มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี เปิดตัวหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติขั้นสูง

มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี เปิดตัวหลักสูตร 'โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติขั้นสูง

มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี เปิดตัวหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติขั้นสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.18 น.

มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี เปิดตัว “หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน” 4 สาขา เริ่มเรียนมิถุนายน 2569 เส้นทาง 5 ปี (โครงสร้าง 3+2) เรียนไป–ทำงานไปด้วย Work-Based Learning และสหกิจศึกษา ผลิต “บัณฑิตนักปฏิบัติ” สมรรถนะสูง ตรงความต้องการอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

30 ตุลาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) วิทยาเขตปราจีนบุรี ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยกล่าวต้อนรับ ศ.ดร.ธานินทร์  ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. กล่าวความเป็นมาของหลักสูตร โดยมี ผศ.พีระศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดี ประจำวิทยาเขตปราจีนบุรี ผศ.ดร.กฤษฎากร บุดดาจันทร์ คณบดีคณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม รศ.ดร.รัชนี  เจริญ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล และ ผศ.ดร.รณินทร์  กิจกล้า คณบดีคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัว “หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน” ชุดหลักสูตรอนุปริญญา 4 สาขา ได้แก่ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (TIEE), เครื่องกลสมัยใหม่ (TIMM), โลจิสติกส์และดิจิทัล (TILM) และสมุนไพรและความงาม (TIHB) วางรากบนแนวคิดแบบทวิภาคี (Dual System) ของเยอรมนี ผสานการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Work-Based Learning) โครงงาน และสหกิจศึกษา ตลอดเส้นทาง 5 ปี (3+2) โดยรับสมัครนักเรียนที่กำลังสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) เพื่อพัฒนาสู่กำลังคนทักษะสูงในกลุ่ม First S-Curve และ New S-Curve ของประเทศ และประกาศทิศทางการยกระดับสมรรถนะผู้เรียน โดยเชื่อม “โรงเรียน–โรงงาน” อย่างเป็นระบบตั้งแต่ปีต้นของการศึกษา

ผศ.ดร.กฤษฎากร บุดดาจันทร์ คณบดีคณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม กล่าวว่า TIMM และ TIEE ออกแบบให้ผู้เรียนได้ “จับงานจริงตั้งแต่ปีต้น” ทั้งงานเครื่องกลสมัยใหม่ อัตโนมัติ หุ่นยนต์ ไฟฟ้าอุตสาหกรรม และอิเล็กทรอนิกส์ เน้นมาตรฐานความปลอดภัย วินัยการทำงาน และการบูรณาการทฤษฎีกับภาคปฏิบัติ เพื่อให้พร้อมเข้าสายงานโรงงานทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา

รศ.ดร.รัชนี เจริญ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล กล่าวว่า TIHB มุ่งสร้างนักปฏิบัติที่เข้าใจห่วงโซ่การผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ–ความงามครบวงจร ตั้งแต่การผลิต ควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน และงานวิจัยพัฒนา ควบคู่ทักษะดิจิทัลและการกำกับคุณภาพ โดยผู้เรียนฝึกในสถานประกอบการจริงเพื่อให้ทันต่อความต้องการแรงงานทักษะสูงของอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว

ผศ.ดร.รณินทร์ กิจกล้า คณบดีคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ กล่าวว่า TILM เน้นสมรรถนะโลจิสติกส์ยุคดิจิทัล ครอบคลุมคลังสินค้า ขนส่ง และซัพพลายเชน ผ่านระบบ WMS/TMS/ERP และโจทย์งานจริงในสถานประกอบการ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจการไหลของข้อมูล–สินค้า–ต้นทุนและสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการได้ทันทีในหน้างาน

ทั้งนี้ หลักสูตรทั้ง 4 ได้บูรณาการทักษะปฏิบัติและความรู้เชิงทฤษฎีอย่างเข้มข้น ผู้เรียนจะสร้างพอร์ตผลงานจริง ควบคู่การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม วินัย และ กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อให้วิเคราะห์และแก้ปัญหาจริงในโลกการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตในสายอาชีพเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

สมัครออนไลน์ได้ตั้งแต่บัดนี้  http://www.fitm.kmutnb.ac.th/openhouse หรือ https://www.admission.kmutnb.ac.th/  โทรศัพท์ 065-934-9469

-(016)

ผอ.ไทยพีบีเอส นำเสนอรายงานประจำปี 2567 ชูก้าวต่อไป OTT VIPA ผลักดันเป็นแพลตฟอร์มระดับชาติ

ผอ.ไทยพีบีเอส นำเสนอรายงานประจำปี 2567 ชูก้าวต่อไป OTT VIPA ผลักดันเป็นแพลตฟอร์มระดับชาติ

ผอ.ไทยพีบีเอส นำเสนอรายงานประจำปี 2567 ชูก้าวต่อไป OTT VIPA ผลักดันเป็นแพลตฟอร์มระดับชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

“วันชัย” ผอ.ไทยพีบีเอส นำเสนอรายงานประจำปี 2567 ภูมิใจข่าวไทยพีบีเอส นำเสนอความจริง รอบด้าน น่าเชื่อถือ ประกาศนำไทยพีบีเอสติด TOP TEN สื่อที่ได้รับความนิยมภายใน 2 ปี ตั้งเป้านำ VIPA เป็นแพลตฟอร์มระดับชาติ ที่เป็นอนาคตของทีวีไทย

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เข้ารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2567 ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 9 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีผู้เข้าชี้แจงที่ประชุมวุฒิสภาดังนี้ ดร. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท., นายเจษฎา อนุจารี กรรมการนโยบาย ส.ส.ท., นางทัศนีย์ ผลชานิโก กรรมการนโยบาย ส.ส.ท., นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานกรรมการบริหาร และ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท., นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการบริหาร และ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท., นายพิเศษ จียาศักดิ์ กรรมการบริหาร และ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. เปิดนำเสนอรายงานผลการปฏิบัติงานของ ส.ส.ท. ประจำปี 2567 กล่าวถึงบทบาทของไทยพีบีเอส ในฐานะสื่อสาธารณะ มีภารกิจในการดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ เพื่อสนับสนุนให้เกิดสังคมที่มีคุณภาพและคุณธรรม มุ่งเน้นการนำเสนอข่าวสารที่เที่ยงตรง รอบด้าน สมดุล และซื่อตรงต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ พร้อมทั้งผลิตรายการด้านการศึกษาและสาระบันเทิงคุณภาพสูง สะท้อนความหลากหลายของสังคมโดยปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ เสรีภาพ และการพัฒนาสังคมประชาธิปไตย

“ทิศทางในอนาคตของไทยพีบีเอส มีคีย์เวิร์ด 4 ตัว คือ Cross Platform ความน่าเชื่อถือ โมเดลการหารายได้ และการขยายฐานผู้ชม ความคุ้มค่าของไทยพีบีเอสจึงวัดจากการรู้จักและใช้ข้อมูลข่าวสารให้เกิดประโยชน์ โดยหวังว่า การแถลงผลการดำเนินงานในปีหน้าของไทยพีบีเอส จะสามารถนำทั้ง 4 เรื่องนี้ มารายงานต่อสมาชิกวุฒิสภาให้เห็นถึงความทุ่มเทของเรา”ดร. นพ.โกมาตร กล่าวสรุป

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวรายงานผลการปฏิบัติงานของ ส.ส.ท. ประจำปี 2567 ว่า ไทยพีบีเอส ยืนหยัดเสนอข่าวที่ถูกต้อง รอบด้าน เป็นกลางด้วยจริยธรรมทางวิชาชีพ โดยยกตัวอย่างวิกฤตน้ำท่วมแม่สายที่มีการถอดบทเรียนนำเสนอสมุดปกขาว ให้จ.เชียงรายเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ไม่สร้างความเกลียดชัง การเกาะติดเลือกตั้ง อบจ. ตั้งอยู่บนความเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด สร้างความตื่นตัวทางการเมือง และนำเสนอข่าวกลุ่มคนชาติพันธุ์ที่เกาะติดมาอย่างยาวนาน จนทำให้ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ยังนำ AI มาใช้กับการทำงานของสื่อมวลชน โดยเฉพาะ Thai PBS VERIFY ทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวปลอม เป็นผู้นำการผลิตรายการเพื่อเด็กและครอบครัวมากที่สุด จำนวน 147 รายการ รวมเวลา 2,969 ชม. และผลการสำรวจสื่อไทยในปี 2025 ของสถาบันรอยเตอร์ ไทยพีบีเอสเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือสูง 72% เป็นอันดับ 3 ของสื่อในไทย และปี 2567 ยังได้รับรางวัลในระดับประเทศและนานาชาติรวมมากกว่า 50 รางวัล ซึ่งก้าวต่อไปมีความพยายามร่วมผลักดันประเด็นสำคัญของสังคม เช่น ปัญหาคอร์รัปชัน การรายงานการเลือกตั้ง 2569 รวมถึงการผลักดันแพลตฟอร์ม OTT อย่าง VIPA ให้เป็น National OTT Platform

สำหรับการอภิปรายในครั้งนี้ มี สว.ลงชื่ออภิปรายทั้งสิ้น 8 ท่าน ได้แก่ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์, นายขวัญชัย แสงหิรัณย์, พลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย ,นางกัลยา ใหญ่ประสาน, นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย, นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ และนายชิบ จิตนิยม ซึ่งส่วนใหญ่ชื่นชมการทำงานของไทยพีบีเอส

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ท่ามกลางอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก แม้สื่อใหญ่จะกำหนดทิศทางและเป้าหมายของสังคม รวมถึงการรับรู้ของผู้คน ให้ความสำคัญกับการสร้างกระแสต่าง ๆ ขณะที่ไทยพีบีเอสเป็นสื่อที่นำเสนอข้อมูลแตกต่าง ไม่ได้อิงกับกระแส แต่ให้ความสำคัญกับประชาชนที่เป็นเจ้าของปัญหา และทำงานแบบ “กัดไม่ปล่อย” สามารถทำข่าวเชิงสืบสวนต่อเนื่อง การทำงานของไทยพีบีเอส มีระบบนิเวศสื่อ ที่มี “สื่อพลเมือง” เป็นคนทำงานที่มีคุณภาพ สามารถเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นปลาหมอคางดำ เครือข่ายสื่อสาร C-Site สามารถรายงานสถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำได้ครอบคลุม สร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ที่เสนอแนะคือ จะทำอย่างไรให้คนทำงานของไทยพีบีเอส สามารถรับใช้สังคมและตอบโจทย์สังคมได้ โดยที่ความเป็นอยู่สวัสดิการของพนักงานมีความพร้อมและเหมาะสม

ว่าที่พันตรี กรพด  รุ่งหิรัญวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ไทยพีบีเอส เป็นมากกว่าสถานีโทรทัศน์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของชาติ ที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ มีผลงานโดดเด่นที่จับต้องได้ ทำหน้าที่อย่างสมเกียรติสื่อสาธารณะของไทย เป็นที่พึ่งของประชาชนยามเกิดวิกฤต เป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ และมีการปรับตัวสู่ดิจิทัล แต่ตนมองเห็นสัญญาณเตือนภัยในวิกฤตเชิงโครงสร้างของไทยพีบีเอส 3 ข้อ คือ 1. ไทยพีบีเอส มีการเงินที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากมีรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายสุทธิ เพราะมีต้นทุนการผลิตสื่อสูง และมีพันธกิจหลากหลาย ซึ่งอาจทำให้ทุนไม่พอ 2.ความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะการแข่งขันไม่อยู่ในช่องทีวีอีกต่อไป ทำให้สูญเสียคนรุ่นใหม่ 3.บทบาทในการเป็นกาวใจในสังคมแบ่งขั้วมีความคิดเห็นสุดขั้ว ยากขึ้นทวีคูณ จึงขอเสนอยุทธศาสตร์ 3 ประการ ให้รอดจากวิกฤตเชิงยุทธศาสตร์ คือ 1.ปลดล็อกศักยภาพทางการเงิน 2. ก้าวนำ ด้านนวัตกรรมและจริยธรรม มีการลงทุนด้าน AI เป็นผู้นำที่เป็นต้นแบบจริยธรรมและวงการสื่อ 3. สร้างใหม่ บทบาทพื้นที่กลางของสังคม เป็นวารสารเชิงหาทางออก ดังนั้น เรียกร้องให้มองการณ์ไกล ปรับโครงสร้างเพื่อให้สมบัติของชาติแข็งแกร่งเป็นที่พึ่งของประชาชนต่อไป

นายวันชัย กล่าวในตอนท้ายการชี้แจงว่า ขอเชิญชวนให้ทุกคนดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน VIPA  ซึ่งดาวน์โหลดฟรี รายการดี มีสาระ โดยเฉพาะสารคดี VIPA ถือเป็นอนาคตของไทยพีบีเอส ที่เราจะก้าวสู่ระดับนานาชาติ ไทยพีบีเอสจะผลิตคอนเทนต์ที่ดี อยู่ในหลากหลายแพลตฟอร์ม มีความตั้งใจที่ทำให้มีคนดูไทยพีบีเอสเพิ่มมากกว่านี้เท่าตัว โดยในอีก 2 ปี วางเป้าหมายให้ไทยพีบีเอสติดอยู่ใน TOP TEN ของทีวีไทย

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่ 2

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่ 2

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่ 2

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประจำปีการศึกษา 2567 (เป็นวันที่ 2) โดยมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม  กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง (สถาบันสมทบ) รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,340 คน

การนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ  บุณยโสภณ  นายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมด้วยศาสตราจารย์  ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ  อธิการบดี คุณภรณี  ลีนุตพงษ์ และ ดร.วินัย  สารสุวรรณ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ คณะผู้บริหาร บุคลากร และนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เฝ้าฯ รับเสด็จ

จุฬาราชมนตรี-ปชช.ทุกหมู่เหล่าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

จุฬาราชมนตรี-ปชช.ทุกหมู่เหล่าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

จุฬาราชมนตรี-ปชช.ทุกหมู่เหล่าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.36 น.

จุฬาราชมนตรี ทูตต่างประเทศ ประชาชนทุกหมู่เหล่าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัย”สมเด็จพระพันปีหลวง”ด้วยความรักเทิดทูน

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุนใน ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง เปิดให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย โดยมี บุคคลสำคัญ คณะบุคคล ผู้นำศาสนา คณะทูตต่างประเทศ  หน่วยงานสังกัดภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ องคกรการกุศล และประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยด้วยความรักเทิดทูนและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุขของปวงชนชาวไทยตลอดมา

อาทิ นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี และคณะ, เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเช็ค ประจำประเทศไทย, CDA สาธารณรัฐคอซอวอ, กงสุลกิตติมศักดิ์ โมนาโก, ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมคู่สมรส จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB), สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ(OCHA), พล.ท.วรยศ เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมแม่ทัพน้อย และคณะ, สมาคมส่งเสริมบุคลิกสตรี, สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ, สมาคมแม่บ้านกองทัพภาคที่ 1 , เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นต้น

ด้าน นายนพรัตน์ ศิจันทร์ อายุ 25 ปี ปัจจุบันประกอบอาชีพด้านไอที กล่าวว่า เดินทางมาคนเดียวตั้งใจที่มาร่วมถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยเป็นครั้งแรก และตั้งใจที่จะมาชมพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถด้วย

นายนพรัตน์ เผยความรู้สึกในการมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าเป็นครั้งแรก ว่า ในฐานะที่ตนมีความฝันอยากจะเป็นดีไซเนอร์ มีความหลงใหลในผ้าไทย อีกทั้งยังเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับผ้าไทยมาก่อน การได้มาเยี่ยมชมฉลองพระองค์ของสมเด็จพระพันปีหลวง ครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆมีแต่ความประทับใจอันเปี่ยมล้น และต่อจากนี้ ตั้งใจว่าจะเดินทางมาชมอีกเรื่อยๆ

“ในพิพิธภัณฑ์ มีบางชุดที่เรายังไม่เคยเห็นเพราะอยู่ในช่วงอนุรักษ์ไว้ เลยตั้งใจมาอีกเรื่อยๆ เพื่อมาดูฉลองพระองค์ที่เราอยากเห็น ซึ่งก็คือฉลองพระองค์ที่สมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ เยือนต่างประเทศ เพราะสวยงามทุกชุด” นายนพรัตน์ กล่าว

นายนพรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ต่อจากนี้จะประชาสัมพันธ์เรื่องผ้าไทยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเองให้มากขึ้น เนื่องจากโซเชียลมีเดียของตนนั้นมีต่างชาติติดตามค่อนข้างเยอะ ต่างชาติจะได้เห็นถึงความสวยงามของภูมิปัญญาไทย และพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาคนทั่วโลก

ขณะที่ นางบุญส่ง คงคาเขตร อายุ 86 ปี ชาวปากช่อง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ลูกสาว คือ นางสนธยา สมปาง อายุ 61 ปี ไปรับมากรุงเทพฯ เมื่อวานเพื่อพาไปพบแพทย์ เนื่องจากไม่สบาย แต่เช้าวันนี้ตนพร้อมลูกสาวตั้งใจมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ด้วยอายุมากและป่วยจึงใช้บริการรถเข็นเข้ามาโดยมีจิตอาสาพระราชทาน 904 ช่วยดูแลด้วยใจ ตั้งแต่สนามหลวงจนเข้ามาในศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง พร้อมกับประชาชนทั่วทุกภูมิภาค  วันนี้ท่านสวรรคตครบ 7 วัน พสกนิกรยังมาสักการะต่อเนื่อง แม้ไม่เคยเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์แต่เรารับรู้และติดตามพระราชกรณีกิต พระองค์ทรงงานอย่างมีความสุขเพื่อราษฏร ไปพบราษฎรในถินธุรกันดารด้วยพระเมตตามากล้น ท่านทรงเห็นความสำคัญของผ้าไหมไทย ส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน สร้างรายได้ ตื้นตันมาก แต่ด้วยสุขภาพและวัยอาจจะไม่ได้มากราบพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท วันนี้ เป็นการส่งพระองค์ครั้งสุดท้าย

นางสมนึก พนิชตะโกน  อายุ60 ปี ชาว จ.ปทุมธานี กล่าวว่า แม้จะขาหักดามเหล็กแต่ก็มาด้วยใจ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังช่วยอำนวยความสะดวก นำสมุดลงนามถวายอาลัยมาให้ตนลงนาม เพราะเดินไม่สะดวก รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อประชาชนเดือดร้อน น้ำท่วม ดิมถล่ม ทรงบรรเทาทุกข์ เป็นขวัญกำลังใจคนไทยเสมอมา เมื่อทรงพระประชวรตนก็ติดตามข่าวด้วยความเป็นห่วง พอทราบข่าวท่านสวรรคตรู้สึกเสียใจมาก วันนี้ครบ 7 วัน รู้สึกใจหาย ทุกอย่างเร็วมาก เราต้องมาถวายอาลัยให้ได้ สมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้ากราบพระบรมศพ 4 ครั้ง ด้วยรักและเทิดทูน วันนี้มากับพี่สาว ซึ่งเดินทางมาพร้อมครอบครัวจากจ.อุบลราชธานี เพื่อมาสักการะพระบรมศพและลงนามถวายความอาลัย จากนี้นี้ทางครอบครัวจะไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าของพระองค์ด้วย

– 006

‘สุรศักดิ์’มอบ‘กอวช.-สอวช.’ทบทวนกฎหมายล้าสมัย ‘สอวช.’เดินหน้า 5 ภารกิจสำคัญ

‘สุรศักดิ์’มอบ‘กอวช.-สอวช.’ทบทวนกฎหมายล้าสมัย ‘สอวช.’เดินหน้า 5 ภารกิจสำคัญ

‘สุรศักดิ์’มอบ‘กอวช.-สอวช.’ทบทวนกฎหมายล้าสมัย ‘สอวช.’เดินหน้า 5 ภารกิจสำคัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

‘สุรศักดิ์’มอบ‘กอวช.-สอวช.’ทบทวนกฎหมาย-กฎระเบียบที่ล้าสมัย พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อน Big Quick Win ตามนโยบายรัฐบาล ด้าน‘สุรชัย ผอ.สอวช.’แถลงแผนงาน สอวช. ปี69 พร้อมเดินหน้า 5 ภารกิจสำคัญ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 7/2568 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า (โยธี) กระทรวง อว. และการประชุมผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 29 ต.ค.68

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ในฐานะ รมว.อว. คนใหม่ที่มีวาระการทำงาน 4 เดือนตามกรอบรัฐบาล ซึ่งได้กำหนดแนวทางการทำงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่จำกัด (Quick Win) ต้องได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน โดย อว. เป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่จะช่วยผลักดันนโยบายของรัฐบาลให้ประสบผลสำเร็จ ครอบคลุมการรับมือกับ 4 ภัยหลัก ได้แก่ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ในประเด็นด้านเศรษฐกิจ ต้องมีการส่งเสริมประชาชนฐานรากและกลุ่ม SMEs ในการสร้างธุรกิจนวัตกรรม โดย อว. มีองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีที่สามารถนำไปช่วยยกระดับผู้ประกอบการทั่วประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้านความมั่นคง อว. มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมหลายอย่างที่เข้าไปเสริมความมั่นคงให้กับประเทศได้ ด้านธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม มีการเฝ้าระวังและแนวทางการจัดการภัยพิบัติอย่างชัดเจน

รมว.อว. ยังได้เน้นย้ำว่า ต้องการผลักดันให้เกิด “Big Quick Win” ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง โดยเฉพาะนโยบาย Reskill–Upskill เพื่อการพัฒนาทักษะประชาชนทุกช่วงวัย ผลิตคนให้ตรงกับความต้องการ เพิ่มขีดความสามารถแรงงานรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกทั้งต้องทำให้ประชาชนรับรู้ว่า อว. สามารถสนับสนุนการพัฒนาคน การวิจัย และนวัตกรรมที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจดีขึ้นได้จริง

“งานวิจัยต้องนำไปใช้ได้จริงถึงเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชนต้องเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก อว. ได้มากขึ้น เมื่อประชาชนเข้าใจเรา ก็จะร่วมมือกับเราในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป” นายสุรศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ รมว.อว. ได้ชี้ให้เห็นบทบาทของ สอวช. ในการเป็นมันสมองและเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ จึงขอให้ สอวช. ช่วยขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย อีกทั้งได้มอบหมายให้ กอวช. และ สอวช. แก้ไข ทบทวนกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน และไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมยืนยันหลักการทำงานว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นภาระต่อองค์กร แต่ต้องช่วยแก้ปัญหาให้กับหน่วยงาน และสนับสนุนการทำงานให้ง่ายขึ้น จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจของ อว. เพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้ก้าวทันโลก

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้รายงานแผนการดำเนินงานของ สอวช. ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยระบุว่า การทำงานของ สอวช. จะมุ่งสร้างผลกระทบที่สำคัญ 5 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ได้แก่ 1) ใช้ อววน. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดย สอวช. จะเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์มสนับสนุนการขยายธุรกิจ (Scale-up) สู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมเศรษฐกิจไทยสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Future Industry) อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 2) สร้างความเข้มแข็งด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้รายสาขา และออกแบบนโยบาย โครงสร้าง และกลไกการบริหารจัดการทุนวิจัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

3) สนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำ อววน. เข้าเสริมกลไกการพัฒนาให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 4) เพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูงในระบบเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาทักษะ สร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์ตลาดงานยุคใหม่ และ 5) ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบ อววน. นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการพัฒนาประสิทธิภาพองค์กร เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม โดยเห็นพ้องในความสำคัญของงานในมิติด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งควรบูรณาการให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและนโยบายในมุมสังคมให้มากยิ่งขึ้น โดยยกตัวอย่าง การพัฒนาสหกรณ์เกษตรควบคู่ไปกับการพัฒนาสมาร์ทฟาร์ม เมื่อมีนวัตกรรมและซอฟต์แวร์ด้านการจัดการภาคการเกษตรแล้ว ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทุนความรู้จากงานวิจัย จุดอ่อน จุดแข็ง และเงื่อนไขสู่ความสำเร็จ เพื่อให้การวิจัยตอบโจทย์เชิงพื้นที่และนโยบายได้รวดเร็วขึ้น

ในส่วนกำลังคน ที่ประชุมเสนอให้ สอวช. ชี้ทิศทางให้ชัด ทั้งในมิติ Reskill – Upskill โดยให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อยกระดับแรงงานในระยะสั้น ขณะเดียวกันควรให้ความสำคัญกับ Longevity – Wellness อาหารแห่งอนาคต และทำแผนที่นำทางด้านเทคโนโลยี (Technology Mapping) เพื่อยกระดับจีดีพีระยะยาวให้ประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

‘สหพัฒนพิบูล’ จุดประกายฝันเยาวชน มอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน สานต่อปณิธานสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ ประจำปี 2568  พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธานกรรมการฯ นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการฯ นางผาสุข รักษาวงศ์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารฯ และ นายณัฐพล เดชวิทักษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการฯ ให้เกียรติเข้าร่วมงาน

นายบุญชัย กล่าวว่าในปีนี้ SPC ได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ รวมจำนวน 300 ทุน ซึ่งการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้ อยู่ภายใต้ “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC)” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่

“โดยการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อร่วมสร้างเยาวชนคนเก่งให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาครอบครัว สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน” นายบุญชัย ระบุ

ชาว มมส พร้อมใจแต่งกายไว้ทุกข์ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ชาว มมส พร้อมใจแต่งกายไว้ทุกข์ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ชาว มมส พร้อมใจแต่งกายไว้ทุกข์ ถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้จัดกิจกรรมเพื่อแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยฯ เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาลัย โดยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์สีดำ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด

ในช่วงเช้า มหาวิทยาลัยฯ ได้ประกอบพิธีเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา ก่อนจะดำเนินการ ลดธงลงสู่ระดับครึ่งเสา เพื่อแสดงความอาลัย ตามประกาศสำนักพระราชวัง และมติของรัฐบาลที่แจ้งให้สถานที่ราชการและสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังได้ดำเนินการตามแนวทางของรัฐบาลที่กำหนดให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี เพื่อร่วมแสดงความอาลัยอย่างสมพระเกียรติสูงสุด

​นักวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น’ ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based food

​นักวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น’ ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based food

​นักวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น’ ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based food

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวันนี้แนวโน้มการบริโภคอาหารจากพืช (Plant-based food) และอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ต่างให้ความสำคัญกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล และ “ผลิตภัณฑ์น้ำนมพืช” ก็เป็นหนึ่งใน Plant-based food ที่มีการขยายตัวสูงในตลาดโลก ตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการสร้างเสริมสุขภาพด้วยสินค้าจากโปรตีนพืชทดแทนสินค้าจากโปรตีนเนื้อสัตว์ โดยในบรรดาวัตถุดิบประเภทถั่วที่ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำนมพืช ต้องมีชื่อของ Edamame หรือถั่วแระญี่ปุ่น Super Food ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย มีโปรตีนสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด คุมระดับน้ำตาลในเลือด อย่างแน่นอน

ไม่เพียงแค่คุณค่าทางอาหารสูงเท่านั้น แต่ประเทศไทยยังได้เปรียบในการเป็นแหล่งผลิต ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น เพราะถั่วแระญี่ปุ่นมีแหล่งเพาะปลูกและการผลิตเพื่อส่งออกในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ทว่า ที่ผ่านมาธุรกิจน้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นที่ผลิตเชิงการค้ายังมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้น และยังไม่พบสินค้าที่วางจำหน่ายอย่างกว้างขวางแบบ Shelf-stable ในตลาดไทยและตลาดต่างชาติ

ขณะเดียวกัน การผลิตน้ำนมจากถั่วต้องอาศัยการพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิต คัดเลือกส่วนผสมให้สามารถผลิตสินค้าที่คุณลักษณะทางกายภาพและรสชาติอันเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องมีการทำวิจัยในเชิงเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิต ควบคู่กับการวิจัยผู้บริโภค รวมถึงการวิเคราะห์ทดสอบคุณภาพสินค้าเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนประกอบการขึ้นทะเบียนอาหารตามมาตรฐานไทยและนานาชาติเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์นมพืชที่มีคุณภาพสูง

ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ กลิ่นมาลัย อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เดินหน้า โครงการวิจัยเพื่อพัฒนา ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น ด้วยแนวคิดที่จะนำพืชท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างถั่วแระญี่ปุ่น มาวิจัยและพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ทั้งอร่อยและมีคุณค่าทางสุขภาพ โดยเน้นการใช้กระบวนการผลิตที่คงไว้ซึ่งสารอาหารสำคัญในวัตถุดิบต้นทางให้ได้มากที่สุด

ถั่วแระญี่ปุ่นเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชคุณภาพสูง และมีสารสำคัญทางชีวภาพหลายชนิด สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ไอโซฟลาโวน และซาโปนิน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังสามารถปลูกได้ในประเทศไทย ทำให้มีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบและโอกาสทางเศรษฐกิจ การเลือกใช้ถั่วแระญี่ปุ่นจึงตอบโจทย์ทั้งด้านคุณค่าโภชนาการและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ

ดังนั้น ถั่วแระญี่ปุ่น จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอาหารมูลค่าสูง หรือ “Functional Food” เพราะมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ไอโซฟลาโวน สารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงกรดอะมิโนจำเป็น และโปรตีนที่มีคุณภาพสูงอยู่ครบครัน

สำหรับกระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ “น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น” ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ระบุชัดเจนว่าในการพัฒนาในระยะต้นพบอุปสรรคบางประการ โดยเฉพาะในเรื่องกลิ่นถั่วที่แรงและการแยกชั้นของโปรตีน แต่ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคนิคการสกัด ปรับสูตรให้เหมาะสม รวมถึงเทคโนโลยีการแปรรูปเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มเนียน รสชาติกลมกล่อม มีความคงตัวเหมาะกับการบริโภคในชีวิตประจำวัน และมีอายุการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องมากกว่า 6 เดือน

จนกระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ได้มีจุดเด่นหลายด้าน ทั้งในแง่ โภชนาการและคุณภาพทางสุขภาพ รวมถึงกลิ่นของถั่วแระญี่ปุ่นที่ยังคงมีกลิ่นหอมของถั่วแระญี่ปุ่นและผู้บริโภคยอมรับได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ได้ยังมี ค่า Glycemic Index ต่ำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการดูแลสุขภาพหรือควบคุมน้ำหนัก ไม่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล จึงดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด มีโปรตีนค่อนข้างสูง

มาในวันนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนา ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น” ออกมาเป็น 3 สูตรนวัตกรรมหลัก ได้แก่ สูตรปกติ : สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากพืช , สูตรเพิ่มโปรตีน : เหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหรือดูแลรูปร่าง ต้องการเสริมโปรตีน , สูตรเพิ่มโปรตีนพลัสกรดอะมิโนจำเป็น : เสริมกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง เพื่อช่วยในการซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ทางทีมวิจัยได้ทำการทดสอบความสามารถในการย่อยโปรตีน คุณภาพของโปรตีนในนมถั่วแระญี่ปุ่น โดยมีค่า PDCAAS** เป็นตัวชี้วัดหลัก พบว่า นมทั้ง 3 สูตรมีความสามารถในการย่อยโปรตีนได้สูงกว่าร้อยละ 80 โดยเฉพาะน้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นสูตรเพิ่มโปรตีน และ น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นสูตรเพิ่มโปรตีนพลัสกรดอะมิโน มีโปรตีนคุณภาพดีและสามารถย่อยเป็นกรดอะมิโนจำเป็นได้

(**PDCAAS (Protein Digestibility Corrected Amino Acid Score) คือ เกณฑ์การให้คะแนนคุณภาพของโปรตีน ตามที่ร่างกายย่อยและนำไปใช้ได้ มีคะแนนสูงสุดคือ 1 หรือ 100%)

ส่วนโมเดลการพัฒนาโครงการวิจัยนี้ ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ระบุว่า เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ภาคเอกชนจะให้คำแนะนำด้านเทคโนโลยีการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และกลยุทธ์ทางการตลาด ขณะที่อาจารย์เป็นผู้ดำเนินการวิจัยโดยใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ได้ยังคงมีสารสำคัญ และทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความร่วมมือนี้ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองได้ตรงจุดกับผู้บริโภคและมีโอกาสเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้จริง

นอกจากนั้น ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ยังได้สรุปถึงผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่นไปสู่เชิงพาณิชย์หรือผลิตในภาคอุตสาหกรรมว่ามีดังนี้ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น , สร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรชีวภาพของไทยโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง , ใช้กระบวนการผลิตที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (ต้นทุนด้านการเงิน + สิ่งแวดล้อมที่ดี) , เกษตรกรผู้ปลูกถั่วมี Confirmed order หรือยอดการจองผลผลิตล่วงหน้ารายปี ทำให้พวกเขามีความมั่นคงในการทำอาชีพเกษตรกร > 10 ครัวเรือน และสร้างทักษะให้บุคลากรวิจัยของประเทศไทย มีประสบการณ์ทำวิจัยเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์โดยคำนึงถึงปัจจัยทางการค้า ต้นทุน ความเป็นไปได้ทางตลาด

โดยในอนาคตบริษัทร่วมทุนจะทำการต่อยอดผลผลิตจากโครงการเพื่อขยายการผลิตนำร่องไปสู่การสร้างเชิงพาณิชย์ในโรงงานที่ได้รับรองมาตรฐานแบบเต็มรูปแบบ และจะทำการตลาดเพื่อส่งออกต่างประเทศ เริ่มจากทวีปเอเชีย รวมถึงการสร้างกลยุทธ์และทำการตลาด การค้า สร้างช่องทางการจัดจำหน่ายในตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศเพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักและมีลูกค้าในตลาดต่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ ในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ ย้ำว่าการได้รับการสนับสนุนทุนจาก บพข. เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับงานวิจัยจากห้องแล็บสู่การผลิตจริงเชิงพาณิชย์

เพราะการสนับสนุนจาก บพข. ทำให้เราสามารถพัฒนากระบวนการผลิตให้มีเสถียรภาพ ปรับสูตรให้เหมาะสมกับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม และศึกษาความคงตัวของผลิตภัณฑ์ในระยะยาว นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ น้ำนมถั่วแระญี่ปุ่น” สามารถเข้าสู่ตลาดในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้

“บพข. จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้งานวิจัยไทยสามารถก้าวสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารฟังก์ชันและอาหารมูลค่าสูง ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน การสนับสนุนจาก บพข. ไม่ได้มีเพียงงบประมาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ทำให้งานวิจัยมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้และศักยภาพในการแข่งขัน ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ผศ.ดร.ภัทรานิษฐ์ กล่าวในที่สุด

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’ด้วยความอาลัยยิ่ง

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์'พระพันปีหลวง'ด้วยความอาลัยยิ่ง

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’ด้วยความอาลัยยิ่ง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.41 น.

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์”พระพันปีหลวง”ด้วยความอาลัยยิ่ง

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา เวลา 08.30 – 16.00 น.

ตั้งแต่เช้ามีบุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูต ต่างประเทศประจำประเทศไทย องค์การระหว่างประเทศ ราชสกุล พระภิกษุสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และประชาชนทั่วไปแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์เดินทางผ่านจุดคัดกรองเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุุณอย่างหาที่สุดมิได้

อาทิ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์, สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ, สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  และคณะทูตพร้อมคู่สมรส ประกอบด้วย เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีน, เยอรมนีฯ, เนปาล, ติมอร์เลสเต, เวียดนาม, ออสเตรีย, อุปทูตสหราชอาณาจักร, อุปทูตยูเครน อุปทูตปานามา, อุปทูตอาเจนตินา, กงสุลกิตติมศักดิ์อาร์เมเนีย, กงสุลกิตติมศักดิ์มอลตา, กงสุลกิตติมศักดิ์คีร์กีซสถาน, กงสุลกิตติมศักดิ์โดมินิกัน, กงสุลกิตติมศักดิ์เอลซัลวาดอร์, กงสุลกิตติมศักดิ์เยเมน และผู้แทน องค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), คณะกรรมมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก(UNESCAP), องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เป็นต้น

ด้าน นางสาวหนึ่งนุช ประดับทอง อายุ 49 ปี ชาว ต.ศาลาแดง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ตนนั่งรถประจำทางตั้งใจมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรม หาราชวัง เกิดมาไม่เคยเห็นพระองค์ท่าน เห็นแต่ในทีวีเวลาท่านเสด็จไปที่ต่างๆกับในหลวงรัชกาลที่ 9 และวันแม่ (12 ส.ค.) ประทับใจในความมีพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ท่านสร้างอาชีพต่างๆให้กับประชน ศูนย์ศิลปาชีพฯของพระองค์ท่านก็ช่วยทำให้คนมีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบรัว

“รู้สึกเศร้ามากที่สูญเสียพระองค์ท่านไป เป็นความรู้สึกที่พูดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เหมือนสูญเสียแม่ของแผ่นดิน วันนี้เข้าไปกราบสักการะก็อธิษฐานขอให้พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย จะขอเป็นค่ารองบาททุกชาติไป และในวันที่ 9 ต.ค.นี้ ตนตั้งใจจะเดินทางมาอีกครั้ง เพื่อเข้ากราบพระบรมศพ “สมเด็จจพระพันปีหลวง” บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท” นางสาวหนึ่งนุช กล่าวด้วยความอาลัยยิ่ง

– 006

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง  หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น  ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” พร้อมบูรณาการ “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM 2.5 และน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

โดย  วว. บูรณาการดำเนินงานกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ ผ่านการถ่ายทอดนวัตกรรมพร้อมใช้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดรายได้และการใช้งานเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและลดการเกิดผลกระทบในวงกว้าง พร้อมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสริมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น

นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ วว. ในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่ประชาชน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

สร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร-สร้างรายได้ใหม่ ทีมนักวิจัย วว. นำโดย ดร.อนันต์  พิริยะภัทรกิจ  นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร พร้อมสร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ทีมนักวิจัย วว. ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา (อำเภอเมืองพะเยา และอำเภอปง) มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 15 ราย โดยได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

การจัดอบรมในหัวข้อ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5”  ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ดำเนินงานครอบคลุม 11 อำเภอ มีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม 74 ราย และได้รับความร่วมมือจากศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสมาชิกเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ในการประสานงานกับเกษตรกร โดยมีการบรรยายจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญ อาทิ การปลูกเลี้ยงและการขยายพันธุ์ไม้ดอกหอมระดับชุมชน การปลูกเลี้ยงไม้ตัดดอกเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร การใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับในงานภูมิทัศน์เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 และนวัตกรรมเครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่มั่นคงกว่า 10,000 บาท/ครัวเรือน

ทั้งนี้องค์ความรู้จากการส่งเสริมการปลูกไม้ดอกและการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่ง วว. วช. และภาคีเครือข่ายได้บูรณาการดำเนินงานร่วมกันนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้และยกระดับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแล้ว ยังเป็นแนวทางสำคัญในการลดการเผาไหมวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่เกษตรกรรมมากกว่า 100 ไร่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ และมีเป้าหมายให้สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการนำโจทย์ของพื้นที่ที่ประสบปัญหามาสู่การแก้ไข พร้อมเกิดเป็นโมเดลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม สามารถใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุมทุกมิติในภารกิจของ วว. และ วช. ซึ่งได้รับมอบหมายในการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน