คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’ด้วยความอาลัยยิ่ง

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์'พระพันปีหลวง'ด้วยความอาลัยยิ่ง

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’ด้วยความอาลัยยิ่ง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.41 น.

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วทุกสารทิศ เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์”พระพันปีหลวง”ด้วยความอาลัยยิ่ง

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา เวลา 08.30 – 16.00 น.

ตั้งแต่เช้ามีบุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูต ต่างประเทศประจำประเทศไทย องค์การระหว่างประเทศ ราชสกุล พระภิกษุสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และประชาชนทั่วไปแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์เดินทางผ่านจุดคัดกรองเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุุณอย่างหาที่สุดมิได้

อาทิ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์, สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ, สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  และคณะทูตพร้อมคู่สมรส ประกอบด้วย เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีน, เยอรมนีฯ, เนปาล, ติมอร์เลสเต, เวียดนาม, ออสเตรีย, อุปทูตสหราชอาณาจักร, อุปทูตยูเครน อุปทูตปานามา, อุปทูตอาเจนตินา, กงสุลกิตติมศักดิ์อาร์เมเนีย, กงสุลกิตติมศักดิ์มอลตา, กงสุลกิตติมศักดิ์คีร์กีซสถาน, กงสุลกิตติมศักดิ์โดมินิกัน, กงสุลกิตติมศักดิ์เอลซัลวาดอร์, กงสุลกิตติมศักดิ์เยเมน และผู้แทน องค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), คณะกรรมมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก(UNESCAP), องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เป็นต้น

ด้าน นางสาวหนึ่งนุช ประดับทอง อายุ 49 ปี ชาว ต.ศาลาแดง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ตนนั่งรถประจำทางตั้งใจมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรม หาราชวัง เกิดมาไม่เคยเห็นพระองค์ท่าน เห็นแต่ในทีวีเวลาท่านเสด็จไปที่ต่างๆกับในหลวงรัชกาลที่ 9 และวันแม่ (12 ส.ค.) ประทับใจในความมีพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ท่านสร้างอาชีพต่างๆให้กับประชน ศูนย์ศิลปาชีพฯของพระองค์ท่านก็ช่วยทำให้คนมีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบรัว

“รู้สึกเศร้ามากที่สูญเสียพระองค์ท่านไป เป็นความรู้สึกที่พูดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เหมือนสูญเสียแม่ของแผ่นดิน วันนี้เข้าไปกราบสักการะก็อธิษฐานขอให้พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย จะขอเป็นค่ารองบาททุกชาติไป และในวันที่ 9 ต.ค.นี้ ตนตั้งใจจะเดินทางมาอีกครั้ง เพื่อเข้ากราบพระบรมศพ “สมเด็จจพระพันปีหลวง” บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท” นางสาวหนึ่งนุช กล่าวด้วยความอาลัยยิ่ง

– 006

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วว.วิจัยปลูกไม้ดอกไม้ประดับลด PM 2.5 มุ่งสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรเชียงราย-พะเยา

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง  หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น  ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” พร้อมบูรณาการ “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย เพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM 2.5 และน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

โดย  วว. บูรณาการดำเนินงานกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ ผ่านการถ่ายทอดนวัตกรรมพร้อมใช้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดรายได้และการใช้งานเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและลดการเกิดผลกระทบในวงกว้าง พร้อมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสริมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น

นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ วว. ในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่ประชาชน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

สร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร-สร้างรายได้ใหม่ ทีมนักวิจัย วว. นำโดย ดร.อนันต์  พิริยะภัทรกิจ  นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร พร้อมสร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ทีมนักวิจัย วว. ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา (อำเภอเมืองพะเยา และอำเภอปง) มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 15 ราย โดยได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

การจัดอบรมในหัวข้อ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5”  ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ดำเนินงานครอบคลุม 11 อำเภอ มีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม 74 ราย และได้รับความร่วมมือจากศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสมาชิกเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ในการประสานงานกับเกษตรกร โดยมีการบรรยายจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญ อาทิ การปลูกเลี้ยงและการขยายพันธุ์ไม้ดอกหอมระดับชุมชน การปลูกเลี้ยงไม้ตัดดอกเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร การใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับในงานภูมิทัศน์เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 และนวัตกรรมเครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่มั่นคงกว่า 10,000 บาท/ครัวเรือน

ทั้งนี้องค์ความรู้จากการส่งเสริมการปลูกไม้ดอกและการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่ง วว. วช. และภาคีเครือข่ายได้บูรณาการดำเนินงานร่วมกันนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้และยกระดับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแล้ว ยังเป็นแนวทางสำคัญในการลดการเผาไหมวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่เกษตรกรรมมากกว่า 100 ไร่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ และมีเป้าหมายให้สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการนำโจทย์ของพื้นที่ที่ประสบปัญหามาสู่การแก้ไข พร้อมเกิดเป็นโมเดลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม สามารถใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุมทุกมิติในภารกิจของ วว. และ วช. ซึ่งได้รับมอบหมายในการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน

EASTW มอบรางวัล ‘โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร’ ปักหมุดความยั่งยืน ปลูกฝังเยาวชนรู้คุณค่าน้ำ

EASTW มอบรางวัล ‘โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร’ ปักหมุดความยั่งยืน ปลูกฝังเยาวชนรู้คุณค่าน้ำ

EASTW มอบรางวัล ‘โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร’ ปักหมุดความยั่งยืน ปลูกฝังเยาวชนรู้คุณค่าน้ำ

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อีสท์ วอเตอร์ (EASTW) สานต่อภารกิจเพื่อความยั่งยืน จัดพิธีมอบรางวัล“โครงการโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร” ประจำปี 2568 ขยายเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา รวม 28 แห่ง พร้อมตั้งเป้าครบ 35 โรงเรียน ภายในปี 2570

บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ จัดพิธีมอบรางวัล “โครงการโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร” ประจำปี 2568 ณ โรงแรม Holiday Inn & Suites Siracha Laem Chabang อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมี ประจักษ์ อมรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 เขต ในจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ร่วมแสดงความยินดีแก่โรงเรียนต้นแบบทั้ง 28 แห่ง ที่ได้รับรางวัลในปีนี้

โครงการ “โรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร” เป็นโครงการต่อยอดจากกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของอีสท์ วอเตอร์ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2554 มุ่งเน้นการปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนและชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ส่งเสริมให้โรงเรียนมีระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหารที่ได้มาตรฐาน และสามารถนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนโดยรอบ โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 เขต ใน 3 จังหวัด รวมถึง คณะกรรมการร่วมติดตามผลและตรวจประเมินโครงการ เพื่อกำหนดเกณฑ์ประเมินและให้คำแนะนำแก่โรงเรียนในการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกจะเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำอย่างง่ายในโรงอาหาร และเผยแพร่องค์ความรู้สู่โรงเรียนและชุมชนโดยรอบ

ในปี 2568 อีสท์ วอเตอร์สามารถดำเนินโครงการได้ครบตามเป้าหมาย โดยสร้างโรงเรียนต้นแบบฯ เพิ่มอีก 7 แห่ง รวมเป็น 28 โรงเรียนต้นแบบระดับเพชร จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 เขตในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายจะขยายครบ 35 โรงเรียนต้นแบบ ภายในปี 2570 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 35 ปีแห่งการก่อตั้งอีสท์ วอเตอร์

ประจักษ์ อมรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์ อีสท์ วอเตอร์ กล่าวว่า ตลอด 33 ปีที่ผ่านมา อีสท์ วอเตอร์มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ผ่านการลงทุนพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำ (Water Grid) ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ความสำเร็จของโครงการโรงเรียนต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียโรงอาหาร ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนและชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ และช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของอีสท์ วอเตอร์ในการดูแลน้ำอย่างรับผิดชอบและสร้างประโยชน์ต่อสังคม

ฉัตรแก้ว ภุมรินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเพื่อความยั่งยืน อีสท์ วอเตอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งเยาวชน ครู ผู้บริหารโรงเรียน และชุมชน ให้ร่วมกันบริหารจัดการน้ำเสียอย่างรู้คุณค่า และสามารถต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

‘2025 American Boarding School Fair’ เปิดโอกาสให้ครอบครัว ‘รู้จัก – สำรวจ’ ทางเลือกการศึกษานานาชาติ

‘2025 American Boarding School Fair’ เปิดโอกาสให้ครอบครัว ‘รู้จัก – สำรวจ’ ทางเลือกการศึกษานานาชาติ

‘2025 American Boarding School Fair’ เปิดโอกาสให้ครอบครัว ‘รู้จัก – สำรวจ’ ทางเลือกการศึกษานานาชาติ

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Sesameed Education เตรียมนำโรงเรียนประจำชั้นนำจากสหรัฐอเมริกามาจัดงาน “2025 American Boarding School Fair” เพื่อเปิดโอกาสให้ครอบครัวในประเทศไทยได้ทำความรู้จักและสำรวจทางเลือกด้านการศึกษานานาชาติที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่ออนาคตของบุตรหลาน ในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

“ภารกิจของเราคือการช่วยให้นักเรียนค้นพบโรงเรียนที่ ‘เหมาะกับตัวตนที่สุด’ ไม่ใช่แค่ ‘ดีที่สุด’ — สภาพแวดล้อมที่พวกเขาจะเติบโตได้เต็มศักยภาพทั้งด้านวิชาการ สังคม และอารมณ์” Daniel Szeto, ผู้ก่อตั้ง Sesameed Education ระบุ

นอกจากนี้ Rae Kuang ผู้อำนวยการของ Sesameed ซึ่งเคยเยี่ยมชมโรงเรียนประจำกว่า 200 แห่งทั่วโลก ยังเสริมความแข็งแกร่งให้ทีมด้วยความเข้าใจเชิงลึกในความต้องการของครอบครัวเอเชียและมุมมองระดับนานาชาติ จากผลลัพธ์ที่พิสูจน์คุณภาพ มีดังต่อไปนี้ 1.นักเรียนทุกคนในปี พ.ศ. 2567 (100%) ได้รับข้อเสนอเข้าเรียนอย่างน้อย 1 โรงเรียน , 2. 93% ได้รับข้อเสนอจากโรงเรียนชั้นนำ 30 อันดับแรกในสหรัฐฯ และ 3. 80% ของนักเรียนที่สมัครเข้าโรงเรียนประจำระดับมัธยมต้นได้รับการตอบรับจากโรงเรียนในลำดับความต้องการสูงสุดของตน

ทั้งนี้ โรงเรียนประจำไม่ได้มอบแค่การศึกษาเชิงวิชาการ แต่ยังสร้าง ความเป็นผู้นำ ความยืดหยุ่น และความเป็นพลเมืองโลก ผ่านชุมชนที่อบอุ่นและกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่กีฬา ดนตรี ไปจนถึงงานบริการสังคม โดย Sesameed มุ่งให้ความรู้กับผู้ปกครองถึงคุณค่าที่แท้จริงของโรงเรียนประจำ ซึ่งช่วยให้นักเรียนเติบโตเป็นคนที่มีความมั่นใจ ฉลาดทางอารมณ์ และพร้อมรับโลกอนาคต

หลังจากความสำเร็จในปี 2566 และ 2567 ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 550 ครอบครัว และโรงเรียนจากสหรัฐฯ กว่า 55 แห่ง งานแฟร์ปีนี้กลับมาอีกครั้งพร้อมการขยายสู่ 5 เมืองใหญ่ในเอเชียและตะวันออกกลาง ได้แก่ สิงคโปร์, จาการ์ตา, กรุงเทพฯ, ดูไบ และกัวลาลัมเปอร์

สำหรับกำหนดการงานแฟร์ปี 2568 มีดังนี้ สิงคโปร์ – วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม / PARKROYAL on Beach Road (ช่วงบ่าย) , จาการ์ตา – วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม / Sheraton Grand Jakarta Gandaria (ช่วงเย็น) , กรุงเทพฯ – วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน / The St. Regis Bangkok (ช่วงบ่าย) , ดูไบ – วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน / Holiday Inn & Suites Dubai Science Park (ช่วงบ่าย) และกัวลาลัมเปอร์ – วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน / JW Marriott Kuala Lumpur (ช่วงบ่าย)

งานแฟร์เปิดให้ครอบครัวที่มีบุตรหลานตั้งแต่ เกรด 5 – 11 เข้าร่วม เพื่อสำรวจตัวเลือกโรงเรียนในบรรยากาศที่เป็นกันเอง พร้อมพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับ เจ้าหน้าที่รับสมัคร ศิษย์เก่า และนักเรียนปัจจุบัน จากโรงเรียนชั้นนำของสหรัฐฯ

ศธ.ออกประกาศใหม่! ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ไม่สั่งห้ามโรงเรียนงดจัดงานรื่นเริง

ศธ.ออกประกาศใหม่! ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ไม่สั่งห้ามโรงเรียนงดจัดงานรื่นเริง

ศธ.ออกประกาศใหม่! ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ไม่สั่งห้ามโรงเรียนงดจัดงานรื่นเริง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.49 น.

วันที่ 28 ต.ค.68 รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ โพสต์ ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  “(ด่วนที่สุด) กระทรวงศึกษาธิการ มีหนังสือใหม่ถึงหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ให้ยกเลิกแนวทางปฏิบัติเดิม ที่ออกมาวันก่อน 

แล้วให้ปฏิบัติตามแนวทางใหม่ ที่มาจากการประชุมผู้บริหารกระทรวง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาครับ 

สรุปคือ ไม่มีพูดถึงเรื่อง “ห้ามจัดงานที่มีบรรยากาศน่าเริงทุกประเภท เป็นเวลา 1 ปี” แล้วครับ 

ขอบคุณมากครับที่ฟังความเห็น เรียกร้อง และเสียงท้วงติง จากประชาชน ครับ”

‘พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์’เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน‘สัตยาพาลี’

‘พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์’เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน‘สัตยาพาลี’

‘พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์’เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน‘สัตยาพาลี’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน เพื่อสืบทอด ธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป โดยมี พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นผู้ประกอบพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้กำกับการแสดง ครูผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ผู้ฝึกซ้อม ศิลปิน นักแสดงโขน รวมถึงผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมพิธีบวงสรวง ซึ่งมีกำหนดจัดการแสดงขึ้นระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

อาจารย์ ประเมษฐ์ บุณยะชัย ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-โขน) กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีต่อการแสดงโขน ว่า พระองค์ทรงตั้งมั่นพระราชหฤทัยอยากให้คนไทยทุกคนได้ชื่นชมความวิจิตรงดงามของโขนไทย อันเป็นนาฏยกรรมชั้นสูงที่มีความวิจิตรงดงามเหนือธรรมชาติ จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยและชาวโลก

“คราวที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาทอดพระเนตรการแสดงโขน เวลาที่นักแสดงและทีมงานเข้ารับพระราชทานช่อดอกไม้จากพระหัตถ์ พระองค์จะมีรับสั่งว่า ขอบคุณมาก อยู่เสมอ ซึ่งพระสุรเสียงนั้นยังก้องอยู่ในหัวใจผมอยูุ่ถึงทุกวันนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่คนทำโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังคงจดจำพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ว่า ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน ได้ขึ้นใจ เพราะการทำโขนมีแต่ขาดทุนอย่างเดียว แต่ขณะเดียวกันโขนก็ได้กลายมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นการหลอมรวมภูมิปัญญาทั้งศาสตร์และศิลป์มาไว้ด้วยกันอย่างงดงาม และก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากในแต่ละปีจะมีเยาวชนรุ่นใหม่ที่สมัครเข้าร่วมฝึกฝนการแสดงโขนมากขึ้นทุกปี”

นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กล่าวว่า ทันทีที่คณะกรรมการได้ทราบข่าวการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทุกคนก็ได้ประชุมวางแผนว่าการแสดงควรจะดำเนินต่อไปหรือพักไว้ก่อน หากแต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับสั่งว่าให้การแสดงโขนดำเนินการต่อไปตามกำหนดการเดิมนั้น เพราะการแสดงโขนเป็นการสนองพระราชสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และเป็นการร่วมกันน้อมเกล้าฯถวายอาลัย พระผู้ทรงรื้อฟื้นนาฏยกรรมชั้นสูงนี้ไว้ให้คงอยู่สืบไป พร้อมรับสั่งว่าจะเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการแสดงด้วยพระองค์เอง เปรียบดั่งน้ำทิพย์ปลอบประโลมหัวใจของคณะกรรมการ และทีมงานนักแสดงทุกคน ให้มีขวัญและกำลังใจในยามที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของประเทศไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมไทยทุกแขนง เมื่อปีพุทธศักราช 2546 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปริวิตกว่าในอนาคต ศิลปะการแสดงจะซบเซาลงด้วยขาดผู้ผลิตและผู้ชม จึงนำความกราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ว่า “ไม่มีใครดูแม่จะดูเอง” นำไปสู่การจัดแสดงโขนหน้าพระที่นั่งตามภูมิภาคต่างๆ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงอุปถัมภ์และพระราชทานทุนทรัพย์สนับสนุนการศึกษาพัฒนาเครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าโขน ให้เหมาะสมกับแบบแผนโบราณให้เหมาะสมกับแบบแผนโบราณ ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระราชหฤทัยใส่ทุกมิติ มีพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปินหลายท่านศึกษาค้นคว้าศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของการจัดแสดงโขน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ฟื้นฟูจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขน และเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน โดยให้ศึกษาวิธีการแต่งหน้าโขนที่เปิดหน้าให้สวยงามเหมาะสมกับการแสดงบนเวทีสมัยใหม่ ส่งเสริมนักเรียนและนักศึกษาผู้ใฝ่ใจในการแสดงโขนให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น พระราชเสาวนีย์นี้จึงก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งช่างทำหัวโขน ช่างทอผ้า ช่างปักสะดึงกรึงไหม ช่างเงิน ช่างทอง ช่างแกะสลัก ช่างเขียน และช่างแต่งหน้าโขน ผู้มีความเข้าใจในศิลปะและจารีตนิยมของโขนอย่างถ่องแท้และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป

“ด้วยพระราชปณิธานที่จะทรงฟื้นฟู ส่งเสริม และอนุรักษ์การแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยเพื่อธำรงรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดำเนินการจัดการแสดงขึ้นโดยเริ่มต้นครั้งแรกด้วยชุด “ศึกอินทรชิต ตอนพรหมาศ” ในปี 2550 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการแสดงที่สร้างความผูกพันอันใกล้ชิดขึ้นในครอบครัวไทย ลูกหลานได้พาปู่ย่าตายายไปชมโขนอย่างเนืองแน่น นับเป็นการแสดงที่ได้รับการสนับสนุนและกระแสตอบรับเป็นอย่างดีมีผู้เข้าชมเต็มทุกที่นั่ง จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ในนาม “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ”

ด้วยการจัดการแสดงในครั้งแรกได้รับความชื่นชมจากประชาชนเป็นอย่างมาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขนต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา อาทิ ตอนนางลอย ตอนศึกมัยราพณ์ ตอนจองถนน ตอนโมกขศักดิ์ ตอนนาคบาศ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ตอนสืบมรรคา ตอนสะกดทัพ ตอนกุมภกรรณทดน้ำ และตอนพระจักราวตาร

นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ในปี 2562 “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เพื่อสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้มีผู้สืบทอดต่อไป

สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จับตอนตั้งแต่ทศกัณฐ์แปลงกายเป็นปูยักษ์หมายทำลายพิธีโสกันต์องคตกุมาร แต่พาลีผู้ได้พรจากพระอิศวรปราบได้ ต่อมาเกิดเหตุการณ์ทรพีบุตรทรพาโอหังไม่กตัญญูจนถูกพาลีฆ่าตายในถ้ำ และทำให้พาลีกับสุครีพ น้องชายเข้าใจผิดแตกกัน สุครีพจึงไปพึ่งพระรามและร่วมต่อสู้จนพาลีต้องยอมมรณภาพโดยฝากฝังบ้านเมืองไว้กับพระราม เรื่องราวดำเนินต่อด้วยทศกัณฐ์ให้นางมณโฑหุงน้ำทิพย์ชุบชีวิตพลยักษ์ แต่พระรามส่งหนุมานและเหล่าวานรไปทำลายพิธีได้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพอธรรมจะพ่ายแพ้และทศกัณฐ์ต้องถอยทัพ เป็นการแสดงโขนที่สร้างความประทับใจ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ความบันเทิงให้กับผู้ชม ครบทุกอรรถรส ได้ข้อคิดเรื่องของการรักษาสัจจะ รวมทั้งด้านคุณธรรม ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ รู้รักสามัคคี รู้จักหน้าที่

ถ่ายทอดการแสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ มากฝีมือ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ คีตศิลป์ หลากหลายแขนง รวมทั้งแสง สี เสียง เทคนิคพิเศษต่างๆ ที่หาชมได้ยาก พร้อมชมความวิจิตรงดงามของเครื่องแต่งกายที่จัดสร้างด้วยความประณีต กำหนดจัดแสดงขึ้นใน วันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท) จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

– 006

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์'พระพันปีหลวง'

คณะบุคคล-ประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์’พระพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

28 ตุลาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา เวลา08.30 น.-  16.00 น.นั้น

การนี้ มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูตานุทูต พระภิกษุสงฆ์  หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และประชาชนทั่วไป แต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์เดินทางเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุุณอย่างหาที่สุดมิได้

อาทิ พลเรือเอก ประเสริฐ บุญทรง อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย  นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี  สมาชิกพรรคประชาชน  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่ประชาชนได้ลงนามถวายความอาลัยพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสร็จแล้ว ส่วนหนึ่งได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีคณะเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชม

ด้านนางกัลยา เฉิดพงษ์ตระกูล  อายุ 66 ปี ชาวปากเกร็ด จ.นนทบุรี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนไปมีครอบครัวอยู่ที่อำเภอ เบตง จังหวัดยะลา มีโอกาสเข้ารับเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระพันปีหลวงหลายครั้ง และทุกครั้งที่ทราบว่าทั้งสองพระองค์เสด็จฯที่ไหน ถ้ามีโอกาสจะเดินทางไปรับเสด็จฯทุกครั้ง และมีความประทับใจ ซาบซึ้งใจที่สองพระองค์ทรงเข้าถึงประชาชน มีรับสั่งถามสารทุกข์สุขดิบประชาชน และที่สำคัญทั้งสองพระองค์ทรงมีพระเมตตาในการช่วยเหลือส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยอยู่ดีกินดี ด้วยการสร้างอาชีพให้ดูแลตัวเองได้มีกินมีใช้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ตนมีความซาบซึ้งในพระเมตตาของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงสานต่อโครงการใน่างๆของพระองค์ ทุกวันนี้ตนก็ได้น้อมนำคำสั่งสอนของในหลวงรัชกาลที่9 และสมเด็จพระพันปีหลวงมาใช้ในชีวิตประจำวันและนำมาสอนลูกสอนหลานด้วย.

012

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลกินเจ ตั้งจิตอธิษฐานถวาย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลกินเจ ตั้งจิตอธิษฐานถวาย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลกินเจ ตั้งจิตอธิษฐานถวาย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ รวมพลังผู้มีจิตศรัทธา จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568 ตั้งจิตอธิษฐานถวายเป็นพระราชกุศล แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย รวมทั้งขอพรให้ทั่วทั้งผืนแผ่นดินไทยผ่านพ้นโพยภัยพิบัติ ทุกแนวชายแดนไทยปลอดภัยจากการรุกราน ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

27 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ ร่วมในพิธี “เวียนธูปศักดิ์สิทธิ์” เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรจากเทพเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง โดยมี เจ้าหน้าที่ และ อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมทั้งศิษยานุศิษย์ และสาธุชน ร่วมพิธีกันอย่างเนืองแน่น ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

“พิธีเวียนธูป ในเทศกาลกินเจ” เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสรรเสริญและรับพรจากเทพเจ้า 9 พระองค์ อันเป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2 พระองค์ โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบานผ่องแผ้ว มีแต่ความสุข ความเจริญ โดยในแต่ละปี ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะมีศิษยานุศิษย์และสาธุชน นุ่งขาว ห่มขาว ถือศีล กินเจ มาร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์กันอย่างเนืองแน่น ขบวนแห่เวียนธูปของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดซุ้มประตูมังกร เพื่อให้ขบวนต่างๆ ผ่านด้านหน้าศาลเจ้าไต้ฮงกง แต่ละขบวนตกแต่งสวยงาม นำด้วยกองธงชาติ ธงธรรมจักร และธงมูลนิธิฯ ตามด้วยขบวนป้ายผ้าเทศกาลกินเจ ชุดตั่วล่อโก้ว (ชุดขบวนกลองใหญ่) ชุดกระถางธูป และขบวนพระผู้ประกอบพิธี ตามด้วยผู้แสวงบุญหลายพันคนตามขบวน

ในปีนี้ มูลนิธิฯ และ ผู้ร่วมขบวนแห่เวียนธูป 3 รอบ จะตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพยดาฟ้าดิน ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงปู่ไต้ฮง ดังนี้

รอบที่ 1 ตั้งจิตอธิษฐาน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

 รอบที่ 2 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้ ทั่วทั้งผืนแผ่นดินไทยผ่านพ้นโพยภัยพิบัติ ทุกแนวชายแดนไทยปลอดภัยจากการรุกราน

 รอบที่ 3 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้ตนเอง บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้มีพระคุณ และครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และอุทิศส่วนกุศลให้ทุกดวงวิญญาณและสรรพสัตว์ผู้ล่วงลับ ให้สู่สุคติ

เทศกาลกินเจ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ถือเป็นงานเทศกาลหลักซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะมีพิธีสำคัญต่างๆ ได้แก่ พิธีอัญเชิญ “กิ้วอ๊วงฮุกโจ้ว” หรือเทพเจ้า 9 พระองค์ พิธีสวดพระพุทธมนต์ ชัยมงคลคาถา พิธีเวียนธูปภายในศาลเจ้าพิธีเบิกเนตรองค์ยมทูต พิธีลอยกระทง โปรยทาน และพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมทั้งจัดให้มีบริการอาหารเจฟรีแก่ประชาชนตลอดช่วงเทศกาล พร้อมจัดการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) ณ บริเวณลานสำนักงานมูลนิธิฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหารศธ. ยึด 3 กรอบปฏิบัติ เคลียร์ดราม่าคำสั่งโรงเรียนงดจัดงาน 1 ปี

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหารศธ. ยึด 3 กรอบปฏิบัติ เคลียร์ดราม่าคำสั่งโรงเรียนงดจัดงาน 1 ปี

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหารศธ. ยึด 3 กรอบปฏิบัติ เคลียร์ดราม่าคำสั่งโรงเรียนงดจัดงาน 1 ปี

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.06 น.

‘รมว.นฤมล’เรียกถกผู้บริหาร ศธ. กำหนดแนวทางแสดงความอาลัย‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ย้ำจัดกิจกรรมของเด็ก-งานศาสนา-ประเพณี จัดได้ แต่ขอให้ปรับรูปแบบงานรื่นเริงให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2568 เพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิบัติแสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วม อาทิ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

จากนั้นนางนฤมล แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่ากิจกรรมที่ประชาชนมีความห่วงใยและหวังดีกับเด็กนักเรียนนั้น สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว โดยกิจกรรมที่อยู่ในหลักสูตร รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของเด็ก หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียน กระทรวงไม่ได้มีคำสั่งห้ามจัดหรือให้งดอย่างแน่นอน

ส่วนกิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติ หรือศาสนาใด ก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ จากนี้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยราชการในสังกัด รวมถึงองค์กรในกำกับ จะไปทำความเข้าใจกับผู้บริหารในระดับถัดไปให้ตรงกัน ส่วนกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงนอกเหนือจากหลักสูตร ขอความร่วมมือให้งดหรือปรับรูปแบบการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ข้อถกเถียงในสังคมเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ และวันอาทิตย์ก็มีพระราชพิธี จึงยังไม่ได้มีการประชุมภายในกระทรวง วันนี้จึงได้เรียกประชุมเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันทุกฝ่าย โดย ศธ.จะออกประกาศแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและรายละเอียดต่างๆ ไปยังแต่ละหน่วยราชการและองค์กรในกำกับ โดยยึดกรอบแนวทางปฏิบัติ 3 เรื่องหลัก คือ

1. กิจกรรมภายในหลักสูตร และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่มีผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

2. กิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีและวัฒนธรรม ของชนชาติหรือศาสนาใดก็ตาม สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

3. กิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริง ที่อยู่นอกเหนือข้อ 1 และ 2 ให้แต่ละหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาว่าจะปรับรูปแบบอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์

“ดิฉันขอให้ทุกท่านคลายความกังวล และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความห่วงใยต่อพัฒนาการของเยาวชน ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาการเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการจะสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยที่ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ แล้ว” นางนฤมล กล่าว

ขณะที่ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ว่าให้หน่วยงานราชการไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งในส่วนกิจกรรมของสถานศึกษาที่ถือเป็นหน่วยงานราชการ จึงต้องถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่ด้วยรูปแบบกิจกรรมรื่นเริงที่สอบถามกันมา สามารถจัดกิจกรรมนอกสถานศึกษาได้ แต่ด้วยสถานศึกษาซึ่งเป็นพื้นที่ของส่วนราชการ จึงจำเป็นต้องยึดตามแนวทางของราชการ ดังนั้น หากผู้ปกครอง หรือศิษย์เก่า ที่ต้องการจัดกิจกรรม ก็สามารถจัดในสถานศึกษาได้ แต่ต้องปรับรูปแบบให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์

จุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพอากาศให้คนเมือง ‘MICROCAP’ เครื่องผลิตออกซิเจนด้วยพลังจุลสาหร่าย

จุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพอากาศให้คนเมือง ‘MICROCAP’ เครื่องผลิตออกซิเจนด้วยพลังจุลสาหร่าย

จุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพอากาศให้คนเมือง ‘MICROCAP’ เครื่องผลิตออกซิเจนด้วยพลังจุลสาหร่าย

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาจารย์ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ คิดค้นเครื่องเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ MICROCAP ใช้กระบวนการสังเคราะห์แสงจากจุลสาหร่าย ดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในเครื่องและผลิตออกซิเจนได้สูงกว่าต้นไม้ถึง 20 เท่า

ต้นไม้เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนและฟอกอากาศ แต่น่าเศร้าที่ปัจจุบัน พื้นที่ป่าและจำนวนต้นไม้น้อยลงอย่างมาก ซ้ำวิถีชีวิตของคนเมืองและโลกอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ก็เป็นตัวการก่อมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นควันจากท่อไอเสียเครื่องยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เตาเผาต่าง ๆ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ 

การเพิ่มและฟื้นฟูพื้นที่ป่า และส่งเสริมการปลูกต้นไม้จึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในบริบทเมือง อาจมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ผศ.ดร.พิชญา อินนา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายธนกฤต คมขำ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงพยายามแก้โจทย์นี้ด้วยการคิดค้นเครื่อง “MICROCAP” นวัตกรรมที่ใช้พลังจุลสาหร่ายให้สังเคราะห์แสงและผลิตออกซิเจน

“สังคมเริ่มสนใจเรื่อง Carbon Neutrality1 และการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็เป็นหนึ่งในปัญหาระดับโลก อาจารย์เลยอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ แต่ก็อยากใช้เทคโนโลยีที่แหวกแนวสักหน่อยและควรเป็นวิธีเลียนแบบธรรมชาติที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม นั่นก็คือเทคโนโลยีจุลสาหร่าย” ผศ. ดร.พิชญากล่าว และอธิบายเสริมว่าจุลสาหร่ายในเครื่อง MICROCAP จะทำหน้าที่เสมือนเป็นต้นไม้ภายในบ้านและอาคาร ช่วยดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเปลี่ยนเป็นก๊าซออกซิเจนมากกว่าต้นจามจุรีได้ถึง 20 เท่า!

“หลายคนกังวลเรื่องฝุ่น PM 2.5 แต่ก็อย่ามองข้ามก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพราะอันตรายพอกัน เวลาเราหายใจออกก็หายใจเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าอากาศภายในอาคารไม่ถ่ายเทก็จะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมเยอะ ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นระบบสมองที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ ถ้าสูดไปนานๆ อย่างในห้องเรียนจะทำให้ง่วงนอน สมาธิสั้นลง ปวดหัว ถ้าสูดนานต่อเนื่องก็จะทำให้เป็นมะเร็งปอดด้วยซ้ำ”

ผศ.ดร.พิชญา อธิบายว่าจุลสาหร่ายเป็นเซลล์จุลินทรีย์ที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงคล้ายพืช แต่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มพืช สามารถมีโครงสร้างคล้ายแบคทีเรีย จึงอยู่ก้ำกึ่งระหว่างอาณาจักรของพืช (Plant Kingdom) และอาณาจักรโพรทิสตา (Protista Kingdom)2

“จุลสาหร่ายพบได้ในแหล่งน้ำหลากหลาย สาหร่ายที่เรามองเห็นได้ ไม่ใช่จุลสาหร่าย จุลสาหร่ายจะต้องเป็นสาหร่ายที่ต้องส่องกล้องดูเพื่อที่จะเห็นตัวเซลล์” ผศ. ดร.พิชญากล่าวและยกตัวอย่างจุลสาหร่ายที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ – สาหร่ายสไปรูลิน่าหรือสาหร่ายเกลียวทอง3

“จุลสาหร่ายมีประสิทธิภาพในการสังเคราะห์ด้วยแสงดีกว่าพืชถึง 10 – 50 เท่า หรือ 100 เท่าในบางสายพันธุ์ คุณสมบัตินี้เป็นความรู้ทั่วไป แต่มีนักวิจัยจำนวนน้อยที่นำมาใช้แก้ปัญหาการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในอาคารและเปลี่ยนเป็นอากาศบริสุทธิ์” 

ด้วยความสนใจในคุณสมบัติพิเศษของจุลสาหร่ายตั้งแต่สมัยเริ่มเรียนปริญญาเอกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผศ. ดร.พิชญาพยายามค้นคว้าหาแนวทางที่จะใช้เทคโนโลยีจุลสาหร่ายให้เกิดประโยชน์ จนในที่สุด ก็ประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่อง MICROCAP (ย่อมาจากคำว่า Micro Algae หรือจุลสาหร่าย ส่วน CAP ย่อมาจาก Capture ที่แปลว่าดักจับ) 

ผศ.ดร.พิชญา อธิบายกระบวนการทำงานของ MICROCAP หรือเครื่องเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ว่า “เครื่องจะดูดอากาศที่อยู่ภายในอาคารเข้าไปในตัวเครื่องที่บรรจุจุลสาหร่าย เซลล์จุลสาหร่ายในเครื่องก็จะสังเคราะห์ด้วยแสงด้วยการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และปล่อยออกมาเป็นออกซิเจน”

จุลสาหร่ายที่ถูกนำมาใส่ในเครื่อง MICROCAP จะต้องผ่านสิ่งที่ ผศ.ดร.พิชญา เรียกว่า “กระบวนการทรมาน” ด้วยศาสตร์ทางเคมีวิศวกรรมเสียก่อน โดยการใช้สารเคมีหรือการปรับเปลี่ยนสูตรอาหารเพื่อให้จุลสาหร่ายมีฟังก์ชันที่ต้องการ

“จุลสาหร่ายจะถูกปลูกในห้องแล็บประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะนำจุลสาหร่ายรวมทั้งสูตรอาหารที่ค้นคว้ามาใส่ในเครื่อง MICROCAP เพื่อให้จุลสาหร่ายอยู่ในช่วงที่เจริญเติบโตมากที่สุดเพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากที่สุด”

ผศ.ดร.พิชญา กล่าวว่า MICROCAP เป็นเครื่องที่อาศัยการทำงานจากกระบวนการทางชีวภาพ ดังนั้น เมื่อติดตั้งเครื่องแล้ว ต้องรอให้จุลสาหร่ายทำงานและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 วัน เครื่องก็พร้อมทำงาน และจะทำหน้าที่ผลิตออกซิเจนได้ราว 1 เดือนตามวงจรของจุลสาหร่าย ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์ MICROCAP จึงให้บริการในระบบเช่ารายเดือน เนื่องจากจะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายจุลสาหร่ายและล้างเครื่องเป็นประจำทุกเดือน

เครื่อง MICROCAP ต้นแบบมีขนาด 60x60x150 ซม. (ขนาด 100 ลิตร) ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 400 ตรม. เช่น โรงเรียน ออฟฟิศ และห้างสรรพสินค้า ซึ่งในต้นปี 2568 ได้เปิดตัวเครื่อง MICROCAP ต้นแบบที่ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เนื่องในโอกาสสถาปนาคณะวิทยาศาสตร์ครบรอบ 108 ปี 

“หลังจากเปิดตัวเครื่อง MICROCAP ขนาด 100 ลิตร มีแต่คนถามว่าถึงเครื่องขนาดเล็ก เราจึงจัดทำเครื่อง MICROCAP ขนาด 50 ลิตร ครอบคลุมพื้นที่ปานกลาง และ MICROCAP Mini ขนาด 10 ลิตร ครอบคลุมพื้นที่ในห้องประชุมขนาดเล็ก”

ผศ.ดร.พิชญา กล่าวต่อไปว่า เบื้องต้นทีมงานจะไปประเมินพื้นที่ก่อนว่าจะติดกี่เครื่อง เพื่อที่จะควบคุมคาร์บอนไดออกไซด์ให้เข้ากับมาตรฐานตึกสีเขียว ราคาเครื่องจัดโปรโมชั่นเครื่องขนาด 10 ลิตร ราคาเริ่มต้น 1,500 บาทต่อเครื่องต่อเดือน เครื่องขนาด 50 ลิตร ราคาเริ่มต้น 5,000 บาทต่อเครื่องต่อเดือน

สำหรับแผนงานในอนาคต กำลังดูโอกาสในการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมที่จะนำชีวมวลสาหร่ายไปต่อยอด และออกแบบแนวทางการทำงานซึ่งอาจเป็นไปได้ 2 ลักษณะคือลงทุนเป็นโครงการวิจัย และลงทุนในบริษัท Algae Deep Tech จำกัด ที่อาจารย์เป็นผู้ก่อตั้งร่วมกับทีมงานวิจัย

“การทำผลิตภัณฑ์ต้องมองหลายๆ มุม ไม่เพียงแค่งานวิจัย แต่ต้องดูมุมธุรกิจด้วย ตอนแรกอาจารย์ไม่มีความรู้เลย ต้องไปนั่งเรียน การออกแบบผลิตภัณฑ์ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีมที่ดีที่คอยให้การสนับสนุนหลายๆ ด้าน ไม่ว่าทีมวิจัยและทีมที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ต้องมี 2 ทีมนี้คู่กันไปเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้สำเร็จ”  ผศ.ดร.พิชญา กล่าวและว่า โปรเจกต์นี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายแหล่ง ได้แก่ ทุนจากศูนย์เทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ, หน่วยปฏิบัติการวิจัยการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายและการใช้ประโยชน์จากจุลสาหร่ายอย่างยั่งยืน จาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ และกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (TED Fund) สำหรับการวิจัยเรื่องเทคโนโลยีจุลสาหร่าย

โดยในภาคการทำธุรกิจได้รับการสนับสนุนจาก CU Innovation Hub และสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงโครงการ Chula Spin-off จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่ช่วยเหลือในการก่อตั้งบริษัท Algae Deep Tech จำกัด – Start-up ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีจุลสาหร่ายมาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

“อาจารย์ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีจุลสาหร่ายเรื่องการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และพบว่าธรรมชาติให้คำตอบเราเยอะมาก เลยอยากนำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติออกสู่ตลาดเพื่อช่วยสังคมในเรื่องคุณภาพอากาศ”

ผศ.ดร.พิชญา กล่าวย้อนถึงความฝันในวัยเด็ก “ส่วนตัวอยากเป็นนวัตกรตั้งแต่เด็กๆ และอยากจะผลิตอะไรเป็นของตัวเองและตอบโจทย์สังคมจริงๆ” วันนี้สามารถทำความฝันในวัยเด็กให้เป็นจริงได้และเครื่องเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ MICROCAP ยังช่วยตอบโจทย์ปัญหามลพิษในสังคมเมืองปัจจุบันได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ผู้ที่สนใจ MICROCAP สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท Algae Deep Tech จำกัด บริษัทมีบริการเช่าในรูปแบบจ่ายรายเดือน (Subscription) และติดตั้งเครื่อง MICROCAP ในตัวอาคารพร้อมกับบริการดูแลรักษาเครื่องตลอดอายุการใช้งาน ติดต่อได้ที่โทร. 098-825-2390 หรือเว็บไซต์ http://www.algaedeeptech.com