Ecosystem) ของการทำธุรกิจในโลกที่จีนมีบทบาทสำคัญ การจัดตั้งหลักสูตรบริหารธุรกิจที่สอนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีนควบคู่กันจึงไม่ใช่ตอบสนองความต้องการกำลังคนของตลาดโลก แต่เป็นการเดินหมากเชิงรุกบนเวทีโลก เพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมจะคว้าโอกาสและเติบโตไปพร้อมกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก
ด้าน “ หลักสูตรการตลาดดิจิทัล ” ที่เปิดรับนักศึกษามาแล้ว 8-9 รุ่น “ ดร.กิตติภูมิ ศุภมนตรี ผู้อำนวยการหลักสูตรการตลาดดิจิทัล ” กล่าวว่า จุดเด่นของหลักสูตร คือการให้ความสำคัญกับการ “ลงมือทำจริง” มากกว่าทฤษฎีในห้องเรียน โครงงานของนักศึกษากว่า 70% เป็นโจทย์ที่ได้รับมอบหมายจากลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมจริงๆ โดยการเรียนการสอนจะเน้นให้นักศึกษาต้องทำวิจัยตลาดจริง วางแผนจริง และสร้างสรรค์คอนเทนต์ใช้งานได้จริง จนมีหลายโปรเจกต์ที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อไปใช้งานต่อ ทำให้พวกเขาสะสมผลงานระดับมืออาชีพจับต้องได้ และพร้อมทำงานทันที หรืออาจจะถูกดึงตัวไปทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
ตบท้ายด้วย “ หลักสูตร Culinary Arts and Restaurant Service Management” หลักสูตรน้องใหม่ที่กำลังจะเปิดรับนักศึกษาในปี 2569 “ ดร.ดารณี อาจหาญ ผู้อำนวยการหลักสูตร ” กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าว นักศึกษาจะได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่ การดัดแปลงสูตร และการยกระดับคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และธุรกิจอาหารรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผลิตเชฟที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ปรุงอาหารตามตำรา แต่เป็นผู้ประกอบการที่สามารถคิดค้นและสร้างแบรนด์อาหารของตัวเองได้ ดังนั้น ถ้าใครสนใจการทำอาหาร อยากมีร้านอาหาร หรือขยายร้านอาหารไปสู่นานาชาติ อยากให้ลองมาศึกษาข้อมูลของหลักสูตรดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม 6 หลักสูตร มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ และสร้าง “ทัศนคติแบบมืออาชีพ” “ทักษะที่ปฏิบัติได้จริง” และ “ผลงานที่จับต้องได้” ตลอดระยะเวลาในรั้วม.กรุงเทพ จะผลิตบัณฑิตที่ พร้อมทำงาน และเป็นผู้ประกอบการ ตอบโจทย์กับเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว