‘กล้าใหม่…ใฝ่รู้’ ปีที่ 20 ดึงศักยภาพเยาวชน ‘สายวิทย์’ พัฒนาชุมชน – ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

‘กล้าใหม่...ใฝ่รู้’ ปีที่ 20 ดึงศักยภาพเยาวชน ‘สายวิทย์’ พัฒนาชุมชน – ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

‘กล้าใหม่…ใฝ่รู้’ ปีที่ 20 ดึงศักยภาพเยาวชน ‘สายวิทย์’ พัฒนาชุมชน – ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์จับมือ NECTEC และ VISTEC ดึงศักยภาพเยาวชนสายวิทย์ทำโครงงาน “นวัตกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืนในยุค AI” เพื่อพัฒนาชุมชนและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนในโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการเตรียมความพร้อมและดึงศักยภาพให้เยาวชนสายวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ในการจัดทำโครงงาน “นวัตกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืนในยุค AI” ภายใต้โครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนหรือสถานประกอบการ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมี นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศ.ดร.ปรเมษฐ์ มนูญพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) พร้อมทีมวิทยากรจาก SCB Academy นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. และ VISTEC ร่วมบ่มเพาะ ดึงศักยภาพของเยาวชน เปิดประสบการณ์ให้เยาวชนเห็นถึงผลงานนวัตกรรมที่หลากหลายของนักวิจัยจาก NECTEC และ VISTEC เช่น AI Robotics, IoT และ Kidbright พร้อมแนะนำแนวทางการพัฒนานวัตกรรม รวมถึงการทำโครงงานให้ประสบความสำเร็จ สามารถตอบโจทย์ชุมชนและสถานประกอบการได้อย่างยั่งยืน ณ ศูนย์ฝึกอบรมธนาคารไทยพาณิชย์ หาดตะวันรอน จ.ชลบุรี

ในปีนี้มีสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศส่งโครงงานเข้าร่วมแข่งขัน จำนวนทั้งสิ้น 473 โครงงาน ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ ฯ พร้อมรับทุนดำเนินโครงงาน จำนวน 20 โครงงาน (20 ทีม) จาก 18 สถาบัน ซึ่งเยาวชนจะได้รับการเสริมทักษะที่สำคัญสำหรับการนำไปดำเนินโครงงานในหัวข้อต่างๆ เช่น การจัดทำและพัฒนานวัตกรรม กระบวนการคิดเชิงออกแบบ ทักษะการนำเสนอโครงงานและการสื่อสาร การลดความสูญเปล่าและเพิ่มมูลค่าสูงสุด เป็นต้น พร้อมจัดกิจกรรมเสริมในการปลูกฝังวินัยทางการเงินที่ดี ให้รู้จักฝึกการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และนำเสนอแนวทางในการสร้าง “ชีวิตสมดุล การเงินมั่นคง สิ่งแวดล้อมยั่งยืน” พร้อมเรียนรู้การสร้างความมั่งคั่งทางการเงินผ่านการเล่นการด์เกม “รู้หน้า ไม่รู้หนี้” ในโอกาสนี้ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเยาวชนต้นแบบที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีที่ผ่านมา โครงงาน “แชทบอทวินิจฉัยโรคทุเรียน : Doo Durian” ซึ่งขณะนี้ได้มีการต่อยอดโดยร่วมกับ NECTEC พัฒนาผลงานเพื่อนำไปช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวสวนทุเรียน 

นอกจากนี้ยังได้จัดหลักสูตรให้แก่คุณครูที่ปรึกษาที่มาร่วมกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเสริมทักษะการเป็น “Facilitator” และ Reflection” สะท้อนการเรียนรู้ “ครูแนะครู” สร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณครูที่ปรึกษาโครงงาน ในการเป็นผู้ฟังที่ดี สามารถจุดประกาย สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ใหม่ๆ เป็นที่ปรึกษาให้กับเยาวชนในการทำโครงงาน และนำไปเผยแพร่ในโรงเรียนได้ต่อไป

ต่อจากนี้ แต่ละทีมจะต้องนำทักษะความรู้ที่ได้รับกลับไปพัฒนาและปรับปรุงโครงงานของตนเอง พร้อมลงพื้นที่ดำเนินการตามแผนโครงงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยสามารถขอคำแนะนำจากพี่เลี้ยงนักวิจัยได้ตลอดการทำโครงงาน และจะต้องกลับมานำเสนอต่อคณะกรรมการอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อคัดเลือกหา 8 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป

สามารถร่วมติดตามผลงานและเป็นกำลังใจให้เยาวชนในโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ได้ทาง Facebook : SCB Challenge “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” 

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘Alibaba Cloud Academy AI Lab’ ปั้นคนรุ่นใหม่สายเทคฯ ตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘Alibaba Cloud Academy AI Lab’ ปั้นคนรุ่นใหม่สายเทคฯ ตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘Alibaba Cloud Academy AI Lab’ ปั้นคนรุ่นใหม่สายเทคฯ ตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการศึกษา AI ด้วยการเปิดตัว “Alibaba Cloud Academy AI Lab” ห้องปฏิบัติการ AI แห่งแรกของประเทศไทย ที่เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพกับ Alibaba Cloud ในการผลิตนักศึกษาที่พร้อมรับมือกับโลกยุคดิจิทัล และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยี AI และ Cloud Computing จากผู้นำระดับโลก

งานพิธีเปิดตัวจัดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยมี อาจารย์ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ Mr. Edward Liu, South Pacific Region ISV Business Development Director, Alibaba Cloud Intelligence Business Group ร่วมพิธีตัดริบบิ้น ณ ชั้น 5 อาคารหอสมุดสุรัตน์ฯ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พร้อมกันนี้ยังได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) โดย ผศ.ดร.สมยศ วัฒนากมลชัย รองอธิการบดีสายนานาชาติ และ Mr. Edward Liu เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการศึกษาและพัฒนาบุคลากรด้าน AI และ Cloud Computing อย่างต่อเนื่อง

Alibaba Cloud Academy AI Lab เป็นระบบ Cloud ครอบคลุมทั้ง Ecosystem ของ Alibaba Cloud ที่ทันสมัย จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งความรู้ด้าน Cloud Computing และ AI แก่นักศึกษา พร้อมห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ครบครันด้วยระบบ ECS (Elastic Compute Service) และคอร์สเรียนรู้มากมาย เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพได้เข้ารับการอบรมหลักสูตรโดยมีการอบรมแบบลำดับขั้นตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูง และเพิ่มโอกาสการได้งานด้วยใบรับรองจาก Alibaba Cloud

ระบบ ECS ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบ Cloud ที่ทำให้ทุกระบบใน Alibaba Cloud Academy AI Lab ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทรงพลัง เปรียบเสมือนพลังขับเคลื่อนหลักของห้องปฏิบัติการที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้และทดลองใช้งานเทคโนโลยี Cloud Computing ได้อย่างสมจริง ขณะที่บริการประมวลผลรูปแบบ Cloud อัจฉริยะและปลอดภัยอย่าง MaxCompute, PAI และ Function Compute ทำหน้าที่เสมือนสมองและระบบประสาทของ Cloud ที่ทำให้ระบบการเรียนรู้มีความชาญฉลาด ยืดหยุ่น และพร้อมพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

นอกจากนี้นักศึกษายังได้รับประสบการณ์การเรียนรู้แบบ Hands-on อาทิ การเข้าถึงข้อมูลบน Cloud ได้อย่างเต็มรูปแบบเพื่อการค้นคว้าวิจัย การฝึกปฏิบัติผ่านแพลตฟอร์ม Alibaba Cloud รวมถึงการพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือระดับมืออาชีพ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับมหาวิทยาลัยกรุงเทพสู่การเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้ AI เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI และเทคโนโลยี Cloud พร้อมตอบโจทย์ตลาดงานยุคดิจิทัล และร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

จุฬาราชมนตรี ประกาศแนวทาง ผู้นับถืออิสลาม ถวายอาลัยพระบรมศพ การแต่งกายไว้ทุกข์

จุฬาราชมนตรี ประกาศแนวทาง ผู้นับถืออิสลาม ถวายอาลัยพระบรมศพ การแต่งกายไว้ทุกข์

จุฬาราชมนตรี ประกาศแนวทาง ผู้นับถืออิสลาม ถวายอาลัยพระบรมศพ การแต่งกายไว้ทุกข์

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.02 น.

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกประกาศจุฬาราชมนตรี เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการถวายอาลัยและการแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลามต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ลงนามโดย นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ความว่า

ตามที่ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต รัฐบาลจึงเห็นสมควรประกาศให้ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไปนั้น

การสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีผู้ทรงงานหนักเพื่อปวงชนชาวไทย ผู้ทรงพระคุณอันใหญ่หลวงต่อศาสนาอิสลามและพสกนิกรมุสลิม ยังความโศกเศร้าโทมนัสอย่างยิ่งต่อพสกนิกรมุสลิม และเพื่อให้การถวายอาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

จุฬาราชมนตรี จึงขอแจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามร่วมน้อมถวายอาลัย โดยให้อยู่ในอาการสำรวม และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรมุสลิม และการแต่งกายในช่วงไว้ทุกข์ ดังนี้

1. ข้าราชการทั้งชายและหญิง ให้แต่งเครื่องแบบปกติขาวหรือเครื่องแบบตามที่ราชการกำหนด เว้นแต่จะได้มีการยกเว้นหรือนุโลมเป็นอย่างอื่น

2. ประชาชนทั่วไป ให้แต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายโทนสีสุภาพไม่ฉูดฉาด

3. การเข้าถวายอาลัยพระบรมศพ ให้ผู้เข้าถวายอาลัยยืนตรงสงบนิ่ง หากจะก้มศีรษะคำนับ ก็สามารถกระทำได้ในกรอบลักษณะที่ไม่ถึงระดับรุกัวะ (การก้มศีรษะที่ลำตัวขนานกับพื้น) หรือในกรณีนั่ง ให้นั่งพับเพียบตัวตรงสงบนิ่ง

4. อ่านคำถวายอาลัยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อศาสนาอิสลาม และพสกนิกรมุสลิม ในเวลาก่อนละหมาดวันศุกร์

5. นำเสนอคุตบะห์วันศุกร์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ด้านศาสนาอิสลาม

6. จัดกิจกรรม นิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ด้านศาสนาอิสลาม

7. เจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน เพื่อให้นำมาซึ่งความสมบูรณ์พูนสุข และความเจริญรุ่งเรืองของราชอาณาจักรไทยสืบไป จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2568

ศธ.ย้ำจัดได้อนุญาตเต็มที่’กิจกรรมเด็ก-วัฒนธรรม’ ขอความร่วมมือ’งด-ปรับ’งานรื่นเริง

ศธ.ย้ำจัดได้อนุญาตเต็มที่'กิจกรรมเด็ก-วัฒนธรรม' ขอความร่วมมือ'งด-ปรับ'งานรื่นเริง

ศธ.ย้ำจัดได้อนุญาตเต็มที่’กิจกรรมเด็ก-วัฒนธรรม’ ขอความร่วมมือ’งด-ปรับ’งานรื่นเริง

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

เคลียร์ชัด! “รมว.นฤมล” เรียกถกผู้บริหาร ศธ. กำหนดแนวทางอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” ย้ำ จัดกิจกรรมของเด็ก งานศาสนา-ประเพณีได้ แต่ขอให้งดหรือปรับงานรื่นเริงให้เหมาะสมกับสถานการณ์

27 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2568 เพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิบัติแสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วม อาทิ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ณ กระทรวงศึกษาธิการ

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล แถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่า กิจกรรมที่ประชาชนมีความห่วงใยและหวังดีกับเด็กนักเรียนนั้น สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว โดยกิจกรรมที่อยู่ในหลักสูตร รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของเด็ก หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียน กระทรวงไม่ได้มีคำสั่งห้ามจัดหรือให้งดอย่างแน่นอน

ส่วนกิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติ หรือศาสนาใด ก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ จากนี้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยราชการในสังกัด รวมถึงองค์กรในกำกับ จะไปทำความเข้าใจกับผู้บริหารในระดับถัดไปให้ตรงกัน ส่วนกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงนอกเหนือจากหลักสูตร ขอความร่วมมือให้งดหรือปรับรูปแบบการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ข้อถกเถียงในสังคมเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ และวันอาทิตย์ก็มีพระราชพิธี จึงยังไม่ได้มีการประชุมภายในกระทรวง วันนี้จึงได้เรียกประชุมเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันทุกฝ่าย โดย ศธ.จะออกประกาศแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและรายละเอียดต่าง ๆ ไปยังแต่ละหน่วยราชการและองค์กรในกำกับ โดยยึดกรอบแนวทางปฏิบัติ 3 เรื่องหลัก คือ

1. กิจกรรมภายในหลักสูตร และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่มีผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

2. กิจกรรมที่เป็นไปตามประเพณีและวัฒนธรรม ของชนชาติหรือศาสนาใดก็ตาม สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ห้ามและไม่งด

3. กิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริง ที่อยู่นอกเหนือข้อ 1 และ 2 ให้แต่ละหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาว่าจะปรับรูปแบบอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์

“ดิฉันขอให้ทุกท่านคลายความกังวล และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความห่วงใยต่อพัฒนาการของเยาวชน ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาการเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการจะสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยที่ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ แล้ว” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! ยืนสงบนิ่งถวายอาลัย พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! ยืนสงบนิ่งถวายอาลัย พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! ยืนสงบนิ่งถวายอาลัย พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

อาชีวะอยุธยาร่วมใจ! นักศึกษา 1,000 คน ยืนสงบนิ่ง 93 วินาที ถวายอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมเปิดทำริบบิ้นดำแจกฟรี

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ได้นำคณะผู้บริหาร อาจารย์ และนักศึกษาจำนวน 1,000 คน ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติและถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณลานหน้าเสาธงของวิทยาลัยฯ

ภายหลังการเคารพธงชาติ ผู้อำนวยการฯ ได้นำผู้ร่วมกิจกรรมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 93 วินาที เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงตรากตรำพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

ในส่วนของการแสดงความอาลัยด้วยการปฏิบัติ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมกับคณะกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้บริหารของวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรม อบรมการทำ “ริบบิ้นดำ” แสดงความไว้อาลัย เพื่อมอบให้กับประชาชนทั่วไปและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการใช้แสดงความอาลัย

นายวีระพจน์ ปรีพูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้เปิดห้องเรียนรวม เพื่อเป็นสถานที่จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 27-31 ตุลาคม 2568 ในเวลา 09.00 น. – 15.00 น. และได้ เชิญชวนประชาชนผู้มีจิตอาสา ให้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อทำริบบิ้นสีดำแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยสามารถติดต่อขอรับริบบิ้นดำได้ที่วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา

////-026

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศ-ทูตานุทูตถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์”สมเด็จพระพันปีหลวง”พร้อมลงนามถวายความอาลัย

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุนใน ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย โดยมี บุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูตต่างประเทศ ผู้นำศาสนา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยและด้วยความจงรักภักดี

อาทิ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ นางจิราภรณ์ ฉายแสง เอกอัคราชทูตโมร็อกโก ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูต คาซักสถาน ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตโอมาน ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตเม็กซิโก ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูต ชิลี ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตบรูไน ประจำประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,คณะกรรมมาธิการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP), คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตูนีเซีย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฮอนดูรัส, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโอมาน, อุปทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโอมาน เป็นต้น

นางฐิติมา เกศเวช อายุ 60 ปี ชาวหนองแขม กรุงเทพฯ กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมน้องสาวและหลานๆ ตั้งใจมาถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน เมื่อทราบข่าวว่าท่านสวรรคตก็รู้สึกเสียใจมาก น้ำตาไหล เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ท่านเป็นแม่ของแผ่นดิน เราเกิดมาก็เห็นท่านคู่กับในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว ท่านเสด็จฯไปทุกที่ถึงแม้จะเดินทางลำบาก ท่านนำความเจริญไปให้ พระองค์ท่านมีโครงการในพระราชดำริมากมาย ประทับใจทุกโครงการ ทั้งการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงหม่อนไหม โครงการเกี่ยวกับผ้าไหม ผ้าไทย ศูนย์ศิลปาชีพฯ โครงการปลูกป่า ท่านอยากให้ชาวบ้านมีอาชีพมีรายได้ ทุกวันนี้ก็สอนลูกหลานให้ศึกษาคำสอนและโครงการในพระราชดำริของพระองค์ท่าน เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

ด้าน นางละออศรี หุ่นจีน ณ ไพรี วัย 71 ปี กล่าวว่า เดินทางมาจากย่านทุ่งครุ ตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งเมื่อวานนี้ (26 ต.ค.68) ได้เดินทางมาร่วมพิธีเชิญพระบรมศพที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยแล้ว จึงอยากมาร่วมลงนามถวายความอาลัยอีกครั้ง ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะตลอดระยะเวลาหลายสิบปีพระองค์ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิยหลากหลายด้านไว้อย่างมากมาย นับเป็นบุญของคนไทยที่ได้เกิดใต้ร่มพระบารมีของรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง รวมถึงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ซึ่งตลอดชีวิตได้เห็นว่าพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายทรงงานอย่างไม่หยุดพัก ถ้าไม่มีพระองค์ประชาชนก็จะไม่ได้อยู่ดีกินดีอย่างวันนี้ ได้มีความสุขบนผืนแผ่นดินไทย อยากบอกพระองค์ว่า ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

ขณะที่ นางสาวศุภนิตย์ เพ็ชร์ช่วย กล่าวว่า ตนเองเป็นมัคคุเทศน์คอยนำเข้าการเข้าชมพระบรมมหาราชวัง และสถานที่สำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ จึงทราบประวัติศาสตร์ของชาติ ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะการอนุรักษ์ผ้าไทย พระองค์พระราชทานอะไรมากมายให้คนไทย ทรงงานหนักมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป เมื่อทราบข่าวสวรรคตได้แต่ร้องไห้ เหมือนขาดอะไรในชีวิต เราสูญเสียในหลวงรัชกาลที่ 9ไปแล้ว และยังมาเสียแม่ของแผ่นดินไปอีก แม้ตนเองจะอายุมากแล้ว แต่เมื่อเห็นพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านแย้มพระสรวลเปี่ยมด้วยพระเมตตา ท่านให้กำลังใจคนไทยเสมอ นับเป็นภาพที่ตราตรึงหัวใจชาวไทย ทำให้ย้อนถึงภาพความทรงจำ ณ ขณะพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย จึงอยากมาแสดงความอาลัยด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้า พระฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคมฯ ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.พร้อมจัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัยไว้ ณ ที่นั้นด้วย และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ทุกวัน เวลา 09.00 – 21.00 น.เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราชสกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐบาล คณะบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระระราชกุศลครบ 100 วัน

– 006

‘ศาลยุติธรรม’สานต่อ’โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน’เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

'ศาลยุติธรรม'สานต่อ'โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน'เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

‘ศาลยุติธรรม’สานต่อ’โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน’เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.23 น.

“ศาลยุติธรรม”สานต่อ”โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน”เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10 มุ่งเสริม”วัคซีนทางปัญญา” สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนชายแดนใต้ นำความรู้พัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จังหวัดชายแดนใต้ เป็นพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาความขัดแย่งทางสังคมและเหตุความไม่สงบที่ยืดเยื้อ ผลักดันให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากตกอยู่ในสถานะที่เปราะบาง อาจถูกดึงดูดเข้าสู่วงจรแห่งความรุนแรงหรือถูกชักจูงไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในพื้นที่ไม่เพียงแต่เป็นต้นตอของความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิต การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการพึ่งพาแต่เพียงการใช้กำลังหรือมาตรการด้านความมั่นคง แต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนผ่านการให้ความรู้ เสริมสร้างรากฐานความเข้มแข็งทางสังคม เพื่อนำพาพื้นที่ชายแดนใต้ก้าวข้ามผ่านความขัดแย้ง

“นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา จึงได้มีดำริให้สานต่อ “โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน (Belia Thai Sejiwa Sehati) รุ่นที่ 10” โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ” โครงการดังกล่าวฯ เป็นอีกหนึ่งในโครงการสำคัญของศาลยุติธรรม ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุุ้มกันในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม ความรู้ด้านกฎหมาย สิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน รวมถึงกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเบื้องต้น “การให้ความรู้เชิงป้องกันนี้มีเป้าหมายสำคัญคือ การช่วยป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนกระทำความผิดโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นการช่วยเหลือและแนะแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม ให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เหล่านี้ สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพในสังคม นำความรู้ที่ได้กลับไปพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตน” นายธีรทัย กล่าว

สำนักงานศาลยุติธรรม โดยกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ขอเชิญชวนน้องๆ อายุระหว่าง 15 – 18 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในสถาบันการศึกษา ซึ่งมีที่ตั้งในจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี , จ.ยะลา , จ.นราธิวาส และ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ได้แก่ อ.จะนะ , อ.นาทวี , อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย หรือมีภูมิลำเนาในพื้นที่ดังกล่าว สมัครเข้าร่วมโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน รุ่นที่ 10 โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม https://iprd.coj.go.th และเฟซบุ๊ก เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน https://www.facebook.com/BeliaThaiSejiwaSehati

ด้าน นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวฯ ได้เริ่มดำเนินการครั้งแรกรุ่นที่ 1 ในปี พ.ศ.2555 เว้นช่วงสถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบันได้ก้าวสู่รุ่นที่ 10 แล้ว ซึ่งหลักสูตรเน้นทั้งวิชาการและกิจกรรมจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ครอบคลุมกฎหมายหลากหลายด้าน อาทิ ความรู้เกี่ยวกับศาลยุติธรรม หลักกฎหมายทั่วไป กฎหมายสำหรับเด็กและเยาวชน การไกล่เกลี่ย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญาและการคุุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอิสลาม รวมถึงการแนะแนวทางอาชีพนักกฎหมาย นอกจากนี้ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการยังได้มีโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษา ณ สถานที่สำคัญ เช่น ศาลฎีกา ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิตของพวกเขาอีกด้วย

“ประธานศาลฎีกาได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการนี้ ที่เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับโดยพิจารณาจากความสำเร็จของรุ่นที่ผ่านมา จึงดำริให้สานต่อโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน โดยมุ่งเสริมวัคซีนทางปัญญาให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ วัคซีนนี้มิใช่เพื่อป้องกันโรคทางกาย แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและจิตใจที่แข็งแกร่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นผู้นำทางสังคมที่มีความพร้อมและสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับ กลับไปสร้างเครือข่ายพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง” นายสุริยัณห์ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน ตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 9 มีเยาวชนผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 1,207 คน ขณะที่มีเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้แสดงความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 4,812 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและการตอบรับที่ดี สำนักงานศาลยุติธรรมจึงหวังว่าการจัดโครงการในปีนี้จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมเช่นที่ผ่านมา

– 006

นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569 สร้าง‘หมอไทยรุ่นใหม่’เพื่ออนาคตสุขภาพที่ยั่งยืน พร้อมต่อยอดสู่เวทีโลก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จัดกิจกรรม “Open House Open Heart เปิดบ้านเปิดใจ แพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร” เพื่อเชิญชวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวและทดลองเรียนรู้วิถีแพทย์แผนไทยประยุกต์ ภายใต้แนวคิด “เรียนจริง–ทำจริง–ต่อยอดเป็นอาชีพ”โดยจัดกิจกรรมเพื่อเรียนรู้นำไปปฏิบัติจริง ประกอบด้วย 1. การตรวจวินิจฉัยร่างกายตามศาสตร์แพทย์แผนไทย  2. การเรียนรู้เส้นทางผู้ประกอบการด้านสุขภาพและสมุนไพร และ 3. การสกัดและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อจัดทำ Portfolio  โดยให้นักเรียนเตรียมสมัครเข้าศึกษาในหลักสูตร การแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต (พท.ป.บ.)

อ.ดร.กริยาภา หลายรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการและประกันคุณภาพการศึกษา วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร  กล่าวว่าวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สถาบันพระบรมราชชนก และ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นผู้นำด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยของประเทศ โดยมีประสบการณ์สอนกว่า 20 ปี ในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและรับรองโดยสภาการแพทย์แผนไทย ขณะที่ โรงพยาบาลเจ้าพระบาอภัยภูเบศร มีชื่อเสียงด้านการให้บริการสุขภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ พร้อมเป็น ศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมี เส้นทางสู่อาชีพแห่งอนาคตอย่างชัดเจน บัณฑิตจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี สามารถประกอบอาชีพได้ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น  • แพทย์แผนไทยประยุกต์ / นักวิจัยสมุนไพร / นักพัฒนา Wellness Product อาจารย์ด้านการแพทย์แผนไทย ตลอดจนประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพ สมุนไพร หรือเปิดคลินิกสุขภาพของตนเอง

“จังหวัดปราจีนบุรีจึงได้สร้างอาคารวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านแพทย์แผนไทยครบวงจร มั่นใจได้ว่านักเรียนที่เลือกเรียนที่นี่ จะได้รับทั้งความรู้ คุณธรรม และอนาคตที่มั่นคง” ดร.กิริยาภา กล่าว

ด้าน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงความสำคัญของการแพทย์แผนไทยว่า การแพทย์แผนไทยคือภารกิจของคนไทย ที่ต้องสืบสานและฟื้นฟู เพราะช่วยชีวิตคนได้จริง และมีภาคปฏิบัติในชีวิตประจำวันมากกว่าความงามหรือกลิ่นหอม แต่เป็นภูมิปัญญาที่ลึกซึ้ง  เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ

“วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ผลิตบัณฑิตที่เชี่ยวชาญทั้งวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาไทย เพราะต้องทำงานร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทยมีใบประกอบวิชาชีพเฉพาะของตนเองสามารถสั่งยา เปิดคลินิก หรือสอบใบอนุญาตเปิดร้านยาไทยได้จริง ถือเป็นวิชาชีพเฉพาะที่ไม่สามารถทดแทนด้วย AI เรามีระบบบริการครบวงจร ทั้งตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร้านยาไทยโพธิ์เงิน สปาภูมิภูเบศร และตึกนวัตกรรมสมุนไพรที่ร่วมวิจัยกับต่างประเทศ สมุนไพรคือทรัพย์ในดินของเรา หากเกิดภาวะขาดแคลนยา สมุนไพรไทยจะช่วยชีวิตคนทั้งประเทศได้ และนวดไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก คือเครื่องยืนยันว่าภูมิปัญญาไทยได้รับการยอมรับระดับสากล” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2569 หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต (พท.ป.บ.) / Bachelor of Applied Thai Traditional Medicine (B.A.T.M.) ระยะเวลาเรียน 4 ปี ตามแผนผลิตปกติและแผนผลิตโครงการผลิตแพทย์และทีมนวัตกรรมสุขภาพเพื่อเวชศาสตร์ครอบครัวตอบสนองต่อระบบสุขภาพปฐมภูมิทั่วไทย (9 หมอ) เพื่อสร้างโอกาสให้แก่นักเรียนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคนด้านสุขภาพของสถานบริการทั่วประเทศ รวมถึงการผลิตบัณฑิตคืนถิ่นจากชุมชนกลับไปปฏิบัติงานในระบบสุขภาพปฐมภูมิ ผู้สนใจ สามารถสมัครออนไลน์ที่ https://admission.pi.ac.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 037-454-470 ต่อ 25, 089-904-9627, 081-381-8547Facebook: แพทย์แผนไทยประยุกต์ อภัยภูเบศร สถาบันพระบรมราชชนก อีเมล: education_service@acttm.ac.th

​ISCM เปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอนาคตสำหรับเด็กนิเทศ รับมือทุกความท้าทายอย่างมีกลยุทธ์

​ISCM เปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอนาคตสำหรับเด็กนิเทศ รับมือทุกความท้าทายอย่างมีกลยุทธ์

​ISCM เปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอนาคตสำหรับเด็กนิเทศ รับมือทุกความท้าทายอย่างมีกลยุทธ์

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะโลกการสื่อสารเปลี่ยนเร็ว โลกการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนให้เร็วกว่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรนานาชาติ  จึงออกแบบหลักสูตรที่ผสานโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์เข้ากับการคิดอย่างนักวางกลยุทธ์ พร้อมพัฒนาผู้เรียนสู่ผู้นำการสื่อสารแห่งยุค AI

ในโลกที่สื่อเปลี่ยน คนเสพเปลี่ยน และ AI กำลังเขียนเรื่องราวแทนมนุษย์ ในวันที่คนรุ่นใหม่ใช้เวลาหน้าจอมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน “นิเทศศาสตร์” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสื่อ แต่เป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นในทุกธุรกิจ International School of Communication Management (ISCM)  คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงปรับหลักสูตรใหม่เพื่อรองรับโลกการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 พร้อมเปิด “Common Space” พื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นพื้นที่ที่นิสิตจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแบ่งปันประสบการณ์กับรุ่นพี่ รุ่นน้อง ในรูปแบบการเรียนรู้ของนิสิตยุคใหม่

รศ.ดร.ปภาภรณ์ ไชยหาญชาญชัย ประธานหลักสูตรนานาชาติ กล่าวว่า เมื่ออุตสาหกรรมสื่อไทยเปลี่ยนผ่านสู่สื่อเฉพาะกลุ่ม (Niche Media) ที่ต้องการความลึกและความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ หลักสูตรนานาชาติ Bachelor of Arts in Communication Management (BCM) จึงได้รับการออกแบบให้รองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีการเพิ่มรายวิชาใหม่ๆ เช่น Data Management and Analysis for Communication ที่สอนการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ Advanced Digital and Social Media Marketing ที่เสริมความรู้ด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัลในเชิงลึก และ Luxury Brand Communications ที่จะบ่มเพาะนิสิตให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดตราสินค้าหรูหรา ที่เชื่อมโยงกับความเหนือระดับ และสถานะทางสังคม

“นอกจาก BCM ที่เป็นหลักสูตรปริญญาตรีแล้ว ISCM ยังมีหลักสูตรปริญญาโท Master of Arts in Strategic Communication Management (MSCM) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือผู้นำในระดับสูงของอุตสาหกรรมการสื่อสารอีกด้วย” รศ.ดร.ปภาภรณ์ อธิบายเสริมว่า “เพื่อรองรับความต้องการของผู้เรียน หลักสูตรปริญญาโทในปัจจุบัน ทางหลักสูตรจึงเปิดสอนนอกเวลาเท่านั้น และผู้เรียนสามารถเรียนจบได้ภายใน 1.5 ปี”

หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของ ISCM คือทีมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายชาติ ทั้งฝรั่งเศส มาเลเซีย ฮ่องกง รัสเซีย เบลเยี่ยม และอิตาลี ที่นำประสบการณ์การทำงานจริงจากอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ามาในห้องเรียน เช่น ในวิชา Luxury Brand Communications นิสิตจะได้เรียนกับอาจารย์ชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์การทำงานกับแบรนด์หรูระดับโลกโดยตรง ได้เรียนรู้จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจถึงความซับซ้อนของตลาดสินค้าหรูที่ต้องการการสื่อสารที่ละเอียดอ่อนไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีจากหนังสือเรียน

“การมีอาจารย์จากหลากหลายวัฒนธรรมทำให้นิสิตได้เห็นมุมมองที่แตกต่างกันในการจัดการการสื่อสาร” รศ.ดร.ปภาภรณ์ กล่าว “วิธีการสื่อสารที่ได้ผลในเอเชียอาจไม่ได้ผลในยุโรป การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของอาจารย์ต่างชาติทำให้นิสิตเข้าใจถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่จำเป็นสำหรับการทำงานในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ” ประธานหลักสูตรนานาชาติ กล่าวและว่า ISCM เชื่อว่าความรู้ไม่ได้มีอยู่แค่ในห้องเรียน เพราะโลกจริงนั้นเต็มไปด้วยบริบท ข้อจำกัด และโอกาสที่ต้องลงมือสัมผัสด้วยตนเอง ดังนั้น หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของหลักสูตร คือการจัด Study Trip ที่ออกแบบอย่างมีจุดมุ่งหมาย ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อให้นิสิตได้สัมผัสกับการทำงานจริงของอุตสาหกรรมการสื่อสารในบริบทที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ รศ.ดร.ปภาภรณ์ กล่าวถึงการจัด Study Trip ว่า ในปีที่ผ่านมาเราพานิสิตไปที่ประเทศเกาหลี นอกจากจะไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยฮงอิก (Hongik University) แล้ว เรายังพานิสิตไปเข้าชม Samsung Innovation Center ซึ่งเป็นโอกาสที่นิสิตจะได้เปิดโลกทัศน์และสร้างเครือข่ายที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานในอนาคต

นอกเหนือจากการปรับปรุงหลักสูตร ISCM ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “Common Space” ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้แบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนความคิด ให้นิสิตได้ปลดปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

ทำไมการสร้างพื้นที่ “Common Space” สำหรับนิสิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ รศ.ดร.ปภาภรณ์ อธิบายว่า ในโลกการทำงานยุคใหม่บริษัทระดับโลกตั้งแต่ Tech Start-up ไปจนถึง Creative Agency ต่างลงทุนสร้างพื้นที่เปิดสำหรับพนักงานทุกคน เพราะพื้นที่ว่าง ๆ แบบนี้จะกระตุ้นการสร้างนวัตกรรม และการทำงานร่วมกันแบบข้ามสายงาน เป็นจุดนัดพบของแรงบันดาลใจ สำหรับที่ ISCM เราอยากให้เด็กมีพื้นที่ที่ไม่ถูกตีกรอบ ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งจากอาจารย์ก่อนถึงจะเริ่มคิดได้ เราจึงสร้าง Common Space ที่ให้พวกเขาสามารถนั่งระดมไอเดีย ทำโปรเจกต์ ร่วมงานกัน หรือแม้แต่หยุดพักแล้วกลับมาพร้อมแรงบันดาลใจใหม่ๆ

Common Space ยังเป็น “Third Place” ที่ไม่ใช่ห้องเรียน ไม่ใช่บ้าน แต่เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถมาเจอกันในบรรยากาศสบายๆและปล่อยให้บทสนทนาเล็กๆ จุดประกายความคิดใหญ่ๆได้

การเข้ามาของ AI ทำให้หลายคนกังวลว่าอนาคตของอุตสาหกรรมการสื่อสารจะเป็นอย่างไร ISCM กำลังตอบคำถามนี้ด้วยการเน้นทักษะที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ ได้แก่ การคิดเชิงกลยุทธ์ การจัดการความซับซ้อน การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และการสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์

ด้วยการออกแบบหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการจริงของตลาด บัณฑิต ISCM จะมีความพร้อมสำหรับตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูง เช่น Digital Marketing Manager ที่ต้องรู้จักการใช้ข้อมูลในการวางกลยุทธ์ Brand Communication Strategist ที่ต้องเข้าใจทั้งการสร้างแบรนด์และการจัดการชื่อเสียง และ Communications Executive ผู้บริหารการสื่อสารที่เข้าใจโลกของสื่ออย่างแท้จริง

ถ้าคุณกำลังมองหาหลักสูตรที่จะพาคุณไปสู่โลกการสื่อสารแห่งอนาคต International School of Communication Management (ISCM) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเป็นคำตอบของสถาบันการศึกษาที่พร้อมเดินทางไปกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งทักษะการจัดการการสื่อสารที่แข็งแกร่งไม่เพียงแค่จะช่วยให้คุณได้เปรียบในทุกการแข่งขัน แต่เป็นความจำเป็นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจ เปลี่ยนแปลงสังคม และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในโลกแห่งการสื่อสารยุคใหม่

วทจ.เปิดรับสมัครหลักสูตร วทจ. รุ่น 8 เสริมศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทย-จีน

วทจ.เปิดรับสมัครหลักสูตร วทจ. รุ่น 8 เสริมศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทย-จีน

วทจ.เปิดรับสมัครหลักสูตร วทจ. รุ่น 8 เสริมศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทย-จีน

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน (วทจ.) มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ นำโดย นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน เปิดโอกาสพิเศษสำหรับผู้บริหารธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ต้องการเรียนรู้จีนเชิงลึกในทุกมิติ เข้าร่วมสมัคร “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน รุ่นที่ 8” (Thai-Chinese Leadership Studies) เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์และความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับประเทศจีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย

หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน (วทจ.) มุ่งสร้างผู้นำยุคใหม่ที่มีวิสัยทัศน์แบบองค์รวม เข้าใจลึกซึ้งทั้งด้านวัฒนธรรม ปรัชญา เศรษฐกิจ และกลยุทธ์การพัฒนาของจีน พร้อมผลักดันการสร้างเครือข่ายความร่วมมือไทย-จีนในทุกมิติอย่างยั่งยืน นับเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้บริหารธุรกิจและผู้ประกอบการ ที่ต้องการเรียนรู้จีนเชิงลึกและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ เพื่อต่อยอดการเติบโตสู่อนาคตร่วมกับจีนอย่างมั่นคง

จุดเด่นหลักสูตร วทจ. รุ่นที่ 8  เรียนรู้เชิงลึก : อบรมเข้มข้นในประเทศไทย ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการฟังบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งไทยและจีน รวมถึงอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน อาทิ มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University), มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) และ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน : ผู้เข้าร่วมหลักสูตรจะได้เดินทางไป ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน เพื่อสัมผัสแนวคิดการพัฒนาและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศของจีนอย่างใกล้ชิด สร้างเครือข่ายผู้นำที่เข้มแข็ง : ตลอดระยะเวลาการอบรม มีการจัดสัมมนาวิชาการ การจัดทำรายงานกลุ่ม และกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการ หล่อหลอมเครือข่ายผู้นำไทย-จีนให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ทั้งนี้ หลักสูตร วทจ. รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 14 พ.ย.2568 โดยจะมีเรียนทุกวันพุธ เริ่มเรียนตั้งแต่ เดือนมกราคม 2568 ค่าธรรมเนียมการศึกษา: 230,000 บาท (ราคานี้ รวมค่าเข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้ว) สนใจสมัครหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2312-6300 ต่อ 1546, 0-2312-6387 สายด่วน 090-220-9838 Line: @tclhcu  ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้ทาง http://www.tclhcu.com