สกร.ลุยปรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร.ลุยปรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร.ลุยปรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ.การเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) เป็นประธานการประชุมคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ครั้งที่ 1/2568 ร่วมกับนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษา เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานของคณะที่ปรึกษาและจุดเน้นการขับเคลื่อนงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 อาคารกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings โดยมีนางยุพิน บัวคอม และนายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วยที่ปรึกษาอธิบดี ผู้ช่วยเลขานุการคณะที่ปรึกษา และผู้อำนวยการกอง/กลุ่มส่วนกลาง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นางเกศทิพย์ กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ การวางแผนและกำหนดแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนภารกิจอื่นตามที่อธิบดีมอบหมาย ทั้งนี้ ได้จัดตั้งคณะที่ปรึกษาจำนวน 7 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการพัฒนาทักษะและสมรรถนะอาชีพ 2.ด้านกฎหมาย 3.ด้านวิชาการ 4.ด้านประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร 5.ด้านมาตรฐานและประกันคุณภาพการเรียนรู้ 6.ด้านโครงสร้างบุคลากรและอัตรากำลัง 7.ด้านติดตามและประเมินผล

อธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านจาก กศน. มาสู่ สกร. ภายใต้พระราชบัญญัติการเรียนรู้ตลอดชีวิต พ.ศ. 2566 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องร่วมกันเติมเต็มช่องว่างและต่อยอดจุดแข็งเดิม เพื่อให้ สกร. เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง โดยมีเวลาอีกเพียงหนึ่งปีเศษในการปรับโครงสร้าง อัตรากำลัง และภาระงานให้สมบูรณ์ตามกฎหมายฉบับนี้” พร้อมย้ำถึงความสำคัญของทีมที่ปรึกษาซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม “ดิฉันเชื่อมั่นว่าหากเราแบ่งงานให้ตรงกับความถนัดของแต่ละท่าน งานจะเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“คณะที่ปรึกษาของ สกร. ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากหลากหลายบริบท ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในสังกัด ตลอดจนบุคคลจากภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีบทบาทสำคัญในสังคม ซึ่งจะสามารถให้คำแนะนำ เสนอแนวคิดเชิงนโยบาย และเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี” นางเกศทิพย์ กล่าว

ห้ามพลาด’งานมหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30′ จัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

ห้ามพลาด'งานมหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30' จัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

ห้ามพลาด’งานมหกรรมหนังสือฯครั้งที่ 30′ จัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.21 น.

วันหยุดยาว! ห้ามพลาด งานมหกรรมหนังสือฯ คนแห่ร่วมงานแน่นขนัด ทะลุหลักแสนต่อวัน ยอดขายพุ่งกระฉูด! ทุกสำนักพิมพ์พร้อมใจจัดเต็มโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี พลาดไม่ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 19 ต.ค.ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์

ปรากฏการณ์นักอ่านกลับมาอีกครั้ง วันหยุดยาวสุดคึกคัก ในงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” (Book Expo Thailand 2025) ภายใต้แนวคิด “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” ที่จุดกระแสการอ่าน สุดปัง! ตลอดช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ผู้คนหลั่งไหลเข้าชมงานแน่นศูนย์สิริกิติ์ทุกฮอลล์ เชื่อมั่นผู้เข้าชมทะลุกว่าหลักแสนต่อวัน ขณะที่เพียง 4 วันแรก ยอดขายรวมก็พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยสีสัน ความคึกคัก และพลังแห่งการอ่านที่ไม่เคยแผ่ว โปรโมชั่นเด็ดจัดเต็มทั่วงาน เดินงานนี้ไม่มีคำว่า “แบกกลับบ้าน” ภายในงานปีนี้เรียกได้ว่าเป็น “สวรรค์ของนักอ่าน” ตัวจริง กับโปรโมชั่นสุดคุ้มจากทุกสำนักพิมพ์และร้านหนังสือยักษ์ใหญ่

• โปรบุฟเฟต์ 3 เล่ม 200 บาท, Shock Price 99 บาท หรือเริ่มต้นเพียง เล่มละ 50 บาท

• B2S (บูธ J49) จัดโปรแรง Clearance Sale เริ่มต้น 20 บาท พร้อม ลด 15% และพิเศษสุด! เมื่อซื้อครบ 4 เล่มขึ้นไปลด 20%

สำหรับสมาชิก The 1 รับสิทธิ์ คะแนน X10 เมื่อซื้อครบ 500 บาท

พร้อมทางเลือกสบายกระเป๋า ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน

• สายขนกลับไม่ต้องกังวล เพราะ ไปรษณีย์ไทย (บูธ A46 Hall 5) จัดบริการส่งตรงถึงบ้าน EMS เหมาเต็มกล่อง เริ่มต้นเพียง 50 บาท

รวมถึงหลายบูธยังมีโปร “ส่งฟรี” ตามเงื่อนไขพิเศษภายในงาน

งานเดียวในประเทศไทยที่รวมพลังของทุกสำนักพิมพ์ไว้ครบถ้วน กับหนังสือดีมีคุณค่ากว่า 2 ล้านเล่ม หนังสือปกใหม่กว่า 2,000 ปก กว่า 900 บูธ คาดตลอด 11 วันของการจัดงานจะมีผู้เข้าชมกว่า 1.3 ล้านคน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย นิทรรศการ อบรม และเวทีเสวนากว่า 100 รายการ ครอบคลุมทุกมิติของวงการหนังสือ ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไปจนถึงเทคโนโลยีการอ่านยุคใหม่ โดยทาง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ, และ คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ สร้างความคึกคักได้เป็นอย่างดี

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือกิจกรรม “หนังสือโปรดโดนใจคนดัง” โดย Rakuten KOBO ผู้นำแพลตฟอร์มอีบุ๊กระดับโลก ที่รวบรวมหนังสือกว่า 8 ล้านเล่มบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมชวนคนรักการอ่านร่วมฟังแรงบันดาลใจจากแขกรับเชิญคนดัง ได้แก่

• คุณเอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข นักร้องนักแต่งเพลงมากความสามารถ

• คุณหมอตังค์ นายแพทย์มรรคพร ขัตติยะทองคำ จากสำนักพิมพ์ชันสูตร

• คุณจักรกฤต โยมพยอม แห่งสำนักพิมพ์อะโวคาโด บุ๊กส์

ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มโปรด แบ่งปันพลังแห่งความรู้และการอ่านสู่ผู้อ่านในยุคดิจิทัล

6 โซนหนังสือขายดี ที่ต้องแวะทุกโซนในปีนี้ รวมสุดยอดหนังสือจากทุกหมวดหมู่ โดยแบ่งออกเป็น 6 โซนหลัก ได้แก่

1. หนังสือแนว How-to ยอดขายสูงสุดอันดับ 1

2. นิยายและวรรณกรรมแปล

3. นิยายวาย (Boy’s Love)

4. หนังสือเด็กและสื่อพัฒนาการเรียนรู้ปฐมวัย

5. โซนรวมโปรโมชั่น ของสะสม ของแถม และของที่ระลึกเฉพาะในงาน

6. โซน NON BOOK และบอร์ดเกม

ยิ่งใหญ่ สมศักดิ์ศรี “แห่งพลังการอ่าน” กับงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” ไม่เพียงเป็นงานขายหนังสือ แต่คือพื้นที่ครบถ้วนทั้งความรู้ ความสนุก และแรงบันดาลใจ ที่เปิดโลกการเรียนรู้และสร้างสังคมแห่งการอ่านอย่างยั่งยืน เป็นการรวมพลังของนักเขียน นักอ่าน และผู้ผลิตหนังสือทั่วประเทศไว้อย่างครบครัน

ห้ามพลาด! เชิญมาร่วมสัมผัสประสบการณ์การอ่านรูปแบบใหม่ “พลังแห่งตัวอักษรและเสียงดนตรี”

ในงาน Book Expo Thailand 2025 : Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า ตั้งแต่วันนี้ – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

#BookExpoThailand2025 #MelodyOfBooks #อ่านหรือยังฟังหรือเปล่า #PUBAT

7,850 อปท.จับมือ กสศ. สร้าง ‘ตำบลแห่งโอกาส’ ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

7,850 อปท.จับมือ กสศ. สร้าง 'ตำบลแห่งโอกาส' ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

7,850 อปท.จับมือ กสศ. สร้าง ‘ตำบลแห่งโอกาส’ ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

7,850 อปท. จับมือ กสศ. สร้าง “ตำบลแห่งโอกาส” ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: หุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout สู่ตำบลพื้นที่แห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนคนใดไว้ข้างหลัง” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากทั่วประเทศเข้าร่วมทั้งแบบ Onsite และ Online การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอยู่ราว 8.8 แสนคน หลังจากเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 หน่วยงาน 11 แห่ง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สปสช. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และ กสศ. ได้ร่วมลงนาม MOU แก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ

“ปี 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่การดำเนินงานขยายจากพื้นที่นำร่อง 25 จังหวัด สู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย อปท. 7,850 แห่งจะเป็น “หัวใจ” และ “กลไกหลัก” ในการเปลี่ยนตำบลและอำเภอให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนไว้ข้างหลัง” นายพัฒนะ กล่าว

นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า สถ. ทำงานร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง และการที่นโยบาย Thailand Zero Dropout ขยายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ถือเป็นหมุดหมายที่รอคอย เพราะ อปท. เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและปัญหามากที่สุด

“การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบจะเกิดขึ้นจริง หาก อปท. ในฐานะเจ้าภาพหลักลุกขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง และจับมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแนบแน่น” นายสุรพลกล่าว    

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบและประธานคณะทำงานการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ กล่าวว่า การศึกษาที่มีคุณภาพ คือ “คานงัด” สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยมี อปท. เป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการทรัพยากร จึงสามารถเชื่อมโยงการศึกษากับการแก้ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อปท. ต้องทำงานเชิงรุก ค้นหาและช่วยเหลือเด็กหลุดออกจากระบบเป็นรายกรณี และสร้างกลไกการส่งต่อให้เด็กได้กลับเข้าสู่การศึกษา ภายใต้หลักการของการให้ความรู้และการเปิดโอกาส” ศาสตราจารย์วุฒิสารกล่าว

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีถอดบทเรียนการทำงานของ อปท. ซึ่งพบว่ามีการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแล้วกว่า 330 รูปแบบ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และการแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ขณะเดียวกันยังพบอุปสรรคกว่า 381 ประเด็น ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นโจทย์แก้ไขต่อไป

สืบสานมรดกชาติ! ลพบุรีเปิดงานประเพณี ‘แห่พระศรีอริยเมตไตรย วัดไลย์’

สืบสานมรดกชาติ! ลพบุรีเปิดงานประเพณี ‘แห่พระศรีอริยเมตไตรย วัดไลย์’

สืบสานมรดกชาติ! ลพบุรีเปิดงานประเพณี ‘แห่พระศรีอริยเมตไตรย วัดไลย์’

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

สืบสานมรดกชาติ! รองผู้ว่าฯ ลพบุรี เปิดงานประเพณี ‘แห่พระศรีอริยเมตไตรย วัดไลย์’ อัญเชิญพระศรีอาริย์ ‘ชักแห่ด้วยเชือก’ ให้พุทธศาสนิกชนสรงน้ำ

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดงานสืบสานประเพณี แห่พระศรีอริยเมตไตรย วัดไลย์ ณ วัดไลย์ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี โดยมี นายสรณต ณ ศรีโต นายอำเภอท่าวุ้ง, นางสวามินี อิสระทะ ประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี พร้อมข้าราชการและพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

สำหรับประเพณีแห่พระศรีอริยเมตไตรย (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ประเพณีชักพระศรีอาริย์) ถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ชาวบ้านตำบลเขาสมอคอนถือปฏิบัติกันมาช้านาน และเพิ่งได้รับการคัดเลือกและประกาศให้เป็น ‘มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติประจำปี พ.ศ. 2566 ด้านแนวปฏิบัติทางสังคมพิธีกรรม ประเพณี’

ประเพณีนี้จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 และ วันแรม 4 ค่ำ เดือน 11 โดยจะมีการ อัญเชิญพระศรีอาริย์ประดิษฐานบนตะเข้ และใช้เชือกชักแห่ไปในเส้นทางวัดท้องคุ้งและวัดเทพอำไพ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ปิดทองและสรงน้ำ

เอกลักษณ์ที่สำคัญของงานประเพณีนี้ คือ ตลอดสองข้างทางจะมี โรงทาน ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชนวัดไลย์ ที่มีความเชื่อเรื่องการให้ทานและบริจาคทาน โดยมีประชาชนเข้าร่วมจัดโรงทานเป็นจำนวนมาก ประเพณีแห่พระศรีอาริย์ของวัดไลย์จึงไม่เพียงแต่แสดงถึงการทำบุญเท่านั้น แต่ยังแสดงถึง ความสามัคคีและการรวมพลังของคนในชุมชน ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระศรีอาริย์ ซึ่งเป็นโบราณวัตถุสำคัญที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

พระศรีอริยเมตไตรย ที่ใช้อัญเชิญในพิธีนี้ ถือเป็นปูชนียวัตถุสำคัญของวัดไลย์ สันนิษฐานว่าวัดไลย์ถูกสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น โดยมีลักษณะที่โดดเด่นคือ เป็นพระพุทธรูปหล่อแบบพุทธสาวก ซึ่งมีเศียรโล้น ไม่มีเปลวรัศมี ลักษณะคล้ายมนุษย์สามัญ นั่งขัดสมาธิ ทำจากสำริด ลงรักปิดทอง มีความสวยงาม ตามตำนานระบุว่า องค์ปัจจุบันถูกซ่อมสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 5 โดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ แทนองค์เดิมที่ถูกไฟไหม้ และได้รับการอัญเชิญกลับมาสู่เมืองลพบุรี เพื่อให้ลูกหลานพระศรีอาริย์ได้ร่วมกันรักษาเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน ///-026

กาฬสินธุ์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวเขาภูสิงห์’ คนนับหมื่นแห่ร่วมงานบุญใหญ่

กาฬสินธุ์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวเขาภูสิงห์’ คนนับหมื่นแห่ร่วมงานบุญใหญ่

กาฬสินธุ์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวเขาภูสิงห์’ คนนับหมื่นแห่ร่วมงานบุญใหญ่

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

ชาวพุทธกาฬสินธุ์เนืองแน่น! ร่วมตักบาตรเทโวโรหะณะ เขาภูสิงห์ พระสงฆ์กว่า 300 รูป เดินลงบันไดสวรรค์ 654 ขั้น  ผ่านถนนเทโวฯ ระยะทางกว่า 2 กม. ชมขบวนเทวดา นางฟ้าสุดอลังการ และเปรต สร้างสีสันงานบุญยิ่งใหญ่

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณเชิงเขาภูสิงห์ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีการจัดงานประเพณี ตักบาตรเทโวโรหะณะ สักการะพระประชาชนบาล นมัสการพระหรมภูมิปาโล ครั้งที่ 21 โดยมี นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และหัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

สำหรับงานในปีนี้ พระเมธีวัชราจารย์, ดร. เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์รวม 300 รูป ออกรับบิณฑบาต โดยริ้วขบวนได้เดินลงจากยอดเขาภูสิงห์ ผ่าน บันไดสวรรค์ 654 ขั้น ลงมาตามถนนเทโวเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร

พิธีมีการจำลองเรื่องราวในพุทธกาลครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ (อันเป็นที่มาของ ‘วันพระเจ้าเปิดโลก’) โดยมี นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ รับบทเทวดาลั่นฆ้องชัย นำขบวนจำลองที่มีพระอินทร์ พระพรหม เทวดา นางฟ้า ร่วมส่งเสด็จ ขณะที่เบื้องล่างมีพุทธศาสนิกชนและผู้ที่จำลองเป็นเปรต มารอรับส่วนบุญ

นางสาวกัญญาภัค แจ่มใส นายอำเภอสหัสขันธ์ เปิดเผยว่า จุดประสงค์หลักของการจัดงานคือการสืบสานประเพณีของชุมชน และที่สำคัญคือการส่งเสริมการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปีนี้ในแต่ละวันของการจัดงาน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 2,000 คน ภาพรวมมีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมากราว 25,000 คน และคาดว่าจะมี เงินสะพัดประมาณ 3-5 ล้านบาท

‘ในภาพรวมของอำเภอสหัสขันธ์ ในช่วงการจัดงานประเพณีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก ทำให้ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก ถูกจองเต็ม เกิดเงินสะพัดในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ในเชิงบวก’ นายอำเภอสหัสขันธ์กล่าว พร้อมระบุว่า ในระยะยาวจะถอดบทเรียนเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน โดยชูจุดเด่นของอำเภอทั้งการเรียนรู้โลกดึกดำบรรพ์ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาทั้ง 3 ลูก และการท่องเที่ยวทางน้ำที่สะพานเทพสุดา

พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ เจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ กล่าวว่า คณะสงฆ์อำเภอสหัสขันธ์ได้พร้อมใจจัดงานนี้เพื่อส่งเสริมและเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงร่วมสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน ทำให้บรรยากาศช่วงปลายฝนต้นหนาวกลับมาคึกคักอีกครั้ง

สิ่งของที่ได้รับจากการบิณฑบาต อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง นม ขนม จะถูกคัดแยกและเตรียม ส่งมอบให้กับเด็กๆ นักเรียนในพื้นที่ เพื่อเป็นเสบียงอาหารสำหรับเด็กต่อไป แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมใจทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และวัด ในการทำบุญที่ไม่เสื่อมคลาย ///-026

‘ธรรมศาสตร์’ประกาศรุก’ท้องถิ่น’ หนุนไทยบรรลุ SDGs ก่อนถึงเส้นตาย ค.ศ.2030

'ธรรมศาสตร์'ประกาศรุก'ท้องถิ่น' หนุนไทยบรรลุ SDGs ก่อนถึงเส้นตาย ค.ศ.2030

‘ธรรมศาสตร์’ประกาศรุก’ท้องถิ่น’ หนุนไทยบรรลุ SDGs ก่อนถึงเส้นตาย ค.ศ.2030

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

จับตา “ธรรมศาสตร์” ขยับใหญ่ เปิดเกมรุก “ท้องถิ่น” ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยในภูมิภาค หนุนประเทศไทยบรรลุ SDGs ก่อนถึงเส้นตาย ค.ศ. 2030 หวังสร้างเศรษฐกิจ-ติดปีกขีดความสามารถทางการแข่งขัน “ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์” ประกาศผสานความยั่งยืนลงในหลักสูตรการเรียน ตั้งเป้าสร้างกำลังคนตอบโจทย์ประเทศ

ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) กล่าวภายหลังการจัดงาน “Thammasat SDGs Day” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุถึงแนวทางการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วง 5 ปีสุดท้าย ก่อนถึงเส้นตายที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) คือภายในปี 2573 หรือ ค.ศ. 2030

ผศ.ชล เปิดเผยว่า การบรรลุ SDGs จะช่วยสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมากซึ่งนอกจากเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังสัมพันธ์ต่อความเชื่อมั่นที่จะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน การส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพทางการทูตด้วย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ปัจจุบันหลายประเทศได้กำหนดกติกาให้บริษัทขนาดใหญ่ของเขาต้องมีความรอบคอบในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งบริษัทเหล่านั้นก็ได้เข้ามาตั้ง

โรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทย ดังนั้นหากไทยไม่ขับเคลื่อน SDGs ให้บรรลุผล ก็มีความเป็นไปได้ที่บริษัทเหล่านั้นจะย้ายฐานการผลิตออกไป

“จากการหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพบว่ามีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ได้ระบุมาอย่างชัดเจนแล้วว่า หากประเทศไทยยังไม่มีแหล่งพลังงานทดแทน 100% ในอนาคตก็จำเป็นจะต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นแทน เชื่อว่าจะมีแบบนี้อีกไม่น้อยและจะกระทบต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และมิติทางสังคมอื่นๆ อีกมาก นี่คือเหตุผลที่เราต้องจริงจังกับการขับเคลื่อน SDGs ซึ่งในธรรมศาสตร์มีการพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังว่าในสถาบันการศึกษาจะสนับสนุนส่วนใดได้บ้าง” ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน กล่าว

ผศ.ชล กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องมาเสริมทัพประเทศไทยในแง่งานวิจัย นวัตกรรม และการสร้างกำลังคน ซึ่งขณะนี้ธรรมศาสตร์ได้จัดทำแผนและขับเคลื่อน SDGs ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในระยะเวลา 5 ปีที่เหลือ ภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญ คือมุ่งเน้นไปที่ท้องถิ่นผ่านการทำงานข้อมูลและงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาค หน่วยงานระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ สนับสนุนข้อมูล SDG Index ระดับจังหวัด และองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อน SDGs ตามความท้าทายของบริบทแต่ละพื้นที่ และร่วมมือกับภาคประชาสังคมสนับสนุนให้นักศึกษาลงพื้นที่ไปเป็นอาสาสมัครเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานกับชุมชนด้วย

นอกจากนี้ ภายในปี 2569 ธรรมศาสตร์จะมุ่งทำความร่วมมือกับองค์ระหว่างประเทศ อาทิ องค์กรเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านสิทธิสตรี องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เพื่อให้มีการบรรจุหลักการการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนลงไปอยู่ในหลักสูตรการเรียนของทุกคณะ เพื่อสร้างกำลังคนด้าน SDGs ให้ประเทศไทย และร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เพื่อผลักดัน SDGs ในระดับท้องถิ่นอย่างเข้มข้น

. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้พูดคุยเรื่อง SDGs กันอย่างต่อเนื่อง และเห็นร่วมกันว่า SDGs คือโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม New S-Curve แต่กำลังประสบปัญหาเรื่องทักษะคนทำงานไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต ธรรมศาสตร์จึงได้นำ SDGs เข้ามาผสานกับหลักสูตรการเรียน เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงผ่านการเรียนรู้จากการทำงานจริง

นอกจากนี้ ยังมีการนำตัวชี้วัดมาเป็นโจทย์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อมทั้งดำเนินโครงการสำคัญ 4 ด้าน คือ 1. Thammasat zero waste เพื่อทำให้ปริมาณการรีไซเคิลไปถึง 50% ของปริมาณของเสียทั้งหมด 2. Carbon Neutral Campus วางแผนจัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นเป็นปีแรก และผลักดันให้เกิดการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นระดับองค์กร โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) 3. ขับเคลื่อนให้ส่วนงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัยดำเนินการตามมาตรฐาน Green Office และ 4. Volunteer Sustainable Development ซึ่งจะทำความร่วมมือกับโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติ (UN Volunteer) และมูลนิธิต่างๆ ด้านอาสาสมัคร ในการมาช่วยเดินหน้าเรื่อง SDGs

สำหรับการจัดกิจกรรม Thammasat SDGs Day มีการจัดกิจกรรม 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. SDGs Lab การจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนด้าน SDGs 2. บูธกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์จากชุมนุม กลุ่มอิสระของนักศึกษา และเครือข่าย 3. เวทีสำหรับการนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้นโยบายเพื่อความยั่งยืนในระดับมหาวิทยาลัยหลากหลายหัวข้อ อาทิ การเสวนาแลกเปลี่ยน Best Practice จากหน่วยงานชั้นนำในธรรมศาสตร์ เช่น การเปิดศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะแบตเตอรี่ลิเทียม ของสำนักงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง หรือการคว้ารางวัล 1st Place WINNER จากเวที IFLA Green Library Award 2025 ในสาขา Best Green Library Project ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘องคมนตรี’เป็นผู้แทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

'องคมนตรี'เป็นผู้แทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

‘องคมนตรี’เป็นผู้แทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.33 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ผู้แทนพระองค์ ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

ในวันนี้ (10 ตุลาคม 2568) เป็นการพระราชทานปริญญาบัตรให้กับผู้สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในการนี้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้กล่าวรายงานผลการดำเนินงานมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ที่ได้น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา เพื่อสร้างคุณลักษณะ 4 ประการให้กับผู้เรียน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้น้อมนำแนวทางการดำเนินงาน สู่การปฏิบัติและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาท้องถิ่นครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสิ่งแวดล้อม มีการสร้างชุมชนต้นแบบด้านการท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาต่อยอดอัตลักษณ์ชุมชนสู่ Soft Power

จากนั้นเป็นการมอบปริญญาปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ให้กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประเทือง จินตสกุล ต่อด้วย รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวรายงานผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา รวม 1,623 คน เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร

จากนั้นในภาคบ่าย เป็นการเข้ารับของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.คมเพชร ฉัตรศุภกุล นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กล่าวรายงานการดำเนินงานมหาวิทยาลัย และนำผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญบัตร รวม 817 คน ต่อด้วยการเข้ารับของผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยมี นายกอบชัย บุญอรณะ นายกสภามหาวิทยาลัย กล่าวรายงานการดำเนินงานมหาวิทยาลัย และนำผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญบัตร รวม 403 คน

สุดปัง!‘มหกรรมหนังสือฯ’เปิดแค่ 2 วัน คนแห่ร่วมงานล้นหลาม มัดรวมโปรโมชั่นเด็ด โดนใจสายอ่าน

สุดปัง!‘มหกรรมหนังสือฯ’เปิดแค่ 2 วัน คนแห่ร่วมงานล้นหลาม มัดรวมโปรโมชั่นเด็ด โดนใจสายอ่าน

สุดปัง!‘มหกรรมหนังสือฯ’เปิดแค่ 2 วัน คนแห่ร่วมงานล้นหลาม มัดรวมโปรโมชั่นเด็ด โดนใจสายอ่าน

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.37 น.

เปิดฉากยิ่งใหญ่สมการรอคอย! “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 Book Expo Thailand 2025” คึกคักตั้งแต่วันแรก ยอดคนเข้างานล้นหลาม โดยเฉพาะโซนสื่อการเรียนรู้ปฐมวัย ที่มาแรงที่สุดแห่งปี หนังสือแนว Active Learning และ นิทานภาพประกอบเสียงเพลง ได้รับความสนใจแน่นขนัด ต่อยอดแนวคิดจากเวทีสัมมนา “ชีวิตเปลี่ยน แค่รู้ ABC สะกดคำได้อ่านออกเป็น” ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยรักการอ่านและมั่นใจในการใช้ภาษาต่างประเทศ

สุดสัปดาห์นี้ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฮอลล์ 5–7 เต็มไปด้วยกิจกรรมสำหรับนักอ่านทุกเพศทุกวัย โซนหนังสือเด็กยังคงฮอตต่อเนื่อง นิทานก่อนนอนและหนังสือภาพประกอบเสียงตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่วัย 25–45 ปี ภายใต้คอนเซปต์ Melody of Books ที่ใช้พลังเสียงและภาพกระตุ้นจินตนาการ ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์ หนังสือส่วนใหญ่เป็นนิทานนำเข้าภาษาอังกฤษ ราคาเริ่มต้นเพียง 100–500 บาท

ศูนย์หนังสือนันท์–นาถ ชวนร่วมกิจกรรมอ่านบทกลอนพร้อมลุ้นของรางวัลพิเศษ ส่วน นานมีบุ๊คส์ ส่ง “นักสืบหน้าก้น The Series” วรรณกรรมขายดีสำหรับวัย 8–15 ปี และขน “Pocket Potter” รวม 3 ตัวละครในตำนาน แฮรี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ ให้แฟนๆ ได้สะสมกันอีกครั้ง

ไฮไลต์ห้ามพลาด! กิจกรรมเช็กอินรับ PASSPORT ลุ้นสะสมตราแลกของรางวัลสุดพิเศษทุกวัน และ กิจกรรมสอยดาวตัวโน๊ต จาก มูลนิธิหนึ่งอ่านล้านตื่น โดย สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เพียง 99 บาทก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ Tablet กลับบ้าน!

เชิญชวนทุกคน มาสัมผัสบรรยากาศ งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 มีหนังสือดี น่าอ่านให้เลือกซื้อมากกว่า 2 ล้านเล่ม โปรโมชั่นเด็ด โดนใจ สายช้อป ตั้งแต่วันนี้ – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ฮอลล์ 5–7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่เพจ Thai Book Fair

‘นฤมล’ลุยตากรับฟังปัญหา‘โรงเรียนชายขอบ’ เร่งปรับปรุงบ้านพักครู-เยียวยาค่าอาหารนร.พักนอน

‘นฤมล’ลุยตากรับฟังปัญหา‘โรงเรียนชายขอบ’ เร่งปรับปรุงบ้านพักครู-เยียวยาค่าอาหารนร.พักนอน

‘นฤมล’ลุยตากรับฟังปัญหา‘โรงเรียนชายขอบ’ เร่งปรับปรุงบ้านพักครู-เยียวยาค่าอาหารนร.พักนอน

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

‘นฤมล’ลุยตากรับฟังปัญหา‘โรงเรียนชายขอบ’ เร่งปรับปรุงบ้านพักครู-เยียวยาค่าอาหารนร.พักนอน

10 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและการศึกษาเพื่อการมีงานทำ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาสภาการศึกษา นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล เดินทางต่อไปยังโรงเรียนแม่กุวิทยาคม ตำบลแม่กุ เพื่อพบปะและรับฟังปัญหา อุปสรรค ในการดำเนินการจัดการศึกษาของครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัด ศธ. ในพื้นที่จังหวัดตาก พร้อมระบุว่า วันนี้ต้องการมารับฟังเสียงสะท้อน ปัญหา และอุปสรรคของการจัดการศึกษาในจังหวัดตาก เพราะเข้าใจดีว่าแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างทางภูมิประเทศ และตัวผู้เรียนเอง เช่นพื้นที่ตาก ที่มีลักษณะเป็นทั้งที่ราบและภูเขาสูง ห่างไกล รวมทั้งมีนักเรียนหลายชาติพันธุ์ ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่มีความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โดมเอนกประสงค์ สำหรับจัดการเรียนรู้ กิจกรรมดนตรี กีฬา เป็นศูนย์กลางการจัดงานวันครู และสนับสนุนงานของชุมชน, โรงอาหาร ที่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน, ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ, ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้, ถังเก็บน้ำไว้ใช้ในโรงเรียนและ ศศช., หอนอนสำหรับนักเรียนที่มีบ้านอยู่ห่างไกลทุรกันดาร จำเป็นต้องพักนอนในโรงเรียนซึ่งอยู่ในตัวอำเภอ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า ได้มอบให้ เลขาธิการ สพฐ. ทำการสำรวจจำนวนโรงเรียนและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากมติคณะรัฐมนตรี ยกเลิกค่าอาหาร 20 บาท สำหรับนักเรียนพักนอนในโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่พิเศษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจำนวนนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยให้สำรวจโรงเรียนลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อของบกลางมาเยียวยาในเบื้องต้น และนำไปบรรจุในแผนงบประมาณปี 2570 ต่อไป เช่นเดียวกับข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปหลักสูตรแกนกลาง 2551 ให้มีความทันสมัยต่อเทคโนโลยีและโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อาจารย์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่มอบนโยบายให้เลขาธิการ กพฐ. ไปดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยเร็ว

ศ.ดร.นฤมล ยังได้รับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับหลักเกณฑ์การประเมินครูพื้นที่สูงและทุรกันดาร ที่จะต้องมีเกณฑ์พิเศษหรือประเมินเชิงประจักษ์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูฯ ที่ต้องดูแลนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งในเรื่องของบ้านพักครู ที่เป็นเรือธงของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ครูได้อยู่อย่างปลอดภัย เพื่อมีกำลังใจในการสอนเด็กของเราให้เรียนดีและมีคุณธรรม โดยเฟสแรกในปีนี้ จะเร่งดำเนินการปรับปรุงบ้านพักครูที่ทรุดโทรมและครูยังอาศัยอยู่ 13,000 หลัง (จากทั้งหมด 14,000 หลัง) และบรรจุเป็นแผนพัฒนาปรับปรุงปีงบประมาณ 2570 ให้ครบทั้งหมด 40,000 หลังต่อไป นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันให้ครูได้รับสิทธิ์ซื้อบ้านในโครงการของการเคหะแห่งชาติ เพื่อให้ครูที่มีกำลังและต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง ได้สิทธิ์ซื้อราคาถูกและดอกเบี้ยต่ำด้วย

ศ.ดร.นฤมล ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ Learn to earn สร้างงาน สร้างรายได้ การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ห้องสมุดเคลื่อนที่ ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และผลงานนักเรียนโรงเรียนแม่กุวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก กิจกรรมคุกกี้แปจ่อ วุ้นเพื่อดูดซับโลหะหนักในน้ำ เป็นต้น

มาแน่!!! ทอ.เตรียมผลิต นักบินขับไล่หญิง พัฒนาโดรน-แอนตี้โดรน

มาแน่!!! ทอ.เตรียมผลิต นักบินขับไล่หญิง พัฒนาโดรน-แอนตี้โดรน

มาแน่!!! ทอ.เตรียมผลิต นักบินขับไล่หญิง พัฒนาโดรน-แอนตี้โดรน

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

ผบ.ทอ. แถลงนโยบาย ทอ. 2569 สร้าง นักบินขับไล่หญิง พัฒนาเทคโนโลยี โดรน-แอนตี้โดรน ทบทวนสมุดปกขาว ทอ. รองรับหลังเหตุปะทะ ไทย-กัมพูชา

10 ต.ค.โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราชอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ แถลงเจตนารมณ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ประจำปี 2569 โดยมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศ สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ชุมนุมนักเรียนนายเรืออากาศรุ่นต่างๆ ข้าราชการกองทัพอากาศ นักเรียนทหาร และสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ร่วมรับฟัง

โดย ผบ.ทอ. ได้เน้นย้ำในเจตนารมณ์ 5 ด้าน สานต่อจากผู้บัญชาการทหารอากาศคนเก่า มุ่งเน้นวิสัยทัศน์ เสริมสร้างความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ โดยต้องทำ 5 ด้าน คือสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชาติความเป็นเอกราชและความเป็นทหารอากาศ , มียุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย, บุคลากรมีความเป็นมืออาชีพ ,โปร่งใสมีประสิทธิภาพและที่สำคัญคือการสร้างบุคลากรให้เป็นทหารอากาศที่ดูแลช่วงอากาศและอวกาศ โดย กองทัพอากาศจะต้องมีคนรุ่นใหม่ที่เก่งมากขึ้นกว่ายุคปัจจุบัน 

พร้อมให้โอกาสคนในทุกเพศทุกตำแหน่งว่า เพื่อเป็นการให้โอกาสคนที่มีความรู้ความสามารถได้เข้ามาอยู่ในตำแหน่งสำคัญ รวมไปถึงหน้าที่ในแนวหน้า หรือ Front Line เช่น การสร้างนักบินขับไล่หญิง

ทั้งนี้ขั้นตอนในการจะผลิตนักบินขับไล่หญิง อยู่ระหว่าง ฝ่ายยุทธการกำลังวางแผน แต่ในความเป็นจริงกองทัพอากาศมีนักบินหญิงแล้ว โดยทำการบินกับเครื่องบินลำเลียง 

โดยเครื่องบินขับไล่ถือเป็นเครื่องบินที่มีความท้าทายและโดยส่วนตัวก็มีเพื่อนเป็นนักบินขับไล่หญิงต่างประเทศหลายคน เช่นกรณีของนักบินขับไล่ F-35 ของสหรัฐฯ ที่มาทำการบินในประเทศไทยก็เป็นนักบินหญิง ดังนั้นจึงไม่ควรปิดโอกาสคนที่มีความสามารถ เพราะกองทัพอากาศมีคนเก่งอีกมาก แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถในเรื่องการผลิตนักบินขับไล่หญิงได้ ซึ่งต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน

สำหรับการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบ อากาศยานไร้คนขับว่า กองทัพอากาศมีการจัดทำคู่มือที่เกี่ยวกับระบบ อากาศยานไร้คนขับ ซึ่งในภารกิจที่สามารถใช้ระบบอากาศยานไร้คนขับได้เช่น การลาดตระเวน ,ภารกิจที่เสี่ยง อันตรายโดยเฉพาะในระลอกแรก ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกต่อต้านสูง ก็จะนำระบบอากาศยานไร้คนขับมาใช้ แต่ระบบที่ใช้มนุษย์ก็ยังมีความจำเป็น เพราะเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ ไม่สามารถถูกแฮก หรือ ถูกบังคับได้ 

ซึ่งมนุษย์ต้องถูกฝึกฝนมาเป็น 10 ปีกว่าจะเป็นนักบินพร้อมรบได้ ถูกฝึกให้มีวิจารณญาณที่ดี มีความรู้ความสามารถ จนสามารถตัดสินและตกลงใจในภาวะที่มีความซับซ้อน หรือเกี่ยวข้องกับความเจ็บความตาย จำเป็นต้องใช้ดุลย์พินิจของมนุษย์ ที่มีเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีในโดรน

ส่วนแผนการจัดซื้อระบบ Drone และ Anti Drone ในงบประมาณปี 2569 ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาศูนย์ต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยมองว่าขณะนี้ปฏิบัติการที่ใช้โดรนเป็นร้อยลำเข้าโจมตี แม้จะมีอาวุธที่ดีขนาดไหน ก็อาจไม่สามารถต้านทานได้ จึงต้องมีระบบที่ดีในการหยุดยั้งโดรน เพราะแม้แต่ประเทศที่มีเทคโนโลยีสูง หรือจรวดมูลค่านับแสนเหรียญสหรัฐฯ หากเจอกับโดรนมูลค่าหลักหมื่นเหรียญสหรัฐฯ ก็อาจจะรับมือไม่ได้ถือเป็นความล่มจมทางเศรษฐกิจ 

ซึ่งทุกเหล่าทัพตระหนักถึงเรื่องนี้ ดังนั้นจึงต้องพัฒนาขีดความสามารถร่วมกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและขอให้เชื่อมั่นว่าจะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ได้ โดยศูนย์ดังกล่าวรับผิดชอบโดยกองทัพอากาศ 

สำหรับแนวทางในการทบทวนสมุดปกขาว กองทัพอากาศเพื่อรองรับสถานการณ์หลังเหตุการณ์ปะทะไทยกัมพูชาที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ย้ำว่า ให้ฝ่ายยุทธการไปทบทวน เพราะเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากบทเรียนที่เกิดขึ้นมีหลายเรื่อง จึงต้องทบทวนความเร่งด่วนและความสำคัญกันใหม่ 

ผบ.ทอ. ยังระบุถึง มติสภากลาโหมที่ให้เหล่าทัพไปจัดหาอาวุธเชิงรุกว่า ขีดความสามารถของกองทัพอากาศในปัจจุบันก็ถือว่าเป็นระบบอาวุธเชิงรุกอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติภารกิจต้องคำนึงถึงหลายระดับ ทางด้านยุทธศาสตร์และนโยบาย รวมถึงการสั่งการของรัฐบาล ที่จะต้องนำมาย้ำให้กับผู้บังคับบัญชาในทุกระดับชั้น

ทั้งนี้กองทัพอากาศให้ความสำคัญกับพันธกรณีของสหประชาชาติ ซึ่งการตอบโต้ต้องคำนึงถึงหลักการเหล่านี้เพราะใครเป็นประเทศที่ยึดในความถูกต้อง ไม่ทำร้ายใครก่อน เน้นการตอบโต้ตามสัดส่วนไม่ทำร้ายพลเรือน และเป้าหมายในการตอบโต้เหล่านั้นเพื่อลดการเป็นภัยคุกคาม ซึ่งขณะนี้ก็มีการเตรียมการ แต่ขอให้ถือว่าเป็นงานด้านการข่าวก่อน 

พร้อมย้ำว่า ขอให้ทุกคนมั่นใจว่ากองทัพอากาศและกองทัพไทย จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรุกล้ำอธิปไตย ป้องกันเกียรติยศ และศักดิ์ศรีของประเทศ เพราะบรรพบุรุษที่สร้างประเทศไทยมา 800 กว่าปีมาถึงวันนี้จะต้องสูญเสียไม่ได้