อว.เปิดโครงการ ‘โดรนคนละครึ่ง’ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะ

อว.เปิดโครงการ ‘โดรนคนละครึ่ง’ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะ

อว.เปิดโครงการ ‘โดรนคนละครึ่ง’ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะ

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

“สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว.ประกาศนโยบาย Quick Win ช่วย “คนตกงาน – เกษตรกรทั่วประเทศ” เปิดตัวโครงการ “โดรนคนละครึ่ง” อว.ร่วมจ่าย เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ลดเวลา ลดสารเคมี เดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะพร้อมเปิด Upskill-Reskill ให้กับประชาชนครั้งใหญ่พร้อมสนับสนุนต่อยอดสู่ผู้ประกอบการ SMEs – สตาร์ทอัพ ย้ำ “นักการเมืองต้องทำในสิ่งที่สมควรทำ”

6 ตุลาคม 2568 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวง อว.ได้แถลงนโยบายการทำงานโดยมีผู้บริหารกระทรวง อว.นำโดย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.เข้าร่วม ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.(ฝั่งโยธี)

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนจะทำนโยบาย Quick Win ที่เห็นผลได้จริงภายในระยะเวลา 4 เดือน ควบคู่กับการต่อยอดนโยบายเดิมที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยนโยบายเร่งด่วนแรกคือ การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนกับภาวะการว่างงาน ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปํญหาในวงกว้าง เพราะสถานการณ์ตลาดแรงงานเปลี่ยนไปจากการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ส่งผลให้กำลังแรงงานตั้งแต่ระดับสูง กลาง และล่างตกงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้น กระทรวง อว. จะเปิด Upskill-Reskill ให้กับประชาชน โดยให้มหาวิทยาลัยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศจัด Upskill-Reskill ในสาขาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้แรงงานที่มีประสบการณ์อยู่แล้วได้เข้ามาพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ และกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง ที่สำคัญ กระทรวง อว. จะดึงหน่วยงานให้ทุนอย่าง Ted Fund, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นต้น มาสนับสนุนทั้งการบ่มเพาะและให้ทุนต่อยอดและสร้างธุรกิจ เพื่อที่แรงงานที่มีประสบการณ์จะได้ผันตัวไปเป็นผู้ประกอบการ SMEs หรือสตาร์ทอัพ อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. ยังตั้งใจที่จะทำให้นักศึกษาและประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้อย่างทั่วถึงที่สุด ในระยะ 4 เดือนอีกด้วย

รมว.กระทรวง อว. กล่าวต่อว่า อีกนโยบายเร่งด่วน คือ การช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยกระทรวง อว. จะทำโครงการ “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” เป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปรับใช้ประชาชน ไปรับใช้สังคม โครงการนี้จะช่วยให้เกษตรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการสัมผัสสารเคมี รวมทั้งเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ประหยัดเวลาและแรงงาน โดยมีรูปแบบของนโยบายเป็นการช่วยค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการใช้บริการโดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแก้จนอย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อเปลี่ยนเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)โดยจะนำร่องในพื้นที่ภาคกลางเป็นอันดับแรกก่อนจะขยายไปในพื้นที่อื่น ขณะเดียวกัน เราจะดึงเครือข่ายผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพด้านโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งเข้าร่วมโครงการกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคมาเป็นผู้ให้บริการเช่าโดรน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านให้บริการโดรนเพื่อการเกษตรรายย่อยอื่นๆ มาสามารถมาเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนนโยบายด้านการอุดมศึกษา กระทรวง อว.พร้อมเดินหน้าสนับสนุนค่าสมัครสอบค่าสมัครสอบ TCAS เพื่อลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง นโยบายนี้เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ตนก็จะดำเนินการต่อเนื่องและดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไปในการสอบ TCAS69 โดยจะสนับสนุนค่าสมัครสอบ TGAT ในอัตรา 140 บาทต่อคน และค่าสมัครสอบรอบ 3 (Admission) ในระบบ TCAS เพิ่มเติม โดยผู้สมัครสามารถเลือกสมัครได้สูงสุด 7 อันดับฟรี ในอัตรา 600 บาทต่อคนนอกจากนี้ ยังจะสนับสนุนค่าสมัครสอบวัดความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ TPAT1-5 (TPAT 1 อัตรา 140 บาทต่อคน และ TPAT 2-5 อัตรา 140 บาทต่อคน) ซึ่งคาดว่าจะมีนักเรียนและผู้ปกครองได้รับประโยชน์กว่า 733,750 คน รวมทั้ง สนับสนุนทุนการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ให้กับนักศึกษา ขณะเดียวกัน จะเร่งขับเคลื่อน Credit Bank หรือระบบคลังหน่วยกิต ให้เป็นกลไกหลักในการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตจากประสบการณ์การทำงานและการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าให้มีความพร้อมสมบูรณ์ภายในปี 2570 

“ที่สำคัญ อีกหนึ่งนโยบายที่ตั้งใจจะขับเคลื่อนให้สำเร็จคือโครงการ “มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) สู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050” โดยให้ความสำคัญกับ 1.การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด 2.การประกาศนโยบาย Net Zero ให้สอดคล้องกับนโยบายของ อว. และนโยบายของรัฐบาล และ 3.การเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมสีเขียว เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและยกระดับขีดความสามารถบุคลากรสู่การสร้างงานและเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต ทั้งนี้ จะขับเคลื่อนร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)“ นายสุรศักดิ์ กล่าวและว่า

ขณะเดียวกันจะนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ เช่น ระบบติดตามสถานการณ์น้ำและและแอปพลิเคชัน Thai Water จากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ และการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ช่วยเฝ้าระวัง แจ้งเตือน วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามและประเมินสถานการณ์ PM 2.5 ผ่านแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น”  ซึ่งระบบทั้งหมดที่จัดทำขึ้น นอกจากเป็นการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้ว ยังช่วยพยากรณ์และวิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับทำการเกษตรให้แม่นยำขึ้นได้อีกด้วย

“นักการเมืองต้องทำในสิ่งที่สมควรทำ ไม่เป็นตัวถ่วง ต้องทำหน้าที่สนับสนุนให้ข้าราชการทำงานอย่างได้ราบรื่น ผมมีเวลาไม่มากคือ 4 เดือน ตั้งใจว่านโยบาย Quick Win จะต้องสำเร็จให้ได้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน“ นายสุรศักดิ์ กล่าว

-(016)

‘บุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ’ร่วมยินดี‘ภัทรลภา ลิมปิทีป’คว้าเกียรตินิยมศิลปศาสตรบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์

‘บุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ’ร่วมยินดี‘ภัทรลภา ลิมปิทีป’คว้าเกียรตินิยมศิลปศาสตรบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์

‘บุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ’ร่วมยินดี‘ภัทรลภา ลิมปิทีป’คว้าเกียรตินิยมศิลปศาสตรบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

‘บุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ’ร่วมยินดี‘ภัทรลภา ลิมปิทีป’คว้าเกียรตินิยมศิลปศาสตรบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์

6 ตุลาคม 2568 นายบุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ  Managing Director Avivy Advice ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสที่ นางสาวภัทรลภา ลิมปิทีป สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) เกียรตินิยมอันดับสอง จากคณะสังคมศาสตร์ ในพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 โดยมี นายธัชกรพงศ์ กีรติสิงห์ช่วย ประธานกรรมการ บริษัท ที เอ็น พี บิลเลี่ยนแนร์ กรุ๊ป จำกัด และ คุณแม่รัชมิ์ชญาดา พลเงินธนาศักดิ์ ร่วมแสดงความยินดีในบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและภาคภูมิใจ

ในโอกาสนี้ นายบุณยศักฏ์ บุณยศิริเลศ ได้กล่าวอวยพรและแสดงความชื่นชมว่า “ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับความสำเร็จในวันนี้ ซึ่งเป็นผลจากความเพียรพยายาม ความตั้งใจ และความมุ่งมั่นของบัณฑิต ขอให้ความสำเร็จครั้งนี้เป็นก้าวแรกของการเดินทางสู่อนาคตที่มั่นคงและสดใส จงรักษาความดี ความขยัน และความซื่อสัตย์ไว้เป็นเข็มทิศนำทางชีวิต เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองและสังคมต่อไป”

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความยินดี และความอบอุ่นจากครอบครัวและผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุน ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของผู้สำเร็จการศึกษาและคนรอบข้างอย่างแท้จริง

มธ.เปิดหลักสูตร ‘TU ESG NEXT’ หวังสร้างผู้นำองค์กรเพื่อความยั่งยืน

มธ.เปิดหลักสูตร ‘TU ESG NEXT’ หวังสร้างผู้นำองค์กรเพื่อความยั่งยืน

มธ.เปิดหลักสูตร ‘TU ESG NEXT’ หวังสร้างผู้นำองค์กรเพื่อความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดอบรมหลักสูตร ผู้นำเพื่อความยั่งยืน : TU ESG NEXT  FOR SUSTAINABILITY LEADERSHIP ภายใต้แนวคิดสร้างผู้นำองค์กรในทุกภาคส่วนเพื่อปรับตัวและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน   โดยไม่ละเลยความรับผิดชอบต่อสังคม  สิ่งแวดล้อม และบรรษัทภิบาล ตลอดจนสามารถสร้างความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานที่ปรึกษาหลักสูตร TU ESG NEXT  FOR SUSTAINABILITY LEADERSHIP กล่าวว่า จากเดิมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนสังคมและการพัฒนาประชาธิปไตย แต่เมื่อบริบทของสังคมโลกเปลี่ยนไป  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการปรับตัวและพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

“ปัจจุบันธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของเรา  โดยมีคณะวิชาทางด้านพัฒนศาสตร์ ที่จัดการเรียนการสอนทางด้านสิ่งแวดล้อม  รวมถึงหลักสูตรใหม่ ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยตรง   ด้วยจุดยืนและสถานะของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน  ทางสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ได้ร่วมมือกับบริษัท  บ้านซีเอสอาร์ จำกัด  โดย ดร.วรวุฒิ ไชยศร กรรมการผู้จัดการ  และเป็นผู้อำนวยการหลักสูตร ได้ร่วมกันเปิดการอบรมหลักสูตร TU ESG NEXT  FOR SUSTAINABILITY LEADERSHIP โดยเน้นจุดแข็งด้านองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยมีในเรื่องเหล่านี้ ”

หลักสูตรนี้ ออกแบบมาเพื่อเน้นการสร้างผู้นำเพื่อความยั่งยืน (SUSTAINABILITY LEADERSHIP)  ซึ่งหมายรวมถึงผู้บริหารทุกภาคส่วนทั้งราชการ  รัฐวิสาหกิจและเอกชน  ให้มีการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำยุคใหม่ที่สามารถเปิดมุมมองด้านความยั่งยืนผ่านประสบการณ์จริงที่ถ่ายทอดโดยผู้บริหารจากทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม รวมถึงการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Action Learning) และการสร้างเครือข่ายผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Leadership for Impact) ที่พร้อมต่อการขับเคลื่อนองค์กรในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้หลักสูตร TU ESG NEXT  ได้ระดมคณาจารย์ที่มีเชี่ยวชาญด้าน ESG ของมหาวิทยาลัยมาเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้  พร้อมทั้งการเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ ที่พร้อมถ่ายทอดทั้งความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน (ESG) อาทิ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร , ดร.สรพล  ตุลยเสถียร  รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กฤษฎา เสกตระกูล อดีตรองผู้จัดการ และหัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  คุณพิชัย จิราธิวัฒน์  กรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  นายพิริยะ เข็มพล  ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)  ดร.ศิริกุล เลากัยกุล  ผู้อำนวยการโครงการพอแล้วดี The Creator,  Country Director Sustainable Brands Thailand  คุณวชิระชัย คูนำวัฒนา Deputy Chief Sustainability Officer บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ – ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ ได้กล่าวสรุปถึงการคาดหวังกับหลักสูตร TU ESG NEXT  ว่า “เรามุ่งหวังให้ทุกคนที่ผ่านการอบรมหลักสูตรนี้สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่มี ไปเปลี่ยนแปลงองค์กรของตัวเอง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร   ขณะเดียวกันเราก็จะพัฒนาหลักสูตรนี้ให้ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคทันสมัยตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายของเราด้วย”

หลักสูตร ผู้นำเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : TU ESG NEXT FOR SUSTAINABILITY LEADERSHIP (สำหรับผู้บริหารระดับสูง) รุ่นที่ 1  เปิดอบรมระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 – 18  มีนาคม 2569  (อบรมทุกวันพุธ) เวลา 13.00 – 18.00 น. ณ โรงแรมอัศวิน ถนนวิภาวดีรังสิต  กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยเป็นผู้ดูแลและพัฒนาหลักสูตร คือศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ประธานที่ปรึกษาหลักสูตร   ศ.ดร.ธีระ สินเดชารักษ์  ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานหลักสูตร   ผศ.ชล บุนนาค  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) โดยมี ผศ.ดร.ผกาวดี สุพรรณจิตวนา   และดร.วรวุฒิ ไชยศร เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร  และ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์  ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์  คณะนิติศาสตร์  และอดีตรองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มธ.

ผู้บริหารและบุคคลทั่วไปทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรอิสระ มูลนิธิ  และสมาคม  ที่สนใจเข้าอบรมหลักสูตรสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ธรรมศาสตร์ หรือดูรายละเอียดได้ในเว็บไซต์สถาบันฯ http://www.icehr.tu.ac.th และ Facebook : TU ESG NEXT  หรือโทร 093 756 8318 ฝ่ายงานประชาสัมพันธ์หลักสูตร

-(016)

‘Crest School – Mastery School’ เตรียมจัด Grand Open House ต้อนรับนักเรียน’69

‘Crest School - Mastery School’ เตรียมจัด Grand Open House ต้อนรับนักเรียน’69

‘Crest School – Mastery School’ เตรียมจัด Grand Open House ต้อนรับนักเรียน’69

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.07 น.

Crest School Bangkok และ Mastery School Bangkok ภายใต้การดูแลของ LEARN Corporation ประกาศความสำเร็จด้วยยอดนักเรียนสมัครเรียนเกินเป้า สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ปกครองยุคใหม่ที่มองหาโรงเรียนคุณภาพที่ผสานทั้งวิชาการ ทักษะชีวิต และการปูทางสู่โลกอนาคต พร้อมจัดงาน Grand Open House เพื่อต้อนรับนักเรียนปีการศึกษา 2569 และเผยแผนการขยายพื้นที่เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนและเพิ่มแหล่งเรียนรู้

และเมื่อเร็วๆนี้ Mastery School Bangkok” ได้จัดงาน “Mastery School Bangkok Grand Open House” เพื่อเปิดโอกาสให้ครอบครัวยุคใหม่ได้สัมผัสกับโรงเรียนไทยแนว Modern School ผ่านการพูดคุยกับผู้บริหารโดยตรง กับจุดเด่น หรือ “Master” ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1.Master เวลา : โรงเรียนที่ออกแบบเวลาเรียนให้ “คุ้มค่า” ไม่ใช่แค่เรียนเยอะ แต่เรียนอย่างมีเป้าหมาย ไม่เสียเวลาเรียนสิ่งที่ไม่จำเป็น เน้นทุกวินาทีให้เกิดประโยชน์สูงสุด , 2.Master การสอน : ครูของเราคือผู้เชี่ยวชาญที่ Master ทั้งเนื้อหาและวิธีการสอน ทำให้บทเรียนสนุก เข้าใจง่าย และเข้มข้นกว่าในตำรา , 3.Master การเรียน : นอกจากหลักสูตรที่ออกแบบมาให้เรียนเฉพาะสิ่งที่จำเป็น นักเรียนยังได้ติวปิดบล็อกที่เป็นการเรียนสรุปเนื้อหา ที่จะช่วยเสริมความเข้าใจ ครบจบในโรงเรียน ไม่ต้องเรียนพิเศษเพิ่ม และ 4.Master ชีวิต : นักเรียนที่ Mastery School ไม่ได้เรียนแค่เพื่อเกรด แต่เรียนรู้เพื่อเข้าใจตัวเอง วางแผนชีวิตเป็น และใช้ชีวิตอย่างมั่นใจและมีทิศทาง

และเพื่อต่อยอดความสำเร็จ ด้าน Crest School Bangkok” โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรออสเตรเลีย จึงเตรียมจัดงาน “Crest School Bangkok Grand Open House” ในวันเสาร์ที่ 11 ต.ค.68 เพื่อให้ครอบครัวที่กำลังมองหาโรงเรียนนานาชาติได้พูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนอย่างใกล้ชิดและร่วมฟังข้อมูลหลักสูตร ทั้งด้านวิชาการ การเตรียมพอร์ต และการค้นหาเส้นทางอาชีพของบุตรหลานในโลกอนาคต โดดเด่นด้วยหลักสูตร WACE (Western Australian Certificate of Education) ที่ได้รับการรับรองโดย SCSA (School Curriculum and Standards Authority) หน่วยงานด้านการศึกษาจากรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ภายใต้แนวคิด “Professional School” 3 ด้าน ได้แก่ 1.Professional Curriculum : หลักสูตรที่ผสานวุฒิการศึกษาออสเตรเลียและไทยเข้าด้วยกัน เปิดประตูสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก พร้อมการบูรณาการการทำพอร์ตฟอลิโอ และการเตรียมสอบครบจบในที่เดียว , 2.Professional Teacher : ทีมครูคุณภาพ มากด้วยประสบการณ์การสอนทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมออกแบบการสอนให้เข้มข้น สนุก มีเป้าหมาย และสามารถให้คำปรึกษาเชิงลึกทั้งด้านวิชาการ พอร์ตฟอลิโอ และเส้นทางอาชีพอย่างเป็นระบบ และ 3.Professional Care : การดูแลแบบองค์รวมทั้งด้านวิชาการและเป้าหมายชีวิต มี Class Master ประจำตัวที่ช่วยให้คำแนะนำในการค้นหาเป้าหมายชีวิต วางแผนอนาคต และวางเส้นทางเข้าสู่มหาวิทยาลัยระดับโลกร่วมกัน

นายโทนี่ คันธาภัสระ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เลิร์น คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การตอบรับของนักเรียนและผู้ปกครองส่งผลให้ยอดนักเรียนของเราเกินเป้าที่ตั้งไว้ทั้ง 2 โรงเรียน โดย Mastery School มียอดสมัครเรียนเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 120% สะท้อนความเชื่อที่ว่า การศึกษาที่ดีไม่ใช่แค่การเรียนในห้องเรียนหรือสอบติดมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ต้องช่วยให้เด็กค้นพบตัวเอง กล้าคิด กล้าลงมือทำ และมีทักษะชีวิตที่พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เด็กในศตวรรษที่ 21 ต้องได้รับการสนับสนุนทั้งในมิติวิชาการและชีวิตจริง โดยในปีหน้าเรามีแผนขยายพื้นที่เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเป็นการเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้ สอดคล้องกับเหตุผลที่ LEARN มุ่งพัฒนาทั้ง Crest School และ Mastery School ให้เป็นมากกว่าโรงเรียน แต่คือพื้นที่ในการสร้างผู้เรียนที่มีความสุข มีเป้าหมาย และพร้อมสร้างอนาคตที่ดีทั้งต่อตัวเอง ครอบครัว และสังคมไทยในภาพรวม

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมฟังหลักสูตรพร้อมเยี่ยมชมสถานที่จริง สามารถร่วมงาน “Crest School Bangkok Grand Open House” ได้ในวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 9.30-12.00 น. ที่ Crest School Bangkok (MBK Tower ชั้น 12A) หรือโทร. 065 954 3645, www.crestschool.ac.th , Line lin.ee/RTMdwV4 และ Mastery School Bangkok โทร 062 425 3549, เว็บไซต์ mastery.crestschool.ac.th , Line lin.ee/lppCN7HJ

​SPU คว้า ‘รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม’ จาก NIA

​SPU คว้า ‘รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม’ จาก NIA

​SPU คว้า ‘รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม’ จาก NIA

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.06 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) สร้างประวัติศาสตร์ คว้า “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม” จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย ที่โดดเด่นด้านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการศึกษาที่ทันสมัย ด้วยการพัฒนาหลักสูตรที่มีความ Flexibility และ Dynamic ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “Personal Life Design” โดยเชื่อมโยง AI กับการเรียนรู้รายบุคคล ตั้งแต่ ลักษณะเฉพาะตัวของผู้เรียน กระบวนการเรียนรู้ ไปจนถึงการหางานที่ตรงกับศักยภาพและความสนใจ ตอกย้ำบทบาท Dynamic University ที่ก้าวทันโลก พร้อมสร้างบัณฑิตที่กว่า 95.12% มีงานทำทันทีหลังเรียนจบ

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี ม.ศรีปทุม เปิดเผยว่า การได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม สะท้อนให้เห็นถึงเป้าประสงค์ที่ชัดเจนในการพัฒนากำลังคน โดยเฉพาะการพัฒนาคนรุ่นใหม่ของ SPU ที่มุ่งมั่นในวิสัยทัศน์เพื่อการพัฒนานักศึกษาแต่ละกลุ่มที่มีความหลากหลาย ทั้งเป้าหมาย ความต้องการ ความถนัด และบุคลิกภาพ ด้วยการพัฒนาหลักสูตรที่มีความ Flexibility และ Dynamic ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบในหลักสูตร นอกจากนี้ยังมี AI Tutor ของแต่ละรายวิชา ที่ทำหน้าที่เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ช่วยเสริมการเรียนรู้ อีกทั้งยังมี AI ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์บุคลิกภาพ ศักยภาพ และความต้องการของนักศึกษา เพื่อออกแบบเส้นทางการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ภายใต้แนวคิด “Personal Life Design” โดยมีตัวอย่างของการเชื่อมโยง AI 3 ตัว ‘พี่เปอร์’ ‘พี่ฟิว’‘พี่จ็อบ’ ในการเป็นผู้ช่วย 24 ชั่วโมงสำหรับ นศ.ปี 1 เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ความเป็นตัวตนของนักศึกษา นำไปสู่ กระบวนการเรียนรู้ เฉพาะตัว ไปจนถึงการหางานและการทำงานในอนาคต อย่างเป็นระบบ ดังนี้ 

1.‘พี่เปอร์  AI ช่วยวิเคราะห์บุคลิกภาพ (Analytical Personality) หรือ MBTI ที่ช่วยค้นหาตัวตน ความชอบ ความถนัด แรงบันดาลใจ

2.‘พี่ฟิว เพื่อนเรียน 24 ชั่วโมงในรายวิชา ‘Future Skill’ ที่จะรับไม้ต่อจาก พี่เปอร์ ที่เข้าใจตัวตนของนักศึกษา ให้คำแนะนำการเรียนรายวิชา Future Skill ได้อย่างละเอียดในรูปแบบที่ตรงกับตัวตนของนศ.

3.‘พี่จ็อบ Job เชื่อมโยงนักศึกษาสู่เส้นทางการทำงาน เป็น AI ที่นำข้อมูลของนักศึกษาทั้งสิ่งที่เรียน สิ่งที่ชอบและตัวตนของ นศ. ไปค้นหางานที่ตรงกับความต้องการของนักศึกษา

ดร.รัชนีพร กล่าวต่อไปว่า การสร้างกำลังคนให้พร้อมสู่ตลาดแรงงานที่คุณภาพสูง เป็นโจทย์สำคัญที่ SPU ยึดมั่นเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนตลอดมา โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนสร้างสรรค์ความรู้สู่การมีรายได้ ให้เป็นวงจรของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ Earn To Learn ที่สนับสนุนให้นักศึกษาเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ใช้โจทย์จริงจากภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม มาทำเป็น Project ระหว่างเรียน สร้างเป็นผลงานคุณภาพแบบมืออาชีพที่มีอาจารย์เป็นโค้ช

โครงการนี้เป็นการสร้างรายได้ระหว่างเรียน และเป็นการเก็บประสบการณ์จริงในสายงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่เรียน ต่อยอดพัฒนาทักษะให้พร้อมทำงานทันทีที่จบการศึกษา โดยมหาวิทยาลัยได้สนับสนุนด้วยการสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในรูปแบบ Earn to Learn นี้ด้วยการสร้าง Platform และระบบเพื่อการรับงานจากหลายหลายธุรกิจอุตสาหกรรมให้กับนักศึกษา เช่น Sim Agency เอเจนซี่ผู้ให้บริการด้านกิจกรรมและ event แบบครบวงจร โดยคณะนิเทศศาสตร์ , Rub Job  แพลตฟอร์มที่รวมฟรีแลนซ์คุณภาพ โดยนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ , Bus Work แพลตฟอร์ม Community ที่รวบรวมนักศึกษาที่มีทักษะทางธุรกิจด้านต่างๆ เช่น ecommerce โดยคณะบริหารธุรกิจ D Club ศูนย์สร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลจากนักศึกษา รับงานสร้างสรรค์ผลงานสื่อดิจิทัล โดย คณะดิจิทัลมีเดีย B Unit บริษัทจำลอง ที่มุ่งให้นักศึกษาได้ทำงานจริงในฐานะสถาปนิก กับลูกค้าภายนอก โดยคณะการออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ , Bim Club ศูนย์รวมนักศึกษาที่ใช้เทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) ในงานออกแบบก่อสร้าง รับงานด้านแบบและการบูรณะอาคาร โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์

รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงของผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากร แต่เป็นของนักศึกษา SPU ทุกคนด้วย เราภูมิใจที่ได้สร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานจริง และพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคต” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างนักศึกษา คณาจารย์ และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจอย่างแท้จริง” อธิการบดี ม.ศรีปทุม กล่าว

‘รมว.นฤมล’นำคณะ ศธ.ลงพื้นที่โคราช ตรวจสถานศึกษาน้ำท่วม มอบสิ่งของ-ตั้งศูนย์ซ่อมชุมชน

'รมว.นฤมล'นำคณะ ศธ.ลงพื้นที่โคราช ตรวจสถานศึกษาน้ำท่วม มอบสิ่งของ-ตั้งศูนย์ซ่อมชุมชน

‘รมว.นฤมล’นำคณะ ศธ.ลงพื้นที่โคราช ตรวจสถานศึกษาน้ำท่วม มอบสิ่งของ-ตั้งศูนย์ซ่อมชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.19 น.

“รมว.นฤมล”นำคณะ ศธ.ลงพื้นที่โคราช ตรวจสถานศึกษาน้ำท่วม มอบสิ่งของ-ตั้งศูนย์ซ่อมชุมชน ลดภาระประชาชน พร้อมเร่งแก้หนี้ครู ปรับปรุงบ้านพักทรุดโทรม ยืนยันระบบโยกย้ายครูเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนมัธยมด่านขุนทด และโรงเรียนห้วยแถลงพิทยาคม จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย โดยได้มอบสิ่งของเพื่อช่วยเหลือนักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชน ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนักเรียน ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fit it Center)

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังวิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ พร้อมกล่าวในการประชุมพบปะกับครูและผู้บริหารสถานศึกษาว่า ในเรื่องของการประเมินวิทยฐานะของครู ขณะนี้ได้สั่ง ก.ค.ศ.ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พิจารณาปรับปรุงเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะครูใหม่ โดยจะพิจารณาให้ผลงานการสอน เป็นทางเลือกมากกว่าจะใช้งานวิจัยเพียงเท่านั้น เพื่อให้มีช่องทางสำหรับผู้ที่มีผลงานและความสามารถหลากหลายตามบริบทของหน่วยงาน พร้อมทั้งมีการเพิ่มตำแหน่งสายสนับสนุน เพื่อลดภาระที่ไม่ใช่การสอนของครูให้สามารถทุ่มเทกับการสอนได้อย่างเต็มที่

ในส่วนของบ้านพักครู ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อไปดูสภาพบ้านพักครู ร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส สภาพบ้านพักทรุดโทรม และที่ผ่านมางบประมาณมักจะโดนตัด เราต้องไม่ลืมพ่อแม่คนที่สองของนักเรียนด้วยว่า มีสภาพความเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว และได้มอบให้ สพฐ.เร่งสำรวจสภาพบ้านพักครูทั่วประเทศ เพื่อเร่งซ่อมแซมปรับปรุงตามความจำเป็นเร่งด่วน พร้อมหารือกับการเคหะแห่งชาติ เพื่อหาแหล่งทุนงบประมาณมาดำเนินการภายในปีนี้ ขณะเดียวกันก็จะบรรจุเรื่องนี้เข้าไปใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570

“เราไม่ได้พูดอย่างเดียว อาจารย์ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ โดยการนำของรองนายกรัฐมนตรี ขอให้ความมั่นใจว่า จะดูแลพวกเราอย่างดี ผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้ได้” รมว.ศธ.กล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนของการเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ขณะนี้ได้มอบหมายปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการยืนยันเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ทั้ง 7 ร่าง ไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาต่อไป

“อาจารย์ให้ความสำคัญกับระบบโยกย้ายครู เพื่อให้โอกาสและความเป็นธรรมแก่ครู ได้ย้ายกลับบ้าน กลับภูมิลำเนา ไปดูแลพ่อแม่ ลูกหลาน ตามที่ต้องการ โดยได้สั่งการไปแล้วว่าห้ามเด็ดขาดเรียกรับเงิน ถ้ารู้และมีหลักฐานว่ามีการเรียกรับเงินตรงไหน จะไม่เก็บไว้อย่างแน่นอน จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ได้ขู่ แต่จะทำจริงๆ พร้อมสั่งการไปยังเลขาธิการ กพฐ.ด้วยแล้วเช่นกันว่า อย่าให้มีเรื่องเรียกรับเงินเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีแล้วว่า เราจะแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา โดยให้ สกสค.จัดตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ครูจากสหกรณ์ต่างๆ ให้ดอกเบี้ยต่ำ โดยมีเงื่อนไขว่าครูจะต้องไม่สร้างหนี้เพิ่ม ซึ่งมีงบประมาณที่ต้องขอจากรัฐบาลมาอุดหนุนในส่วนของการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำด้วย

– 006

สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.57 น.

สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ‘ดร.อัมมาร สยามวาลา’ ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ

5 ตุลาคม 2568 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยยิ่งต่อการจากไปของ ศ.พิเศษ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ และอดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุว่า ดร.อัมมาร เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาการก่อตั้งทีดีอาร์ไอ และท่านนับเป็นนักวิจัยท่านแรกของสถาบันแห่งนี้ ตลอดชีวิตของการเป็นนักวิชาการของดร.อัมมาร ได้สร้างผลงานทางวิชาการที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อประโยชน์สาธารณะจำนวนมาก

ร่วมระลึกถึงดร.อัมมาร ผู้เป็นจิตวิญญาณ เป็นที่รัก และเคารพของเราชาวทีดีอาร์ไอ หนังสือ “ครบรอบ 60 ปีอาจารย์อัมมาร” ซึ่งรวบรวมบทความที่ดร.อัมมาร ได้รังสรรค์ขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงทัศนะเกี่ยวกับผลงานของดร.อัมมาร จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยร่วมงานกับดร.อัมมาร

https://tdri.or.th/wp-contenthttps://static.naewna.com/uploads/2013/01/po4.pdf

‘นฤมล’เดือด!!! สั่งเอาผิดครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็กแอบกินขนม รับไม่ได้ความรุนแรงในสถานศึกษา

'นฤมล'เดือด!!! สั่งเอาผิดครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็กแอบกินขนม รับไม่ได้ความรุนแรงในสถานศึกษา

‘นฤมล’เดือด!!! สั่งเอาผิดครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็กแอบกินขนม รับไม่ได้ความรุนแรงในสถานศึกษา

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

“รมว.นฤมล” เดือด! สั่งคุรุสภาลงดาบครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็ก ป.1  ลั่น “ครูคือผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย” ด้านเลขาฯ คุรุสภารับลูก จ่อพักใบอนุญาตฯ ชงต้นสังกัดไล่ออกได้ทันที

วันที่ 4 ตุลาคม 2568 ผศ.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถึงกรณีครูได้ใช้ฟุตเหล็กตีนักเรียน ป.1 เพราะแอบหยิบขนมไปกิน จนเด็กขอบตาช้ำ แก้มบวมแดง เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงได้สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเร่งดำเนินการลงโทษทันที และเน้นย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่อาจยอมรับพฤติกรรมความรุนแรงในสถานศึกษาได้ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของเด็กนักเรียน เพราะหน้าที่ของครูคือ ผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย

ผศ.อมลวรรณ เปิดเผยว่า ครูคนดังกล่าวเป็นครูผู้ช่วยของโรงเรียนแม่จาง ตำบลนาสัก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 และเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2566 หมดอายุวันที่ 6 พ.ค. 2571 จึงรับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2568

“ตามขั้นตอนแล้ว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อพิจารณาให้พักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน แต่หากหน่วยงานต้นสังกัดมีความเห็นให้ออกจากราชการ ก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนใด ๆ ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะมีการวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพต่อไป” ผศ.อมลวรรณ กล่าว

DPU–สถาบันขงจื่อฯ มอบประกาศนียบัตรสื่อไทย ​จบหลักสูตร​ “หนีห่าว​ สนทนาจีนภาษาคนข่าว” เสริมศักยภาพสะพานภาษา–วัฒนธรรมไทย–จีน

DPU–สถาบันขงจื่อฯ มอบประกาศนียบัตรสื่อไทย ​จบหลักสูตร​ “หนีห่าว​ สนทนาจีนภาษาคนข่าว” เสริมศักยภาพสะพานภาษา–วัฒนธรรมไทย–จีน

DPU–สถาบันขงจื่อฯ มอบประกาศนียบัตรสื่อไทย ​จบหลักสูตร​ “หนีห่าว​ สนทนาจีนภาษาคนข่าว” เสริมศักยภาพสะพานภาษา–วัฒนธรรมไทย–จีน

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.39 น.

DPU–สถาบันขงจื่อฯ มอบประกาศนียบัตรสื่อไทย ​จบหลักสูตร​ “หนีห่าว​ สนทนาจีนภาษาคนข่าว” เสริมศักยภาพสะพานภาษา–วัฒนธรรมไทย–จีน

วันที่ 4 ตุลาคม 2568 ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ถนนประชาชื่น กรุงเทพฯ อาจารย์พูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ที่ปรึกษาอธิการบดีอาวุโส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ในฐานะเลขาธิการและกรรมการ บริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล เป็นประธานมอบประกาศ นียบัตร “โครงการหนีห่าว สนทนาจีนภาษาคนข่าว” ครั้งที่ 2 ให้กับสื่อมวลชนจาก สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ซึ่งประกอบด้วยสื่อชั้นนำมากมาย ที่เข้ารับการอบรมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนถึงเดือนตุลาคม 2568 จำนวน 16 คน ณ ห้องเรียนชั้น 2 สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  ซึ่งโครงการอบรมนี้จัดขึ้นร่วมกับสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล และสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เพื่อยกระดับทักษะการสื่อสารของสื่อมวลชนที่สนใจเรียนรู้ภาษาจีน ตลอดจนร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีของชาวจีนผ่านงานศิลปะต่างๆ โดยมี รศ.เฉิน เวย ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (ฝ่ายจีน), อาจารย์เอกรัตน์ จันทร์รัฐิติกาล ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (ฝ่ายไทย),อาจารย์กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช Head of Corporate Communication, Hou Xiaolin อาจารย์ประจำสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล, นางสาวสายชล เกียรติกังวาฬไกล กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เข้าร่วมในพิธี

 อาจารย์พูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ที่ปรึกษาอธิการบดีอาวุโส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ในฐานะเลขาธิการและกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล เปิดเผยในพิธีปิดการอบรมภาษาจีนสำหรับสื่อมวลชน ว่า รู้สึกชื่นชมความมุ่งมั่นของผู้เข้าอบรมทุกคนที่แบ่งเวลาในตารางงานอันแน่นขนัดมาพัฒนาทักษะภาษาจีนอย่างต่อเนื่อง จนเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนตลอดหลักสูตร โดยบทบาทของสถาบันขงจื่อ และ ห้องเรียนขงจื่อ ถือเป็นกลไกการศึกษาภาษาจีนและวัฒนธรรมที่กระจายอยู่ทั่วโลก รวมถึงหลายจังหวัดในประเทศไทย โดยมีพันธกิจหลักคือ “สอนภาษา–เชื่อมวัฒนธรรม–เปิดโลกทัศน์” ร่วมกับสถาบันเจ้าภาพในครั้งนี้ คือมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สถาบันขงจื่อฯ DPU ครบรอบ 10 ปีในปีนี้ และจะเดินหน้าขยายความร่วมมือเชิงวิชาการและวัฒนธรรมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

 “ภาษาจีนคือทุนคุณภาพของสื่อไทย เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าใจภาษาจีน ก็จะเข้าถึงบริบทจีนได้ลึกขึ้น ตีความข่าวได้แม่นยำขึ้น และเล่าเรื่องประเทศไทยให้ผู้ฟังชาวจีนเข้าใจได้ดีขึ้นไปพร้อมกัน ภาษาเป็นสะพาน ส่วนสื่อคือผู้พาสังคมก้าวข้ามแม่น้ำแห่งความไม่รู้ นอกจากนี้ ภาพรวมตลาดแรงงานว่า ความต้องการบุคลากรที่สื่อสารภาษาจีนได้ยังคงสูงมาก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ลงทุนในเขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตลอดจนตำแหน่งงานสายบัญชี ธุรกิจ เทคโนโลยี กฎหมาย และสื่อสาร ซึ่งที่ผ่านมา เราได้รับการติดต่อจากบริษัทจำนวนมากที่ต้องการคนมีทักษะภาษาจีน นี่คือโอกาสตรงสำหรับผู้เรียนทุกคน หากสั่งสมความรู้และนำไปใช้จริง ย่อมต่อยอดสู่อาชีพได้” อาจารย์พูลศักดิ์ กล่าว

 อาจารย์พูลศักดิ์ กล่าวถึงมิติความสัมพันธ์ไทย–จีน การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ที่สืบเนื่องยาวนานมาถึงปัจจุบัน ซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปี ซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปี หลายสถาบันร่วมจัดกิจกรรมระลึกความสัมพันธ์ “ความเข้าใจซึ่งกันและกันต้องอาศัยการเรียนรู้ทั้งภาษา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม”  หลายสถาบันร่วมจัดกิจกรรมระลึกความสัมพันธ์ “ความเข้าใจซึ่งกันและกันต้องอาศัยการเรียนรู้ทั้งภาษา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม” พร้อมเชิญชวนให้สื่อมวลชนไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของพระมหามณฑปวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อสัมผัสรากเหง้าชุมชนไทยเชื้อสายจีนและสายธารความเป็น “พี่น้อง” ของสองประเทศ ในขณะที่หลายหน่วยงานสนับสนุนให้บุคลากรเรียนภาษาจีน ควบคู่กับการสอบวัดระดับ (HSK) ซึ่งหลายคนก้าวหน้าได้ถึงระดับสูง ตลอดจนโอกาสศึกษาดูงานที่จีนซึ่งได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับเรื่องต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในบริบทไทย พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนสานต่อการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ทั้งหลักสูตรระยะสั้น ทุนแลกเปลี่ยน ไปจนถึงระดับปริญญา โดยสถาบันขงจื่อฯ และ DPU พร้อมเป็น “จุดรวมพลัง” ให้คำปรึกษาและเชื่อมโอกาส โดยหวังเห็นทุกคนใช้ภาษาจีนเป็นกุญแจ เปิดประตูความเข้าใจ และทำหน้าที่เป็นสะพานไทย–จีนต่อไป พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนให้สื่อมวลชนไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของพระมหามณฑปวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร

 อาจารย์พูลศักดิ์ ยังกล่าวถึงการที่หลายหน่วยงานสนับสนุนให้บุคลากรเรียนภาษาจีน ควบคู่กับการสอบวัดระดับ (HSK) ซึ่งหลายคนก้าวหน้าได้ถึงระดับสูง ตลอดจนโอกาสศึกษาดูงานที่จีนซึ่งได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับเรื่องต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในบริบทไทย พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนสานต่อการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ทั้งหลักสูตรระยะสั้น ทุนแลกเปลี่ยน ไปจนถึงระดับปริญญา โดยสถาบันขงจื่อฯ และ DPU พร้อมเป็น “จุดรวมพลัง” ให้คำปรึกษาและเชื่อมโอกาส โดยหวังเห็นทุกคนใช้ภาษาจีนเป็นกุญแจ เปิดประตูความเข้าใจ และทำหน้าที่เป็นสะพานไทย–จีนต่อไป

 ด้าน รศ.เฉิน กล่าวย้ำบทบาทของ “ภาษา” ต่อวิชาชีพสื่อมวลชนไทย โดยมองว่าเป็น “สะพาน” เชื่อมความเข้าใจระหว่างสองสังคม “เมื่อผู้สื่อข่าวไทยเข้าใจภาษาจีน ก็เข้าถึงวัฒนธรรมและสถานการณ์ของจีนได้ลึกซึ้งขึ้น และในขณะเดียวกันก็เล่าเรื่องราวของประเทศไทยให้ชาวจีนเข้าใจได้ดีขึ้นด้วย สื่อมวลชนได้ใช้ ‘กล้อง’ และ ‘ตัวอักษร’ เป็นสื่อเชื่อมโยงสองประเทศเข้าหากัน”  และแม้หลักสูตรกำลังสิ้นสุด แต่ รศ.เฉินเน้นว่า “การเรียนรู้ไม่จบลงเพียงเท่านี้”  ขอให้ผู้เข้าอบรมนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน ทำหน้าที่เป็น “ทูตแห่งการแลกเปลี่ยน” ระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนต่อไป ทั้งนี้ได้เชิญชวนให้ทุกคนสานต่อการเรียนรู้กับสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล และที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในโอกาสหน้า เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

 ขณะที่นายคัชฑาพงศ์ ลีลาพงศ์ฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวผู้เข้าร่วมอบรม โครงการ “หนีห่าว สนทนาจีนภาษาคนข่าว” ครั้งที่ 2 เปิดเผยว่า ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่ได้มอบโอกาสอันมีค่าให้กับผู้เรียนทุกคน ซึ่งการเรียนรู้ภาษาจีนนั้นเป็นเสมือนการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ มากขึ้นในชีวิตและการทำงาน เพราะประเทศจีนในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด หากไม่ได้เข้ามาเรียนรู้ภาษาจีน ก็อาจพลาดโอกาสสำคัญในการเข้าถึงวิทยาการ ความรู้ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศจีน เมื่อเรามีความสามารถด้านภาษาจีนแล้ว ก็สามารถต่อยอดไปสู่การทำงานร่วมกับหน่วยงานธุรกิจที่สำคัญ ๆ หรือแม้กระทั่งในวงการเทคโนโลยีที่ประเทศจีนมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในด้านดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ประเทศไทยยังแทบไม่รู้จักหรือติดต่อกับจีนโดยตรง แต่ปัจจุบันกลับเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัว

 ทั้งนี้​ ช่วงท้ายกิจกรรมสื่อมวลชนผู้เข้าอบรมยังได้เรียนรู้การทำขนมไหว้พระจันทร์ เนื่องจากใกล้วันไหว้พระจันทร์ปีนี้ ตรงกับ วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 ตามปฏิทินจันทรคติจีนคือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8​ อีกด้วย

‘นฤมล’ลั่นไม่ไว้หน้าใคร สั่งสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’บิดเบือนอัตราครู

‘นฤมล’ลั่นไม่ไว้หน้าใคร สั่งสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’บิดเบือนอัตราครู

‘นฤมล’ลั่นไม่ไว้หน้าใคร สั่งสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’บิดเบือนอัตราครู

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.49 น.

‘รมว.นฤมล’สั่งตั้งกรรมการสอบด่วนปม‘ปั่นยอดนักเรียน’ที่มหาสารคาม ลั่นเอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือน‘อัตรากำลังครู’ หวั่นบั่นทอนคุณภาพศึกษา

4 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างโรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรมปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า-ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

รมว.ศธ. ระบุว่า ตนได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า อาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

“ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการ จะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว