เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนต่อยอด‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่ภาคอุตฯ

เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนต่อยอด‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่ภาคอุตฯ

เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนต่อยอด‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่ภาคอุตฯ

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.12 น.

SynBio Forum 2025 รวมพลังไทย-นานาชาติ ขับเคลื่อน‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่เศรษฐกิจอนาคต เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนไทยต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม

วานนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) Thailand SynBio Consortium รวมพลังเดินหน้าสู่ก้าวใหม่ของเศรษฐกิจชีวภาพ  ในงาน “SynBio Forum 2025” เวทีสำคัญที่แสดงถึงความร่วมมือจากทั้งภาคนโยบาย สถาบันวิจัย เอกชน และเยาวชน เพื่อผลักดันชีววิทยาสังเคราะห์ให้เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ พร้อมทั้งเปิดตัว “Thailand SynBio Challenge” การประกวดเชิงสร้างสรรค์เพื่อเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเปลี่ยนวิทยาศาสตร์เป็นนวัตกรรมระดับโลก

งาน SynBio Forum 2025 จัดขึ้นควบคู่กับ “Engineering Biology Symposium” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการประยุกต์ใช้วิศวกรรมชีวภาพในการแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืนของโลก สะท้อนแนวคิดของงาน “Greater Impact through Collaboration” ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์อันทรงพลังจากการร่วมมือกันของนานาชาติ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวแสดงความยินดีต่อการลงนามความร่วมมือของภาคีเครือข่าย Thailand SynBio Consortium อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ภายใต้วิสัยทัศน์ “ชีววิทยาสังเคราะห์สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG)” โดยได้ย้ำถึง 3 นโยบายสำคัญของกระทรวง อว. คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการเติบโตสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนา SynBio ของไทย

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า SynBio ถือเป็น “แนวรบใหม่” ของนวัตกรรมอุตสาหกรรม ที่จะทำให้ชีววิทยาเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ การลงนามในความร่วมมือฯ ของ  Thailand SynBio Consortium ในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงพลังของ “One Thailand Team” ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตนวัตกรรมชีวภาพของไทย นำผลงานวิจัยเชิงลึกไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

ขณะที่ ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานที่เป็นกลไกกลางเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ให้ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน SynBio ของภูมิภาค พร้อมกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง สอวช. กับ UNESCO ในการพัฒนาแนวทางหลักสูตร Engineering Biology เพื่อวางรากฐานสู่ระดับสากล

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหาร ส.อ.ท. กล่าวถึงความคืบหน้าของภาคีเครือข่ายฯ และการริเริ่มโครงการ gene editing ในมันสำปะหลังไทย ซึ่งไม่ถือเป็นการดัดแปรพันธุกรรม (non GMOs) โดยเป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้นแบบสำหรับการปรับแต่งพันธุ์อื่น ๆ ที่อุตสาหกรรมต้องการได้

ผศ. ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวถึงบทบาทของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ที่จะสนับสนุนกิจกรรมของ Thailand SynBio Consortium รวมถึง ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของชีววิทยาสังเคราะห์ที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และ ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวแสดงความมุ่งมั่นในการการสนับสนุนงานวิจัยขั้นแนวหน้า พัฒนากำลังคน และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนชีววิทยาสังเคราะห์ของประเทศไทย

ภายในงาน SynBio Forum 2025 มีการจัดเวทีเสวนาและกิจกรรมสำคัญตลอดทั้งวัน เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย และอุตสาหกรรมด้านชีววิทยาสังเคราะห์ของไทยกับความร่วมมือระดับโลก โดยมี Session พิเศษที่จัดร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในการนำเสนอธุรกิจและเทคโนโลยีด้านชีววิทยาสังเคราะห์จากนานาประเทศ เพื่อแสดงถึงศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ  เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงการวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมและสร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทยกับพันธมิตรต่างประเทศ

อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ของงานปีนี้คือการแข่งขัน Thailand SynBio Challenge 2025: Designing the Protein for Tomorrow ที่เปิดเวทีให้นักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ นำเสนอแนวคิดด้านชีววิทยาสังเคราะห์เพื่อออกแบบโปรตีนแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและความยั่งยืน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมส่งไอเดียประกวดกว่า 29 ทีม และมีทีมที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 9 ทีม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โรงเรียนกำเนิดวิทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา โรงเรียนนิวตัน (The Newton Sixth Form School) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยผู้ชนะ 3 ทีมจะได้รับรางวัลเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถาบันเทคโนโลยีขั้นสูงเซินเจิ้น (SIAT) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายกับนักวิจัยระดับนานาชาติ

งาน SynBio Forum 2025 เป็นการรวมพลังของภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ พร้อมด้วยพันธมิตรจากหลายประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมชีววิทยาสังเคราะห์แห่งภูมิภาคอาเซียน

รวพ.เชื่อม 3 หน่วยบริหารทุนวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งต่อผลงานวิจัยถึงปลายน้ำ

รวพ.เชื่อม 3 หน่วยบริหารทุนวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งต่อผลงานวิจัยถึงปลายน้ำ

รวพ.เชื่อม 3 หน่วยบริหารทุนวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งต่อผลงานวิจัยถึงปลายน้ำ

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.13 น.

ตามที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. โดยออกเป็นร่างพระราชกฤษฎีการจัดตั้งสำนักงานดังกล่าว และให้อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในด้านกลไกการให้ทุนและการส่งต่อผลงานวิจัย

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึงที่มาของการจัดตั้ง รวพ. โดยย้อนความถึงความจำเป็นว่า กระบวนการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศได้เริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งหนึ่งในการปฏิรูปที่เห็นได้ชัด คือการจัดตั้งกระทรวง อว. รวมถึงการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ เพื่อวางโครงสร้างระบบวิจัยใหม่ทั้งประเทศ โดยหัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนั้น คือการแยกบทบาทการทำงานของหน่วยงานในระบบวิจัยให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน ลดผลประโยชน์ทับซ้อน และทำให้การบริหารจัดการงบประมาณด้านวิจัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ดังนั้นโครงสร้างใหม่จึงถูกออกแบบในลักษณะลำดับขั้นจากบนลงล่าง ได้แก่ สอวช. เป็นหน่วยงานที่อยู่ในระดับนโยบาย ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและนโยบายของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) อยู่ในระดับวางแผนและจัดสรรงบประมาณ โดยรับนโยบายจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนและจัดสรรงบประมาณ หน่วยบริหารจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ที่ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่ คือ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.: PMU A) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.: PMU B) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.: PMU C) ทำหน้าที่รับการจัดสรรงบและให้ทุนต่อไปยังหน่วยปฏิบัติ โดยไม่มีหน้าที่ในการทำวิจัยเอง และสุดท้าย ระดับปฏิบัติการ ได้แก่ มหาวิทยาลัย หน่วยวิจัย และหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ ที่ได้รับทุนไปดำเนินงานและส่งผลลัพธ์กลับสู่ผู้ใช้ประโยชน์

“นี่คือหลักการสำคัญของการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ คือการแยกบทบาทให้ชัดเจนระหว่างการกำหนดนโยบาย การทำแผน จัดสรรงบประมาณ การให้ทุน และการทำวิจัย เพื่อให้ทั้งระบบเดินไปข้างหน้าอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวและว่า ก่อนการปฏิรูประบบวิจัย ประเทศไทยมีแหล่งให้ทุนวิจัยหลักเพียงไม่กี่หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ทั้ง 2 หน่วยงานนี้ ทำหน้าที่ให้ทุนวิจัยโดยตรงเป็นหลัก ขณะที่บางหน่วยงาน เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหล่งชาติ (สวทช.) ก็มีบทบาทให้ทุนด้วยเช่นกัน

“แต่หลักการสำคัญของการปฏิรูประบบวิจัยคือ ใครมีหน้าที่ไหน ต้องทำหน้าที่นั้นอย่างเดียว ไม่ทับซ้อนกัน จึงมีการปรับบทบาทครั้งใหญ่ โดย วช. เปลี่ยนบทบาทมาเป็น หน่วยบริหารจัดการทุน ทำหน้าที่ให้ทุนอย่างเดียว ส่วน สกว. ถูกเปลี่ยนบทบาทเป็น สกสว. ซึ่งเปลี่ยนจากผู้ให้ทุน มาเป็นผู้จัดทำแผนและจัดสรรงบประมาณระดับประเทศแทนการให้ทุน เช่นเดียวกับ สวทช. ก็ถูกยุติบทบาทการให้ทุนเช่นกัน จึงเกิดคำถามว่า แล้วหน่วยงานไหนจะทำหน้าที่ให้ทุนแทนหน่วยงานที่ถูกปรับบทบาท นี่คือที่มาของการจัดตั้ง หน่วยบริหารจัดการทุน ทั้ง 3 แห่ง เพื่อสานงานเดิมให้เดินหน้าต่ออย่างไม่สะดุด” ดร.สุรชัย กล่าว

ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากประชาคมวิจัย เนื่องจากเป็นการรวม 3 หน่วยบริหารจัดการทุน ซึ่งมีงบประมาณรวมปีละกว่า 5,000–6,000 ล้านบาท มาอยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว เพื่อให้เกิดเอกภาพในการบริหารจัดการทุน และลดปัญหางานวิจัยส่งต่อไม่ถึงปลายน้ำ เนื่องจากก่อนหน้านี้เป็นหน่วยงานแยกกัน

“มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ความจริงคือการ ‘รวม 3 เป็น 1’ เพื่อลดความซ้ำซ้อน และทำให้การให้ทุนวิจัยรองรับกันเป็นห่วงโซ่เดียว ตั้งแต่งานต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้งานวิจัยไปถึงการใช้ประโยชน์ได้จริงมากขึ้น” ดร.สุรชัย กล่าว ซึ่งการรวมหน่วยบริหารจัดการทุนเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้ทุน สร้างความเป็นเอกภาพในการกำหนดทิศทางการวิจัย และยังช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องสถานะบุคลากร ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่หน่วยบริหารจัดการทุน ต้องปฏิบัติงานโดยไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล อัตรากำลังไม่สามารถขอเพิ่มได้ แต่ รวพ. จะทำให้บุคลากรทุกคนมีสถานะที่ชัดเจนขึ้น และมีเส้นทางพัฒนาอาชีพที่มั่นคง

ทั้งนี้ รวพ. จะประกอบด้วย 4 งานหลัก โดยหน่วยบริหารจัดการทุนเดิม 3 หน่วย ได้แก่ บพท., บพค. และ บพข. จะทำงานต่อเนื่องตามแผน ววน. ปี 2565–2570 และจะมีอีก 1 งานใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เพื่อตอบโจทย์ภารกิจ ด้านศิลปกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เติมเต็มช่องว่างงานวิจัยด้านคุณค่าทางวัฒนธรรมและสังคม ซึ่งมีความสำคัญต่อ soft power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ทั้งนี้ หลังการประกาศจัดตั้ง รวพ. แล้ว คณะกรรมการอำนวยการ สอวช. (กอวช.) จะทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการกำกับชั่วคราว เช่นเดียวกับ ผู้อำนวยการ สอวช. ก็ต้องทำหน้าที่ รักษาการผู้อำนวยการ รวพ. ชั่วคราว จนกว่าจะสรรหาผู้อำนวยการ รวพ. ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน

ดร.สุรชัย ย้ำว่า ชื่อ รวพ. บ่งบอกเจตนารมณ์ชัดเจน คือ เร่งรัดให้ทุนวิจัยไปเกิดผลจริงให้เร็วที่สุด ตรงจุด ตรงเป้าของประเทศ โดยได้สื่อสารอย่างชัดเจนว่านักวิจัยยังสามารถยื่นขอทุนจากบพท., บพค. และ บพข. ได้เหมือนเดิมทุกประการ โดยจะมีระบบสนับสนุนที่มีเอกภาพและเชื่อมต่อกันมากขึ้น

“การขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของระบบวิจัยและนวัตกรรมของไทย ทั้งในเชิงประสิทธิภาพการบริหารจัดการทุน และในมิติการสนับสนุนเส้นทางอาชีพของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้ระบบวิจัยและนวัตกรรมตอบโจทย์ประเทศได้ดีขึ้น” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวทิ้งท้าย

‘OCSC International Education Expo 2025’ ก้าวออกจากกรอบเดิม สู่โอกาสแห่งอนาคต

‘OCSC International Education Expo 2025’ ก้าวออกจากกรอบเดิม สู่โอกาสแห่งอนาคต

‘OCSC International Education Expo 2025’ ก้าวออกจากกรอบเดิม สู่โอกาสแห่งอนาคต

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ร่วมค้นหาเส้นทางการศึกษาต่อต่างประเทศในงาน “OCSC International Education Expo 2025” มหกรรมที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ภายใต้แนวคิด “Step Out to Stand Out” ชวนทุกคนก้าวออกจากกรอบเดิม ค้นพบประสบการณ์ใหม่ และต่อยอดความโดดเด่นของตัวเองสู่โอกาสระดับโลก

สำหรับปีนี้พิเศษยิ่งกว่าเดิม ด้วยการเปิดตัว Intelligent Matching Tool ผ่าน OCSC EXPO Application เครื่องมือที่ช่วย แมตช์ หลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับคุณ โดยวิเคราะห์จาก ความสนใจ เป้าหมายการเรียน และเส้นทางอาชีพในอนาคต ไม่ว่าจะอยากเป็น Data Scientist เชฟมืออาชีพ นักการเงินสีเขียว หรือผู้ประกอบการเทคโนโลยี ระบบจะช่วยคัดตัวเลือกที่ตอบโจทย์ พร้อมฟังก์ชันนัดหมายล่วงหน้าเพื่อคุยกับมหาวิทยาลัย/ที่ปรึกษาในงานได้แบบตัวต่อตัว ดาวน์โหลดแอปเพื่อเตรียมความพร้อมได้ที่ https://bit.ly/m/ocscexpo2025-Application

ตลอดสองวันของงานฯ ผู้เข้าชมจะได้พบกับเวทีหลักที่คัดสรรคอนเทนต์ครบทั้งความรู้และแรงบันดาลใจ เริ่มที่วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 กับ Career Talk : How to Get Hired by Disney, Pixar & Sony: A Real Talk on Creative Careers โดย Summer Choi ผู้จัดการฝ่ายสรรหานานาชาติและพัฒนาพันธมิตรจาก Vancouver Film School ที่จะพาเจาะลึกเส้นทางอาชีพสายครีเอทีฟ – แอนิเมชัน – ภาพยนตร์ – เกม ตั้งแต่การทำแฟ้มผลงาน พอร์ตโฟลิโอ ไปจนถึง ตัวตน แบบไหนที่สตูดิโอระดับโลกมองหา ต่อด้วย Inspiration Talk / Startup: What Makes You Irreplaceable ทักษะที่ทำให้คุณ แทนที่ไม่ได้ ในโลกยุคใหม่ โดย CK Cheong CEO แห่ง Fastwork ชวนแกะสกิลอนาคตที่จำเป็นจริงในชีวิตการทำงาน ตั้งแต่ความคิดริเริ่ม การแก้ปัญหา ระบบนิเวศฟรีแลนซ์ ไปจนถึงการสร้าง Personal Moat เพื่อความได้เปรียบระยะยาว และปิดท้ายความสนุกแบบลงมือทำกับ Latte Art Workshop: Brew Your Journey เปิดโลกสายงานบาริสต้าในออสเตรเลีย พร้อมลองทำลาเต้อาร์ตด้วยตัวเอง ประสบการณ์แฮนด์ออนที่คนรักกาแฟไม่ควรพลาด

และในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เน้นมุมมองทักษะแห่งอนาคต เริ่มด้วย Education & Future Skills: Tomorrow’s Jobs Today: AI and the Skills That Matter โดย David Danenberg ผู้บริหารงานรับสมัครจาก Heinz College, Carnegie Mellon University ชวนมองภูมิทัศน์งานยุคใหม่ผ่านเลนส์ AI และ Policy ว่าอาชีพใดกำลังเกิดขึ้น และควรอัปสกิลแบบใดให้ยืดหยุ่นทันการเปลี่ยนแปลง ต่อด้วย Inspiration Talk / Startup: Never Graduate From Curiosity โดย อัพ ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง นักแสดง นายแบบ และผู้บริหาร ที่จะเล่าพลังของ ความอยากรู้อยากเห็น ในการผลักดันชีวิตและการใช้ Soft Skills ที่เปลี่ยนโอกาสให้เป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เติมเต็มสองวันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้พร้อม ก้าวออกจากกรอบเดิม เพื่อ โดดเด่นกว่าใคร ในเส้นทางที่ใช่ของคุณ

พบกันที่ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 15-16 พ.ย. 68 เวลา 13:00 – 19:00 น. เข้าชมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ลงทะเบียนรับ QR CODE เข้างานได้ที่ Line ID : @ocscexpo คลิก bit.ly/ocscexpo-line ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และข้อมูลการจัดงานได้ที่ https://ocscexpo.org

คณะผู้แทนอาชีวศึกษาไทยเยือน ‘วิทยาลัยอาชีวศึกษาการเงินกว่างซี’ ร่วมหารือแผนงานใหม่สำหรับการอาชีวศึกษา

คณะผู้แทนอาชีวศึกษาไทยเยือน ‘วิทยาลัยอาชีวศึกษาการเงินกว่างซี’ ร่วมหารือแผนงานใหม่สำหรับการอาชีวศึกษา

คณะผู้แทนอาชีวศึกษาไทยเยือน ‘วิทยาลัยอาชีวศึกษาการเงินกว่างซี’ ร่วมหารือแผนงานใหม่สำหรับการอาชีวศึกษา

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประเทศไทย เดินทางเยือนวิทยาลัยอาชีวศึกษาการเงินกว่างซี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายได้กระชับความร่วมมือ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเชิงลึกด้านการอาชีวศึกษาระหว่างสองประเทศผ่านการสื่อสารในทางปฏิบัติ

วิทยาลัยอาชีวศึกษาการเงินกว่างซีมุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่อันเป็นเลิศสำหรับความร่วมมือและนวัตกรรมแบบเปิดในสาขาอาชีวศึกษาระหว่างกว่างซีกับอาเซียน ผ่านการสำรวจการบูรณาการการผลิตและการศึกษารูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนเดินหน้ายกระดับแบรนด์ “ช่างฝีมือสมัยใหม่” เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศ

นายธนภัทร กล่าวต่อไปว่า วิทยาลัยฯ มุ่งเน้นไปที่การสร้าง “วิทยาลัยช่างฝีมือสมัยใหม่เศรษฐกิจดิจิทัลจีน-มาเลเซีย” โดยจัดตั้งกลไกการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอกับมหาวิทยาลัยและบริษัทระดับชาติของมาเลเซีย เกิดเป็นการทำงานร่วมกันในรูปแบบ “วิทยาลัย-วิทยาลัย-บริษัท-บริษัท” พร้อมทั้งร่วมกันสร้างโครงข่ายการพัฒนาและบูรณาการการผลิตและการศึกษา “1+1+N” โดยมี “1 ชุมชนอุตสาหกรรม, 1 วิทยาลัยช่างฝีมือสมัยใหม่ และ N วิสาหกิจต้นแบบและวิทยาลัยสาขา” เป็นแกนหลัก ที่ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อรองรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ของบริษัทจีนในต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าผลผลิตของบริษัทราว 13 ล้านหยวน

ได้จัดทำโครงการแลกเปลี่ยนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีธุรกิจและอาชีวศึกษาจีน-อาเซียนในอินโดนีเซีย ศูนย์ความร่วมมือฯ ในกัมพูชา และ “วิทยาลัยการเงินเส้นทางสายไหม” ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างรูปแบบที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับการแลกเปลี่ยนด้านการอาชีวศึกษา วิทยาลัยฯ ใช้ทรัพยากรทางปัญญาจาก “เขตชุมชนอุตสาหกรรมแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่จงกวนชุน” ในอุทยานวิทยาศาสตร์ชิงหวา เพื่อสร้างศูนย์ดิจิทัลอัจฉริยะในต่างประเทศ 1 แห่ง, ศูนย์แลกเปลี่ยน 2 แห่ง, แพลตฟอร์มบริการทางเทคนิค 3 แห่ง และฐานบูรณาการการผลิตและการศึกษาข้ามพรมแดน 2 แห่ง ซึ่งช่วยตอบสนองความต้องการด้านเทคนิคและบุคลากรให้กับองค์กรธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนได้อย่างแม่นยำ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษาระหว่างจีนกับอาเซียนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ด้วยความช่วยเหลือจากโครงการวิทยาลัยช่างฝีมือสมัยใหม่ สถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจได้ร่วมกันสร้างสรรค์เมทริกซ์การฝึกอบรมบุคลากรระดับนานาชาติที่บูรณาการทั้ง “การเรียนการสอน การฝึกอบรม การแข่งขัน การวิจัย การประชุม และการจัดแสดง” โดยร่วมกันจัดทำมาตรฐาน 6 มาตรฐาน, หลักสูตรนานาชาติ 4 หลักสูตร, ตำราเรียนสองภาษา 1 เล่ม, ชุดทรัพยากรการฝึกอบรมระหว่างประเทศ 8 ชุด และพัฒนาอุปกรณ์การสอน 6 รายการ ตลอดจนดำเนินการฝึกอบรมทักษะทั้งในและต่างประเทศรวม 49 ครั้ง ครอบคลุมผู้เข้าร่วม 8,251 คน และจัดการแข่งขันด้านทักษะระดับอาเซียน 2 ครั้ง ดึงดูดทีมผู้เข้าแข่งขัน 303 ทีมจาก 7 ประเทศ นอกจากนี้ วิทยาลัยฯ ยังได้จัด “การประชุมแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาจีน (กว่างซี)-อาเซียน ปี 2567″ รวมทั้งดำเนินโครงการวิจัยและจัดแสดงนิทรรศการร่วมกับมหาวิทยาลัยและองค์กรธุรกิจในประเทศอาเซียน ขณะเดียวกัน วิทยาลัยฯ ยังได้สำรวจการฝึกอบรมบุคลากรในรูปแบบผสมผสาน “AI+X” เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพสูงสำหรับรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของกว่างซี และส่งเสริมความร่วมมืออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์จีน-อาเซียน พร้อมเขียนบทใหม่ในการพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อรับใช้เศรษฐกิจท้องถิ่น

‘Fix it-อาชีวะจิตอาสา’ลุยช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

'Fix it-อาชีวะจิตอาสา'ลุยช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

‘Fix it-อาชีวะจิตอาสา’ลุยช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.05 น.

“Fix it – อาชีวะจิตอาสา” ซ่อมบ้าน ซ่อมใจ จากพลังฝีมือ เป็นพลังใจ สร้างสังคมแห่งการให้ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย–กัมพูชา

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Fix it – อาชีวะจิตอาสา” ส่งมอบบ้านเรือนที่ได้รับการซ่อมแซมให้แก่ผู้ประสบเหตุจากความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมมอบถุงยังชีพและอาหารให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย ณ ศาลากลางประชาคมหมู่บ้าน บ้านภูมิซรอลใหม่ หมู่ 12 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่ายภาครัฐ และเอกชน  ผู้บริหารสังกัดสำนักงานอาขีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ ทั้งภาครัฐและเอกชน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วม

นายยศพล กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบชีวิตความเป็นอยู่และบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีความห่วงใย มอบหมาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และมอบหมายต่อให้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัด Fix it – อาชีวะจิตอาสา เข้าช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้น และซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งที่ผ่านมา สอศ. ได้ให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในสถานศึกษา จัดครัวอาชีวะบริการอาหาร น้ำดื่ม และซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า โดย สอศ. บูรณาการการดำเนินงานระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และสถานศึกษาในพื้นใกล้เคียง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

นายยศพล กล่าวต่อว่า วันนี้ สอศ. ได้ดำเนินกิจกรรม Fix it – อาชีวะจิตอาสา เรียบร้อยแล้ว พร้อมส่งมอบบ้านเรือนที่ซ่อมแซมแล้ว 24 หลัง พร้อมมอบถุงยังชีพ 570 ชุด ที่เป็นเครื่องอุปโภค บริโภค และอาหารกล่องพร้อมเครื่องดื่ม 500 ชุด ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งจัดครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวะให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลการเกษตร และยานพาหนะ มอบพันธ์ุไม้-สอนตอนกิ่ง และฝึกอาชีพระยะสั้นให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเหล่ากาชาดศรีสะเกษ และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินการนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยอื่นๆ เป็นค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งในและนอกพื้นที่

นายยศพล กล่าวปิดท้ายว่า กิจกรรม Fix it – อาชีวะจิตอาสา ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งสร้างความมั่นคงในชีวิต และอาชีพของประชาชน  Fix it – อาชีวะจิตอาสา คือ Soft Power อาชีวะ ที่แสดงพลังของน้องๆ นักเรียนอาชีวะ พร้อมเสียสละ นำความรู้และทักษะช่วยเหลือสังคม และมั่นใจได้ว่าฝีมือนักเรียน นักศึกษา ได้มาตรฐานวิชาชีพทางด้านช่าง มีคุณภาพ 100 % และเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ สอศ. ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการให้ ที่ไม่เพียงสร้างช่างฝีมือ แต่ยังสร้างพลังอาชีวะจิตอาสาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

– 006

11.11 เปิด ‘ฟิวเจอเรียม’ เต็มรูปแบบวันแรก ‘สุรศักดิ์’ ตรวจเยี่ยมการให้บริการ ทดสอบระบบ

11.11 เปิด 'ฟิวเจอเรียม' เต็มรูปแบบวันแรก 'สุรศักดิ์' ตรวจเยี่ยมการให้บริการ ทดสอบระบบ

11.11 เปิด ‘ฟิวเจอเรียม’ เต็มรูปแบบวันแรก ‘สุรศักดิ์’ ตรวจเยี่ยมการให้บริการ ทดสอบระบบ

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.54 น.

พร้อมถอดสูทสวมบทบาทเป็น “นักธรณีวิทยาปิโตรเลียม” และ “นักคิดค้นยา” 2 ใน 27 อาชีพแห่งต้นแบบในโซน Job World เผยรู้สึกว้าว! และตื่นตาตื่นใจเมื่อได้มาชมและทดลองเล่น ชวนทุกครอบครัว- เยาวชนทุกคนมาสนุกและเรียนรู้โลกแห่งเทคโนโลยี – นวัตกรรมใหม่

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เดินทางลงพื้นที่ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เพื่อติดตามการเปิดให้บริการฟิวเจอเรียม (FUTURIUM) ศูนย์เรียนรู้ด้านนวัตกรรมและทดสอบด้านอาชีพ – ทักษะแห่งแรกของประเทศไทยและอาเซียน ที่ NSM อ.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “11.11 MISSION: THE LUCKY 111 | เปิดประตูสู่ FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต” โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วย รมว.กระทรวง อว. นายพิษณุ พลธี ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผอ.NSM และผู้บริหาร NSM เข้าร่วมโดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชมเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมาถึงนายสุรศักดิ์ ได้ทักทายและพูดคุยคณะนักเรียนจำนวนมากที่เข้าชมอยู่ก่อนแล้วพร้อมกับถ่ายรูปร่วมกับคณะนักเรียนอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเข้าไปทดลองทดสอบเครื่องเล่นในโซน Innovation World ที่มีนิทรรศการต่างๆ เช่น เมืองอัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ นวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ และนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ เป็นต้น จากนั้น ได้ตรวจเยี่ยมในโซน Job World ศูนย์เรียนรู้ด้านอาชีพขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ได้ทดลองและทดสอบ 27 อาชีพต้นแบบแห่งอนาคต เพื่อให้เยาวชนได้มาทดสอบสวมบทบาทในแต่ละอาชีพ อาทิ นักพัฒนาสายพันธุ์, วิศวกรเกษตรอัจฉริยะ, นักปฏิบัติการโรงเรือนระบบปิด, วิศวกรเครื่องกล, นักออกแบบยานยนต์, นักวางแผนระบบโลจิสติกส์, วิศวกรพลังงานแสงอาทิตย์, วิศวกรพลังงาน, นักธรณีวิทยาปิโตรเลียม, เชฟอาหารรักษ์โลก, นักวิทยาศาสตร์การอาหาร, นักพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหาร, นักออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

โดยนายสุรศักดิ์ ได้เดินเข้าไปในห้องอาชีพนักธรณีวิทยาปิโตรเลียม พร้อมถอดสูทและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดปฏิบัติการและสวมบทบาทเป็นนักธรณีขุดเจาะปิโตรเลียมรวมกับเยาวชนที่อยู่ภายในห้อง จากนั้น ได้ไปยังห้องอาชีพนักคิดค้นยา พร้อมสวมบทนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นยาก่อนจะไปยังห้องอาชีพอื่นๆ ที่มีเยาวชนกำลังทดลองสวมบทบาทอาชีพนั้นๆ อยู่

ต่อมานายสุรศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การมาฟิวเจอเรียมและได้ทดสอบระบบและทดลองสวมบทอาชีพต่างๆ ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจมาก อย่าว่าแต่เด็กหรือเยาวชนที่ได้มาสัมผัสเลย แม้แต่ตนที่เป็นผู้ใหญ่ยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจและตื่นเต้นไปด้วย ในฟิวเจอเรียมมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก สำหรับเยาวชนจะได้มาพัฒนาทักษะและได้มาทดสอบอาชีพถึง 27 อาชีพแห่งอนาคต ว่าตนเองเหมาะสมกับอาชีพอะไร ในขณะที่ แต่ละโซนนิทรรศการก็ยังนำเสนอได้ดีมาก

“ผมได้ทดลองเป็นนักธรณีวิทยาปิโตรเลียม เพราะอยากรู้ว่านักธรณีวิทยาจะต้องทำอะไรบ้าง อาชีพนักธรณีวิทยาเป็นอาชีพที่ประเทศไทยมีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ผมอยากจะให้เด็กและเยาวชนได้มาเที่ยวชม เรียนรู้และทดลองด้วยตนเอง เพราะนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็มาจากโอกาสที่ได้ทดลอง ได้ลงมือปฏิบัติจนเกิดแรงบันดาลใจเข้าสู่อาชีพนัั้นๆ ที่สำคัญ ผมอยากให้เด็กต่างจังหวัดได้เข้ามาดู ได้เข้ามาทดลองเล่น ถ้าใครได้มาถือว่าโชคดีมากเพราะถือว่ามีโอกาส ผมจะพยายามหารือกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำเด็กมาทัศนศึกษาที่ฟิวเจอเรียม รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ให้ช่วยสนับสนุนให้เด็กต่างจังหวัดและเด็กด้อยโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้ในฟิวเจอเรียม เพราะนี่คือโอกาสสำคัญที่ เยาวชนคนไทยทุกคนควรจะได้รับ“ นายสุรศักดิ์ กล่าวและว่า

ในโอกาสวันที่ 11 เดือน 11 ที่ฟิวเจอเรียมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเป็นวันแรก ผมขอเชิญชวนให้ทุกครอบครัวพาลูกหลานมาเที่ยวชมฟิวเจอเรียม เพราะที่นี่มีครบทุกอย่าง ทั้งแรงบันดาลใจ การเรียนรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เช่น เรื่องของอวกาศ ระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ที่จะทำให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ที่สนุก สร้างสรรค์และมีคุณค่า.

วุฒิสภาเปิดเวทีถก! ‘วิทยุท้องถิ่น’ ยกระดับสู่สื่อที่ยั่งยืน-เป็นปากเสียง ปชช.ยุคดิจิทัล

วุฒิสภาเปิดเวทีถก! ‘วิทยุท้องถิ่น’ ยกระดับสู่สื่อที่ยั่งยืน-เป็นปากเสียง ปชช.ยุคดิจิทัล

วุฒิสภาเปิดเวทีถก! ‘วิทยุท้องถิ่น’ ยกระดับสู่สื่อที่ยั่งยืน-เป็นปากเสียง ปชช.ยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.13 น.

วุฒิสภาเปิดเวทีถก! ‘วิทยุท้องถิ่น’ ยกระดับสู่สื่อที่ยั่งยืน-เป็นปากเสียง ปชช.ยุคดิจิทัล

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จัดสัมมนาเรื่อง ‘20 ปี ที่รอดอย…การเปลี่ยนผ่านวิทยุท้องถิ่นสู่ระบบใบอนุญาต’ ณ ห้องประชุม 402-403 อาคารรัฐสภา โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ ผู้ประกอบการสถานีวิทยุระดับท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมสัมมนาอย่างคึกคัก มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและบทเรียนจากการพัฒนากิจการวิทยุท้องถิ่นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงแนวทางการปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบใบอนุญาตในยุคดิจิทัล เพื่อให้กิจการวิทยุยังคงเป็นสื่อที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยต่อไป

นายชิบ จิตนิยม โฆษกคณะกรรมาธิการไอซีที กล่าวรายงานว่า การสัมมนาครั้งนี้เพื่อสร้างกระบวนการเปลี่ยนผ่านของสถานีวิทยุท้องถิ่นสู่ระบบใบอนุญาตได้ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติ แต่การดำเนินการกลับล่าช้า เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายและกลไกกำกับดูแล ส่งผลให้สถานีวิทยุจำนวนมากยังอยู่ในสถานะ ‘ผู้ทดลองออกอากาศ’ ภายใต้การอนุญาตชั่วคราวของ กสทช. อีกทั้งสถานีวิทยุท้องถิ่นจำนวนมากยังประสบปัญหาขาดความชัดเจนทางกฎหมาย การรบกวนคลื่น ความไม่เป็นระบบทางเทคนิค และข้อจำกัดในการพัฒนาเนื้อหา ซึ่งสะท้อนภาวะ ‘รอยต่อ’ ของการเปลี่ยนผ่านที่ยังไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องเร่งเข้าสู่ระบบใบอนุญาตถาวรเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งในด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือของสื่อ

นายชิบ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนผ่านวิทยุท้องถิ่นสู่ระบบใบอนุญาต คือการคืนความชอบธรรมให้กับผู้ประกอบการ และสร้างหลักประกันให้ประชาชนได้รับบริการสื่อสารที่เท่าเทียม โปร่งใส และยั่งยืน การสัมมนาครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และสถาบันการศึกษา ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางกำหนดทิศทางอนาคตของกิจการวิทยุกระจายเสียงไทย โดยข้อเสนอที่ได้จะนำไปประกอบการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อจัดทำนโยบายที่ชัดเจนต่อไป ซึ่งการจัดสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการปฏิรูปสื่อท้องถิ่นไทย เพื่อยกระดับระบบกำกับดูแลกิจการวิทยุให้มีมาตรฐานและตอบสนองต่อประโยชน์ของประชาชนในยุคดิจิทัล

ด้าน นายสุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม กล่าวเปิดการสัมมนาว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา วิทยุท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นปากเสียงของประชาชน แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสถานะ ‘ทดลองออกอากาศ’ ภายใต้ระบบใบอนุญาตชั่วคราว ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายและการกำกับดูแล ในขณะที่สื่อยุคดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายสุทนต์ กล่าวอีกว่า การสัมมนาครั้งนี้เปิดเวทีให้ ภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใบอนุญาตอย่างสมบูรณ์ ซึ่งไม่เพียงเกี่ยวกับการจัดระเบียบคลื่นความถี่และออกใบอนุญาตเท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับคุณภาพและความรับผิดชอบของสื่อวิทยุท้องถิ่น ให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และเป็นเครื่องมือส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน การเรียนรู้ และประชาธิปไตยระดับฐานราก

‘คณะกรรมาธิการฯจะรวบรวมข้อเสนอจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปจัดทำนโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมและกำกับดูแลที่ ชัดเจน เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมสร้างเวทีให้วิทยุท้องถิ่นเป็น พลังของประชาชน การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ ของวงการสื่อไทย ที่มุ่งสร้างอนาคตใหม่ให้วิทยุท้องถิ่นไทยเข้าสู่ระบบใบอนุญาตที่ถูกต้อง โปร่งใส และยั่งยืน’ ประธานอนุฯไอซีที กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) กำหนดจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่วิทยุ FM ประเภทธุรกิจระดับท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 12 – 14 พฤศจิกายน 2568 โดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e‑Auction)

////-026

ปชช.หลั่งไหลถวายบังคมพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’ ชาวกำแพงเพชรนั่งรถตู้มารอคิวตั้งแต่ตี5

ปชช.หลั่งไหลถวายบังคมพระบรมศพ'พระพันปีหลวง' ชาวกำแพงเพชรนั่งรถตู้มารอคิวตั้งแต่ตี5

ปชช.หลั่งไหลถวายบังคมพระบรมศพ’พระพันปีหลวง’ ชาวกำแพงเพชรนั่งรถตู้มารอคิวตั้งแต่ตี5

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.37 น.

11 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ หน้าพระโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. เริ่มวันที่ 9 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป

สำหรับบรรยากาศในวันที่ 3 นี้ ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเดินทางมาเข้าคิวรอที่จุดคัดกรองแรกที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 05.00น. และกรุงเทพมหานคร เปิดให้ประชาชนเข้าจุดพักคอย ในเวลา 07.30  น. โดยประชาชนเดินทางมาทั้งเป็นครอบครัวและมาเป็นหมู่คณะ โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสาฯคอยดูแลอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้บกพร่องทางร่างกายตลอดเส้นทาง และจัดให้ผู้สูงอายุและผู้พิการ ทยอยขึ้นกราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก่อนและตามด้วยประชาชนทั่วไป เข้ากราบถวายความอาลัยยิ่งและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ  ทั้งในด้านการศึกษา การแพทย์และสาธารณสุข การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยและช่วยเหลือราษฎรให้มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

ด้านนางสุธีรักษ์ เกิดสว่าง อายุ 74 ปี  ชาวบ้านต้นโพธิ์ อำเภอเมือง จ.กำแพงเพชร นั่งรถตู้มาพร้อมเพื่อนบ้านเดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยความอาลัยยิ่ง เมื่อปี 2526 ตนเคยรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จไปลานกระบือ 

“สำหรับภาพความทรงจำ พวกเราจดจำทุกอย่างที่พระองค์ท่านทรงทำไว้ พระองค์ท่านทรงเป็นแม่ของแผ่นดินอย่างแท้จริง ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจช่วยเหลือประชาชน ท่านทรงส่งเสริมโคงการศิลปาชีพ ส่งเสริมเกี่ยวกับผ้าไหมของไทยให้คนทั่วโลกรู้จัก ส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้ ที่กำแพงเพชร มีโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนให้มีที่ดินทำกินมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ใน จ.กำแพงเพชร มีชาติพันธุ์อยู่หลายกลุ่ม และเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ราษฎรอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า การเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ต่างๆทำให้ราษฎรมีความสุขขึ้น วันนี้มากราบถวายบังคมก็อธิฐานขอให้พระองค์เสด็จสูสวรรคาลัย“

ทั้งนี้ วันที่ 2 ของการเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พบว่ามีประชาชนเข้ากราบถวายบังคมมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,752 คน และตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 วันแรกที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง มียอดประชาชนสะสมรวม 50,485 คน (ข้อมูลวันที่ 10 พ.ย. 68 เวลา 21.00 น.)

​ม.กรุงเทพ คว้ารางวัลระดับโลก ด้วยระบบฝึกนักบินโดรน VR ที่ญี่ปุ่น

​ม.กรุงเทพ คว้ารางวัลระดับโลก ด้วยระบบฝึกนักบินโดรน VR ที่ญี่ปุ่น

​ม.กรุงเทพ คว้ารางวัลระดับโลก ด้วยระบบฝึกนักบินโดรน VR ที่ญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาคภูมิใจนำเสนอความสำเร็จอีกครั้งของนักศึกษาและคณาจารย์ ด้วยผลงาน CoSI Pilot: A VR-Based Drone Training Simulator” หรือ ระบบจำลองการฝึกนักบินโดรนด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 ในสาขา IEEE GCCE 2025 Excellent Demo! Awards จากงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ 2025 IEEE 14th Global Conference on Consumer Electronics ณ ประเทศญี่ปุ่น

ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพและสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) โดย ม.กรุงเทพได้มอบทุนการศึกษาให้กับบุคลากร สทป. เพื่อส่งเสริมความรู้ทางวิชาการ ทั้งนี้ ครูเก้ง – น.ท.สิทธิ ศรีสุวรรณ์ ซึ่งเป็นครูฝึกสอนนักบินโดรนที่ สทป. เผยว่า “ทาง สทป. มีระบบ Simulator ที่นำเข้าจากต่างประเทศใช้ในการฝึกอบรมการบินโดรน ซึ่งเป็นการเรียนขั้นพื้นฐานก่อนลงพื้นที่บินจริง แต่ผมได้พบข้อจำกัดหลายประการจากการใช้งานจริง จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาระบบการฝึกนักบินโดรนที่ทำลายข้อจำกัดเหล่านั้นด้วยตัวเอง”

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการฝึกบินโดรนและความรู้เกี่ยวกับหลักการ กฎหมาย รวมถึงมาตรฐาน ICAO หรือมาตรฐานการบินสากล ทางครูเก้ง ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของระบบไว้ดังนี้ 1.ลดทรัพยากรการฝึกบินจริง ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการฝึกภาคปฏิบัติ , 2.ลดความเสี่ยงสูญเสียอุปกรณ์ ป้องกันความเสียหายของโดรนจากการฝึกหัด , 3.เพิ่มความสะดวกในการฝึก สามารถฝึกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำกัดสถานที่และสภาพอากาศ และ 4.สร้างระบบวัดผลมาตรฐาน ประเมินความสามารถของผู้ฝึกบินได้อย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐาน

สิ่งที่ทำให้ระบบนี้โดดเด่นคือการเพิ่มระบบวัด Attitude ของนักบิน ซึ่งครูเก้งได้เน้นย้ำว่า “นอกจากการฝึกและวัดผลการบินโดรนแล้ว การวัดทัศนคติของนักบินเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ทักษะการบิน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ระบบนี้ออกแบบให้สามารถเฝ้าดูพฤติกรรมการบินผ่านการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อวัดความคิด การรับมือกับความเสี่ยง และการตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฝึกบินพัฒนาไปสู่ Beyond Skill”

การสร้างผลงานครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้ง 3 คน นำโดยครูเก้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกบินโดรนระดับมาตรฐานสากล ส่วนนายธนยศ ศิรธรานนท์ นักศึกษาปริญญาโท และนายณรรรณ  ลมุนพันธ์ นักศึกษาปริญญาตรี เป็นผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งสองคนเล่าถึงกระบวนการทำงานว่า “หลังจากแลกเปลี่ยนความต้องการกับครูเก้งแล้ว พวกเราต้องนำขั้นตอน หลักการ และการวัดผลมาถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม รวมถึงลงพื้นที่ไปศึกษาการฝึกบินโดรนจริง จากนั้นจึงเริ่มวางระบบต่างๆ ให้เกิดเป็นระบบจำลองการฝึกนักบินโดรนที่สมบูรณ์ ทั้ง 3D Model, Physical Simulation และระบบ Backend สำหรับการประเมินผล พร้อมทั้งทดสอบการทำงานจริงด้วยตนเอง จนเกิดเป็นผลงาน CoSI Pilot ที่เห็นในวันนี้”

ผศ.ดร.กิ่งกาญจน์ สุขคณาภิบาล อาจารย์ประจำ CoSI เล่าถึงจุดเด่นของระบบ CoSI Pilot ว่า ระบบจำลองการฝึกนักบินโดรนด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) มีความโดดเด่นด้านการปรับแต่งให้เหมาะสมกับหลักสูตรการฝึกของไทย ด้วยการจำลองสภาพแวดล้อมจริงจากข้อมูลภูมิประเทศภายในประเทศ เชื่อมต่อระบบวิเคราะห์ผลและติดตามสมรรถนะผู้ฝึกแบบเรียลไทม์ ใช้งานง่าย ต้นทุนต่ำกว่าผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ และสามารถขยายหรือเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมได้ในอนาคต

สำหรับงานประชุมวิชาการ IEEE Global Conference on Consumer Electronics จะจัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2025 มีบทความส่งเข้าร่วมมากกว่า 800 บทความ และคัดเลือกเหลือเพียง 40 ผลงานที่สามารถนำมาจัดแสดง ผลงาน CoSI Pilot ไม่เพียงผ่านการคัดเลือกเท่านั้น แต่ยังได้รับรางวัล Silver Prize สาขา IEEE GCCE 2025 Excellent Demo! Awards อีกด้วย

“คณะวิศวกรรมศาสตร์กำลังจะเปิดภาควิชาโดรน การเกิดของผลงานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาทางการศึกษา ซึ่งหากระบบนี้ได้รับการทดสอบและพัฒนาจนสมบูรณ์ จะพร้อมใช้ในการเปิดสอนให้กับนักศึกษาในอนาคต นอกจากนี้ผู้ฝึกการบินโดรนทั่วไปก็สามารถใช้ระบบนี้แทนการใช้ระบบจากต่างประเทศได้” อาจารย์วรวัฒน์ เชิญสวัสดิ์ อาจารย์ประจำ CoSI กล่าวทิ้งท้าย

​4 องค์กรท้องถิ่นชายแดนใต้ คว้ารางวัล ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ไทย’

​4 องค์กรท้องถิ่นชายแดนใต้ คว้ารางวัล ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ไทย’

​4 องค์กรท้องถิ่นชายแดนใต้ คว้ารางวัล ‘เมืองแห่งการเรียนรู้ไทย’

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย ภายใต้ภาคีความร่วมมือ บพท. – ยูเนสโก -กระทรวงศึกษาธิการ – กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา – อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มอบรางวัล “เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ครั้งปฐมฤกษ์ ให้เทศบาลเมืองปัตตานี-อบจ.ปัตตานี-เทศบาลเมืองตาก-เทศบาลนครตรัง

รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า บพท. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้ “เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ซึ่งประกอบด้วยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. และอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ริเริ่มจัดกิจกรรมมอบ “รางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” หรือ “Thailand Learning City Award” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อกระตุ้นให้ผู้นำเมืองหรือตัวแทนของผู้นำเมือง ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของการแสวงหาองค์ความรู้ไปจัดทำแผนพัฒนาเมืองตลอดจนบริหารจัดการปัญหาของเมืองให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองที่เป็นสมาชิกของเมือง

“แนวทางการดำเนินการพิจารณามอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย เป็นการประยุกต์มาจากกระบวนการคัดสรรต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก มาใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย และอยู่ภายใต้หลักคิดที่ต้องการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือและกระบวนการในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย และพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการปูทางไปสู่การผลักดันให้แพลตฟอร์มเมืองแห่งการเรียนรู้ของประเทศไทย” รศ.ดร.ปุ่น กล่าวและว่า การมอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยครั้งปฐมฤกษ์นี้ จะแบ่งรางวัลออกเป็น 4 หมวดคือ เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจ เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านเด็กและเยาวชน เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านลดความเหลื่อมล้ำ โดยการพิจารณาคัดเลือกเมืองแห่งการเรียนรู้ ให้ได้รับรางวัลแต่ละประเภท คณะกรรมการจะพิจารณาจากองค์ประกอบหลักของการพัฒนาเมือง 5 ประการ คือ 1.ผู้นำเมือง มีธรรมาภิบาลและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ 2.มีแผนการพัฒนาคนและพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 3.มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และสร้างพื้นที่การเรียนรู้เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต 4.มีการระดมทรัพยากรและกลไกความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในพื้นที่และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 5.มีผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเมืองที่เข้าเกณฑ์ได้รับรางวัลต้องมีคะแนนรวมไม่ต่ำกว่า 80 คะแนน และเมืองที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัลเมืองยอดเยี่ยมในแต่ละด้าน

“เทศบาลเมืองปัตตานี คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านเมืองเศรษฐกิจ อบจ.ปัตตานี คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านลดความเหลื่อมล้ำ เทศบาลนครตรัง คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านเด็กและเยาวชน และ เทศบาลเมืองตาก คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น รวมถึงเมืองศักยภาพสูง ได้แก่ เทศบาลเมืองกาญจนบุรี (ด้านเมืองเศรษฐกิจ), อบจ.สตูล (ด้านเมืองอัตลักษณ์ท้องถิ่น), อบต.เชียงดาว (ด้านเมืองสำหรับเด็กและเยาวชน) และเทศบาลเมืองแสนสุข (ด้านเมืองลดความเหลื่อมล้ำ) ซึ่งเป็นการแสดงถึงความสำเร็จของเมืองต้นแบบการเรียนรู้ของประเทศไทย” รองผู้อำนวยการ บพท. ระบุ

นพ.รักษ์ บุญเจริญ นายกเทศมนตรีนครตรัง กล่าวว่า แรงบันดาลใจที่นำมาสู่การส่งผลงานเข้าประกวดในครั้งนี้ตัวเป้าหลักคือ เรื่องเด็กที่ด้อยโอกาส ซึ่งการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันเด็กกลุ่มด้อยโอกาสจะยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก ถ้าเราไม่มาปิดช่องว่างตรงนี้จะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ก็เลยทำให้สนใจที่จะต้องมาเติมเต็มให้กับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งการที่มีกิจกรรมมอบรางวัลในลักษณะนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในสังคมว่ายังมีโอกาสสำหรับเด็กกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้การเก็บข้อมูลที่ตกหล่นได้เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญคือการที่เรามีภาคีอย่างสภาเด็กและเยาวชนที่ทำงานแข็งขันมากเข้ามาร่วมด้วย

ด้าน นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล กล่าวว่า รางวัลนี้ใช้เกณฑ์พิจารณาระดับสากล ทำให้เรามั่นใจในแนวทาง และแผนงานของเราที่มุ่งพัฒนาเมืองสตูลให้เจริญก้าวหน้า โดยยังรักษาคุณค่าของเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเมืองเอาไว้ให้คนในพื้นที่มีความภาคภูมิใจ